เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 890 - สร้างภาพหวังชื่อเสียง

บทที่ 890 - สร้างภาพหวังชื่อเสียง

บทที่ 890 - สร้างภาพหวังชื่อเสียง


บทที่ 890 - สร้างภาพหวังชื่อเสียง

◉◉◉◉◉

เหล่าคฤหบดีและผู้มีอิทธิพลเมื่อเผชิญหน้ากับอำนาจราชศักดิ์ ย่อมไม่มีความสามารถที่จะขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อย

ขอยกตัวอย่างสักสองเรื่องก็แล้วกัน

ช่วงต้นราชวงศ์ซ่งใต้ มีหมอหลวงคนหนึ่งชื่อหวังจี้เซียน ด้วยวิชาแพทย์ที่ล้ำเลิศจึงเป็นที่โปรดปรานของเจ้าโก้วอย่างมาก เขาจึงถือโอกาสกว้านซื้อที่ดินในอำเภอต่างๆ ของเมืองหางโจวอย่างบ้าคลั่ง

คฤหบดีที่ถูกแย่งชิงที่ดินไป ไม่มีใครกล้าปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ

แต่เนื่องจากขุนนางคนโปรดที่มาจับจองที่ดินในหางโจวมีเยอะเกินไป หวังจี้เซียนจึงได้แต่เลือกเศษเหลือเดนของคนอื่น เขารู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบมาก จึงส่งคนไปกว้านซื้อที่ดินในเมืองและอำเภอที่ไกลออกไป ถึงขั้นลามไปถึงแถบเซวียนเฉิงและอู๋หู

เขายังแอบอ้างชื่อฮ่องเต้ โดยใช้ข้ออ้างว่าจัดหาที่ดินเพื่อทำ "ไร่นาหลวง" บังคับซื้อที่ดินจากลูกหลานของหวังอานสือในราคาถูกแสนถูก

ตระกูลคฤหบดีที่ถูกยึดที่ดินจึงฉวยโอกาสนี้ไปร้องเรียน พวกเขาไม่เน้นเรื่องที่ตัวเองโดนยึด แต่เน้นฟ้องว่าลูกหลานของหวังอานสือถูกแย่งที่ดิน ไม่นานกระแสสังคมในราชสำนักและราษฎรก็ลุกฮือขึ้นมา

ในที่สุด หมอหลวงผู้นี้ก็ถูกฮ่องเต้จัดการ

อืม ก็แค่ลดตำแหน่งลงนิดหน่อย...

เรื่องนี้พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าสรุปแล้วหมอหลวงอยากได้ที่ดิน หรือฮ่องเต้ที่อยู่เบื้องหลังกันแน่ที่อยากได้

มาเล่าถึงโจวหลินจือในช่วงปลายรัชสมัยของเจ้าโก้วบ้าง เดิมทีบ้านของเขาค่อนข้างตกอับ พ่อตายไม่มีเงินทำศพถึงขั้นต้องขอยืมที่ดินคนอื่นฝังศพพ่อ

พอหมอนี่ได้เป็นขุนนางใหญ่โต ก็ยึดเอาหลุมศพพ่อเป็นศูนย์กลาง แล้วกวาดเอาที่ดินรอบข้างรัศมียี่สิบกว่าลี้มาเป็นของตนทั้งหมด!

แม้แต่ตระกูลเซ่าผู้มีพระคุณที่เคยให้ยืมที่ฝังศพพ่อ ก็ยังถูกโจวหลินจือแย่งชิงฮวงซุ้ยประจำตระกูลและที่นาดีๆ ไป

จากนั้นโจวหลินจือก็เล็งเป้าไปที่ตระกูลเฉียงซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน เขาบีบให้ตระกูลเฉียงกู้เงินนอกระบบจากตน โดยเงินที่ให้กู้เป็นเงินกระดาษที่ค่าเงินกำลังดิ่งลงเหว แต่ตอนคืนกลับบังคับให้จ่ายเป็นเหรียญทองแดง เขาฉวยโอกาสนี้ยึดที่ดินของอีกฝ่ายมาได้สี่ร้อยกว่าไร่ ในที่สุดก็ทำให้ที่ดินของตระกูลตนเองเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกันสำเร็จ

สองตัวอย่างข้างต้น ล้วนเป็นการอาศัยบารมีฮ่องเต้มาข่มเหงชาวบ้าน

ขุนนางฝ่ายบุ๋นว่าเป็นแบบนี้ ขุนนางฝ่ายบู๊ก็โหดเหี้ยมไม่แพ้กัน

อู๋เจี้ยแม่ทัพชื่อดังผู้ต้านทัพจินจนสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพี สามรุ่นปู่หลานรวมสี่คนยึดครองเมืองซิงโจว (เลวี่ยหยาง) ที่นั่นนอกจากที่นาทหารแล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือแทบทั้งหมดถูกตระกูลอู๋และนายทหารใต้บังคับบัญชาครอบครอง ถึงขั้นที่นาทหารจำนวนมากยังถูกตระกูลอู๋ฮุบไปเป็นของส่วนตัว

ขอแค่มีทหารในมือ คฤหบดีท้องถิ่นหน้าไหนจะกล้าหือ?

ราชสำนักซ่งใต้สูญเสียการควบคุมเมืองซิงโจวไปนานแล้ว จะโยกย้ายแม่ทัพก็สั่งการไม่ได้ แม้จะแบ่งอำนาจทหารในซื่อชวนเป็นสี่ส่วนก็ไร้ผล ถึงขั้นต้องให้ลูกหลานตระกูลอู๋เข้าไปเป็นตัวประกันในเมืองหลวง

สุดท้ายก็ป้องกันไม่ได้ แถมยังเป็นการกระตุ้นให้ตัวประกันเกิดจิตคิดกบฏ

ตัวประกัน (หลานของอู๋เจี้ย) หนีกลับไปที่ซิงโจว ฉวยโอกาสตอนที่หานทัวโจ้วยกทัพบุกเหนือ ก่อกบฏขึ้นมาดื้อๆ แถมยังขอให้แคว้นจินแต่งตั้งตนเป็นอ๋องแห่งซื่อชวน วางแผนจะยกฮั่นจงทั้งหมดให้แคว้นจิน!

ขุนนางบุ๋นและบู๊เหล่านี้ รังแกได้แค่ตระกูลคฤหบดีทั่วไป พอไปแหย่ลูกหลานหวังอานสือเข้าก็รถคว่ำไม่เป็นท่า

แต่อำนาจราชศักดิ์ที่แท้จริง โดยเฉพาะอำนาจที่กุมดาบอาญาสิทธิ์ไว้ในมือ ขอแค่กล้าลงดาบย่อมกวาดล้างได้ทุกสิ่ง

ความลึกล้ำในการทำงานของเว่ยเหลียงเฉิน อยู่ที่เขาสามารถรักษาระดับความพอดีได้

ข้อแรก ถือดาบไว้ในมือและกล้าฆ่าคน อย่างน้อยต้องแสดงท่าทีว่ากล้าฆ่าจริงๆ เพื่อบีบให้ตระกูลใหญ่ในเจียงซีว่านอนสอนง่าย

ข้อสอง ดาบสังหารต้องแขวนอยู่เหนือหัวเสมอ จะฟันแหล่ไม่ฟันแหล่ ช่วงเวลานี้แหละที่มีแรงกดดันสูงสุด หากฟันลงไปจริงๆ กลับจะไม่เป็นผลดี อาจจะฆ่าคนเลือดนองพื้นระบายความแค้นได้สะใจ แต่ทั่วทั้งเจียงซีจะวุ่นวายโกลาหล ถึงขั้นกระทบกระเทือนไปถึงราชสำนักและมณฑลต่างๆ

ตระกูลเจิงที่สถานีต่อไป เว่ยเหลียงเฉินไปนั่งบัญชาการด้วยตัวเอง จ้องมองขุนนางและบัณฑิตวัดที่ดินของตระกูลเจิงตาไม่กะพริบ

หากนับตามจำนวนจิ้นซื่อ ตระกูลเจิงของเจิงปู้ต่างหาก คือตระกูลขุนนางอันดับหนึ่งของเจียงซีตัวจริง!

ไม่ว่าจะเป็นตระกูลหวัง ตระกูลเฉิน ตระกูลฮู ตระกูลหง ตระกูลเยี่ยน ตระกูลหวง ตระกูลเซียว ตระกูลหลิว หรือตระกูลโอวหยาง พอมาเจอเข้ากับตระกูลเจิง ล้วนต้องหลีกทางชิดซ้าย

เว่ยเหลียงเฉินไม่กล้าประมาท เขาเข้าไปพักในห้องรับรองของตระกูลเจิง วันๆ เอาแต่เดินหมากล้อมและตกปลากับประมุขและผู้อาวุโสของตระกูลเจิง

......

อำเภอเฟิงเฉิง หมู่บ้านม่อจวง (แถวตำบลจางซู่)

เรือโดยสารลำหนึ่งล่องตามแม่น้ำกานเจียงขึ้นไปทางเหนือ มีคนหลายร้อยคนมาส่งที่ริมฝั่ง มองตามเรือโดยสารที่ค่อยๆ ลับตาไป

มีคนหัวแข็งคนหนึ่ง กำลังจะเข้าเมืองหลวงไปทัดทานฮ่องเต้!

คนผู้นี้ชื่อหลิวเหยียนเนียน เป็นหลานชายของมหาปราชญ์หลิวช่าง

หลิวช่างเป็นใครน่ะหรือ?

ด้วยความรู้ระดับโอวหยางซิว เวลาเจอคำถามที่ตอบไม่ได้ ยังต้องไปขอคำชี้แนะจากหลิวช่าง

หลิวช่างถึงกับเคยบ่นอุบ "เจ้าโอวเก้า (โอวหยางซิว) คนนี้ วันๆ ไม่ยอมอ่านหนังสือ เอาแต่วิ่งมาถามข้าอยู่ได้"

ในอดีต หลงชางฉีมหาปราชญ์จากซื่อชวนที่เป็นมวยวัดไม่มีสำนัก (อาจารย์ของเหวินเหยียนป๋อ) อายุแปดสิบกว่าปีได้รับราชโองการให้เข้าเมืองหลวงเพื่อถวายผลงานเขียนชั่วชีวิต

ผลปรากฏว่าโดนหลิวช่างด่าจนต้องหนีออกจากเมืองหลวง ต้องจำใจลาออกจากราชการ และคืนของขวัญที่ฮ่องเต้พระราชทานให้

สาเหตุเพียงเพราะในหนังสือของหลงชางฉี มีเนื้อหาตั้งคำถามสงสัยในตัวโจวกง...

หลิวช่างยังไม่หนำใจ ยังถวายฎีกาขอให้แบนวิชาความรู้ของหลงชางฉี

ผลงานวิจัยทั้งชีวิตของหลงชางฉี หนังสือหลายสิบเล่มที่ครอบคลุมร้อยสำนักปราชญ์ ถูกราชสำนักสั่งทำลายทิ้งทั้งหมด

เล่นเอาหลงชางฉีตรอมใจตาย!

"นายท่าน ถึงอำเภอหูโข่วแล้วขอรับ" บ่าวรับใช้เตือน

หลิวเหยียนเนียนถือไม้เท้าไม้ไผ่เดินขึ้นฝั่ง เข้าพักที่โรงเตี๊ยมในตัวอำเภอ หลายวันต่อมาก็เปลี่ยนเรือล่องไปตามแม่น้ำแยงซี

เรือแล่นไปได้สองวัน จู่ๆ ก็หยุด

หลิวเหยียนเนียนถามสถานการณ์ บ่าวรับใช้ไปสืบข่าวกลับมารายงานว่า "ในแม่น้ำมีน้ำแข็งลอย ทางการกำลังส่งคนไประเบิดน้ำแข็งเปิดทางขอรับ"

หลิวเหยียนเนียนทอดถอนใจ "รังวัดที่ดินและแยกสลายตระกูลใหญ่โดยไม่มีเหตุผล แถมยังเลื่อนขั้น 《ซวินจื่อ》 เป็นคัมภีร์ เรื่องราวเหล่านี้เบื้องบนรับรู้แล้ว จึงส่งอาเพศมาเตือนชาวโลก แม่น้ำแยงซีถึงกับเป็นน้ำแข็ง ข้าต้องยอมตายถวายฎีกาทัดทานฝ่าบาท!"

ตระกูลหลิวเชี่ยวชาญ 《ชุนเชิว》 (พงศาวดาร) ที่สุด จึงเชื่อถือเรื่องทฤษฎีฟ้าดินตอบสนองแบบสุดลิ่มทิ่มประตู

เดินทางบ้างหยุดบ้าง วุ่นวายสับสน

จากแม่น้ำแยงซีเข้าสู่คลองขุด เดินทางไปได้อีกระยะหนึ่ง คลองขุดก็จับตัวเป็นน้ำแข็งจนเดินเรือไม่ได้

หลิวเหยียนเนียนจำต้องพักอยู่ที่หวยหนาน รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิจนน้ำแข็งละลาย

ตอนที่ต้าหมิงก่อตั้ง หลิวเหยียนเนียนรับราชการอยู่ที่กวางสี

พอกลุ่มอำนาจเก่าทางตะวันออกเฉียงใต้ล่มสลาย หลิวเหยียนเนียนก็นอนป่วยอยู่ครึ่งปี

พอหายป่วย เขาไหว้วานคนให้ช่วยหาตำแหน่งขุนนาง อย่างไรเสียเขาก็เป็นจิ้นซื่อและมีประสบการณ์บริหารงาน ขุนนางแบบนี้ขอแค่ไม่เคยทำความผิดร้ายแรง ราชสำนักต้าหมิงยุคใหม่ยินดีรับไว้ใช้งานอยู่แล้ว

แต่ตอนนั้นคนวิ่งเต้นขอตำแหน่งมีเยอะเกินไป ตำแหน่งลอยชายในสำนักราชบัณฑิตเต็มเอี๊ยด

หลิวเหยียนเนียนรอเก้ออยู่ที่ไคเฟิงสองเดือน ในที่สุดก็ได้ตำแหน่งที่มีอำนาจจริง นายทะเบียนอำเภอ

ตำแหน่งนี้สำหรับหลิวเหยียนเนียนแล้ว มันคือการดูถูกเหยียดหยามกันชัดๆ

พ่อของข้าและลุงป้าน้าอาอีกสองคน ล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนแห่งนี้ ตัวข้าเองก็ไต่เต้ามาถึงระดับผู้บริหารชั้นกลาง บริษัทโดนเทคโอเวอร์ ผู้บริหารชุดใหม่จัดสรรตำแหน่ง แต่ประธานคนใหม่กลับส่งข้าไปเป็นหัวหน้าแผนกเล็กๆ ในบริษัทลูกของบริษัทลูกของบริษัทลูกเนี่ยนะ?

บิดาไม่รับใช้แล้วโว้ย!

หลิวเหยียนเนียนกลับบ้านเกิด ปิดประตูศึกษาหาความรู้ ชื่อเสียงกลับโด่งดังกว่าตอนเป็นขุนนางเสียอีก

พริบตาเดียวก็เข้าสู่รัชศก "ฟื้นฟูจงฮวาปีที่สาม" หลิวเหยียนเนียนไม่ได้ตรงเข้าเมืองหลวง แต่แวะไปเยี่ยมหลิวเก๋อ รองหัวหน้าสำนักปู้เจิ้งซือฝ่ายขวาแห่งมณฑลหวยหนานก่อน

"หลานคารวะท่านอา!" หลิวเหยียนเนียนประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม

เขาอายุน้อยกว่าหลิวเก๋อไม่กี่ปี แต่นับลำดับรุ่นแล้วถือว่าเป็นหลาน

หลิวเก๋อและหลิวจื่ออวี่สองพ่อลูกรวมสี่คน ได้รับความโปรดปรานและการผลักดันจากจูหมิงเป็นอย่างมาก พวกเขาจัดอยู่ในสายตรงของเสนาบดีฟางเมิ่งชิง

ทว่าตั้งแต่รุ่นปู่ของหลิวเก๋อ ได้ย้ายจากเจียงซีไปอยู่ที่ฝูเจี้ยนแล้ว เพียงแค่กลับมาเรียบเรียงลำดับญาติที่บ้านเกิดตามวาระเท่านั้น

ตระกูลหลิวทุกรุ่น ล้วนมีคนย้ายออกไปอยู่ต่างถิ่น

แม้แต่ตระกูลหลิวแห่งชิงเจียงที่หลิวเหยียนเนียนสังกัด ก็ย้ายมาจากที่อื่นในช่วงต้นราชวงศ์ซ่ง

พวกเขาไม่ใช่ตระกูลใหญ่ที่มีรากฐานลึกซึ้งแท้จริง อย่างน้อยในแถบชิงเจียงก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร

การที่หลิวเหยียนเนียนเข้าเมืองหลวงไปทัดทานฮ่องเต้ ชัดเจนว่ากำลังถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือ!

สองอาหลานทักทายปราศรัย พูดคุยถึงเรื่องราวปัจจุบันมากมาย

พอคุยกันได้ที่ หลิวเหยียนเนียนก็เปิดประเด็น "ท่านอาทราบหรือไม่ ราชสำนักกำลังตรวจสอบที่ดินที่เจียงซี? ทันทีที่รังวัดเสร็จ ก็จะใช้นโยบายแบ่งภาษีคนลงในที่ดิน แถมยังจะแยกสลายและอพยพตระกูลใหญ่ หลานเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ ตั้งใจจะไปทัดทานฝ่าบาท"

หลิวเก๋อไม่เข้าใจกระบวนการคิดของหลิวเหยียนเนียนเลย จึงกล่าวว่า "ฟ้าถล่มลงมาก็มีคนตัวสูงคอยค้ำยัน ตระกูลใหญ่ในเจียงซีตั้งมากมายยังไม่พูดอะไร ตระกูลหลิวแห่งชิงเจียงก็ไม่ได้มีคนและที่ดินมากมายอะไร เจ้าจะรีบร้อนวิ่งไปเมืองหลวงทำไม?"

"เพราะความชอบธรรมมันค้ำคอขอรับ!" หลิวเหยียนเนียนตอบ

หลิวเก๋อถาม "ใครยุยงเจ้าให้เข้าเมืองหลวง?"

"ไม่มีใครยุยงขอรับ" หลิวเหยียนเนียนอธิบาย "มีลูกศิษย์จากตระกูลใหญ่หลายคน มานั่งฟังข้าสอนคัมภีร์ 《ชุนเชิว》 เป็นประจำ พวกเขาพูดถึงเรื่องนี้ และยังบอกอีกว่าราชสำนักจะเลื่อน 《ซวินจื่อ》 เป็นคัมภีร์ เรื่องราวเหล่านี้ ไม่ใช่วิสัยของกษัตริย์ผู้ทรงธรรม ต้องมีขุนนางกังฉินในราชสำนักคอยเป่าหูแน่"

หลิวเก๋อเตือนสติ "เจ้ากลับบ้านไปเถอะ อย่าหาเรื่องใส่ตัวให้ตระกูลหลิวแห่งชิงเจียงเลย เราสองบ้านมีต้นกำเนิดเดียวกัน แม้จะแยกย้ายกันไปหลายรุ่น แต่ทุกสิบปีก็ต้องมานับญาติกันที เห็นแก่ความสัมพันธ์บรรพชน ข้าจำเป็นต้องเตือนเจ้า"

หลิวเหยียนเนียนกล่าว "เรื่องรังวัดที่ดินเฉลี่ยภาษี เรื่องแบ่งภาษีคนลงในที่ดิน เรื่องพวกนี้ไม่มีใครคัดค้าน ตระกูลหลิวแห่งชิงเจียงของข้ายินดีให้ความร่วมมือกับราชสำนัก แต่การแยกสลายตระกูลและอพยพย้ายถิ่น มันขัดต่อหลักความกตัญญู ยิ่งไปกว่านั้นคือการย้ายไปบุกเบิกที่ดินที่หูหนาน ตระกูลใหญ่ในเจียงซีมีความผิดอันใด ทำไมลูกหลานต้องถูกเนรเทศกลายๆ ไปอยู่หูหนานด้วย?"

หลิวเก๋อยิ่งพูดไม่ออก "คนตระกูลหลิวแห่งชิงเจียงมีไม่เยอะ ขอแค่แยกบ้านให้ละเอียด เผลอๆ อาจจะไม่ต้องย้ายเลยด้วยซ้ำ เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าจะไปยุ่งทำไม?"

หลิวเหยียนเนียนย้ำคำเดิม "ความชอบธรรมมันค้ำคอขอรับ"

จากนั้น เขาก็พูดต่อ "ยิ่งไปกว่านั้น การเลื่อน 《ซวินจื่อ》 เป็นคัมภีร์ จะเอาเมิ่งจื่อไปไว้ที่ไหน?"

หลิวเก๋อกำลังจะเอ่ยปากห้ามต่อ จู่ๆ ก็ฉุกคิดอะไรได้ จึงตวาดด้วยความโกรธทันที "เจ้าอยากจะสร้างภาพหวังชื่อเสียง แล้วจะวิ่งมาหาข้าให้เสียเวลาทำไม? เด็กๆ ส่งแขก!"

หลิวเหยียนเนียนกล่าว "หลานเป็นคนตัวเล็กเสียงเบา อยากขอให้ท่านอาช่วยถวายฎีกาด้วยอีกแรง"

"ไสหัวไป!" หลิวเก๋อโกรธจนหนวดกระดิก

ตระกูลใหญ่อื่นๆ ไม่กล้าพูดไม่กล้าทำ ทำไมหลิวเหยียนเนียนถึงกล้า?

เพราะตระกูลหลิวแห่งชิงเจียงมีที่ดินไม่เยอะจริงๆ พ่อของหลิวเหยียนเนียนรวมถึงลุงและอา ล้วนเป็นพวกมีเงินก็เอาไปซื้อหนังสือ พ่อของเขาคนเดียวก็ซื้อหนังสือมาเก็บสะสมที่บ้านถึงสองหมื่นเล่ม

บางครั้งถึงกับยอมขายที่ดินเพื่อซื้อหนังสือ

แถมยังสะสมศิลาจารึกและเครื่องสัมฤทธิ์ ที่บ้านมีวัตถุโบราณสมัยเซี่ย ซาง และโจว เพียบ

จำนวนคนในตระกูลก็ไม่เยอะ แต่ละรุ่นมักย้ายออกไปตั้งรกรากที่อื่น ขยายกิ่งก้านสาขาไปทั่ว

ตระกูลหลิวแห่งชิงเจียงแบบนี้ จะซุกซ่อนที่ดินไว้สักกี่ไร่เชียว?

ไม่กลัวทางการมาตรวจสอบที่ดินเลยสักนิด และไม่กลัวโดนสั่งแยกบ้านย้ายถิ่นด้วย

ดังนั้นหลิวเหยียนเนียนถึงกล้าออกหน้า

เขารู้ว่าคนอื่นใช้เขาเป็นกระบอกเสียง แต่เขาก็เต็มใจจะเป็นกระบอกเสียงนั้น วิ่งไปโวยวายที่เมืองหลวงสักรอบ ฮ่องเต้คงไม่ทำอะไรเขาหรอก เขาก็ไม่ได้หวังจะล้มล้างคำสั่งราชสำนักได้จริงๆ

ไม่ได้หวังผลลัพธ์ แค่ต้องการกระบวนการในการโวยวาย

พอโวยวายเสร็จ ตระกูลใหญ่ในเจียงซีทั้งหมด ก็จะต้องติดหนี้บุญคุณหลิวเหยียนเนียน ปัญญาชนทั่วหล้าที่คัดค้านการเลื่อนขั้น 《ซวินจื่อ》 ก็จะยกย่องสรรเสริญว่าหลิวเหยียนเนียนมีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่ง มองว่าเขาคือมหาปราชญ์ผู้ปกป้องขงจื๊อและเมิ่งจื่อ!

หลิวเก๋อคิดเรื่องเหล่านี้ได้ทะลุปรุโปร่ง จึงไล่ตะเพิดหลานชายห่างๆ คนนี้ออกจากบ้านทันที!

เขามองแผ่นหลังของหลิวเหยียนเนียนที่เดินจากไป แล้วกัดฟันกรอด "สร้างภาพหวังชื่อเสียง เสียแรงที่อ่านตำราปราชญ์! เขียนบทความคุณธรรมให้คนดูเท่านั้น จะมีวิญญาณบัณฑิตแท้จริงที่ไหนกัน?"

หลิวเก๋อตัดสินใจแล้ว วันหน้าจะไม่กลับไปนับญาติที่เจียงซีอีก

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 890 - สร้างภาพหวังชื่อเสียง

คัดลอกลิงก์แล้ว