- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งไท่ชาง
- บทที่ 410 - เงินฝากก้อนโตและค่าหลอม
บทที่ 410 - เงินฝากก้อนโตและค่าหลอม
บทที่ 410 - เงินฝากก้อนโตและค่าหลอม
บทที่ 410 - เงินฝากก้อนโตและค่าหลอม
◉◉◉◉◉
เมื่อได้ยินคำถาม เกาสือหมิงไม่ได้ตอบในทันที แต่กระพริบตาแล้วเบนสายตาไปที่ถ้วยชาของตน เขาพบว่าใบชาที่ก้นถ้วยโผล่พ้นน้ำขึ้นมาแล้ว จึงถือถ้วยเดินไปยังโต๊ะสี่เหลี่ยมอีกตัวหนึ่ง
บนโต๊ะสี่เหลี่ยมมีเตาหลอมเล็กๆ วางอยู่ บนเตามีกาน้ำชาเซรามิกเคลือบสีตั้งไว้ เนื่องจากถ่านในเตามีไม่มาก น้ำในกาจึงยังไม่เดือด เกาสือหมิงเปิดฝาถ้วย วางพิงไว้กับจานรองถ้วยเบาๆ จากนั้นยกกาน้ำขึ้น รินน้ำเติมให้ตัวเองอย่างช้าๆ
สายตาของตีนีซือ รั่วอ๋าง เคลื่อนตามการก้าวเดินของเกาสือหมิง สุดท้ายไปหยุดอยู่ที่แผ่นหลังของเกาสือหมิง ในขณะที่เขาคิดว่าเกาสือหมิงคงไม่อยากตอบและจะใช้ความเงียบแทนคำตอบ เกาสือหมิงก็เอ่ยปากขึ้นมาในที่สุดว่า "ทั้งสองท่าน ต้องการเติมน้ำไหม"
ตีนีซือ รั่วอ๋าง หันกลับมามองถ้วยชาของตนตามคำถามของเกาสือหมิง พบว่าน้ำยังไม่พร่องจนถึงขั้นต้องเติม เขาเกือบจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่จิตใต้สำนึกเตือนว่ากงกงแซ่เกาท่านนี้ไม่ได้ถามเรื่องน้ำชา แต่กำลังหยั่งเชิงเขาอยู่
อยู่เมืองจีนมาหลายปี ตีนีซือ รั่วอ๋าง พบว่าคนจีนชอบพูดจาซ่อนนัย การซ่อนนัยแบบนี้ไม่ใช่การปิดบังข้อมูลเพื่อหวังผลทางธุรกิจ แต่เป็นการหยั่งเชิงกันไปมาไม่หยุดหย่อน
ความรู้สึกที่ตีนีซือ รั่วอ๋าง สัมผัสได้ก็คือ คนจีนเหล่านี้มักจะขี้ระแวง ชอบลองใจ ตราบใดที่ยังไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของอีกฝ่าย พวกเขาจะไม่มีวันพูดออกมาตรงๆ ยิ่งไปกว่านั้น คนจีนไม่เพียงไม่ชอบพูดตรงๆ หรือตอบคำถามตรงๆ แม้แต่จะบอกว่าสงสัยหรือเกลียดขี้หน้าใครก็ยังไม่พูดออกมาตรงๆ แม้กระทั่งไม่อยากตอบคำถาม ก็ยังต้องใช้วิธี "พูดเรื่องอื่นกลบเกลื่อน" แทน
ปรากฏการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดเจนมากในหมู่ขุนนาง ยิ่งตำแหน่งสูง วาจายิ่งลึกล้ำซ่อนเงื่อน
ในบรรดาขุนนางที่ตีนีซือ รั่วอ๋าง เคยพบ คนที่พูดจาตรงไปตรงมาที่สุด มีเพียงใต้เท้าจูที่เขาเจอในบ้านของท่านเจ้ากระทรวงสวีเท่านั้น ใต้เท้าจูสงสัยอะไรก็ถามตรงๆ ต้องการอะไรก็บอกตรงๆ ไม่เหมือนคนอื่นที่พูดอ้อมค้อมวกวน ฟังตั้งครึ่งค่อนวันก็ยังจับใจความไม่ได้ ตีนีซือ รั่วอ๋าง ชอบนิสัยแบบใต้เท้าจูมาก แต่น่าเสียดายที่สืบหาที่อยู่ของใต้เท้าจูไม่ได้เสียที ไม่อย่างนั้นเขาคงหิ้วของขวัญไปเยี่ยมคารวะขอผูกมิตรด้วยแล้ว
หลังจากขบคิดอยู่นาน ตีนีซือ รั่วอ๋าง ก็ยังไม่รู้ว่าตนควรจะเติมน้ำหรือไม่ควรเติมน้ำ
ตีนีซือ รั่วอ๋าง แอบยิ้มขื่นในใจ ตัดสินใจแสร้งทำเป็นฟังไม่รู้ความนัย ข้ามเรื่องเติมน้ำไปดื้อๆ แล้วกล่าวว่า "พวกเรามาปักกิ่ง นานแล้ว รอเทียนจินเปิดด่าน เอาของที่ราชสำนักต้องการ ส่งไปเทียนจิน ก่อนหน้านี้ หารือกับเสนาบดีหลี่ เขาบอกว่า ภายหลังค่อยคุย นโยบาย ราคา แต่เขาไปแล้ว พวกเราอยากรู้ ใต้เท้าท่านไหน รับผิดชอบช่วงต่อ คุยนโยบาย รับสินค้า"
ตีนีซือ รั่วอ๋าง เกลียดการพูดประโยคยาวๆ พอพูดประโยคยาวเหยียดนี้จบ เขารู้สึกเหมือนสมองถูกคั้นจนแห้ง
"สินค้าที่ราชสำนักต้องการ คืออะไร" คราวนี้เกาสือหมิงตอบสนองเร็วมาก สิ้นเสียงของตีนีซือ รั่วอ๋าง เขาก็กลับมานั่งที่เดิม ทิ้งทั้งกาน้ำและถ้วยชาไว้เบื้องหลัง
ตีนีซือ รั่วอ๋าง ตอบว่า "เสบียง เหล็กดิบ เสนาบดีหลี่บอกว่า ใช้เครื่องลายคราม งดงาม เครื่องเคลือบสี ผ้าไหม ผ้าปอ งานฝีมือ แลกเสบียงและเหล็กดิบได้ ในราคาดีกว่า ตลาด ดังนั้น ก่อนปีใหม่ พวกเราส่งคน ไปหนานหยาง รวบรวม"
เกาสือหมิงรีบถามต่อทันทีว่า "ของพวกนี้จะมาถึงเมื่อไหร่" เกาสือหมิงไม่ต้องใช้สมองคิดก็เดาได้ว่า ของพวกนี้ต้องเตรียมไว้สำหรับศึกเหลียวตงแน่นอน และศึกเหลียวตงคือเรื่องที่เจ้านายเหนือหัวทรงห่วงใยที่สุด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่บ่าวไพ่อย่างพวกเขาต้องห่วงใยที่สุดเช่นกัน หากสร้างผลงานเรื่องศึกเหลียวตงให้เป็นที่พอพระทัยของฝ่าบาทได้ การเลื่อนขั้นก็อยู่แค่เอื้อม เมื่อเทียบกับเรื่องนี้แล้ว การขายบ้านกินส่วนต่างก็เป็นแค่เรื่องขี้ปะติ๋ว
"เหล็กดิบลงเรือแล้ว น่าจะเรียบร้อย เส้นทางเดินเรือ เปิดแล้ว มาถึงเร็วแน่ เสบียงมีไม่มาก อาจจะตอนนี้ ถึงฤดูเก็บเกี่ยว เสบียงล็อตใหญ่ พวกเราหามาได้" ความกระตือรือร้นที่หาได้ยากบนใบหน้าของเกาสือหมิง ทำให้ตีนีซือ รั่วอ๋าง เรียกคืนความมั่นใจในฐานะพ่อค้ากลับมาได้ "พวกเรา มีอิทธิพลมาก ในน่านน้ำ หนานหยาง" เขาพูดอย่างภาคภูมิใจ
ไหลเอิน ฮั่วปู้ซือ ก็พยักหน้าสนับสนุนไม่หยุด จดหมายที่ส่งไปขอก้อนเหล็กดิบจากสมาคมเหมืองแร่เขาก็เป็นคนเขียนเองกับมือ
เกาสือหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะวกกลับมาตอบคำถามก่อนหน้านี้ "เสนาบดีคลังคนใหม่ คือเสนาบดีคลังนานจิงคนปัจจุบัน หวังอิ้งเจียว หวังเฉียนฟู อีกไม่นานทูตสวรรค์จะนำราชโองการลงใต้ไป ไปกลับรอบนี้อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย"
ทูตสวรรค์ที่เกาสือหมิงกล่าวถึง แท้จริงแล้วก็คือขุนนางส่งสาส์นขั้นเก้าแห่งกรมพิธีการทูต เนื่องจากกรมพิธีการทูตรับผิดชอบการส่งราชโองการและการแต่งตั้ง การออกจากเมืองหลวงจึงถือเป็น "การปฏิบัติหน้าที่แทนองค์จักรพรรดิ" ดังนั้นขุนนางส่งสาส์นจึงถูกเรียกว่าทูตสวรรค์ ส่วนหัวหน้ากรมพิธีการทูต ขุนนางขั้นเจ็ด ก็จะถูกเรียกว่ามหาทูตสวรรค์
"ดี ขอบคุณมาก" ตีนีซือ รั่วอ๋าง พยักหน้า แล้วถามอีกว่า "เสนาบดีหวัง จะสานต่อ นโยบายเสนาบดีหลี่ ไหม"
"ข้าไม่รู้ว่าเสนาบดีหลี่วางระเบียบการอะไรไว้บ้าง จึงไม่กล้ารับประกันว่าเสนาบดีหวังจะปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่" เกาสือหมิงประสานมือคารวะไปทางทิศเหนือ "แต่นโยบายเปิดการค้าเป็นสิ่งที่ฝ่าบาททรงกำหนดเอง ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นเสนาบดี จุดนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พวกท่านวางใจได้เลย"
ตีนีซือ รั่วอ๋าง ยิ้มกว้างยิ่งขึ้น รีบกล่าวสรรเสริญเยินยอทันที "ฝ่าบาททรงพระปรีชา ฝ่าบาททรงพระปรีชาจริงๆ"
เกาสือหมิงพยักหน้าเออออไปด้วย เขาเผลอเอื้อมมือไปควานหาถ้วยชาตามความเคยชิน แต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ถึงเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองไม่ได้หยิบถ้วยชาติดมือกลับมาด้วย
◉◉◉◉◉
เกาสือหมิงลุกขึ้นอีกครั้ง เดินไปยังโต๊ะสี่เหลี่ยมที่วางเตาและกาน้ำ ขณะที่เขายกถ้วยชาขึ้น เตรียมจะเดินกลับไปหาพ่อค้าฝรั่งสองคนเพื่อส่งสัญญาณไล่แขกด้วยการยกน้ำชา ด้านหลังกลับมีเสียงภาษาจีนแปร่งๆ ของตีนีซือ รั่วอ๋าง ดังขึ้น "ท่านกงกงเกา ขอยืมกาน้ำ หน่อย"
"ได้สิ" เกาสือหมิงหิ้วกาน้ำเดินไปหาตีนีซือ รั่วอ๋าง
ตอนนั้นตีนีซือ รั่วอ๋าง ลุกขึ้นยืนแล้ว "ข้าทำเอง ได้"
เกาสือหมิงก็ไม่ฝืน เดิมทีเขาก็ไม่ได้อยากปรนนิบัติพวกฝรั่งอยู่แล้ว "ระวังหน่อย อย่าให้ลวกมือ" เกาสือหมิงส่งกาน้ำให้ตีนีซือ รั่วอ๋าง แล้วถือถ้วยชาเดินกลับไปนั่งที่เดิม
เขาไม่ได้ทำท่าทางส่งแขกอีก แต่ค่อยๆ เคี้ยวขนมแกล้มน้ำชา พลางรอให้ฝรั่งเป็นฝ่ายเอ่ยปาก พลางขบคิดเรื่องการขนส่งเสบียงและเหล็กจากหนานหยางขึ้นเหนือสู่เทียนจินอย่างเงียบๆ
เมืองหลวงทั้งสองแห่งห่างกันกว่าสองพันลี้ ต่อให้หวังอิ้งเจียวไม่เล่นตัวทำท่าบอกปัดเพื่อรอให้เรียกตัวซ้ำ พอได้รับราชโองการก็รีบเดินทางทั้งวันทั้งคืน การเดินทางไปกลับรอบนี้อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาเกินครึ่งเดือน หากรอให้หวังอิ้งเจียวมาถึงปักกิ่งเริ่มงานอย่างเป็นทางการแล้วค่อยติดต่อกับฝรั่งพวกนี้ ฝรั่งค่อยส่งจดหมายไปหนานหยาง เกรงว่าเสบียงและเหล็กจากหนานหยางคงต้องลากยาวไปถึงเดือนห้าเดือนหกกว่าจะเริ่มออกเรือขึ้นเหนือได้
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ ตีนีซือ รั่วอ๋าง ก็รินน้ำให้ตัวเองและไหลเอิน ฮั่วปู้ซือ เสร็จเรียบร้อย
"ท่านกงกงเกา" ตีนีซือ รั่วอ๋าง เรียกเบาๆ ดึงเกาสือหมิงออกจากห้วงความคิด
"ลูกค้ามีอะไรจะชี้แนะหรือ" เกาสือหมิงกระพริบตา ดึงความสนใจกลับมาที่ตัวตีนีซือ รั่วอ๋าง ทันที
ตีนีซือ รั่วอ๋าง กล่าวว่า "ก่อนหน้านี้ หลงจู๊เฒ่าบอกว่า ธนาคารของท่านมี บริการตั๋วเงิน พวกเราอยาก ทราบข้อมูล"
เกาสือหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "บริการตั๋วเงินของธนาคารเราโดยรวมก็เหมือนกับร้านตั๋วเงินทั่วไป คือเห็นเงินออกตั๋ว เห็นตั๋วแลกเงิน ที่ต่างกันคือ การฝากเงินที่นี่ฟรี ตอนแลกเงินจะคิดค่าธรรมเนียมตามระยะทาง ถ้าเป็นตั๋วท้องถิ่นแลกท้องถิ่น ก็ไม่คิดค่าธรรมเนียม..."
"ขอท่านพูดช้าหน่อย!" เกาสือหมิงพูดเร็วรัวเหมือนกำลังขานรายชื่อนักแสดง ตีนีซือ รั่วอ๋าง ฟังแทบไม่ทัน อดทนฟังอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องพูดขัดขึ้นมา
"..." เกาสือหมิงชะงักไปเล็กน้อย เขาจึงลดความเร็วลง พูดทวนประโยคเมื่อครู่อีกรอบ แล้วอธิบายต่อว่า "ที่เรียกว่าตั๋วท้องถิ่น ก็คือตั๋วที่ใช้ในเมืองเดียวกัน อย่างเช่นการเบิกถอนระหว่างสี่สาขาในเมืองหลวง ก็จะไม่คิดค่าธรรมเนียม แต่ถ้าข้ามเขตเมือง ก็จะคิดค่าธรรมเนียมแลกตั๋วตามระยะทางระหว่างสาขาที่ฝากและถอน อย่างไรเสียเงินก็ไม่ใช่ตั๋วเงิน การขนย้ายต้องใช้ความพยายามไม่น้อย"
พูดถึงตรงนี้ เกาสือหมิงก็ลุกขึ้น เดินไปที่ตู้ใบหนึ่ง ดึงลิ้นชักด้านขวาบนออกมา หยิบตารางสองแผ่นออกมา แล้วยื่นให้ตีนีซือ รั่วอ๋าง และไหลเอิน ฮั่วปู้ซือ "ค่าธรรมเนียมโดยละเอียดอยู่ในรายการนี้"
ตีนีซือ รั่วอ๋าง รับมาดู พบว่าแม้ตารางจะแจกแจงรายละเอียดไว้ชัดเจน ถึงขั้นมีเลขอารบิกกำกับไว้ด้วย แต่รายการมีไม่มาก มีรายชื่อสาขาย่อยเพียงไม่กี่แห่ง "ขอถามท่านกงกงเกา กวางโจว หางโจว นานจิง ที่พวกนี้ ไม่มีสาขาหรือ"
"ตอนนี้ยังไม่มี" เกาสือหมิงกล่าว "ธนาคารรื่อยวี่เป็นหน่วยงานใหม่ที่เพิ่งก่อตั้ง สาขาใหญ่และสาขาย่อยต่างๆ ยังกระจายไปไม่ทั่วประเทศ แต่มีแผนงานไว้แล้ว สาขาย่อยในตารางนี้เป็นเพียงชุดแรกเท่านั้น"
"เป็นอย่างนี้นี่เอง" ตีนีซือ รั่วอ๋าง พยักหน้า แม้ตอนนี้จะมีแค่สี่สาขาในเมืองหลวง สามสาขาในเหลียวตง และสาขาเทียนจิน แต่สำหรับพวกเขาในตอนนี้ก็ถือว่าพอใช้ได้แล้ว
ตีนีซือ รั่วอ๋าง วางใบรายการลง เงยหน้ามองเกาสือหมิง "ท่านกงกงเกา พวกเราอยาก ฝากเงินสด ไว้ที่ท่าน"
"ได้สิ" เกาสือหมิงถาม "พวกท่านเตรียมจะฝากเท่าไหร่ล่ะ"
"หนึ่งแสนเหรียญเงินสเปน" ตีนีซือ รั่วอ๋าง ยิ้ม
"เท่าไหร่ระ หนึ่งแสนหรือ" ต่อให้เป็นเกาสือหมิง ก็ยังตกใจเล็กน้อยกับตัวเลขนี้
"ใช่" ตีนีซือ รั่วอ๋าง กล่าวอย่างภาคภูมิใจ "เงินพวกนี้ อยู่ในเรือของพวกเรา ขนย้ายเข้าคลัง ได้ตลอดเวลา"
หลังจากบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับกระทรวงการคลังภายใต้การนำของหลี่หรู่หัว ตีนีซือ รั่วอ๋าง ก็วานให้ทังรั่ววั่งขอกรมธรรม์ผ่านทางจากราชสำนัก กรมธรรม์ฉบับนี้อนุญาตให้เรือตะวันตกหนึ่งลำใช้เส้นทางขนส่งทางน้ำ จากหางโจวขึ้นเหนือมาจนถึงเมืองหลวง และในเรือที่ใช้เอกสารนี้เข้าเมืองหลวง ก็บรรทุกของเพียงอย่างเดียว นั่นคือเหรียญเงินสเปนที่เรียกว่า "เหรียญเงินหน้าพระ" เหรียญเงินเหล่านี้มีทั้งงบประมาณดำเนินการของคณะตัวแทน และเงินค่าสินค้าสำหรับลองตลาด
เรือขนเงินมาถึงปักกิ่งตั้งแต่ต้นปี หลังจากนั้นก็จอดนิ่งอยู่ที่ท่าเรือขนส่งนอกประตูตงเปี้ยนเหมินมาตลอด ระหว่างถูกกักบริเวณ พวกพ่อค้าเคยกังวลว่าเงินก้อนนี้จะถูกราชสำนักยึด แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่า ราชสำนักยึดเรือไว้จริง แต่ไม่ได้ริบเงินก้อนนี้ พอเลิกกักบริเวณ เรือและเงินก็ถูกส่งคืนให้ลูกเรือและคนเรือที่รับผิดชอบดูแล
เกาสือหมิงกลับมาสงบเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว เขาล้วงเงินแท่งมาตรฐานหนักหนึ่งตำลึงที่ผลิตในรัชศกไท่ชางออกมาจากถุงเงิน แล้วหันด้านที่มีตัวอักษรระบุเปอร์เซ็นต์ความบริสุทธิ์ให้ตีนีซือ รั่วอ๋าง ดู
"เงินสำรองในคลังทั้งหมดของธนาคารเรา เป็นเงินแท่งหลวงความบริสุทธิ์เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์ที่หล่อโดยกรมเครื่องเงินฝ่ายใน ไม่ว่าพวกท่านจะฝากเงินที่มีความบริสุทธิ์เท่าไหร่เข้าคลัง วันหน้ามาเบิกถอน ก็จะได้เงินแท่งแบบนี้กลับไป ดังนั้นตอนที่ธนาคารเรารับเงินสด จะต้องตรวจสอบความบริสุทธิ์ คำนวณแลกเปลี่ยนตามมาตรฐานความบริสุทธิ์ของทางการ แล้วค่อยออกตั๋วเงินให้ตามน้ำหนัก" พูดพลาง เกาสือหมิงก็ยื่นก้อนเงินไปใส่มือตีนีซือ รั่วอ๋าง
ตีนีซือ รั่วอ๋าง รับเงินมาพิจารณาอย่างละเอียด ถามว่า "ขอถาม ค่าหลอม เท่าไหร่"
การหลอมเงินใหม่ย่อมก่อให้เกิดการสูญเสียโลหะมีค่า ค่าจ้างและอาหารการกินของช่างหลอมเงินหลวงก็เป็นรายจ่ายที่จำเป็น การสูญเสียและค่าใช้จ่ายเหล่านี้จำเป็นต้องให้คนเอาเงินมาฝากเป็นคนจ่ายชดเชย ตีนีซือ รั่วอ๋าง รู้ดีว่าสำหรับราชสำนักต้าหมิงแล้ว ไม่ว่าเหรียญนกอินทรีของสเปนจะหล่อออกมาสวยงามประณีตแค่ไหน ก็เป็นแค่เงินเบี้ยที่ต้องเอาไปหลอมใหม่ ในเมื่อธนาคารก็เป็นหน่วยงานราชการ ย่อมต้องเก็บค่าหลอม ต่อให้เป็นร้านตั๋วเงินเอกชนที่ไม่บอกชัดเจนว่าจะเก็บค่าหลอม ก็จะแฝงค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ในค่าดูแลรักษาหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตอนรับเงินออกตั๋วอยู่ดี
เกาสือหมิงคาดไม่ถึงว่าฝรั่งคนนี้จะรู้ธรรมเนียมดี จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า "คิดตามมูลค่าเงินสดที่คำนวณได้ หนึ่งตำลึงหนึ่งเฉียน หรือก็คือภาษีค่าหลอมร้อยละสิบ แน่นอนว่าถ้าพวกท่านฝากเป็นเงินหลวงโดยตรง ก็ไม่ต้องคำนวณแลกเปลี่ยน และไม่ต้องจ่ายค่าหลอม"
"รับได้" ตีนีซือ รั่วอ๋าง ไม่ใช่แค่รับได้ เขารู้สึกว่า "อัตราภาษี" นี้ถูกจนน่าตกใจ
ปัจจุบัน ทั่วประเทศยังไม่มีอัตราค่าหลอมที่เป็นมาตรฐาน ค่าหลอมในแต่ละท้องที่ล้วนเป็น "ภาษีเถื่อน" ที่ทางการท้องถิ่นกำหนดอัตราเรียกเก็บจากชาวบ้านเอง ภาษีส่วนนี้ไม่ได้ส่งเข้าส่วนกลาง แต่ถูกทางการท้องถิ่นเก็บไว้เอง ส่วนหนึ่งใช้หมุนเวียนในการบริหารงานราชการ อีกส่วนหนึ่งก็เข้ากระเป๋าขุนนางท้องถิ่นเอง อัตราหนึ่งตำลึงหนึ่งเฉียน หรือภาษีค่าหลอมร้อยละสิบ เป็นอัตราภาษีที่ต่ำที่สุดเท่าที่ตีนีซือ รั่วอ๋าง พ่อค้าต่างชาติผู้นี้เคยรู้มา
"งั้นก็ตกลงตามนี้" เกาสือหมิงกล่าว
ตีนีซือ รั่วอ๋าง เสนอว่า "ตอนนี้ ไปที่ท่าเรือ เลยไหม"
เวลานี้ ในใจของเกาสือหมิงเปี่ยมไปด้วยความยินดีปรีดา
วันนี้ไม่เพียงตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงได้สำเร็จ ยังคว้าเงินฝากก้อนใหญ่ที่สุดในปัจจุบันและอาจจะใหญ่ที่สุดไปอีกนานได้สำเร็จ แถมยังได้ข่าวสำคัญที่จะทำให้เขามีหน้ามีตาต่อหน้าเจ้านายเหนือหัวอีกด้วย เกาสือหมิงเริ่มจินตนาการไปถึงตอนที่ฮ่องเต้เรียกเขาไปรายงานที่ตำหนักเฉียนชิง และสุดท้ายก็มอบตำแหน่งสำคัญให้เขาเสียแล้ว
เขารู้ดีว่า ตาแก่อย่างฮุ่ยจิ้นเกาที่ทำงานเช้าชามเย็นชามมาทั้งชีวิต ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการสาขาใหญ่เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ก็เพราะโผล่หน้ามาสร้างผลงานก่อนใครเพื่อน ตอนนี้เขากำลังจะได้สร้างผลงานชิ้นใหญ่บ้าง จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร
แต่ดีใจก็ส่วนดีใจ เกาสือหมิงอย่างไรก็ผ่านร้อนผ่านหนาวในสำนักซือหลี่เจียนมาหลายสิบปี ความสุขุมเยือกเย็นขั้นพื้นฐานย่อมมีอยู่ ดังนั้นใบหน้าของเขาจึงยังคงรอยยิ้มราบเรียบดุจเมฆขาวสายลม "ไม่ต้องรีบ ฟ้ายังไม่มืด พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ทางธนาคารจะได้เตรียมเกวียนวัวไว้ให้พร้อม"
ไหลเอิน ฮั่วปู้ซือ มองดูสีของท้องฟ้าผ่านหน้าต่าง พบว่าฟ้ายังสว่างโร่ ก็อยากจะเอ่ยเตือน แต่ตีนีซือ รั่วอ๋าง กลับดึงเขาไว้เป็นครั้งที่สอง "งั้นก็ รบกวนด้วย"
[จบแล้ว]