- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งไท่ชาง
- บทที่ 200 - สองเว่ยแตกหัก
บทที่ 200 - สองเว่ยแตกหัก
บทที่ 200 - สองเว่ยแตกหัก
บทที่ 200 - สองเว่ยแตกหัก
◉◉◉◉◉
"..." เว่ยเฉาตามชุยเหวินเซิงข้ามธรณีประตูเข้าไปในลานบ้าน พบว่าบ้านเรือนรอบๆ ลานบ้านล้วนปิดประตูหน้าต่าง รอบๆ ก็ไม่มีคนรับใช้เดินไปมา มีเพียงหน้าขั้นบันไดของห้องโถงใหญ่เท่านั้นที่มียามเฝ้าประตูของหน่วยตงฉ่างชั้นผู้น้อยสองคนนั่งยองๆ ปิ้งไฟอยู่
หัวหน้าหน่วยธงที่รับผิดชอบคดีนี้ก็อยู่ในนั้นด้วย เขาไม่ได้กลับบ้านไปฉลองปีใหม่ แต่กลับทำตามคำสั่งของชุยเหวินเซิง นำทหารใต้บังคับบัญชาของตนเองมาเฝ้าอยู่ในลานบ้านแห่งนี้ การมาถึงของชุยเหวินเซิงทำให้เขาประหลาดใจมาก แต่ประหลาดใจก็ส่วนประหลาดใจ มารยาทที่ควรจะมีก็ยังคงขาดไม่ได้
หัวหน้าหน่วยธงกระชับเสื้อคลุมของตนเอง วิ่งมาอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง เขามีสัญชาตญาณที่จะโขกศีรษะสวัสดีปีใหม่ให้ขันทีทั้งสองคน แต่พอคิดอีกทีก็รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ดีที่จะพูดว่า "สวัสดีปีใหม่" เลย ดังนั้นจึงทำได้เพียงประสานหมัดคำนับ "คารวะท่านผู้บัญชาการ คารวะท่านกงกง"
"เค่ออิ้นเยว่ตายแล้ว" ชุยเหวินเซิงเพียงแค่พยักหน้าส่งสัญญาณ แล้วก็หันไปพูดกับเว่ยเฉาว่า "นางอยู่ในนั้น"
เว่ยเฉาไม่ได้ไปผลักประตูทันที แต่กลับยืนนิ่งอยู่ที่นั่น พูดด้วยเสียงสั่นเทา "วันปีใหม่ เจ้า...เจ้าอย่ามาล้อข้าเล่นแบบนี้จะดีกว่า"
"ข้ามิได้ล้อเจ้าเล่น" ชุยเหวินเซิงกล่าวคล้อยตามพลางทำสีหน้าเศร้าสร้อยและเคร่งขรึม เขาพูดพลางเดินขึ้นไปข้างหน้า ผลักบานประตูห้องโถงใหญ่ให้แก่เว่ยเฉา
ในห้องโถงใหญ่มีโลงศพที่ยังมิได้ปิดผนึกตั้งอยู่หนึ่งใบ หน้าโลงศพมีแท่นบูชาเครื่องหอมตั้งอยู่หนึ่งตัว บนแท่นบูชามีเชิงเทียน กระจก (เงา) กระถางบูชา ลูกปัดแก้ว ชามแก้ว สุราและเครื่องเซ่นเนื้อบางส่วน และกระถางธูปที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าตั้งอยู่ตรงกลาง บนกระถางธูปมีธูปจุดอยู่หนึ่งดอก
ชุยเหวินเซิงเห็นว่าธูปใกล้จะหมดแล้ว ก็เดินไปที่โต๊ะเครื่องหอม หยิบธูปอีกดอกหนึ่งมาจุด เขาประสานมือคำนับ พึมพำบทสวดมนต์ที่ตนเองไม่เคยเชื่อเลยสองสามประโยค แล้วจึงปักธูปดอกนี้ลงบนกระถางธูป
"เค่ออิ้นเยว่อยู่ในโลงศพ" ชุยเหวินเซิงหันกลับมา พูดกับเว่ยเฉา "ประมาณครึ่งเดือนก่อนหน่วยตงฉ่างก็ได้พบศพของเค่ออิ้นเยว่แล้ว แต่ข้าอยากจะให้เจ้าฉลองปีใหม่ให้ดีๆ ก็เลยเก็บเรื่องไว้ไม่บอก"
เว่ยเฉาไม่ใช่ว่าจะไม่ได้คาดการณ์สถานการณ์เช่นนี้ แต่พอได้ยินคำพูดของชุยเหวินเซิงจริงๆ น้ำตาร้อนๆ ของเว่ยเฉาก็ยังคงไหลออกมาจากหางตาอย่างเงียบงัน เขาหายใจเข้าลึกๆ พูดอย่างช้าๆ "เปิดโลง"
ชุยเหวินเซิงเงียบไปครู่หนึ่ง ส่ายหน้าพูด "สถานการณ์ค่อนข้างแย่ ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าดูจะดีกว่า"
"เปิดโลง" เว่ยเฉาไม่ได้ไม่เชื่อชุยเหวินเซิง แต่กลับยืนกรานที่จะเห็นหน้าเค่ออิ้นเยว่เป็นครั้งสุดท้าย แม้ว่าเขากับเค่ออิ้นเยว่จะอยู่คนละภพแล้วก็ตาม
"เฮ้อ ทำบาปทำกรรมจริงๆ" ชุยเหวินเซิงถอนหายใจ โบกมือให้กับนายทหาร "พวกเจ้าได้ยินแล้วใช่ไหม เปิดฝาโลงออก"
นายทหารประสานหมัดรับคำสั่ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วเดินมาร่วมมือกันเปิดฝาโลงออก
หลังจากที่ฝาโลงถูกเปิดออกแล้ว ข้างในก็พลันมีกลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่รุนแรงนักแต่ก็ยังคงทำให้คลื่นไส้พวยพุ่งออกมา เว่ยเฉาทนกลิ่นเหม็นนี้เดินขึ้นไปข้างหน้า ก้มศีรษะลงมอง เห็นเพียงศพที่ไหม้จนงอ ไม่สามารถที่จะจำแนกหน้าตาได้ มีเพียงแค่รูปร่างของคนเท่านั้น เนื่องจากโลงศพไม่ได้ถูกเลื่อนไปถึงตำแหน่งท่อนล่าง ดังนั้นเว่ยเฉาจึงยากที่จะยืนยันได้ว่านี่เป็นศพของผู้หญิงหรือไม่
"เหอะ" มุมปากของเว่ยเฉายกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แปลกประหลาดและกระตุก "นี่มันก็แค่ศพไหม้เกรียมธรรมดาๆ นี่ มีของอะไรที่ใช้พิสูจน์ตัวตนได้หรือไม่"
"ไม่มี เจ้าหน้าที่หน่วยตงฉ่างพบเพียงแค่ศพนี้กับเศษเสื้อผ้าที่ยังไม่ไหม้หมด" ชุยเหวินเซิงส่ายหน้าแล้วกล่าว "แต่นี่น่าจะเป็นเค่ออิ้นเยว่" ตอนที่เค่ออิ้นเยว่ตาย เว่ยจงเสียนได้โยนเครื่องประดับทองเงินของนางลงไปในกองไฟที่กำลังลุกไหม้ด้วย แต่เจ้าหน้าที่หน่วยตงฉ่างกลับไม่พบสิ่งของเหล่านี้
"เจ้าคงจะหาคนผิดแล้วล่ะ หา ใช่แล้ว ต้องหาคนผิดแน่ๆ" ตอนนี้เว่ยเฉาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าชุยเหวินเซิงจะไปลากศพมาจากที่ไหนสักแห่งมาหลอกตนเอง
"เฟิงจิ้งผิง มาเล่าให้ท่านเว่ยฟังหน่อยสิว่าพวกเจ้าหานางเจอได้อย่างไร" ชุยเหวินเซิงสั่งหัวหน้าหน่วยธงที่รับผิดชอบปฏิบัติการครั้งนี้
"ขอรับ" เฟิงจิ้งผิงเพิ่งจะรู้ว่าคนที่พวกเขาตามหามาตลอดกลับเป็นผู้หญิงของหัวหน้าขันทีฝ่ายพิธีการเว่ยเฉา "ทูลท่านหัวหน้าขันที เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ"
"หลังจากที่ได้รับคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการแล้ว พวกเราก็ไปที่บ้านแม่ของเค่อ บ้านสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว และบ้านญาติของสามี เรียกได้ว่าสืบคนที่สามารถจะสืบได้หมดแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังคงไม่ได้อะไรเลย เค่อหายไป ลูกชายของนางก็หายไป น้องชายของนางก็หายไป และไม่มีญาติคนไหนรู้ว่าพวกเขาไปไหน เรื่องนี้ผิดปกติมาก"
"โดยปกติแล้วจะมีเพียงสองความเป็นไปได้เท่านั้น หนึ่งคือพวกเขาสามคนรวมตัวกัน ระหว่างทางเจอกับโจรถูกปล้นฆ่า สองคือถูกใครบางคนลอบสังหาร ความเป็นไปได้ที่ทั้งสามคนจะเจอกับการปล้นฆ่าพร้อมกันนั้นน้อยมาก เพราะตอนที่เค่อได้รับพระราชทานให้ออกจากวัง เค่อกวงเซียนไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่งเลย แต่อยู่ที่บ้านเกิดทำนา เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องเจอกับการปล้นฆ่าและหายตัวไปพร้อมกับเค่อและโฮ่วกั๋วซิงลูกชายของเค่อ และถ้าหากเป็นการปล้นฆ่า คดีนี้ก็สืบต่อไปไม่ได้แล้ว"
"ดังนั้นพวกเราจึงสืบสาวต่อไปตามสมมติฐานของการลอบสังหาร พวกเราตรวจสอบโรงเตี๊ยมและโรงน้ำชาทั้งเล็กใหญ่ทั่วกรุงปักกิ่ง สุดท้ายก็สืบพบว่ามีคนจัดโต๊ะสำรับร้อยอย่างที่หรูหรายิ่งนักที่โรงเตี๊ยมหรูหราแห่งหนึ่งนามว่า ร้านอั้นฮวาโหลว** บริกรที่คอยรับใช้สำรับนั้นจำได้ชัดเจนว่าคนที่มาทานโต๊ะนี้มีสตรีที่งดงามยิ่งผู้หนึ่ง รูปลักษณ์ของนางคล้ายคลึงกับเค่อเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นผ่านโรงเตี๊ยมแห่งนี้ พวกเราก็ได้สืบพบรถม้าคันหนึ่งที่ขับออกจากประตูเฉาหยาง ทหารยามที่เฝ้าประตูบอกว่ารถม้าออกไปและกลับมาภายในวันเดียวกัน ระหว่างไปกลับใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามเท่านั้น" เฟิงจิ้งผิงละเว้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมพิธีการ
กล่าวรวดเดียวจนยาวนาน ปากของเฟิงจิ้งผิงก็แห้งผากลงเล็กน้อย แต่ตอนนี้เขากลับไม่กล้าออกไปหาน้ำมาดื่ม ดังนั้นจึงเพียงหยุดชะงักไปครู่ กลืนน้ำลายลงคอ แล้วจึงกล่าวต่อไป "หลังจากนั้นตามคำสั่งของท่านผู้บัญชาการ พวกเราก็ได้ตรวจสอบบ้านเรือนทั้งหมดในรัศมียี่สิบลี้รอบประตูเมืองโดยมีประตูเฉาหยางเป็นศูนย์กลาง ก็ได้รับคำให้การจากชาวนาหลายครัวเรือน คำให้การบางส่วนบอกว่าเห็นรถม้า คำให้การบางส่วนบอกว่าเห็นแสงไฟที่ผิดแปลกไป ตามคำให้การเหล่านี้พวกเราก็ได้พบสถานที่เผาศพ ข้าง ๆ สถานที่มีร่องรอยของการขุดดินขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ขุดดินเหล่านี้ขึ้นมาก็ได้พบศพสตรีที่ไหม้เกรียมนี้"
ในระหว่างที่เฟิงจิ้งผิงพูด เว่ยเฉาไม่เคยแทรกแซงเลยแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งเฟิงจิ้งผิงพูดจบ เว่ยเฉาจึงเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบผิดปกติ "ใครทำ"
เฟิงจิ้งผิงไม่ได้พูด แต่กลับหันศีรษะไปมองชุยเหวินเซิงเล็กน้อย เขาไม่กล้าและไม่ได้ไปสืบกรมพิธีการ
"น่าจะเป็นฝีมือของเว่ยจงเสียน" บนใบหน้าของชุยเหวินเซิงยังคงมีสีหน้าที่ "เศร้าโศกไปด้วยกันกับเจ้า"
"เว่ยจงเสียน" ความโกรธที่ถูกกดไว้ของเว่ยเฉาก็เปลี่ยนเป็นความไม่เชื่อทันที "นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร เจ้า...เจ้าคงจะไม่ได้กำลังหลอกข้าใช่หรือไม่"
"เรื่องแบบนี้ข้าจะกล้าพูดมั่วได้อย่างไร เฮ้อ" ชุยเหวินเซิงถอนหายใจ แล้วก็ไล่เฟิงจิ้งผิงกับนายทหารหน่วยตงฉ่างออกไป "พวกเจ้าออกไป ไปที่นอกลานบ้าน"
"ขอรับ" เฟิงจิ้งผิงเหมือนกับได้รับอภัยโทษ ความรักความแค้นภายในกรมพิธีการเขาไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยแม้แต่น้อย
หลังจากที่นายทหารจากไปแล้ว ชุยเหวินเซิงก็เปิดปากพูด "ทหารกรมทหารม้าที่เฝ้าประตูในวันนั้นไม่เพียงแต่จะจำได้ว่ารถม้าไปกลับเมื่อไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นยังจำได้ว่าคนที่นั่งรถม้ามีป้ายของกรมพิธีการแขวนอยู่ที่เอว"
"กรมพิธีการ..." ถ้าชุยเหวินเซิงบอกว่าคนที่นั่งรถม้าแขวนป้ายของหน่วยซีฉ่าง เว่ยเฉาก็จะไม่เชื่ออย่างแน่นอน เพราะตอนที่เค่ออิ้นเยว่หายตัวไป หน่วยซีฉ่างยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่เลย ไม่มีป้ายให้แขวน
"ข้าไปตรวจสอบบันทึกการใช้รถม้าของกรมพิธีการแล้ว พบว่าในวันนั้นคนที่ใช้รถม้ามีเพียงคนเดียวเท่านั้น..." ชุยเหวินเซิงหยุดอยู่ตรงนี้ แล้วก็เดินไปอยู่ข้างๆ เว่ยเฉา พูดด้วยน้ำเสียงที่น่าเสียดาย "...น่าเสียดาย นั่นก็คือเว่ยจงเสียน"
บันทึกนี้จริงๆ แล้วเป็นของปลอม เว่ยจงเสียนไม่ได้ใช้รถม้าของกรมพิธีการเลย เดิมทีไม่ควรจะมีบันทึกอะไร ที่ชุยเหวินเซิงสามารถที่จะสืบพบบันทึกนี้ได้ก็เพราะว่าหวังอันได้แก้ไขสมุดบัญชี
หลังจากที่ได้เห็นบันทึกแล้ว ชุยเหวินเซิงก็เหมือนกับได้พบขุมทรัพย์ ไม่ได้คิดไปในทางปลอมแปลงเลยแม้แต่น้อย แต่ต่อให้ชุยเหวินเซิงยืนกรานที่จะสืบให้ถึงที่สุด เขาก็สืบไม่ได้อะไรออกมา เพราะขันทีที่รับผิดชอบดูแลรถม้าก็ได้ออกจากวังไปใช้ชีวิตบั้นปลายพร้อมกับขันทีรุ่นก่อนๆ ของกรมพิธีการคนอื่นๆ แล้ว
"เขา เขาจะทำเรื่องแบบนี้ทำไม" ขั้นตอนการสืบสวนและสาเหตุและผลของเรื่องราวมีรายละเอียดและเพียงพอ ไม่ต้องให้เว่ยเฉาไม่เชื่อ แต่เว่ยเฉาคิดไม่ออกว่าเว่ยจงเสียนทำเช่นนี้มีแรงจูงใจอะไร
"อืม..." สีหน้าของชุยเหวินเซิงก็พลันเปลี่ยนไปอย่างประหลาด "ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองคนอาจจะมิได้เป็นไปตามปกติ"
"เจ้าพูดจาเหลวไหล" เว่ยเฉาไม่เคยพูดคำหยาบ "เค่อปาปาเป็นผู้หญิงที่ดี"
"ถึงแม้ข้าจะมิอยากเอ่ยเช่นนี้ แต่นี่ก็เป็นความจริง" ชุยเหวินเซิงกล่าวด้วยความรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย "ตอนที่เว่ยจงเสียนเข้าวัง มิได้ถูกตอนจนหมดจด เขาจะต้องใช้ส่วนที่เหลืออยู่ไปยุ่งเกี่ยวกับสตรีผู้นี้เป็นแน่" ชุยเหวินเซิงพูดจบก็ตบไปที่โลงศพ
"อะไรนะ" เว่ยเฉาแทบจะสงสัยว่าหูของตนเองมีปัญหา
"เรื่องนี้เจ้าไม่รู้หรือ" ชุยเหวินเซิงถามกลับ
เว่ยเฉาส่ายหน้า แน่นอนว่าเขาไม่รู้ หวังอันได้มีคำสั่งห้ามเปิดเผยเรื่องนี้ ตอนที่เว่ยเฉาเข้ากรมพิธีการรับตำแหน่งหัวหน้าขันทีฝ่ายพิธีการ เว่ยจงเสียนก็หายดีแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครบอกเรื่องนี้ให้เขาทราบเป็นพิเศษ
"หากเจ้ามิเชื่อ ก็ไปสอบถามท่านผู้ใหญ่ได้เลย ก็คือท่านผู้ใหญ่ที่มีคำสั่งให้ตอนอวัยวะที่เหลืออยู่ของเว่ยจงเสียนทิ้ง" ตอนที่ชุยเหวินเซิงเห็นชื่อของเว่ยจงเสียนในสมุดบัญชี เขาก็ให้นึกถึงเรื่องที่เว่ยจงเสียนถูกตอนซ้ำอีกคราทันที "ข้าคิดว่า ก็คือเว่ยจงเสียนก่อปัญหาขึ้นแล้ว เกรงว่าเรื่องที่เขามีความสัมพันธ์กับสตรีผู้นี้จะถูกเปิดโปง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้า ดังนั้นจึงได้สังหารคนเพื่อปิดปาก"
"เว่ยจงเสียน" ในใจของเว่ยเฉามีความโกรธที่ยากจะระงับพวยพุ่งขึ้นมา "ข้าเอาไอ้หมานั่นเป็นพี่น้อง แต่ไอ้หมานั่นกลับแอบไปยุ่งกับผู้หญิงของข้า แถมยังฆ่านางอีก ข้าจะเอามันให้ตาย" เว่ยเฉาโกรธจนอยากจะทุบอะไรสักอย่าง แต่พอมองไปรอบๆ ก็เห็นเพียงเครื่องเซ่นบนโต๊ะเครื่องหอมเท่านั้น
ในที่ที่เว่ยเฉามองไม่เห็น มีเปลวไฟสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากพื้นดินสู่ท้องฟ้า แล้วก็บานออกเป็นดอกไม้ไฟที่สว่างไสวบนท้องฟ้าที่มืดมิด
ปัง เสียงระเบิดดังขึ้น ทำลายความแข็งแกร่งสุดท้ายของเว่ยเฉา เขาก้มหน้าลงข้างโลงศพ ร้องไห้โฮ
เท้าเปล่ากระดิ่งเงินสั่นไหว ชุดแพรลายปักร่ายรำ พร้อมกับแสงไฟที่ดับๆ ติดๆ ไม่ขาดสาย หลี่จู๋หลันพระสนมซีเลือกซื่อได้ร่ายรำระบำเดี่ยวเพื่อฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียวที่ตำหนักเฉียนชิง
แสงไฟยังไม่ทันจะดับ เพลงจบระบำสิ้นสุดลงแล้ว นักดนตรีคำนับแล้วก็จากไป ในตำหนักเฉียนชิงอันกว้างใหญ่ก็เหลือเพียงฮ่องเต้กับพระสนมสองคนเท่านั้น
"รำได้ดี" จูฉางลั่วปรบมือชื่นชม
"บ่าวขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา" หลี่จู๋หลันวางสองมือไว้ที่เอว โค้งคำนับเล็กน้อย นางหายใจหอบเบาๆ บนหน้าผากมีเหงื่อหอมๆ ผุดขึ้นมา
"มานี่สิ" จูฉางลั่วตบหน้าตักของเรา ส่งสัญญาณให้นางมานั่ง
หลี่จู๋หลันยิ้มอย่างเขินอาย เขย่งปลายเท้า หมุนกายหนึ่งรอบ แล้วทั้งร่างก็ทิ้งตัวลงในอ้อมกอดขององค์ฮ่องเต้ ร่างกายนางกำยำ มิได้ผอมบางเกินไป แต่เพราะนางควบคุมพละกำลังได้ถึงขั้นสูงสุดแล้ว ดังนั้นการทิ้งตัวลงครานี้ จึงมีเพียงความรู้สึกที่เปี่ยมด้วยความรักดุจฤดูวสันต์ "องค์ฝ่าบาท" นางนอนหงาย ดวงตาสะท้อนประกายเรืองรองที่ชวนให้วิญญาณลุ่มหลง
ความเขินอายของหลี่จู๋หลันมิได้เป็นการเสแสร้ง เพราะบนใบหน้าที่คุ้นเคยนี้ นางสัมผัสได้ถึงความแปลกใหม่ แต่ก็มีเสน่ห์ลึกลับที่ดึงดูดใจอย่างยิ่ง จูฉางลั่วเลิกดื่มสุราในเดือนแปด ฟื้นฟูร่างกายในเดือนเก้า จนถึงตอนนี้ก็มีวินัยมาสามเดือนแล้ว การออกกำลังกายที่ยาวนานและการควบคุมอาหารที่สม่ำเสมอ ได้เผาผลาญไขมันทั่วร่างของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันส่วนเกินบนใบหน้า นี่ทำให้เขาดูทั้งสง่างามและเปี่ยมประสิทธิภาพ
ในสายตาของหลี่จู๋หลัน สวามีของนางได้แปรเปลี่ยนจากชายหนุ่มผู้หม่นหมองที่มักจะหงุดหงิดง่าย แต่ก็มิได้ขาดสติปัญญา กลายเป็นบุรุษผู้มีความคิดเป็นของตนเองและมีความมุ่งมั่นก้าวร้าว** บุรุษผู้นี้มีอารมณ์คงที่ มิเคยวู่วามจนขาดสติ** ราวกับว่าทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุม
"เจ้านี่ช่างเป็นปีศาจที่งดงามแท้ ๆ" จูฉางลั่วก้มศีรษะลง จุมพิตที่ริมฝีปากของนางเบา ๆ ราวกับเป็นการกำหนดท่วงทำนองที่เย้ายวนและอ่อนหวานสำหรับการพบกันในวันนี้
"องค์ฝ่าบาท..." หลี่จู๋หลัน โอบกอดพระศอขององค์ฮ่องเต้พลางจุมพิตตอบกลับอย่างลึกซึ้งและเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิม
เฉกเช่นเดียวกับเรือนร่างของนาง ริมฝีปากของนางทั้งอ่อนนุ่มและหอมหวาน นี่มิใช่เพราะปัจจัยทางอภิปรัชญาใด ๆ แต่เป็นเพราะนางจะอาบชำระกายในทุกเช้าเย็น และใช้เครื่องหอมนานาชนิดที่มีราคาแพงมาทำให้ทุกอณูของผิวของนางหอมกรุ่น**
นานแล้วจูฉางลั่วจึงปล่อยนาง ตอนที่สองริมฝีปากแยกจากกัน ปลายลิ้นที่อาลัยอาวรณ์ก็ดึงเส้นใยที่ละเอียดและใสออกมาเส้นหนึ่ง
"กำลังจะแต่งตั้งพระสนมแล้ว เราอยากจะฟังความคิดเห็นของเจ้า" จูฉางลั่วก็พลันตรัสขึ้น
หลี่จู๋หลันยังคงดื่มด่ำกับความหอมหวานที่เกิดจากการกอดจูบ เดิมทีคิดว่าหลังจากที่ฮ่องเต้ปล่อยนางแล้วการกระทำต่อไปก็คือการถอดเสื้อผ้าของนางออกจนหมด เหลือเพียงกระดิ่งเงินที่แขวนอยู่ที่ข้อเท้า แล้วก็อุ้มไปที่เตียงเพื่อทำธุระ ไม่นึกว่าฮ่องเต้จะถามคำถามนี้ขึ้นมากะทันหัน ดังนั้นชั่วขณะหนึ่งจึงยังไม่ทันจะตั้งตัว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนนี้หลี่จู๋หลันก็คงจะจินตนาการไปแล้วว่าองค์ฮ่องเต้จะทรงให้นางสืบทอดตำแหน่งฮองเฮา แล้วก็ได้คืบจะเอาศอกเข้าไปใกล้เพื่อแสดงความคิดเห็นแล้ว แต่ตอนนี้ นางเพียงแค่พูดว่า "เรื่องการพระราชทานตำแหน่ง มิใช่เรื่องที่บ่าวจะสามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ขอให้องค์ฝ่าบาททรงมีพระบรมราชวินิจฉัยโดยลำพัง"
จูฉางลั่วยังคงยิ้มอยู่ บนพระพักตร์มิได้มีร่องรอยแห่งความพอพระทัยหรือการทดสอบใด ๆ เพิ่มเติม "เราเตรียมที่จะแต่งตั้งเจ้าเป็นพระสนมเอก เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร"
"บ่าว ขอบพระทัยองค์ฝ่าบาทที่ทรงเมตตา" หลี่จู๋หลันแท้จริงแล้วรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อย ทำฮองเฮาไม่ได้ก็ช่างเถิด แต่ตอนนี้องค์ฮ่องเต้ถึงขนาดมิยอมให้ตำแหน่งพระสนมเอก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในสายตาของนางก็มีอารมณ์เล็กน้อย
[จบแล้ว]