เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 880 - นายกฯ คนใหม่คือเครื่องจักรโหวตผู้ไร้หัวใจ

บทที่ 880 - นายกฯ คนใหม่คือเครื่องจักรโหวตผู้ไร้หัวใจ

บทที่ 880 - นายกฯ คนใหม่คือเครื่องจักรโหวตผู้ไร้หัวใจ


บทที่ 880 - นายกฯ คนใหม่คือเครื่องจักรโหวตผู้ไร้หัวใจ

◉◉◉◉◉

ฎีกาลับฉบับที่สอง ถูกส่งมาถึงเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว

ก่งซิวผู้บัญชาการทหารมณฑลเจียงซีเป็นคนส่งมา อีกทั้งเขายังเขียนด้วยลายมือของตัวเอง ไม่ได้ให้เสมียนช่วยขัดเกลาสำนวนหรือเขียนแทนแม้แต่น้อย

"ฝ่าบาท ข้าไม่ได้โกงกินอะไรเลยจริงๆ แค่รับของขวัญเท่านั้น ตอนข้าจัดงานฉลองอายุครบหกสิบ มีคนมามอบของขวัญเยอะแยะ บางคนก็เป็นลูกน้องเก่า ข้าหน้าบางปฏิเสธไม่ลงจริงๆ ต่อมาพอมีคนมาขอให้ช่วยงาน ข้าคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็เลยช่วยพูดให้ส่งเดชไป..."

"ข้าไม่ได้อยากได้เงิน ข้าแค่อยากได้หน้า ก่อนจะติดตามฝ่าบาทก่อกบฏ ข้าก็เป็นแค่คนขุดเหมืองทอง ที่บ้านพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง นารีข้าก็ไม่มักมาก ข้าแค่ชอบดื่มเหล้า ชอบเวลาไปไหนมาไหนมีคนห้อมล้อมหน้าหลัง..."

"ไอ้พวกเวรตะไลพวกนั้นชอบเลี้ยงเหล้าข้า พอเหล้าเข้าปากข้าก็รับปากช่วยงานพวกมันแบบงงๆ พอสร่างเมาข้าก็นึกเสียใจ แต่พวกมันล้วนเป็นเพื่อนฝูงและลูกน้องเก่า จะให้หักหน้าก็ทำไม่ลง..."

"คราวนี้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต เซี่ยต้านกับไอ้พวกระยำพวกนั้น ยังคิดจะดึงข้าไปช่วยกันปิดข่าว จะไปปิดมิดได้ยังไง? กองทหารประจำการเมืองจี๋อันปราบกบฏชาวนา รบชนะก็ต้องรายงานความดีความชอบขอรางวัล หนังสือแจ้งชัยชนะส่งมาถึงมือข้า ข้าดองเรื่องไว้ครึ่งเดือนกว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว..."

"ข้ามีความผิด รับของขวัญมาเยอะ แถมยังครอบครองที่ดินพันกว่าไร่ จะยึดทรัพย์ เนรเทศ หรือตัดหัวก็ได้ทั้งนั้น"

"แต่ข้ามีลูกชายหกคน สี่คนติดตามฝ่าบาทก่อการที่ฮั่นจง อีกคนไปเป็นทหารตอนปีหงอู่ศกที่หนึ่ง ถึงตอนนี้ตายไปหนึ่งพิการไปหนึ่ง พวกมันล้วนเป็นชายชาติทหารที่จงรักภักดีต่อฝ่าบาท ขอฝ่าบาทละเว้นลูกๆ ของข้าด้วยเถิด..."

"เซี่ยต้านกับพวก ดูปกติก็เหมือนขุนนางตงฉิน บริหารงานก็มีฝีมือ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าพวกมันทำเรื่องระยำตอนใช้นโยบายแบ่งภาษีคนลงในที่ดิน จนเกิดกบฏชาวนาขึ้นมาข้าถึงรู้สึกทะแม่งๆ..."

อ่านฎีกาลับที่ก่งซิวส่งมาจบ จูหมิงทั้งโกรธทั้งระอาใจ

กล้าเขียนจดหมายมามอบตัว แสดงว่าคงไม่มีความผิดร้ายแรง หรืออย่างน้อยก็คงไม่บิดเบือนความจริงจนเกินไป เพราะราชสำนักต้องตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียดแน่นอน

ก่งซิวคือโจรป่าที่ขุดเหมืองทองร้างในหุบเขาหยางโจว ในอดีตเขาพาลงลูกชายสี่คนกับชายฉกรรจ์หลายร้อยคน รีบมาขอเข้าร่วมกับกองทัพกบฏพ่อลูกตระกูลจูเป็นกลุ่มแรกๆ พอลูกชายคนที่ห้าโตเป็นหนุ่ม ก็มาสมัครเป็นทหารรบให้ต้าหมิง

ลูกชายห้าคนเป็นทหาร ตายหนึ่งพิการหนึ่งในสนามรบ

ถือเป็นขุนนางคู่บัลลังก์อย่างแท้จริง แถมยังเป็นตระกูลวีรชนผู้ซื่อสัตย์!

ไอ้เวรนี่ตอนนี้ทำเรื่องทำราว ไม่ใช่เพื่อเงิน และไม่ใช่เพื่ออำนาจ

แต่เป็นพวกบ้าศักดิ์ศรีแบบนักเลง ห่วงหน้าตา ดื่มเหล้าไม่กี่จอกก็ลืมกำพืด พอสร่างเมาแม้จะรู้ว่าไม่ควร แต่ดันรับปากไปแล้ว เลยเขินที่จะกลับคำ

ในความคิดฝังหัวของก่งซิว ความเป็นพี่น้อง คำสัญญา และหน้าตาของเขา สำคัญยิ่งกว่ากฎหมายบ้านเมืองและกฎอัยการศึก

คิดทบทวนไปมา จูหมิงจึงเขียนร่างราชโองการด้วยตัวเอง ละเว้นโทษให้พ่อลูกตระกูลก่ง

ตัวก่งซิวเอง ให้สอบสวนอย่างเข้มงวด ผิดว่าไปตามผิด

ส่วนลูกชายของก่งซิว หลังตรวจสอบแล้วถ้าไม่มีปัญหา ให้ละเว้นโทษไม่ต้องรับผิดร่วมกันกับบิดา แต่ถ้าใครมีพฤติกรรมทำผิดกฎหมาย ก็ให้ลงโทษไปตามระเบียบ

จูหมิงถือฎีกาลับฉบับนี้ โยนให้จูกั๋วเสียงที่เพิ่งกลับจากการเดินเล่นพักผ่อนที่สวนตงซี

"ก่งซิวคนนี้เมื่อก่อนฉลาดเป็นกรด มีสมองมีเขี้ยวเล็บ ทำไมตอนนี้กลายเป็นคนโง่ไปได้?" จูหมิงเอนตัวพิงเก้าอี้ถอนหายใจ

จูกั๋วเสียงอ่านฎีกาลับอย่างละเอียดแล้วพูดว่า "เหลิงน่ะสิ เขาอายุค่อนข้างมาก ตอนคุมทหารก็เคยทำผิดพลาด เลยต้องออกจากหน่วยรบหลัก ทั้งที่อาวุโสสูงขนาดนั้น สร้างผลงานการรบมาก็เยอะ แต่ได้เป็นแค่ผู้บัญชาการทหารกับบรรดาศักดิ์ป๋อ ในใจเขาต้องมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่แล้ว"

"พอไปอยู่ภูธรเขาก็หมดไฟ โอกาสเลื่อนตำแหน่งยาก สิ่งที่แคร์ก็เหลือแค่หน้าตากับความสัมพันธ์พี่น้อง อีกทั้งยังรู้สึกว่าราชสำนักติดค้างเขา ย่อมไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตา ถึงขั้นจงใจเหยียบย่ำกฎหมายเพื่อชดเชยความรู้สึก..."

จูหมิงปวดใจมาก "พูดแบบไม่รับผิดชอบนะ ด้วยความอาวุโสและผลงานการรบของเขา ขอแค่ไม่ไปก่อเรื่องในกองทัพ ใครหน้าไหนจะกล้าไปตรวจสอบเขา? ต่อให้รับของขวัญหรือยึดที่ดิน ขอแค่ไม่ทำจนน่าเกลียดเกินไป ผู้ตรวจการย่อมปิดตาข้างหนึ่งทำเป็นมองไม่เห็น แต่ไอ้เวรนี่ ดันดองหนังสือแจ้งชัยชนะของทหารเมืองจี๋อันไว้นานกว่าครึ่งเดือน คงกลัวจนปิดไม่อยู่แล้วจริงๆ ถึงค่อยเขียนจดหมายลับมาแฉเรื่องราว เขาตั้งใจจะหลอกราชสำนักตั้งแต่แรกแล้ว!"

ยังมีอีกจุดหนึ่ง ที่จูหมิงไม่ได้พูดออกมาตรงๆ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไจ๋หรูเหวินต้องเกษียณ

เจ้าเมืองจี๋อันคนหนึ่ง ผู้บัญชาการทหารมณฑลเจียงซีอีกคนหนึ่ง รายงานเรื่องนี้โดยไม่ผ่านขั้นตอนปกติ แต่นัดกันเลือกใช้วิธีส่งฎีกาลับ

เพราะพวกเขาทั้งคู่รู้ดีว่า เซี่ยต้านหัวหน้าสำนักปู้เจิ้งซือเป็นดองญาติกับไจ๋หรูเหวิน จึงกลัวว่าถ้าส่งเอกสารราชการตามปกติ จะโดนคนสกัดไว้ที่ส่วนกลาง เผลอๆ อาจจะกังวลว่าไจ๋หรูเหวินนั่นแหละที่เป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง

......

คนเราพอมีเรื่องมงคลจิตใจก็แจ่มใส หลิ่วเจียนดูหนุ่มขึ้นไปอีกสิบปี

เขายังคงแต่งกายเรียบง่าย เสื้อผ้าชุดขุนนางมีไว้สับเปลี่ยนแค่สองชุด ใส่มาหลายปีแล้วก็ไม่ยอมทิ้ง แถมแม่งยังมีรอยปะชุนอีกต่างหาก

หลิ่วเจียนรีบย้ายเข้าไปอยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดีอย่างกระตือรือร้น ข้างกายมีแค่เมียแก่หนึ่ง อนุภรรยาแก่หนึ่ง และคนรับใช้เก่าแก่ไม่กี่คนคอยดูแลความเป็นอยู่

อาหารการกินในแต่ละมื้อมีการจำกัดปริมาณเข้มงวด เนื้อสัตว์ห้ามใส่เยอะเกินไป ปกติจะเน้นกินผักเป็นหลัก

หลิ่วเจียนเรียกเมียลูกและบ่าวไพร่มาสั่งความ "ตอนนี้ข้าเป็นอัครมหาเสนาบดี ยิ่งต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง พวกเจ้าออกไปข้างนอก ห้ามทำตัวโอ้อวด ห้ามใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกคน ต่อให้โดนพ่อค้าแม่ขายเดินชน ก็ต้องยิ้มแย้มพูดจาดีด้วย ใครที่มาขอเข้าพบ ให้ปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล ห้ามรับของกำนัลเด็ดขาด เข้าใจไหม?"

"เข้าใจเจ้าค่ะ/ขอรับ" เมียและบ่าวไพร่รีบรับคำ

หลิ่วเจียนยังเขียนจดหมายถึงลูกหลานที่อยู่ต่างถิ่น ตักเตือนลูกหลานห้ามทุจริตทำผิดกฎหมาย ให้ตั้งใจทำงานเพื่อชาติด้วยความซื่อสัตย์ภักดี

คืนนั้น ยังเริ่มลงมือเขียน 《โอวาทตระกูลหลิ่ว》 สั่งสอนลูกหลานเหลนโหลนถึงหลักการดำเนินชีวิตและการทำงาน

เขียนถึงสองยาม หลิ่วเจียนก็เข้านอนอย่างมีความสุข

เนื่องจากตื่นเต้นเกินไป จึงนอนไม่ค่อยหลับ ได้แต่นอนคำนวณว่าจะเกษียณตอนไหนดี

เขาอายุมากแล้ว ไม่มีความทะเยอทะยานอื่นใด แค่ได้เป็นอัครมหาเสนาบดีวันแรกก็คิดเรื่องวางมือแล้ว

จะลาออกทันทีคงไม่ได้ นั่นเท่ากับตบหน้าฮ่องเต้!

หลิ่วเจียนคิดทบทวนอย่างละเอียด ตัดสินใจว่าทำสักครึ่งปีแล้วค่อยอ้างว่าป่วยขอลาออก ยื่นใบลาออกสักสามรอบ รวมเวลาแล้วน่าจะได้เป็นอัครมหาเสนาบดีอยู่ประมาณแปดเก้าเดือน

เขาขี้เกียจสร้างฐานอำนาจ ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

แน่นอนว่า รับราชการมานานขนาดนี้ ความสามารถพื้นฐานเขาก็มีอยู่

วันรุ่งขึ้นเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลิ่วเจียนย้ายเข้าห้องทำงานอัครมหาเสนาบดี จัดการงานราชการต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

แถมเขายังรู้จักกระจายอำนาจ ให้ขุนนางสภาบริหารคนอื่นๆ ทำงานให้มากหน่อย ตัวเองรับผิดชอบแค่อ่าน ตรวจทาน และฟันธง โดยปกติจะไม่คัดค้านความเห็นของขุนนางในสภา ถ้าความเห็นไม่ตรงกันจริงๆ ก็เรียกทุกคนมาลงคะแนนเสียงตัดสิน

ปรองดอง ปรองดองเกินไปแล้ว!

นับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าหมิง นี่คือสภาบริหารชุดที่รักใคร่กลมเกลียวกันที่สุด

นานวันเข้า หลิ่วเจียนก็ได้รับฉายาว่า อัครมหาเสนาบดีรูปปั้นดิน

จูหมิงพอรู้เรื่องเข้า ก็อยากจะกระโดดถีบสักที เคยเห็นขุนนางเช้าชามเย็นชาม แต่ไม่เคยเห็นอัครมหาเสนาบดีที่ปล่อยจอยขนาดนี้มาก่อน!

ต้องรู้ไว้ด้วยว่า สมัยหนุ่มๆ หลิ่วเจียนขึ้นชื่อเรื่องความ "ตงฉิน"

หลิ่วเจียนเริ่มจากคัดค้านการผลิตเงินเหล็กออกมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ จนไปล่วงเกินถงก้วนเข้าอย่างจัง เพราะถงก้วนใช้เงินเหล็กจ่ายเงินเดือนให้กองทัพฝ่ายตะวันตก

ถูกลดตำแหน่งย้ายไปสามรอบติด หลิ่วเจียนในฐานะเจ้าเมือง ก็สามารถปราบกบฏจางเหยียนที่เหอเป่ยได้สำเร็จ กองทัพเซิ่งเจี๋ยจวินที่มาช่วยปราบกบฏมาช้ากว่ากำหนด จึงฆ่าชาวบ้านบริสุทธิ์หลายร้อยคนเพื่อสวมรอยเอาความชอบ

กองทัพเซิ่งเจี๋ยจวินเป็นกองทัพส่วนตัวของถงก้วน ไปที่ไหนก็กร่างไปทั่ว

หลิ่วเจียนกลับไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม สั่งประหารนายทหารที่ฆ่าชาวบ้าน ผลคือโดนถงก้วนยื่นฎีกาเล่นงานจนโดนลดตำแหน่งอีกรอบ

คนตรงไปตรงมาไม่เกรงกลัวอิทธิพลมืดแบบนี้ พอแก่ตัวได้เป็นเสนาบดีกลับนอนราบ คิดแต่จะประคองตัวให้รอดฝั่งจนเกษียณ

จูหมิงเรียกหลิ่วเจียนมาพบเป็นการส่วนตัว แล้วกล่าวชมเชยว่า "ท่านหลิ่วตั้งแต่รับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี งานการต่างๆ ก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ข้ารู้สึกวางใจยิ่งนัก"

หลิ่วเจียนยิ้มตอบ "ล้วนเป็นผลงานของขุนนางในสภาบริหารพะย่ะค่ะ"

ชมเสร็จแล้ว ก็ต้องติ

จูหมิงกล่าวว่า "ขุนนางผู้ช่วยเสนาบดีบ่นกันอุบ ราชการบางเรื่องที่ไม่ได้สำคัญอะไร ก็ถูกท่านหลิ่วเรียกไปประชุมลงคะแนน ช่วงที่ถี่ที่สุด สภาบริหารลงคะแนนกันวันละสี่รอบ ทั้งที่วันนั้นไม่มีเรื่องด่วนอะไร ความรอบคอบระมัดระวังเป็นเรื่องดี แต่เกรงว่าจะทำให้การทำงานของสภาบริหารล่าช้า"

รอยยิ้มบนหน้าหลิ่วเจียนแข็งค้าง เขารีบประสานมือกล่าวอย่างหวาดกลัวว่า "กระหม่อมพิจารณาไม่รอบคอบ ทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง กระหม่อมจะปรับปรุงแก้ไขพะย่ะค่ะ!"

หลิ่วเจียนแก้ไขจริงๆ

เขารวบรวมราชการที่มีความเห็นไม่ตรงกัน มาเรียกประชุมลงคะแนนเสียงทีเดียวก่อนเลิกงาน ขุนนางในสภาจะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา แค่นั่งลงคะแนนรวดเดียวจบ รอวันรุ่งขึ้นค่อยส่งมติที่ประชุมให้ฮ่องเต้

จูหมิงรู้รายละเอียดเข้า ก็แทบจะร้องไห้ไม่ออกหัวเราะไม่ได้

ราชการที่ต้องโหวตพวกนั้น หลิ่วเจียนตัดสินใจเองไม่ได้จริงๆ หรือ?

เปล่าเลย

หมอนี่กลัวเกิดปัญหา ไม่อยากรับผิดชอบ ก็เลยลากขุนนางในสภามาลงคะแนนด้วยกัน เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะได้ซวยไปด้วยกัน

ถึงเวลาเลิกงานของสภาบริหาร วันนี้พวกขุนนางต้องลงคะแนนจัดการราชการเจ็ดเรื่อง

ใช่แล้ว หลังปรับปรุงแก้ไข จำนวนการลงคะแนนกลับเยอะขึ้นกว่าเดิม

ยังไงก็ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาแล้ว อาศัยช่วงใกล้เลิกงาน โหวตตูมเดียวให้จบๆ ไป โหวตหลายรอบหน่อยก็ไม่เสียเวลาเท่าไหร่

เฉียนเชินเดินออกจากห้องประชุมลงคะแนน มองดูแผ่นหลังอันวุ่นวายของหลิ่วเจียน แล้วส่ายหน้าถอนหายใจ "ท่านอัครมหาเสนาบดีหลิ่วผู้นี้ ช่างพูดยากเสียจริง!"

"สมัยหนุ่มๆ เขาก็กล้าคิดกล้าทำนะ" หลี่หานจางจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า "เจ้าว่าพอพวกเราแก่ตัวลง จะกลายเป็นแบบนี้ไหม?"

เฉียนเชินตอบ "ไม่น่าจะนะ เขาเป็นอัครมหาเสนาบดีแบบนี้มันจะมีรสชาติอะไร? เหมือนพระดินปั้นในวัดชัดๆ"

หลี่หานจางพูดว่า "คนคนนี้คงทำได้ไม่นานหรอก คงคิดเรื่องเกษียณไว้แล้ว เขาบริหารงานแบบนี้ ปัญหาไม่เข้าตัว แถมยังทำตัวให้น่ารำคาญในสภาบริหาร แล้วยังทำให้ฝ่าบาทไม่พอใจอีก รอทำอีกไม่กี่เดือนก็ขอลาออก ถึงตอนนั้นทุกคนคงภาวนาให้เขารีบไปไวๆ แล้วเขาก็จะได้กลับบ้านเกิดอย่างสมเกียรติ"

"ก็นับว่า... เป็นคนมีปัญญาอย่างยิ่ง" เฉียนเชินพยายามสรรหาคำมาอธิบาย

หลี่หานจางทอดถอนใจ "ไม่ใช่แค่มีปัญญาหรอก นี่มันขิงแก่จอมเก๋าเกมชัดๆ รอเขาเกษียณกลับบ้าน ก็จัดงานชุมนุมวรรณกรรมเป็นระยะ เชิญบัณฑิตบ้านเดียวกันมาเขียนบทความยกย่อง สรรเสริญว่าเขาซื่อสัตย์ไร้ความเห็นแก่ตัว สรรเสริญว่าเขาไม่ยึดติดลาภยศอำนาจ ชื่อเสียงอันหอมหวนต้องขจรขจายไปทั่วหล้าแน่ อีกอย่าง ความไม่เกรงกลัวอิทธิพลเถื่อนสมัยหนุ่มๆ ของเขา เรื่องนี้ก็เอามาเขียนยกย่องได้เป็นฉากๆ ร้อยปีให้หลัง เขาต้องได้เป็นแบบอย่างของขุนนาง เป็นแม่แบบของปัญญาชนอย่างแน่นอน"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"

เฉียนเชินอดหัวเราะไม่ได้ "ข้านับถือจริงๆ ท่านอัครมหาเสนาบดีหลิ่วมีปัญญาอันยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดายที่พวกเราเลียนแบบความสามารถนี้ไม่ได้"

หลี่หานจางกลับทำหน้าจริงจังแล้วพูดว่า "ที่เขาทำแบบนี้ได้ เพราะเขามีต้นทุน เขาประพฤติตนอยู่ในร่องในรอย สมัยหนุ่มตงฉินไม่ก้มหัวให้ใคร แก่ตัวลงก็ใสสะอาดดุจน้ำ การเป็นคนและเป็นขุนนางได้ถึงขั้นนี้ มองไปทั่วหล้าจะหาได้สักกี่คนเชียว?"

เฉียนเชินหุบยิ้ม พยักหน้าพูดว่า "จริงของท่าน"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 880 - นายกฯ คนใหม่คือเครื่องจักรโหวตผู้ไร้หัวใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว