เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 390 - เฉือนเนื้อรักษาแผล

บทที่ 390 - เฉือนเนื้อรักษาแผล

บทที่ 390 - เฉือนเนื้อรักษาแผล


บทที่ 390 - เฉือนเนื้อรักษาแผล

◉◉◉◉◉

ทันทีที่ซุนเฉิงจงเอ่ยปาก ภายในห้องโถงใหญ่ก็ไม่มีเสียงของผู้อื่นเล็ดลอดออกมาอีกเลย

จินจงดึงสติกลับมา ไม่หัวเราะเสียงดังอย่างเมื่อครู่แล้ว แต่บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ลู่ซ่านจี้ชำเลืองมองซุนเฉิงจงแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วหันหน้ากลับไป สายตาของเขาเลื่อนไปตกอยู่ที่หมี่วั่นจงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นท่าทางวางมาดนิ่งเฉยเหมือนผู้เฒ่าเข้าฌานของหมี่วั่นจง เขาก็อดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้

ข้างกายเขา ใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความตื่นเต้นของเสินเจิ้งผิงเริ่มจางลง แทนที่ด้วยสีหน้าซับซ้อนที่ผสมปนเปไปด้วยความสงสัยเจ็ดส่วนและความเข้าใจสามส่วน ส่วนขุนนางฝ่ายบู๊ทั้งสี่จากกองซ้ายและกองขวานั้น ต่างมองไปที่ซุนเฉิงจงซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวัง สำหรับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่เจตนาดูถูกอย่างชัดเจนของขันทีผู้นั้น พวกเขาหาได้ใส่ใจไม่ ตราบใดที่สามารถสร้างซุ้มประตูสดุดีที่ช่วยรักษาชีวิตไว้ได้ ต่อให้โดนคนชี้หน้าด่าไล่หลังก็ไม่เป็นไร

"ข้าจะพูดตรงๆ เลยนะ" สายตาของซุนเฉิงจงกวาดมองสีหน้าของขุนนางกองทหารทั้งสี่ไปมา สุดท้ายก็หยุดนิ่งมองตรงไปข้างหน้า ไม่ได้เจาะจงมองใครเป็นพิเศษ "เงินและเสบียงขาดแคลน การยึดครองที่ดินทหาร การแจ้งยอดทหารเท็จ อาวุธยุทโธปกรณ์ไม่ซ่อมบำรุง กองทัพไร้ระเบียบวินัย กฎอัยการศึกหย่อนยาน ปัญหาที่กองทหารเทียนจินจงเว่ยมี พวกท่านกองซ้ายและกองขวาก็ย่อมมีเหมือนกัน ไม่ต้องตรวจสอบก็รู้"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของขุนนางทั้งสี่ก็เปลี่ยนไปทันที แต่ในวินาทีถัดมา ซุนเฉิงจงก็ทาสีแดงสดใสทับลงบนหน้าพวกเขาอีกครั้ง

"แต่คัมภีร์จั่วจ้วนกล่าวไว้ว่า 'ผู้ที่รู้ว่าผิดแล้วแก้ไข คือยอดคน' ท่านเสินเจิ้งฝู่ก็นับเป็นตัวอย่างที่ดี" ซุนเฉิงจงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ศีรษะไม่หันเห เพียงแค่ยื่นนิ้วชี้ข้างหนึ่งออกมาชี้ไปที่เสินเจิ้งผิง "ในเมื่อทุกท่านต่างก็รู้ความและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เกลียดชังความชั่วร้าย ข้าเองก็ยินดีที่จะเชื่อใจทุกท่าน ว่าแม้จะมีความผิด แต่ก็ไร้เจตนา เป็นเพียงแค่การลอยตามน้ำไปกับคนชั่วเท่านั้น เจตนายังพอให้อภัยได้ บัดนี้สายน้ำที่ขุ่นมัวได้ถูกชำระจนใสสะอาดแล้ว ไม่มีสิ่งแปดเปื้อนให้ไหลตามอีก ข้าหวังว่าทุกท่านจะวางภาระในอดีตลง สำนึกผิดและปรับปรุงตน ตั้งใจทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชาติและราษฎร ไม่ให้ผิดต่อพระมหากรุณาธิคุณ ถือเสียว่าเป็นการกลับตัวกลับใจ"

"ขอรับ ขอรับ" ทั้งสี่คนต่างรีบขานรับด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจปิดบัง ซุนเฉิงจงนิยามการกระทำของพวกเขาว่าเป็น "การลอยตามน้ำไปกับคนชั่ว" และบอกว่า "สายน้ำที่ขุ่นมัวได้ถูกชำระจนใสสะอาดแล้ว" นี่ชัดเจนมากว่าเขายินดีที่จะใช้ผู้ถือตราประทับสองคนที่ถูกจับไปแล้วนั้น เป็นคนแบกรับความผิดทั้งหมดของกองซ้ายและกองขวาแทน แล้วฟอกพวกเขาให้ขาวสะอาด

ซุนเฉิงจงยกมือขึ้น ทั้งสี่คนก็เงียบเสียงลงทันที "กองซ้ายและกองขวามีปัญหาอะไรบ้าง ข้าหวังว่าพวกท่านจะตรวจสอบและแก้ไขด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว หากพบว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ชำรุดเสียหาย ก็ให้ช่างทหารซ่อมแซมให้ดี อย่าปล่อยให้พวกเขาเอาแต่ทำงานส่วนตัวให้คนบางคนทั้งวันทั้งคืนอีก หากพบว่าเงินและเสบียงขาดแคลน คลังรกร้างว่างเปล่า ก็ให้คนที่ควรคายออกมา คายเงินและเสบียงออกมาเติมให้เต็มคลัง หากพบว่ายอดทหารไม่ครบ กองทัพไม่เป็นระเบียบ ก็ให้เร่งตรวจสอบบัญชีรายชื่อทหาร เติมยอดที่ขาดหายไปให้ครบ แล้วทำการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง ให้ทหารดูเหมือนทหารบ้าง"

ในบรรดาสามกองทหารเทียนจิน กองทหารเทียนจินจงเว่ยที่เป็นด่านกักเก็บภาษีขนส่งทางน้ำนั้นถือเป็นขุมทรัพย์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ยิ่งหลังจากเกิดศึกเหลียวตง ท่าเรือจงเว่ยก็กลายเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายเสบียงสนับสนุนเหลียวตง เทียบกับจงเว่ยที่มีพ่อค้าและผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย และมีประชากรอาศัยอยู่รอบท่าเรือมากกว่าในตัวเมืองป้อมเสียอีกนั้น กองซ้ายและกองขวากลับดูเหมือนหน่วยงานบริหารจัดการทางทหารธรรมดาๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นขนาดเศรษฐกิจหรือจำนวนประชากร กองซ้ายและกองขวาก็เทียบกับจงเว่ยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้เล่นลูกไม้คอร์รัปชันเหมือนกัน มูลค่าความเสียหายก็คงไม่มากนัก

ดังนั้นตั้งแต่แรก ซุนเฉิงจงจึงไม่ได้คิดจะจัดการถอนรากถอนโคนขุนนางระดับกลางและระดับสูงของกองซ้ายและกองขวารวดเดียวหมดเหมือนอย่างที่องครักษ์เสื้อแพรทำ หากทำการกวาดล้างครั้งใหญ่ในระยะเวลาสั้นๆ ผลลัพธ์โดยตรงที่จะตามมาไม่ใช่การเมืองที่โปร่งใส แต่จะเป็นการล่มสลายของระบบการบริหาร ตัวอย่างเช่นกองทหารเทียนจินจงเว่ยที่ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว เนื่องจากไม่มีขุนนางระดับกลางคอยจัดการ รายละเอียดงานจุกจิกทุกอย่างจึงถูกส่งตรงมาที่เขาซึ่งเป็นผู้ตรวจการ

ถ้ามีแค่จงเว่ย เขาก็พอจะประคับประคองไปได้ แต่ถ้าทุบหม้อข้าวหน่วยงานบริหารของกองซ้ายและกองขวาทิ้งไปด้วย แล้วให้เขาแบกภาระบริหารสามกองทหารไว้คนเดียว ก็เท่ากับจะเอาชีวิตคนแก่ชัดๆ

ซุนเฉิงจงหรี่ตาลงเล็กน้อย หันไปมองหม่าหย่งอันที่อยู่ใกล้ที่สุด "ท่านหม่าถงจือ ท่านฟังชัดเจนไหม"

หม่าหย่งอันถูกสายตาของซุนเฉิงจงจ้องจนสะดุ้งโหยง รีบพยักหน้าหน้าตาตื่น "ขอรับ ขอรับ ข้าน้อยฟังชัดเจนแล้วขอรับ ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยขอรับ"

"ท่านจางถงจือ ท่านฟังชัดเจนไหม" ซุนเฉิงจงเรียกชื่อคนต่อไป

"ข้าน้อยก็ฟังชัดเจนแล้วขอรับ" จางป๋อจวินก็พยักหน้าด้วยความตื่นตระหนกเช่นกัน

"ท่านจูเชียนซื่อ ท่านอู๋เชียนซื่อ แล้วพวกท่านล่ะ" ซุนเฉิงจงดึงตัวผู้ช่วยผู้บัญชาการที่รับผิดชอบการฝึกทหารทั้งสองคนออกมาถามพร้อมกัน

"ขอรับ! ได้ยินแล้วขอรับ ได้ยินชัดเจนมากขอรับ!" จูต้าเจี๋ยรีบขานรับทันที ดูท่าทางกระตือรือร้นของเขาแล้ว อีกนิดเดียวคงกระโดดตัวลอยจากเก้าอี้มาชูมือตอบแล้ว

"ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งท่านจงเฉิง" เมื่อเทียบกับจูต้าเจี๋ยแล้ว อู๋ซื่อฮ่วนดูสุขุมกว่ามาก "กลับไปแล้วข้าน้อยจะรีบระดมคนจัดทำบัญชีรายชื่อทหารใหม่ ส่งมาให้ที่ทำการผู้ตรวจการทันทีขอรับ"

ซุนเฉิงจงมองอู๋ซื่อฮ่วนนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย "ดีมาก" ซุนเฉิงจงละสายตากลับมา แล้วถามช้าๆ ว่า "เมื่อครู่ข้าพูดว่า 'ผู้ที่รู้ว่าผิดแล้วแก้ไข คือยอดคน' พวกท่านรู้ไหมว่านี่เป็นเรื่องราวของใคร"

"..." ไม่มีใครตอบ

แม้ขุนนางกองทหารเหล่านี้จะผ่านการสอบบู๊มา แต่ข้อสอบข้อเขียนของการสอบบู๊ก็จำกัดอยู่แค่ "คัมภีร์พิชัยสงคราม" อย่าง "ซุนวู" "อู๋ฉื่อ" "ลิ่วเทา" "ซือหม่าฝ่า" "ซานเลวี่ย" "เว่ยเหลียวจื่อ" "หลี่เว่ย กงเวิ่นตุ้ย" เป็นต้น เพราะการสอบไม่ได้บังคับ ดังนั้นขุนนางฝ่ายบู๊ที่เคยอ่านคัมภีร์ฝ่ายบุ๋นอย่าง "ซือ" "ซู" "หลี่" "อี้" "ชุนชิว" จนจบเล่มจึงถือเป็นของหายาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการอ่าน "จั่วจ้วน" เลย

"นี่เป็นเรื่องราวของจิ้นหลิงกง" ซุนเฉิงจงถอนหายใจเบาๆ แล้วเล่าช้าๆ ว่า "เป็นเรื่องที่จิ้นหลิงกงพูดเองว่า 'ข้ารู้แล้วว่าผิด จะแก้ไข' แต่กลับไม่ยอมแก้ไข ส่วนจุดจบของจิ้นหลิงกงจะเป็นอย่างไรนั้น ข้าจะไม่พูดถึง พวกท่านไปเปิดตำราหากันเอาเองเถิด"

"ขอรับ" ขุนนางกองทหารทั้งสี่ต่างก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาซุนเฉิงจง แม้พวกเขาจะไม่เคยอ่าน "จั่วจ้วน" แต่ดูจากสายตาเย็นเยียบของซุนเฉิงจงก็พอจะเดาได้ว่า จุดจบของจิ้นหลิงกงคงไม่สวยหรูนัก ท่านผู้ตรวจการซุนกำลังข่มขู่พวกเขาอยู่

"ข้าให้เวลาพวกท่านครึ่งเดือน อีกครึ่งเดือนข้าจะนำคนไปตรวจบัญชีและคลังด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้น หากกองซ้ายและกองขวายังมีนิสัยเดิมไม่เปลี่ยน ยังมีปัญหาหมักหมมอยู่ ก็อย่าโทษที่ข้าจะอัญเชิญอาญาสิทธิ์สั่งพักงานพวกท่านก็แล้วกัน" ซุนเฉิงจงกล่าว

"รับทราบขอรับ" สิ้นเสียงตอบรับ ภายในห้องโถงใหญ่ก็เหลือเพียงเสียงลมฝนพัดกระหน่ำอีกครั้ง

◉◉◉◉◉

หลังเที่ยง ฝนก็หยุดตก แม้ดูจากสีของท้องฟ้าแล้วฝนฤดูใบไม้ผลินี้คงยังไม่จบลงง่ายๆ แต่ขุนนางกองทหารทั้งสี่ก็รีบร้อนขอตัวลาซุนเฉิงจงกลับไป เวลาครึ่งเดือน จะว่าสั้นก็ไม่สั้น จะว่ายาวก็ไม่ยาว สิ่งที่ซุนเฉิงจงระบุให้พวกเขาทำ สรุปสั้นๆ ก็คือการเฉือนเนื้อรักษาแผล แต่การเฉือนเนื้อรักษาแผลนั้นก็นับเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง แผลเน่าเฟะวางอยู่ตรงหน้า จะเฉือนเนื้อใคร และเฉือนออกมามากแค่ไหน ล้วนเป็นปัญหา ในกระบวนการนี้ ใครบ้างที่จะต้องถูกทิ้ง ใครบ้างที่ควรจะจ่ายเท่าไหร่ ล้วนต้องพิจารณาอย่างละเอียด ต้องเจรจาตกลง และรักษาสมดุลให้ดี

หลังจากออกจากที่ทำการได้ไม่นาน ท่านรองจางป๋อจวินและท่านผู้ช่วยอู๋ซื่อฮ่วนพร้อมด้วยเหล่าผู้ติดตาม ก็ขี่ม้ามาถึงท่าเรือ กองขวาตั้งอยู่ทางปลายน้ำของแม่น้ำไห่เหอ อยู่กึ่งกลางระหว่างกองทหารเทียนจินจงเว่ยกับปากแม่น้ำ จะขี่ม้าเลียบแม่น้ำหรือนั่งเรือไปก็ถึงได้เร็วพอๆ กัน

ทันทีที่ชุดขุนนางฝ่ายบู๊สีแดงสดระดับสามและสี่ของจางป๋อจวินและอู๋ซื่อฮ่วนปรากฏขึ้น ก็ดึงดูดความสนใจของคนงานท่าเรือทันที คนงานไม่อยากซวยไปขัดใจท่านขุนนาง หาเรื่องใส่ตัวโดยใช่เหตุ จึงไม่ต้องให้ใครมาสั่ง ต่างพากันแหวกทางให้ขบวนนี้ผ่านไปอย่างรู้หน้าที่

ความวุ่นวายเล็กๆ ของฝูงชนดึงดูดความสนใจของเฉินเหว่ยเย่ แต่ในเวลานี้เขาไม่สามารถแบ่งสมาธิชะโงกหน้าออกไปดูได้ เพราะเขากำลังช่วยคนงานอีกคนแบกหีบใบใหญ่ที่หนักอึ้ง ค่อยๆ เดินลงจากไม้กระดานพาดเรืออย่างระมัดระวัง

"เฮ้อ!" พอกระแทกหีบลงกับพื้นและพ่นลมหายใจออกมายกใหญ่ เฉินเหว่ยเย่ก็รีบเขย่งเท้าชะเง้อคอมองไปทางที่เกิดความวุ่นวายทันที เขาเพ่งสายตามอง แล้วก็จำคนสองคนที่สวมชุดขุนนางสีแดงนั้นได้

ระบบกองทหารของราชวงศ์หมิงยึดตามทะเบียนครัวเรือน จึงเกิดสถานการณ์ที่ว่า "ทหารยึดกองทหารเป็นบ้าน พ่อแม่พี่น้องอยู่ที่นั่น เขตอำเภอคือบ้านเกิด วงศ์ตระกูลแซ่สกุลอยู่ที่นั่น" หมายความว่าขุนนางและทหารในกองทหารล้วนมีลูกหลาน โดยลูกหลานของนายทหารเรียกว่า "เช่อเหริน" หรือทหารสืบทอด ส่วนลูกหลานของพลทหารเรียกว่า "อวี๋ติง" หรือทหารกองเกิน รวมเรียกว่า "อวี๋เช่อ" โดยปกติแล้ว หากครัวเรือนทหารใดมีทหารประจำการอยู่ในกองทัพ ทหารกองเกินของครอบครัวนั้นก็ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร อนุญาตให้ไปทำมาหากินเลี้ยงชีพเองได้ เว้นเสียแต่ว่ากำลังพลไม่พอและราชสำนักต้องการใช้ทหาร จึงจะทำการคัดเลือก ยืมตัว หรือเปิดรับสมัครทหารกองเกินเข้ากองทัพ

ก่อนที่จะสมัครเข้าเป็นทหาร เฉินเหว่ยเย่คือทหารกองเกินผู้ไร้ที่นาและไร้อาชีพของกองทหารเทียนจินโย่วเว่ย อาศัยการรับจ้างทำงานเบ็ดเตล็ดไปทั่วเพื่อแลกข้าวประทังชีวิต

เขากับพวกขุนนางใหญ่อย่างจางป๋อจวินและอู๋ซื่อฮ่วนไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกัน ก่อนที่จะมารับภารกิจนี้ เฉินเหว่ยเย่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าขุนนางของกองขวามีชื่อแซ่ว่าอะไรบ้าง แต่ความจำของเฉินเหว่ยเย่นั้นดีเลิศ เขาจำได้ว่าเคยเห็นหน้าสองคนนี้ในเขตพื้นที่ของกองขวา

ขณะที่เฉินเหว่ยเย่เตรียมจะสังเกตตราปักบนเสื้อของขุนนางทั้งสองให้ชัดขึ้น เพื่อประเมินระดับขั้นและคาดเดาตัวตน ผู้ติดตามของนายจ้างก็ตะโกนเสียงดังใส่เฉินเหว่ยเย่ว่า "ไอ้ชาติหมา พักพอหรือยัง! มองหาอะไรวะ!"

เฉินเหว่ยเย่กำลังจดจ่ออยู่กับการมอง ถูกเสียงตะคอกที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ทำเอาสะดุ้งสุดตัว

เดิมทีเฉินเหว่ยเย่เป็นคนขี้ขลาดและอดทนอดกลั้น ต่อให้โกรธแค้นในใจก็จะข่มมันไว้ แต่หลังจากเข้าร่วมหน่วยตงฉ่าง เขาได้เข้าร่วมปฏิบัติการสองครั้งที่เปลี่ยนโลกทัศน์ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

ครั้งแรกคือการติดตามผู้บัญชาการชุยเหวินเซิงเข้าสู่พระราชวังต้องห้าม ไปเกลี้ยกล่อมเหล่าขุนนางที่หน้าประตูเฉียนชิง ปฏิบัติการครั้งนั้นสุดท้ายกลายเป็นการใช้กำลังขับไล่ขุนนาง แม้เฉินเหว่ยเย่จะไม่ใช่คนแรกที่ลงมือ แต่เขาก็ได้ลงมือทุบตีพวกขุนนางเหล่านั้นจริงๆ จนถึงตอนนี้ เขายังฝันเห็นพระที่นั่งอันโอ่อ่าในพระราชวังต้องห้ามที่ดูราวกับแผ่แรงกดดันมหาศาล และภาพเหตุการณ์ที่เขารุมสกรัมขุนนางเหล่านั้นอยู่เลย

และครั้งที่สองคือการที่ตงฉ่างบุกค้นบ้านและกวาดล้างขันที ในปฏิบัติการครั้งนั้นที่เขาเข้าร่วม มีญาติของขุนนางต้องโทษคนหนึ่งพยายามจะหลบหนี นายทหารหัวหน้าชุดไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้สิทธิ์ "ฆ่าได้ทันที" พุ่งเข้าไปฟันคนผู้นั้น จนแขนท่อนล่างขาดกระเด็น

หลังเหตุการณ์ นายทหารที่ลงมือฟันคนถูกซีฉ่างตรวจสอบ ทั้งหน่วยรวมถึงเฉินเหว่ยเย่ถูกเรียกไปสอบปากคำ แต่เพราะมีการหลบหนีจริง นายทหารหัวหน้าชุดคนนั้นจึงแค่ไปนอนเล่นในคุกซีฉ่างไม่กี่วัน พอออกมาก็กลับมาทำงานต่อได้ เรียกได้ว่าไม่มีความผิดอะไรเลย

ด้วยความตกใจ สัญชาตญาณความโกรธในก้นบึ้งหัวใจของเฉินเหว่ยเย่จึงปะทุขึ้น และเขาก็ไม่รู้สึกว่าจะต้องอดกลั้นมันไว้อีกต่อไป "มึงเห่าหาอะไรวะ! เบื่อชีวิตแล้วรึไง!" เฉินเหว่ยเย่ตะคอกกลับ สายตาฉายแววฆ่าฟันอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับว่าวินาทีถัดไปเขาจะชักมีดออกมาฟันคน

"แก..." พวกผู้ติดตามที่ทำตัวเหมือนสุนัขรับใช้พวกนี้ ล้วนแต่เป็นพวกเก่งแต่ปากแต่ใจปลาซิว พอถูกเฉินเหว่ยเย่จ้องเขม็งแบบนี้ ก็ถึงกับเข่าอ่อนทันที แต่ผู้ติดตามคนนี้คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูก จึงยังปากดีบ่นพึมพำว่า "พักพอแล้วก็กลับไปทำงานต่อสิ อย่ามัวแต่มองซ้ายมองขวา เราจ้างแกมา ไม่ใช่เพื่อให้มายืนเหม่อมองอะไรเรื่อยเปื่อย" พูดพลางเขาก็เอียงตัวชี้ไปที่ไม้กระดานพาดเรืออีกลำที่ท้ายเรือ

เสียงบ่นพึมพำของผู้ติดตามทำให้เฉินเหว่ยเย่ได้สติว่างานหลักของเขาคือการเป็นสายลับ จึงข่มความโกรธลงแล้วพูดว่า "ข้าก็แค่พักหายใจ แป๊บเดียวเองไม่ใช่รึไง ทักทายกันดีๆ พูดจากันดีๆ ไม่เป็นหรือไงวะ"

พอเห็นท่าทีของเฉินเหว่ยเย่อ่อนลง ผู้ติดตามคนนั้นก็กลับมาวางก้ามทันที เขาถลึงตามอง ยืดเอวแอ่นอก เชิดหน้าพูดจาประชดประชันว่า "พูดดีๆ? กับคนขี้เกียจสันหลังยาวอย่างแก พูดดีด้วยไม่ได้หรอก ถ้าแกอยากจะยืนเหม่อมองนัก ก็ไสหัวไปไม่ต้องทำแล้ว หรือถ้าแน่จริงก็เข้าไปดูใกล้ๆ สิ ดูซิว่าท่านขุนนางเขาจะหวดแกด้วยแส้จนต้องกลิ้งออกมาไหม"

เฉินเหว่ยเย่อยากจะลาออกแล้วเข้าไปดูใกล้ๆ ใจจะขาด แต่พอเถียงกันไปมาไม่กี่ประโยค จางป๋อจวินและอู๋ซื่อฮ่วนก็เดินลับสายตาหายไปแล้ว "ฮึ!" เฉินเหว่ยเย่แค่นเสียงเย็นชา จ้องมองผู้ติดตามคนนั้นด้วยสายตาลึกซึ้ง แล้วหันหลังเดินไปที่ไม้กระดานสำหรับคนเดินขึ้นลง

ผู้ติดตามนึกว่าตัวเองสยบเฉินเหว่ยเย่ได้แล้ว ก็เชิดหน้าขึ้นสูง ใบหน้าเต็มไปด้วยความลำพองใจ

ถึงเวลาเลิกงาน นายจ้างต้องจ่ายค่าแรงรายวันแล้ว

งานรายวันมักจะเป็นแบบวันนี้ทำบ้านนี้ พรุ่งนี้ทำบ้านนั้น แต่ไม่ว่านายจ้างบ้านไหนก็ล้วนแต่เขี้ยวลากดิน คิดเงินหยุมหยิมตามเวลาเป๊ะๆ ทำงานหนึ่งชั่วยามก็ให้เงินแค่หนึ่งชั่วยาม มากกว่านั้นอีแปะเดียวก็ไม่ยอมจ่าย

เงินค่าแรงแจกจ่ายมาถึงคิวของเฉินเหว่ยเย่อย่างรวดเร็ว สิ้นเสียงตะโกนเรียก "เฉินเอ๋อร์ตั้นจื่อ" เฉินเหว่ยเย่ก็เดินไปที่โต๊ะไม้ที่มีกล่องเงินวางอยู่

"เฉินเอ๋อร์ตั้นจื่อ สิบสามอีแปะ" พวงเหรียญทองแดงเล็กๆ ถูกโยนลงบนโต๊ะ

"ทำไมขาดไปสองอีแปะ" เฉินเหว่ยเย่ไม่ได้ยื่นมือไปหยิบเหรียญบนโต๊ะในทันที

"เจ้าอู้งาน" นายจ้างหน้าเนื้อพูดขึ้นเรียบๆ แล้วโบกมือไล่ให้เฉินเหว่ยเย่ไปได้แล้ว

"ข้าอู้งานตอนไหน" เฉินเหว่ยเย่ค่อยๆ หันหน้าไปมองผู้ติดตามที่เคยหาเรื่องเขาคนนั้น

"เจ้าอู้งานตอนไหน ใจเจ้าเองย่อมรู้ดี" นายจ้างตบมือลงบนเหรียญทองแดงอย่างรำคาญ ส่วนผู้ติดตามคนนั้นทำปากยื่นปากยาวด้วยสีหน้าของผู้ชนะ

"เฮ้ย! พวกเอ็งนี่มันยังไงกันวะ" ความโกรธที่อธิบายไม่ได้พุ่งปรี๊ดจากปลายหัวใจของเฉินเหว่ยเย่ขึ้นสู่สมองทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 390 - เฉือนเนื้อรักษาแผล

คัดลอกลิงก์แล้ว