- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งไท่ชาง
- บทที่ 470 - ความกังวล ความคดโกง ความภักดี และความรัก
บทที่ 470 - ความกังวล ความคดโกง ความภักดี และความรัก
บทที่ 470 - ความกังวล ความคดโกง ความภักดี และความรัก
บทที่ 470 - ความกังวล ความคดโกง ความภักดี และความรัก
◉◉◉◉◉
"จื่อเซียน" ที่ฝั่งตรงข้ามของหกราชบัณฑิต โจวเจียหมัวเสนาบดีกรมปกครองก้มหน้ากากบาทลงบนกระดาษคำตอบตรงหน้า พลางส่งเสียงเรียกสวีกวงฉี่เสนาบดีกรมพิธีการที่นั่งอยู่ข้างๆ เบาๆ
"จื่อเซียน"
"สวีจื่อเซียน!"
สวีกวงฉี่กำลังเหม่อลอย จนกระทั่งโจวเจียหมัวขึ้นเสียงเรียกเป็นครั้งที่สาม เขาถึงได้หันไปมอง "ท่านโจวมีคำชี้แนะอะไรหรือ"
"ข้าไม่มีคำชี้แนะ ท่านเบาเสียงหน่อย" โจวเจียหมัวกดเสียงให้ต่ำลงไปอีก พร้อมกับโบกมือรัวๆ เป็นสัญญาณให้สวีกวงฉี่พูดเบาๆ ในพระที่นั่งเหวินฮว๋า ณ วันที่สิบหกเดือนสาม คำว่า "คำชี้แนะ" มีความหมายพิเศษแฝงอยู่
สวีกวงฉี่พยักหน้าทั้งที่ยังไม่เข้าใจความนัย เขาไม่เคยมาที่พระที่นั่งเหวินฮว๋ามาก่อน จึงไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางของกฎระเบียบที่นี่นัก
โจวเจียหมัวมองซ้ายมองขวา พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจจึงถามเสียงเบาว่า "ข้าได้ยินมาว่าในวังมีงานศพ พระธิดาสิ้นพระชนม์ เรื่องนี้จริงหรือไม่"
สีหน้าของสวีกวงฉี่ชะงักไป แววตาเปลี่ยนวูบ "เมื่อวานซืนนี้เอง"
"ข้ายังได้ยินข่าวลืออีกเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านรู้หรือไม่" โจวเจียหมัวออกแรงดึงกระดาษคำตอบแผ่นต่อไปมาวางตรงหน้า หวังให้เสียงพลิกกระดาษกลบเสียงพูดของตน
"เรื่องที่พาดพิงถึงกรมอาญาใช่ไหม" สวีกวงฉี่เหลือบมองหวงเค่อจ้านเสนาบดีกรมอาญาโดยสัญชาตญาณ ตั้งแต่เช้าที่เจอหน้าหวงเค่อจ้าน เขาก็พยายามลอบสังเกตสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายมาตลอด แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังดูไม่ออก หวงเค่อจ้านที่อยู่ใจกลางพายุกลับดูเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยสักนิด
"ใช่ เรื่องนั้นแหละ" โจวเจียหมัวก้มหน้าลง ทำทีเป็นตรวจข้อสอบอย่างเคร่งเครียดแต่ใจลอยไปที่อื่น ทว่าเพียงครู่เดียวเขาก็ถูกกระดาษคำตอบแผ่นใหม่ดึงดูดความสนใจไปทันที เขาจำลายมือบนกระดาษคำตอบแผ่นนี้ได้!
"ท่านโจวฟังมาจากใครหรือ" สวีกวงฉี่ยื่นมือไปหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบเบาๆ
"คนหามเกี้ยวบ้านข้าเอง" โจวเจียหมัวแม้อายุจะมากแล้ว แต่ความสามารถในการแยกประสาททำสองอย่างพร้อมกันยังไม่เสื่อมถอย "ดูเหมือนข่าวลือจะแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว ข้าคิดว่ามีคนจงใจชักใยอยู่เบื้องหลัง มันมาแรงมาก ท่านต้องระวังตัวให้ดี"
สวีกวงฉี่ดื่มชาร้อนเข้าไปแท้ๆ แต่กลับตัวสั่นสะท้านเหมือนสูดลมหนาวเข้าไป "ข่าวลือนั่นไม่น่าจะพุ่งเป้ามาที่กรมพิธีการของข้านะ"
"ท่านอย่าได้ประมาทคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวเชียว" โจวเจียหมัวเตือนสติ "ถึงแม้ข่าวลือพวกนี้จะพาดพิงกรมอาญาไม่ใช่กรมพิธีการ แต่ทั้งจวนมาร์ควิสอู่ชิงและตำหนักจิ่งเหริน ต่างก็เกี่ยวข้องกับจารีตประเพณีและศีลธรรมจรรยา หลังจากนี้จะต้องมีคนยกเอาธรรมเนียมเก่ามาอ้างแน่ เผลอๆ อาจจะขุดคุ้ยเรื่องเก่าในรัชสมัยอดีตจักรพรรดิขึ้นมาพูด ท่านคุมกรมพิธีการอยู่ ไม่ว่าจะทางไหนเรื่องก็ต้องโยงมาถึงตัวท่านจนได้ ถ้าไม่ระวังให้ดีจะถูกลากเข้าไปพัวพัน ท่านต้องเตรียมตัวให้พร้อม ระวังคำพูดคำจา! ทางที่ดีก่อนที่ฝ่าบาทจะมีพระราชดำรัสถึงกรมพิธีการอย่างชัดเจน ท่านอย่าพูดอะไรเลยจะดีที่สุด"
สวีกวงฉี่พยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ขอบคุณท่านโจวที่เป็นห่วง ข้าจะระวัง"
หางตาของโจวเจียหมัวจับสัมผัสได้ว่ามีคนเริ่มหันมามอง เขาจึงรีบตัดบท ยื่นกระดาษคำตอบตรงหน้าไปที่มือของสวีกวงฉี่ แล้วแกล้งทำเป็นขึ้นเสียงดังขึ้นเล็กน้อยว่า "จื่อเซียน ท่านลองดูคำตอบข้อนี้สิ..."
————————
ในขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ภายในโถงกลางของสำนักซีฉ่าง หลี่ซีเจ๋อหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการคนใหม่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น รายงานข่าวกรองที่สืบมาได้จากทั่วเมืองหลวงให้เว่ยจงเสียนขันทีผู้บัญชาการรับทราบ โดยมีหลี่หย่งเจินหัวหน้ากองธุรการและหวังเฉิงเอินหัวหน้ากองตรวจสอบภายนอกนั่งขนาบข้างเว่ยจงเสียนอยู่ซ้ายขวา
"...อย่างน้อยในตอนนี้ ที่ย่านเหรินโซ่วฟางในเขตกลาง ย่านรื่อจงฟางในเขตตะวันตก ย่านเป่ยจวีเสียนฟางและย่านหวงหัวฟางในเขตตะวันออก ย่านฉงหนานฟาง ย่านเซวียนเป่ยฟาง และย่านเซวียนหนานฟางในเขตใต้ ต่างก็ได้ยินข่าวลือที่เป็นภัยต่อความมั่นคงเช่นนี้ขอรับ" หลี่ซีเจ๋อสรุปรายงาน
สำนักซีฉ่างไม่ได้รับอำนาจในการสืบสวนราษฎร และภายใต้โครงสร้างของสำนักซีจี๋ซื่อฉ่างก็ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการสืบสวนภายนอกโดยตรง ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการนี้ก็ตั้งขึ้นโดยเลียนแบบหัวหน้ากองปราบของสำนักตงฉ่าง โดยอ้างชื่อว่ามีไว้กำกับดูแลรายรับรายจ่ายและบัญชีรายชื่อของกองปฏิบัติการต่างๆ ดังนั้นหากจะว่ากันตามตรง หลี่ซีเจ๋อและหน่วยสืบสวนใต้บังคับบัญชาของเขากำลังทำงานสืบสวนแบบผิดกฎหมาย แต่จักรพรรดิทรงถือคติว่ามีหูตาเพิ่มอีกสักคู่ย่อมดีกว่ามีแค่ตาเดียว จึงทรงทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ขอแค่เว่ยจงเสียนไม่ก่อเรื่องจนเป็นที่ครหาหนักหนาก็จะไม่ทรงยุ่งเกี่ยว
"ท่านเจ้าสำนัก! มีข่าวลือที่เป็นภัยร้ายแรงปรากฏขึ้นพร้อมกันในหลายพื้นที่ขนาดนี้ ต้องมีคนบงการอยู่เบื้องหลังแน่นอน!" หลี่หย่งเจินหันไปมองเว่ยจงเสียน แล้วเสนอแนะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "พวกเราควรรีบเพิ่มกำลังคนสาวไส้ให้ถึงต้นตอ!"
"พวกเราไม่มีอำนาจจับกุมคนภายนอก" เว่ยจงเสียนกล่าว
"งั้นก็ไปบอกกองปราบฝ่ายเหนือ" หลี่หย่งเจินกล่าว "ให้องครักษ์เสื้อแพรออกหน้าไปจับกุมคนพวกนี้"
เว่ยจงเสียนไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วถามหลี่ซีเจ๋อว่า "สืบรู้หรือยังว่าเป็นฝีมือใคร"
"ยังเลยขอรับ" หลี่ซีเจ๋อมีทั้งกำลังคนและงบประมาณจำกัด แถมยังไม่มีอำนาจจับกุมและสอบสวน ประสิทธิภาพในการสืบสวนจึงไม่สูงนัก
"เรื่องเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันขนาดนี้ พวกเจ้าไม่เจอเบาะแสอะไรเลยหรือ" เว่ยจงเสียนปรายตามองหวังเฉิงเอินแวบหนึ่งอย่างแนบเนียน
"ก็ไม่ใช่ว่าไม่เจอเลยขอรับ!" หลี่ซีเจ๋อรีบตอบ "พวกเราล็อกเป้าอันธพาลเจ้าถิ่นที่โวยวายเสียงดังผิดปกติและทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตาไว้บางคนแล้ว"
"อันธพาลอะไร"
"ก็พวกที่ปกติเวลามีเรื่องแปลกๆ หรือข่าวลืออะไรในตลาด ก็จะออกมาตะโกนป่าวประกาศ บ่าวคิดว่าถ้าเริ่มสืบจากคนพวกนี้ไล่ลงไป อาจจะเจอต้นตอได้ขอรับ" หลี่ซีเจ๋อพูดอย่างระมัดระวัง
"จะมัวสืบอะไรอยู่ ให้กองปราบฝ่ายเหนือจับตัวมาสอบสวนเลยก็สิ้นเรื่อง!" หลี่หย่งเจินกล่าว "สอบจนกว่าคนพวกนี้จะคายออกมาว่าตอนเด็กกินนมไปกี่คำ รับรองต้องรู้แน่ว่าใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง"
เว่ยจงเสียนหันไปมองหวังเฉิงเอิน "หัวหน้าหวัง เจ้าคิดว่าอย่างไร"
"ท่านเจ้าสำนัก ท่านหัวหน้ากองหลี่!" หวังเฉิงเอินกำหมัดแน่น ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าโกรธจนถึงขีดสุด "หลี่กั๋วเฉินเพิ่งเข้าคุก ข่าวลือแบบนี้ก็แพร่สะพัดตามมาทันที ต้องเป็นฝีมือคนตระกูลหลี่แน่ๆ ควรจะบุกไปที่สวนชิงหัวจับตัวมาร์ควิสอู่ชิงขบถแผ่นดินกับลูกชายของมันมาให้หมด! อย่าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้อีก!"
เว่ยจงเสียนยกมุมปากยิ้ม กำลังจะเอ่ยปาก แต่ก็ถูกหลี่หย่งเจินชิงตัดบทไปเสียก่อน "เจ้าทำแบบนั้นไม่ได้นะ!" เขาไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะใจร้อนและรุนแรงกว่าที่คาดไว้ จึงรีบห้ามปราม "ให้กองปราบฝ่ายเหนือไปจับพวกปากเปราะปล่อยข่าวลือกับพวกลิ่วล้อมาสอบก่อนดีกว่า จะจับหรือไม่จับมาร์ควิสอู่ชิง ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะตัดสินใจได้..."
"งั้นก็รายงานเบื้องบน!" หวังเฉิงเอินยันที่วางแขนกระโดดลงจากเก้าอี้
"เจ้าจะทำอะไร" หลี่หย่งเจินก็ลุกขึ้นตาม
"ท่านเจ้าสำนักบอกว่าเราไม่มีอำนาจจับคนไม่ใช่หรือ" หวังเฉิงเอินก้าวเท้าเดินออกไปแล้ว "ข้าจะไปขออำนาจเดี๋ยวนี้!"
"โอ๊ย! พ่อคุณทูนหัวของข้า" หลี่หย่งเจินรีบเข้าไปขวางหน้าหวังเฉิงเอิน เขากลัวจริงๆ ว่าเจ้าหมอนี่จะวิ่งแจ้นไปที่ตำหนักเฉียนชิง "เจ้าอย่าเพิ่งวู่วามสิ!" ปากพูดกับหวังเฉิงเอิน แต่หน้าหันไปมองเว่ยจงเสียน หวังให้อีกฝ่ายช่วยดึงสติเจ้าหนุ่มเลือดร้อนผู้จงรักภักดีคนนี้หน่อย
เว่ยจงเสียนยังคงนั่งนิ่ง ไม่มีความคิดที่จะพูดอะไร
"การกล่าวหาต้องมีหลักฐาน ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าเป็นฝีมือตระกูลหลี่จริงหรือไม่ และเรื่องราวบานปลายไปถึงไหนแล้วก็ยังไม่ชัดเจน ใจเย็นๆ ก่อน ให้กองปราบฝ่ายเหนือไปจับพวกปล่อยข่าวลือมาสอบสวน รอให้เรื่องราวกระจ่างกว่านี้แล้วค่อยรายงานตามความเป็นจริงก็ยังไม่สาย!" หลี่หย่งเจินหันไปพูดกับเว่ยจงเสียน "ถ้าขืนบุ่มบ่ามไปรบกวนฝ่าบาท แล้วสุดท้ายจับผิดตัว พวกเราซีฉ่างทั้งสำนักจะซวยกันหมด!"
"อืม ท่านหัวหน้ากองหลี่พูดถูก" เว่ยจงเสียนกลอกตาไปมาแล้วตัดสินใจ เขาหันไปสั่งหลี่ซีเจ๋อ "ตอนนี้เจ้าไปที่กองปราบฝ่ายเหนือ พาคนของเถียนเอ่อร์เกิงไปตามตลาด จับตัวพวก 'อันธพาล' กลับมาเข้าคุกหลวงแล้วสอบสวนให้หนัก!"
"ขอรับ" หลี่ซีเจ๋อรับคำสั่ง แล้วรีบวิ่งออกไปจากโถงกลางซีฉ่างทันที
"ท่านหัวหน้ากองหลี่" เว่ยจงเสียนหันมามองหลี่หย่งเจิน
"ขอรับ" หลี่หย่งเจินถอนหายใจอย่างโล่งอก
"เจ้าไปที่สำนักซือหลี่เจียน ไปรายงานเรื่องนี้ไว้เป็นหลักฐาน" เว่ยจงเสียนสั่ง
"ขอรับ" หลี่หย่งเจินรับคำ แล้วจูงมือหวังเฉิงเอินราวกับจูงลูกชาย "พวกเราไปด้วยกัน เจ้าอยากจะรายงานไม่ใช่หรือ ไปสิ"
————————
"พระสนม เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้ขอรับ" เกือบสองเค่อต่อมา ผู้บัญชาการเว่ยจงเสียนได้เล่าเรื่องที่เพิ่งฟังมาจากหลี่ซีเจ๋อให้ "ผู้ใต้บังคับบัญชา" ของตน หรือก็คือพระสนมเชิ่นผินแห่งตำหนักหย่งโซ่ว หัวหน้าสำนักตรวจสอบซีฉ่างหมี่เมิ่งฉางฟัง โดยตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นและใส่สีตีไข่เพิ่มเข้าไปบ้าง
หมี่เมิ่งฉางไม่ได้พูดอะไรทันที นางจรดพู่กันลงชื่อของตนในร่างคำตัดสินคดีที่วางอยู่ตรงหน้า นางในหมี่เมิ่งฉาง ขอกราบทูล
ตัวอักษรของนางงดงามอ่อนช้อยและดูมีลวดลายดอกไม้นิดๆ หากมองแค่ลายมือที่สั่นไหวน้อยๆ อาจจินตนาการไปถึงภาพหญิงสาวอ่อนแอที่กำลังนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งนุ่มเขียนบทกวีตัดพ้อชายคนรัก แต่ทว่าหากมองขึ้นไปดูเนื้อหาในร่างคำตัดสิน ความรู้สึกเหล่านั้นจะมลายหายไปทันที เพราะโทษทัณฑ์ที่ระบุไว้ในร่างนั้นคือโทษประหารชีวิตหลายคน
เมื่อเขียนเส้นตวัดสุดท้ายของคำว่า "อี" (เสื้อผ้า) เสร็จสิ้น หมี่เมิ่งฉางก็เอ่ยปาก "ข้าคิดว่า หลี่ซีเจ๋อคงไปเสียเที่ยวเปล่า"
เว่ยจงเสียนชะงัก ไม่คิดว่าประโยคแรกที่หมี่เมิ่งฉางพูดจะเป็นประโยคนี้ "ท่านคิดว่าหลี่ซีเจ๋อจะคว้าน้ำเหลวหรือขอรับ"
"ท่าน อะไรกัน ข้ายังไม่แก่สักหน่อย" หมี่เมิ่งฉางขมวดคิ้วเรียวสวย "ถ้าขืนท่านเรียกแบบนี้อีก พรุ่งนี้ตื่นมาหน้าข้าคงมีตีนกาเพิ่มขึ้นแน่"
"ฮะๆ บ่าวเสียมารยาทไปแล้ว" เว่ยจงเสียนหัวเราะแห้งๆ เขาเปลี่ยนคำเรียกแล้วถามคำถามเดิมซ้ำ "ทำไมพระสนมถึงคิดว่าหลี่ซีเจ๋อจะคว้าน้ำเหลวเล่าขอรับ"
"ไม่ถึงกับคว้าน้ำเหลวทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็จับได้ไม่ครบ" หมี่เมิ่งฉางวางพู่กันลง ยกมือขึ้นปิดปากหาววอด
"ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นมั้ง คนของเขาก็เฝ้าอยู่" เว่ยจงเสียนแย้ง
"คนของเขาสืบรู้ คนของคนอื่นก็สืบรู้เหมือนกัน" หมี่เมิ่งฉางเงยหน้าขึ้น หรี่ตาลงเล็กน้อย
หมี่เมิ่งฉางตระหนักได้ชัดเจนว่าสายตาของนางแย่ลง ช่วงนี้มองของที่อยู่ไกลๆ ไม่ค่อยชัดเลย ตอนนี้แม้แต่จะมองเว่ยจงเสียนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็ยังต้องหรี่ตา สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นางนึกถึงบทกวี "นั่งยามค่ำคืน" ของซูเจ๋อสองวรรคแรกขึ้นมา: ยามเยาว์อ่านตำราผลาญสายตา ยามชรากลัวแสงไฟจึงหลับไว
"ท่านหมายถึงคนของตงฉ่างหรือขอรับ" เว่ยจงเสียนไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางรอยยิ้มที่ดูซื่อบื้อบนใบหน้าของเขาให้กว้างขึ้น
หมี่เมิ่งฉางมองเห็นสีหน้าของเว่ยจงเสียนชัดขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มซื่อๆ นั่นไม่ได้ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นเลย กลับทำให้นางรู้สึกรังเกียจ "ซีฉ่างต้องรายงาน ตงฉ่างไม่ต้องรายงานหรือ แล้วท่านยังต้องไปบอกกล่าวขอยืมคนจากกองปราบฝ่ายเหนืออีก ข้าหมายถึงกองสืบสวนตะวันออกและตะวันตกต่างหาก ขอแค่พวกเขาได้รับคำสั่งจากสำนักผู้บัญชาการ ก็สามารถจับคนได้เลย นี่มันเร็วกว่าที่หลี่ซีเจ๋อต้องพากคนวิ่งไปวิ่งมาตั้งเยอะ"
"ท่านพูดถูกขอรับ" เว่ยจงเสียนพยักหน้า แล้วรีบถามว่า "ท่านคิดว่าพวกเราควรไปที่ตำหนักเฉียนชิงเพื่อรายงานเรื่องนี้กับฝ่าบาทไหมขอรับ"
หมี่เมิ่งฉางไม่ตอบ แต่หันไปทางประตูแล้วตะโกนเรียกเบาๆ "ใครก็ได้ เข้ามาหน่อย"
"เรื่องแบบนี้ พวกเราควรไปจัดการด้วยตัวเองดีกว่านะขอรับ" ใบหน้าของเว่ยจงเสียนเริ่มมีเลือดฝาด เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน "ถึงเวลานั้น คงต้องขอให้ท่านช่วยพูดเยอะหน่อย นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวของฝ่าบาท บ่าวเป็นแค่บ่าวไพร่ ไม่ค่อยสะดวกที่จะพูด..."
หมี่เมิ่งฉางโบกมือเป็นสัญญาณให้เว่ยจงเสียนนั่งลง จังหวะนั้นขันทีน้อยคนหนึ่งก็ขานรับเดินเข้ามา "พระสนมมีอะไรให้รับใช้ขอรับ" ถามจบขันทีน้อยก็หันไปคารวะเว่ยจงเสียน
สำนักซีฉ่างมีผู้ชายแท้ๆ อยู่ไม่น้อย แต่ในเรือนพักของหมี่เมิ่งฉางกลับไม่มีผู้ชายแม้แต่คนเดียว
"ไปตักน้ำร้อนมาให้ข้ากะละมังหนึ่ง เอาใส่กะละมังทองแดงนะ" หมี่เมิ่งฉางสั่ง
"ขอรับ บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้" ขันทีน้อยเข้าใจทันทีว่าหมี่เมิ่งฉางต้องการจะทำอะไร จึงรีบหันหลังเดินออกไป
"หา?" เว่ยจงเสียนงุนงง ตามหลักแล้วในฐานะพระสนมคนโปรดของจักรพรรดิ เมื่อเจอเรื่องแบบนี้ หมี่เมิ่งฉางควรจะร้อนรนและโกรธเกรี้ยวยิ่งกว่าหวังเฉิงเอินเสียอีก แต่นางกลับทำท่าทางไม่ยี่หระ ขาดแค่ยังไม่ได้นั่งไขว่ห้างแล้วพูดว่า "ไม่เกี่ยวกับฉัน" เท่านั้นเอง "ท่านจะทำอะไรหรือขอรับ"
"ข้าจะรักษาโรคตา" หมี่เมิ่งฉางกล่าว "ข้าเห็นวิธีรักษา 'โรคตา' ในตำรา 'ซูเสิ่นเหลียงฟาง' เดี๋ยวจะบอกท่าน ท่านก็เอาไปหัดใช้ได้นะ" หมี่เมิ่งฉางถึงขั้นท่องเนื้อหาสำคัญในบท "รักษาโรคตาทั้งปวง" ออกมา " 'ใส่น้ำร้อนจัดให้เต็มภาชนะ หากเป็นภาชนะทองแดงยิ่งดี ใช้มือวักน้ำร้อนอังดวงตา หลับตาให้แน่นอย่าลืมตา และอย่าใช้มือขยี้ตา เพียงวักน้ำร้อนอัง พอน้ำเย็นก็เลิก หากมีโรคทำวันละสามสี่ครั้ง หากไร้โรคทำวันละสองครั้ง จะช่วยให้ตาสว่าง รักษาตาแดงและอาการคันหัวตาหางตาได้ดีนักแล' "
"บ่าวไม่เข้าใจ" เว่ยจงเสียนมองหมี่เมิ่งฉางด้วยความสงสัย
"ไม่เข้าใจก็ช่างเถอะ" คิ้วของหมี่เมิ่งฉางขมวดแน่นขึ้น "อย่างไรก็ไม่แน่ว่าจะได้ผล"
"ท่านจะไม่ไปตำหนักเฉียนชิงแล้วหรือขอรับ" เว่ยจงเสียนถามตรงๆ
"ข้าไม่อยากไป!" ไฟโทสะของหมี่เมิ่งฉางลุกโชนขึ้นมาทันที นางตบโต๊ะเบาๆ แม้จะไม่มีเสียงดังมากนัก แต่ก็ทำให้เว่ยจงเสียนตกใจสะดุ้ง
เว่ยจงเสียนเลียริมฝีปาก รอยยิ้มบนหน้าจางลงเล็กน้อย "ท่านเป็นอะไรไปขอรับ"
"ไม่ใช่แค่ไม่อยากไป ข้ายังอยากจะกดเรื่องนี้เอาไว้ ไม่ให้ฝ่าบาททรงทราบด้วย" หมี่เมิ่งฉางค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมา "เว่ยจงเสียน ท่านกดเรื่องนี้ลงไหม"
"กดลง?" รอยยิ้มเริ่มกลับมาบนใบหน้าของเว่ยจงเสียน "ทำไมต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะขอรับ"
"ตำหนักจิ่งเหรินเพิ่งมีคนตาย การสอบหน้าพระที่นั่งก็ยังยุ่งวุ่นวาย ทางเหลียวตงก็ส่งรายงานด่วนมาวันละสองฉบับ มาเกิดเรื่อง 'พระโพธิสัตว์เก้าบงกชสำแดงเดช' ในเวลาแบบนี้ นั่นมันของฝ่าบาท...เฮ้อ!" คิ้วของหมี่เมิ่งฉางขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งขันทีน้อยคนเดิมยกน้ำร้อนมาถึงหน้าประตู "ช่างเถอะ ท่านกดไม่ลงหรอก ท่านไม่มีความสามารถขนาดนั้น พูดกับท่านไปก็เสียน้ำลายเปล่า ออกไปซะ!"
[จบแล้ว]