- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งไท่ชาง
- บทที่ 130 - บัญชีรายชื่อพรรคตงหลิน
บทที่ 130 - บัญชีรายชื่อพรรคตงหลิน
บทที่ 130 - บัญชีรายชื่อพรรคตงหลิน
บทที่ 130 - บัญชีรายชื่อพรรคตงหลิน
◉◉◉◉◉
หลังจากถูกซีฉ่างตักเตือนและสั่งสอน ชุยเหวินเซิงก็เก็บตัวมากขึ้น หลังจากกลับมาจากห้องทรงพระอักษรทิศใต้ เขาก็เขียนจดหมายด้วยตนเองให้ญาติพี่น้องและคนสนิทที่ได้รับข่าวเตรียมจะเข้าเมืองหลวงมารับตำแหน่งว่าง ให้อยู่บ้านอย่างสงบเสงี่ยม หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ ชุยเหวินเซิงก็เรียนรู้วิธีการคัดเลือกแม่ทัพจากการสอบขุนนางฝ่ายบู๊ แล้วกำหนดกฎเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งให้แก่สายลับของตงฉ่าง
ในขณะที่เขากำลังเตรียมจะใช้กฎเกณฑ์นี้เพื่อคัดเลือกพันโทคนใหม่จากบรรดาผู้บังคับกองร้อยที่ดำรงตำแหน่งร้อยโทอยู่ องครักษ์เสื้อแพรก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
ปีที่สี่สิบแปดของรัชศกว่านลี่ เดือนสิบเอ็ด วันที่สิบสอง
"ลั่วซือ กง" ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ขอเข้าเฝ้า!" เสียงขันทีหน้าประตูห้องทรงอักษรทิศใต้ของพระราชวังเฉียนชิงประกาศก้อง
"ให้เข้าเฝ้า" เสียงของฮ่องเต้ดังออกมาจากในท้องพระโรง
"กระหม่อมลั่วซือ กง ขอถวายพระพรแด่องค์ฮ่องเต้หมื่นปี ขอรับ" ลั่วซือกงทำความเคารพฮ่องเต้ด้วยการคุกเข่าคำนับสามครั้งและโขกศีรษะลงบนพื้นห้าครั้งตามธรรมเนียมอย่างถูกต้องตามแบบแผน
"องครักษ์ลุกขึ้นเถิด" จูฉางลั่วพลิกดูประวัติของลั่วซือกง แล้วพบว่าช่วงที่ลั่วซือกงเพิ่งจะสืบทอดตำแหน่ง พันโทขั้นห้า จากบิดาของเขา ลั่วปิ่งเหลียง นั้น เขาเคยเป็นองครักษ์ประจำ ตำหนักบูรพา อยู่ช่วงหนึ่ง
แม้จะกล่าวว่าเป็นองครักษ์เสื้อแพร แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงข้ารับใช้ที่มีองคชาตขององค์ฮ่องเต้ และเมื่อเทียบกับข้ารับใช้ที่ไม่มีองคชาตแล้ว ความสัมพันธ์ก็ยังคงห่างไกลกว่ามาก การที่ได้รับพระราชานุญาตให้ยืนสนทนาได้นั้น ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งสำหรับผู้มีอาวุโสแล้ว ดังนั้น ลั่วซือกงจึงรีบขอบคุณ "ขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ"
ยามเข้าเฝ้าตอนประชุมเช้าก่อนหน้านี้ องค์ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางต่างอยู่ห่างกันมากจนดูเหมือน ๆ กันไปหมด แต่เมื่อได้เข้าใกล้ จูฉางลั่วจึงได้เห็นว่า แม้ลั่วซือกงจะอายุไม่น้อยแล้วและมีผมสีขาวโพลนที่ขมับทั้งสองข้าง ซึ่งอย่างน้อยก็น่าจะหกสิบปีได้แล้ว แต่เขากลับมีร่างกายกำยำบึกบึน กระฉับกระเฉงอย่างยิ่ง เมื่อยืนอยู่ที่นั่นก็เหมือนภูเขาลูกเล็ก ๆ ที่มั่นคง
"เรื่องของเถียนเอ๋อร์เกิงใช่หรือไม่" ยังไม่ทันที่ลั่วซือกงจะเอ่ยปาก จูฉางลั่วก็ชิงถามขึ้นก่อน
องครักษ์เสื้อแพรมีอำนาจในการสอบสวนขุนนางที่น่าสงสัยทุกคน แต่หากองครักษ์เสื้อแพรต้องการจะจับกุมขุนนางที่เกี่ยวข้องกับคดี ก็จำเป็นต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้ ในประวัติศาสตร์สองร้อยเจ็ดสิบหกปีของราชวงศ์หมิง มีเพียงไม่กี่ปีในรัชสมัยของจักรพรรดิเทียนฉีที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยในเว่ยจงเสียนเท่านั้น ที่องครักษ์เสื้อแพรหรือแม้แต่ขันทีในวังจะมีอำนาจพิเศษเกินขอบเขตในการจับกุมขุนนางโดยไม่ต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้
เมื่อวานนี้เป็นวันที่สิบเอ็ดของเดือนสิบเอ็ด องค์ฮ่องเต้เสด็จว่าราชการที่ประตูเฉียนชิงตามธรรมเนียม "ว่าราชการทุกสิบวัน" และถูกขุนนางฝ่ายตรวจการผู้ยืนกราน "ว่าราชการวันละสามครั้ง" ไล่ตามทักท้วงอยู่เป็นเวลาหนึ่งชั่วยามเต็ม ลั่วซือกงเห็นดังนั้นก็รู้ว่าถึงเวลาแล้ว จึงตัดสินใจเข้าวังเพื่อขอเข้าเฝ้า
อย่างไรก็ตาม หลังจากเลิกประชุมแล้ว ลั่วซือกงก็เปลี่ยนความคิดไป เขาเห็นว่าการที่องครักษ์เสื้อแพรยกกำลังเข้าจับกุมทันทีในวันที่ขุนนางฝ่ายตรวจการแตะต้องพระพักตร์นั้นดูจะจงใจเกินไปหน่อย ดังนั้นเขาจึงรออีกหนึ่งวันจึงค่อยเข้าวังเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้องครักษ์เสื้อแพรดำเนินการ แต่ไม่นึกเลยว่าองค์ฮ่องเต้จะทรงทราบความเคลื่อนไหวขององครักษ์เสื้อแพรแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ลั่วซือกงก็เป็นองครักษ์เสื้อแพรเฒ่ามาหลายสิบปี เขาเพียงแค่ประหลาดใจไปชั่วครู่ก็กลับมามีสีหน้าเป็นปกติ ลั่วซือกงก้มหน้าลงพลางเอ่ยสรรเสริญว่า "ฝ่าบาททรงมีสายพระเนตรดุจมังกรส่องโลกหล้า ขอรับ"
"พวกเจ้าจะจับใครบ้าง" จูฉางลั่วถาม
"ทูลฝ่าบาท พรรคตงหลิน ประธานศาลสูงสุด โจวหยวนเปียว รองอธิบดีกรมตรวจการฝ่ายขวาและผู้ตรวจการเหลียวตง หยวนอิ้งไท่ ผู้ตรวจการ จั่วกวงโต่ว หัวหน้ากรมข้าราชการ เว่ยต้าจง บรรณาธิการสำนักราชบัณฑิต เหวินเจินเหมิง" ลั่วซือกงผู้มีความทรงจำที่เป็นเลิศเอ่ยรายชื่อออกมาอย่างยาวเหยียด
"คนเยอะขนาดนี้ องครักษ์เสื้อแพรแน่ใจรึ" น้ำเสียงของจูฉางลั่วไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมามากนัก
"ทูลฝ่าบาท เถียนเอ๋อร์เกิงได้สืบสวนอย่างละเอียดแล้วว่า ประธานศาลสูงสุด โจวหยวนเปียว และแกนนำพรรคตงหลิน เช่น จ้าวหนานซิง มักจะรวมตัวกันเพื่อหารือเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองและการโจมตีซึ่งกันและกัน กระแสที่โจมตี สงถิงปี้ ผู้ตรวจการเหลียวตงอย่างไม่มีเหตุผล และเรื่องที่ขัดต่อพระราชประสงค์ในครั้งนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คนเหล่านี้ตกลงกันในห้องลับ ขอรับ" ความนิ่งเฉยขององค์ฮ่องเต้ทำให้ลั่วซือกงยากที่จะคาดเดาพระราชประสงค์ได้
" 'น่าจะ' 'ห้องลับ' " หวังอันแทรกเข้ามา "ท่านผู้บัญชาการลั่ว พวกท่านแน่ใจจริงๆ หรือ"
"ทูลท่านปู่ องครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือได้คำให้การที่ลงชื่อและประทับลายนิ้วมือของ หยางหยวน กู้เจ้า เฝิงซานหยวน และคนอื่น ๆ แล้ว ขอรับ" ความจริงแล้วลั่วซือกงอายุมากกว่า หวังอัน มาก และเขาก็ไม่ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งเพราะอาศัยหวังอัน จึงไม่จำเป็นต้องเรียกหวังอันว่า "ท่านปู่" แต่ลั่วซือกงก็ยังคงเรียกเช่นนั้น "ทั้งสามคนนี้ได้ให้การอย่างชัดเจนแล้วว่า ที่พวกเขาโจมตีสงถิงปี้ ก็เพราะได้รับคำสั่งจากจ้าวหนานซิง ขอรับ"
"พวกเขากล่าวอ้างว่าจ้าวหนานซิงไม่เพียงแต่ต้องการจะขับไล่สงถิงปี้ออกจากเหลียวตง แต่ยังต้องการให้หยวนอิ้งไท่เข้ามารับตำแหน่งแทนที่อีกด้วย"
"สามคนนี้ไม่ได้ถูกเนรเทศไปแล้วรึ พวกเจ้าได้คำให้การของพวกเขามาได้อย่างไร" จูฉางลั่วถาม
"..." ลั่วซือกงเม้มริมฝีปากนิ่งเงียบ
"ตอบมา" หวังอันเคาะโต๊ะ
"ทูลฝ่าบาท คนที่รับผิดชอบในการคุมตัวพวกเขาก็คือองครักษ์เสื้อแพร พวกเราได้ใช้ 'ซานมู่' เล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ขอรับ" ลั่วซือกงตอบ
"ยังอยู่ไหม"
"ไม่มีใครตายสักคน" ลั่วซือกงเสริมอีกประโยคหนึ่ง "กระหม่อมกล้ารับประกันว่าพวกเขาจะไม่กลับคำให้การอย่างแน่นอน"
จูฉางลั่วส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ให้พวกเขากลับคำให้การ"
"ฝ่าบาท นี่" ลั่วซือกงโดยไม่รู้ตัวคิดว่าฝ่าบาทจะไม่จัดการกับพรรคตงหลินแล้ว
"คงไว้ซึ่งภาพรวม เอาหยวนอิ้งไท่ออกไป" จูฉางลั่วชูนิ้วทั้งห้าของมือขวาขึ้น เป็นสัญญาณให้ลั่วซือกงสงบสติอารมณ์ "เขามีความสามารถ เพียงแต่ไม่เหมาะที่จะคุมการทหารเท่านั้น"
หยวนอิ้งไท่ทำหน้าที่ในตำแหน่งผู้ตรวจการเหลียวตงได้ดีมาก เรียกได้ว่าเข้ากันได้ดีกับสงถิงปี้
เรื่องของเหลียวตงกำลังวิกฤต อิ้งไท่ได้ฝึกฝนทหารซ่อมแซมเกราะ สร้างป้อมปราการ ซ่อมแซมหอคอย เสบียงอาหารและดินปืนที่จำเป็นนอกด่านก็สามารถจัดหาให้ได้ในทันที ผู้ตรวจการสงถิงปี้จึงไว้วางใจเขาอย่างยิ่ง
เป็นเพราะคนสองคนนี้ คนหนึ่งเป็นฝ่ายบุ๋นคนหนึ่งเป็นฝ่ายบู๊ประจำอยู่ทางเหนือ จึงสามารถขับไล่หนูเอ่อร์ฮาชื่อได้หลายครั้งในช่วงเดือนแปดถึงเดือนสิบ รักษาเสถียรภาพของสถานการณ์ในเหลียวตงไว้ได้ และทำให้สถานการณ์ที่เปราะบางกลับมามั่นคงขึ้นเล็กน้อย
หากถูกดึงเข้ามาพัวพันในคดีเช่นนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์ของขุนนางที่เกี่ยวข้องจะเป็นเช่นไร ระหว่างการสอบสวนก็จะต้องถูกพักงานอย่างแน่นอน จูฉางลั่วไม่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงส่งผลกระทบต่อเหลียวตงแม้แต่น้อย การเมืองก็คือการเมือง การทหารก็คือการทหาร และในสถานการณ์ปัจจุบัน การเมืองย่อมต้องรับใช้การทหาร ไม่ใช่ถ่วงความเจริญของการทหาร
"กระหม่อมรับพระราชโองการ" ลั่วซือกงเข้าใจความหมายแฝงในพระราชดำรัสของฝ่าบาท
จูฉางลั่วหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก พลางครุ่นคิดพลางเอ่ยว่า "พวกเจ้าจะจัดการอย่างไร รายละเอียดเราไม่ขอซักถาม ขอพูดแค่สองข้อ หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบุ๋นหรือฝ่ายบู๊ ห้ามพัวพันกับขุนนางที่ประจำอยู่ที่เหลียวตงโดยเด็ดขาด ผู้ใดในเหลียวตงที่ใช้การได้ ผู้ใดที่ใช้การไม่ได้ สงถิงปี้รู้ดี เราก็รู้ดี พวกเจ้าไม่รู้ก็อย่าได้กล่าวอ้างสุ่มสี่สุ่มห้า"
"สอง จับคนใช้การทรมานตามใจพวกเจ้า แต่ที่ดีที่สุดคืออย่าให้มีคนตาย คนเหล่านี้ถ้าตายในคุกหลวงเรื่องจะยุ่งยากมาก พวกเจ้าจะรับไม่ไหว ฆ่าคนตายทำให้การประชุมในราชสำนักวุ่นวาย ประชาชนโกรธแค้น มีคุณงามความดีก็จะกลายเป็นมีความผิด ไม่คุ้ม"
"กระหม่อมรับพระราชโองการ" ลั่วซือกงสั่นเล็กน้อย แล้วโค้งคำนับอย่างจริงจัง
"เจ้าลงไปได้" จูฉางลั่วจู่ๆ ก็นึกถึงชื่อคนหนึ่งขึ้นมา "เดี๋ยวก่อน เพิ่มคนเข้าไปอีกคน รองเสนาบดีกระทรวงพิธีการ ซุนหรูโหยว หาทางเพิ่มเขาเข้าไปด้วย"
หวังอันจำคนผู้นี้ได้ เป็นเพราะเขาขัดคำสั่งฝ่าบาทในการประชุมหน้าพระที่นั่ง ถึงได้ทำให้สวีกวงฉีที่ฝึกทหารอยู่ที่ทงโจวมีโอกาสได้เข้ารับตำแหน่งในกระทรวงพิธีการ
"มีแต่คนของพรรคตงหลิน" จูฉางลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ฟางซื่อหงยังอยู่ไหม"
ลั่วซือกงคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า "ลูกชายคนโตของท่านอัครมหาเสนาบดีฟางรึ น่าจะยังอยู่"
ปีที่สี่สิบหกของรัชศกว่านลี่ ฟางซื่อหง ลูกชายคนโตของฟางฉงเจ๋อ ได้เข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์นางคณิกาตกม้าเสียชีวิตขณะเที่ยวซ่อง และถูกผู้ตรวจการลาดตระเวนฟ้องร้อง เหตุการณ์นี้เคยลุกลามไปจนถึงขั้นที่ฟางฉงเจ๋อยื่นฎีกาต่อจักรพรรดิเสินจงเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่สุดท้ายฟางฉงเจ๋อก็ถูกจักรพรรดิเสินจงปลอบโยนให้อยู่ต่อ ส่วนฟางซื่อหงก็แค่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเท่านั้น
"จับเขามาด้วย" จูฉางลั่วสั่ง
"ฝ่าบาท นี่คงจะไม่เหมาะกระมัง" หวังอันทูลค้าน
"เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร" จูฉางลั่วหันไปมองหวังอัน แต่สีพระพักตร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
"ฝ่าบาท คดีของฟางซื่อหงได้สิ้นสุดลงแล้ว เป็นที่เสด็จปู่ทรงตัดสิน" หวังอันมีความเข้าใจเกี่ยวกับขุนนางในคณะรัฐมนตรีแต่ละคนเป็นอย่างดี เขาลุกขึ้น ไม่นานก็หาสำเนาแฟ้มคดีฉบับหนึ่งออกมา "จักรพรรดิเสินจงมีพระราชโองการว่า 'บุตรของท่านถูกฟ้องร้องเนื่องจากความผิดพลาด จากการชันสูตรศพแล้วพบว่าเป็นเพราะม้าตกใจจนได้รับบาดเจ็บ คำให้การก็ชัดเจน ไม่ใช่เพราะถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม'"
"ท่านปู่ องครักษ์เสื้อแพรไม่จำเป็นต้องอาศัยคดีนี้ก็สามารถจับกุมฟางซื่อหงได้" ลั่วซือกงรู้ว่าฝ่าบาทต้องการจะสร้างความสมดุลเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป หากหาเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับ "การสร้างความสมดุล" ไม่ได้ คดีของพรรคตงหลินก็อาจจะถูกระงับต่อไป และฟางซื่อหงก็เป็นเป้าหมายที่ยอดเยี่ยมอย่างเห็นได้ชัด "ฟางซื่อหงเป็นคนเสเพลที่ไม่เรียนหนังสือ องครักษ์เสื้อแพรใช้เวลาไม่นานก็สามารถจับข้อผิดพลาดของเขาได้"
"เอาอย่างนี้แหละ ฟางซื่อหงกับพรรคตงหลินจับมาทั้งคู่ ถึงเวลาองครักษ์เสื้อแพรก็ตัดสินโทษประหารชีวิตฟางซื่อหง แน่นอน ไม่ใช่ว่าจะฆ่าเขาจริงๆ อย่าไปฆ่าเขาในคุกหลวงก็แล้วกัน" จูฉางลั่วตัดสินใจเด็ดขาด
"กระหม่อมรับพระราชโองการ"
"คุกเข่าลาได้" จูฉางลั่วโบกพระหัตถ์ เป็นสัญญาณให้ลั่วซือกงจากไป
ลั่วซือกงคุกเข่าลา ในขณะที่เขาเพิ่งจะออกจากท้องพระโรงและเตรียมจะปิดประตู เสียงที่เหมือนจะมีเหมือนจะไม่มีก็ลอยเข้ามาในหูของเขาทั้งสองข้าง "ลั่วซือกงยังคงเชื่อฟังและใช้งานได้ดี" ลั่วซือกงไม่ได้ยินชัดว่าใครเป็นคนพูด ยิ่งไม่รู้ว่าประโยคนี้มีความหมายว่าอะไร เขารู้สึกเพียงแค่ว่ามีเรื่องบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
ไม่นานหลังจากที่ลั่วซือกงจากไป จูฉางลั่วก็ร้องเรียก "เว่ยเฉา"
"บ่าวอยู่ที่นี่" เว่ยเฉารีบลุกขึ้นรับฟังรับสั่ง
"ไปเรียกหัวหน้ากรมอาญา ฟู่ขุย มานี่"
หลังจากที่กรมต่างๆ เติมตำแหน่งว่างแล้ว ขุนนางหลายคนก็ได้เลื่อนตำแหน่ง และฟู่ขุยซึ่งมีชื่อเสียงขึ้นมาเพราะคดีของตงฉ่างก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นหนึ่งขั้น จากขุนนางธรรมดาในกรมอาญาขึ้นเป็นหัวหน้ากรมอาญา
สามเค่อต่อมา หัวหน้ากรมอาญา ฟู่ขุย ก็รีบเร่งเข้ามาในห้องทรงพระอักษรทิศใต้
"ข้าน้อยฟู่ขุยขอถวายพระพรแด่องค์ฮ่องเต้หมื่นปี" เสียงของฟู่ขุยสั่นเล็กน้อย
ในฐานะขุนนางฝ่ายตรวจสอบ ขุนนางในกรมต่างๆ และผู้ตรวจการในมณฑลต่างๆ ล้วนมีสิทธิ์ที่จะทูลฎีกาต่อฮ่องเต้โดยตรง แต่การทูลฎีกาโดยตรงไม่เท่ากับการเข้าเฝ้า สำหรับขุนนางฝ่ายตรวจสอบส่วนใหญ่แล้ว การได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้านั้นยังคงเป็นเกียรติที่หาได้ยาก
ระดับของฟู่ขุยไม่มีสิทธิ์ที่จะยืนพูด ดังนั้นจูฉางลั่วจึงไม่ได้ให้เขาลุกขึ้น
"เจ้าเป็นชาวหลินชวน มณฑลเจียงซีใช่หรือไม่" จูฉางลั่วไม่ได้พูดเรื่องงาน เพียงแค่ถามภูมิลำเนาของฟู่ขุย
"ฝ่าบาททรงจดจำได้ ข้าน้อยเป็นชาวหลินชวน มณฑลเจียงซีจริงๆ" ฟู่ขุยไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงหมายความว่าอย่างไร
"เรายังจำได้ว่าเจ้าเคยขัดหมายจับขององครักษ์เสื้อแพร" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของจูฉางลั่วดังก้องอยู่ในท้องพระโรง
"กระหม่อม" ฟู่ขุยยังคงไม่เข้าใจพระราชประสงค์ที่แท้จริงของฝ่าบาท แต่เขาก็เข้าใจดีว่า วันนี้ฝ่าบาททรงเรียกเขามาเข้าเฝ้าไม่ใช่เพื่อที่จะชมเชยอย่างแน่นอน
"เจ้าสอบได้เป็นบัณฑิตในปีที่สี่สิบเอ็ดของรัชศกว่านลี่ใช่หรือไม่" จูฉางลั่วไม่สนใจความตื่นตระหนกของฟู่ขุย ยังคงถามต่อไป
"ฝ่าบาททรงจดจำได้ ข้าน้อยสอบได้เป็นบัณฑิตในปีที่สี่สิบเอ็ดจริงๆ" ความยินดีในใจของฟู่ขุยได้สลายไปหมดแล้ว หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้น เหงื่อเย็นไหลออกมา
"บัณฑิตปีที่สี่สิบเอ็ด ปีที่สี่สิบสี่ได้เป็นผู้ว่าราชการเมือง ปีที่สี่สิบแปดเข้าเมืองหลวง พอเข้าเมืองหลวงก็ซื้อบ้านสามหลังติดกันได้เลย กรมคลังช่วยขุนนางต่างๆ คืนเงินกู้นอกระบบ ขุนนางที่ไม่ยื่นมือขอเงินมีนับนิ้วได้ ผู้ว่าราชการเมืองไห่เฉิง ฟู่ขุย" จูฉางลั่วร่ายคำถามเป็นชุด เสียงค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ จนถึงที่สุดก็หยุดกะทันหัน เงียบไปครู่หนึ่งจึงถามด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะเกียจคร้าน "ตอนที่เจ้าอยู่ในตำแหน่งคงจะโกงกินไปไม่น้อยสินะ"
"ข้าน้อย ข้าน้อย" ฟู่ขุยหายใจเข้าไม่มีแรงหายใจออก ไม่นานเขาก็ทำได้เพียงใช้สองมือยันพื้นเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย
เมืองไห่เฉิงตั้งอยู่ที่เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน เป็นเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นในปีที่สี่สิบห้าของรัชศกเจียจิ้งโดยการแบ่งพื้นที่จากเมืองหลงซีและจางผู่ เมืองนี้ร่ำรวยมาตั้งแต่เริ่มตั้งเมือง และสาเหตุก็มีเพียงอย่างเดียวคือ หลังจากที่ราชวงศ์หมิงยกเลิกการห้ามค้าขายทางทะเล ท่าเรือที่ถูกกฎหมายเพียงแห่งเดียวในการค้าขายกับต่างประเทศคือท่าเรือเยว่กั่งก็ตั้งอยู่ที่เมืองไห่เฉิง
"ท่านผู้ว่าฟู่ ท่านดูเหมือนจะไม่ใช่ขุนนางฝ่ายตรวจสอบที่ซื่อสัตย์และเที่ยงตรงอย่างที่ใครๆ พูดกันนะ" จูฉางลั่วจ้องหมวกขุนนางบนหัวของฟู่ขุยอย่างเย็นชา "เจ้าว่า ถ้าเราเอาเรื่องเหล่านี้ไปเปิดโปง เจ้าจะยังอยู่ในปักกิ่งได้อีกนานแค่ไหน"
เมื่อได้ยินคำข่มขู่ ฟู่ขุยกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะการข่มขู่มีไว้สำหรับคุณค่าของผู้ถูกข่มขู่ หากฝ่าบาทจะลงโทษเขา ก็แค่ใช้หลักฐานในมือปลดเขาออกจากตำแหน่ง ลดขั้นเป็นสามัญชน แล้วให้กระทรวงยุติธรรมมาจับตัวไปก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องถามคำถามนี้เลย
ปัง มีบางอย่างถูกโยนมาอยู่ข้างๆ ฟู่ขุย
ฟู่ขุยถอนหายใจยาวๆ สองสามครั้ง แล้วเหลือบมองไปที่สิ่งที่ถูกโยนมาทางขวามือของเขา
"นี่คือคนที่องครักษ์เสื้อแพรจะจับในเร็วๆ นี้" ขันทีผู้ดูแลหวังอันที่โยนรายชื่อนี้ออกมาพูด "ท่านหัวหน้ากรมฟู่ ถ้าท่านยังจะขัดหมายจับขององครักษ์เสื้อแพร ก็แค่เติมชื่อตัวเองลงไปในนั้นสิ"
ฟู่ขุยเข้าใจแล้ว กรมอาญาคือโซ่ที่ล่ามหน่วยสืบราชการลับและองครักษ์ไว้ และฝ่าบาทต้องการให้เขาเป็นกุญแจที่ปลดโซ่นั้น
ฟู่ขุยไม่ได้คัดค้าน เขาสอบได้เป็นบัณฑิตในปีที่ยี่สิบแปดแห่งรัชสมัยว่านลี่ จนกระทั่งสิบหกปีต่อมาจึงได้เข้ารับราชการ การขัดพระบัญชาในครั้งก่อนเป็นเพียงการกระทำที่จำต้องทำภายใต้แรงกดดันจากความคิดเห็นของสาธารณชน หลังจากที่ได้ครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว หากเป็นไปได้ ฟู่ขุยยอมที่จะไม่ดำรงตำแหน่งนั้น ไม่ต้องการชื่อเสียงเหล่านั้น ขอเพียงเป็นแค่ขุนนางฝ่ายตรวจสอบที่ไร้ความสามารถ ล่องลอยไปตามกระแสสังคม ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ตามความคิดเห็นหลักของสาธารณชน
หากฮ่องเต้ทรงตำหนิอย่างรุนแรงเมื่อหยางเหลียนขัดขืนอย่างเปิดเผย ให้ฟู่ขุยคาดการณ์ในแง่ร้ายไว้ล่วงหน้า ตอนนั้นเขาคงจะไม่ฟังคณะรัฐมนตรี แต่จะเลือกที่จะเป็นเต่าหดหัวอย่างเงียบๆ
ตอนนี้ฮ่องเต้มีหลักฐานที่สามารถปลดเขาออกจากตำแหน่งได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่ในมือ ก็เท่ากับว่ากุมจุดอ่อนของเขาไว้แล้ว ฟู่ขุยไม่มีอุดมการณ์ที่จะช่วยเหลือโลกหล้า เขาเป็นขุนนางก็เพื่อที่จะเป็นขุนนาง ก็เพื่อที่จะหาเงิน เขาจะไม่ยอมทิ้งคุณงามความดีและตำแหน่งข้าราชการที่แลกมาด้วยการศึกษาอย่างหนักหลายสิบปีเพื่อชื่อเสียงที่ว่างเปล่าเด็ดขาด
ฟู่ขุยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เขาไม่ได้แม้แต่จะเปิดดูรายชื่อ แต่กลับโค้งคำนับแสดงความจงรักภักดีด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมที่สุด "ข้าน้อยยินดีที่จะเป็นสุนัขรับใช้ของฝ่าบาท"
"ดีมาก" จูฉางลั่วพยักหน้าอย่างพอใจ เขารู้ดีว่าฟู่ขุยจะต้องยอมอ่อนข้ออย่างแน่นอน เพราะฟู่ขุยเป็นคนที่ยอมเป็นลูกชาย เป็นดาบของเว่ยจงเสียนเพื่อที่จะได้เลื่อนตำแหน่งและร่ำรวย
[จบแล้ว]