- หน้าแรก
- ข้ามเวลาฝ่าวิกฤต ณ ปลายราชวงศ์
- บทที่ 860 - โรงเรียนนายร้อยลั่วหยาง
บทที่ 860 - โรงเรียนนายร้อยลั่วหยาง
บทที่ 860 - โรงเรียนนายร้อยลั่วหยาง
บทที่ 860 - โรงเรียนนายร้อยลั่วหยาง
◉◉◉◉◉
โรงเรียนนายร้อยไคเฟิงย้ายมาอยู่ที่ลั่วหยางแล้ว โดยเลือกทำเลที่เชิงเขาด้านทิศตะวันตกของภูเขาวั่นอาน
ทางทิศเหนือคือสนามม้าของสำนักเทียนซื่อเจียน ทิศเหนือขึ้นไปอีกคือสวนป่าหลวงตงซี
ในฐานะจักรพรรดิ เมื่อโรงเรียนนายร้อยย้ายมาแล้ว จูหมิงย่อมต้องเสด็จมาเยี่ยมชม
เนื่องจากมีการแจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว เหล่าอาจารย์และนักเรียนจึงทำการเรียนการสอนกันตามปกติ
"ถวายบังคมฝ่าบาท!"
รองอาจารย์ใหญ่จางถังนำเหล่าอาจารย์มายืนรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนตั้งนานแล้ว พอเห็นจูหมิงก็รีบทำวันทยาวุธทันที
ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนายร้อยต้องเป็นของจักรพรรดิเท่านั้น ข้อแรกเพื่อความสะดวกในการควบคุมนายทหารและกองทัพ ข้อสองเพื่อกระตุ้นให้จักรพรรดิรุ่นต่อๆ ไปให้ความสำคัญกับการทหาร
จูหมิงทำวันทยาวุธตอบ แล้วเดินเข้าไปโดยมีทุกคนห้อมล้อม
จางเซี่ยนและหยางไจ้ซิงก็อยู่ที่นี่ด้วย สองสามวันมานี้พวกเขามาคัดเลือกนักเรียนที่โรงเรียนนายร้อย
และเป็นการคัดเลือกนักเรียนที่ส่งตัวมาจากกองทัพต่างๆ เพื่อมาเรียนต่อ พวกนักเรียนภาคปกติพวกเขาไม่แล เพราะนักเรียนที่ส่งตัวมาเรียนต่อเหล่านี้ เดิมทีคือนายทหารระดับกลางถึงระดับล่าง หรือไม่ก็พลทหารที่มีผลงานโดดเด่นและรู้หนังสือ จึงถูกส่งตัวมาเรียนรู้วิชาพิชัยสงครามที่เมืองหลวง
"เลือกได้เป็นอย่างไรบ้าง" จูหมิงถามพลางเดินพลาง
จางเซี่ยนตอบว่า "เลือกได้เกือบครบแล้วพะยะค่ะ รอให้พวกเขาจบการศึกษาช่วงต้นฤดูร้อน ก็จะสามารถพาไปฝึกทหารใหม่ที่ทางใต้ได้"
หยางไจ้ซิงเสริมว่า "นักเรียนเหล่านี้ยอดเยี่ยมมาก ล้วนมีแววเป็นขุนพลใหญ่"
จูหมิงกล่าวว่า "แต่ก็อย่าไปเร่งโตจนเสียเรื่อง ตอนตั้งกองทัพใหม่ ให้เลื่อนยศจากยศเดิมของพวกเขาสักสองขั้นก็พอ ส่วนตำแหน่งทางทหารให้พิจารณาเลื่อนขึ้นสามขั้นตามความเหมาะสม สำหรับรองแม่ทัพและนายทหารระดับสูงของกองทัพใหม่ พวกเจ้าต้องไปติดต่อกับกรมกลาโหม ให้กรมกลาโหมเป็นคนคัดเลือกและสั่งย้าย"
ไม่มีกฎเกณฑ์ย่อมไม่อาจทำการใหญ่ จะปล่อยให้กรมกลาโหมเป็นแค่เสือกระดาษตลอดไปไม่ได้
หลังจากจูหมิงไม่ได้คุมสภาความมั่นคงด้วยตัวเองแล้ว สภาความมั่นคงและกรมกลาโหมก็ค่อยๆ เข้ารูปเข้ารอย อำนาจต่างๆ ของกรมกลาโหมก็ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา
เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปในสนามฝึก มีนักเรียนสองห้องกำลังตั้งค่ายกลซ้อมรบกันอยู่
หัวหอกถูกถอดออก แล้วใช้ปูนขาวแต้มเพื่อแทงใส่กัน
เดินต่อไปอีกหน่อย นักเรียนอีกห้องหนึ่งกำลังฝึกวิทยายุทธ์ ถือหอกแทงท่อนไม้ที่แขวนอยู่กลางอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จางถังอธิบายว่า "พวกนี้คือนักเรียนภาคปกติที่ไม่เคยผ่านสนามรบมาก่อน ปีแรกที่เข้าเรียนจะเน้นฝึกวิทยายุทธ์ การจัดกระบวนทัพ และพละกำลัง ส่วนนักเรียนที่ส่งตัวมาจากกองทัพจะต่างออกไป จะเน้นเรียนวิชาพิชัยสงครามมากกว่า"
นักเรียนภาคปกติของโรงเรียนนายร้อย ตามแนวคิดของจูหมิงคือสนับสนุนให้ซิ่วไฉจากแต่ละมณฑลมาสมัคร
แต่เนื่องจากจำกัดอายุไว้เข้มงวดมาก ทำให้มีซิ่วไฉมาสมัครน้อยนิด คนหนุ่มน่ะนะ อุตส่าห์สอบได้ซิ่วไฉแล้ว ก็ย่อมหวังจะสอบจวี่เหรินและจิ้นซื่อต่อไป
จนปัญญา จูหมิงจึงต้องออกราชโองการไปยังโรงเรียนหลวงในท้องที่ต่างๆ สนับสนุนให้นักเรียนโรงเรียนหลวงระดับอำเภอขึ้นไปมาสมัครเรียน
หลายปีมานี้ ทยอยมีบัณฑิตกว่าสามร้อยคนเลือกทิ้งพู่กันมาจับดาบเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อย
หลักๆ แบ่งออกเป็นประเภทดังนี้
ประเภทแรก ลูกหลานตระกูลขุนศึก ตระกูลขุนศึกจากสมัยซ่งหรือสมัยต้าหมิง พอเห็นว่าลูกหลานหัวไม่ไปทางสอบจิ้นซื่อ ก็จับโยนเข้าโรงเรียนนายร้อยเพื่อหาอนาคตแต่เนิ่นๆ
ประเภทที่สอง ลูกหลานตระกูลผู้ดี ส่วนใหญ่เป็นลูกอนุหรือลูกหลานสายรอง สอบซิ่วไฉอาจจะพอไหว แต่สอบจิ้นซื่อแทบไม่มีหวัง โยนเข้าโรงเรียนนายร้อยยังพอสร้างคอนเนกชันในกองทัพได้
ประเภทที่สาม ลูกหลานตระกูลยากจน ที่บ้านพอมีเงินส่งลูกเรียน หรืออาจจะเพราะทุนทรัพย์ไม่พอ หรือเพราะการสอบขุนนางแข่งขันสูงเกินไป จึงลองมาเสี่ยงดวงกับโรงเรียนนายร้อย
จางถังกล่าวว่า "อัตราการถูกไล่ออกของลูกหลานตระกูลผู้ดีสูงมาก พื้นฐานความรู้พวกเขาดี แต่ปีแรกไม่เน้นวิชาการ ถูกจับฝึกหนักเหมือนทหารเกณฑ์ มักจะมีคนร้องไห้ขี้มูกโป่ง บางคนก็หนีเรียนกลางดึก หรือไม่ก็แอบอู้อยู่ในโรงนอนไม่ออกมาฝึก"
"จัดการให้หนัก!" จูหมิงหัวเราะ
จางถังก็หัวเราะตาม "ทำผิดครั้งแรกแค่ตักเตือน ครั้งที่สองทำโทษวิ่งรอบสนาม ครั้งที่สามต้องโดนโบย ครั้งที่สี่ไล่ออกสถานเดียว หลังจากไล่ออกแล้ว จะแจ้งไปยังที่ว่าการอำเภอตามทะเบียนบ้าน ห้ามคนผู้นี้สอบขุนนางตลอดชีวิต ตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนมา ไล่ออกไปยี่สิบกว่าคนแล้ว เกินแปดส่วนเป็นลูกหลานตระกูลผู้ดี"
จูหมิงพยักหน้าชมเชย "สมควรเข้มงวดเช่นนี้แหละ"
จางถังรายงานต่อ "นักเรียนใหม่ที่เข้ามาฤดูใบไม้ผลินี้ ล้วนคัดเลือกมาจากทหารที่มีความชอบในการปราบจิน แม้จะมีกฎว่าต้องรู้หนังสือถึงจะถูกส่งตัวมา แต่พื้นฐานความรู้ของหลายคนก็แค่พอเขียนจดหมายได้เท่านั้น สามเดือนแรกจึงเน้นสอนอ่านเขียนเป็นหลัก แบ่งเวลามาฝึกทหารบ้าง แต่ยังไม่ได้สอนวิชาพิชัยสงครามอย่างเป็นทางการ"
"เริ่มวันนี้เลยแล้วกัน คัดพวกที่ความรู้ดีที่สุดมา" จูหมิงตัดสินใจจะเข้าฟังการสอนสักคาบ
จางถังรีบไปจัดการ ไม่นานนักเรียนสิบแปดคนก็ถูกเรียกให้ไปรวมตัวกันที่ห้องเรียน
ทั้งสิบแปดคนนี้ ล้วนมาจากกองทัพฝ่ายเหนือต่างๆ
ยศสูงสุดคือนายกองร้อย ยศต่ำสุดเป็นแค่นายหมู่
พวกเขาตื่นเต้นมากที่ได้เห็นจักรพรรดิ นั่งตัวตรงแหน็วอยู่ในห้องเรียน
จางถังรับหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้สอนด้วยตัวเอง มือหนึ่งถือชอล์กเขียนบนกระดานดำ ปากก็พูดว่า "เปิดหนังสือ 'พิชัยสงครามฉบับย่อ' ในมือพวกเจ้า หนังสือเล่มนี้ฝ่าบาททรงชี้แนะการเรียบเรียงด้วยพระองค์เอง โดยร่วมมือกับสภาความมั่นคง กรมกลาโหม และแม่ทัพนายกองในกองทัพ สุดท้ายได้รับการตรวจสอบแก้ไขโดยท่านอัครเสนาบดีจ่งที่เกษียณไปแล้ว..."
"นับตั้งแต่สมัยฉินและฮั่น สำนักการทหารแบ่งออกเป็นสี่สาย ได้แก่ ปิงเฉวียนโหมว (กลยุทธ์) ปิงสิงซื่อ (ชัยภูมิ) ปิงอินหยาง (โหราศาสตร์ทหาร) และปิงจี้เฉียว (ทักษะทหาร)"
"ปิงเฉวียนโหมวครอบคลุมกว้างขวางที่สุด เกี่ยวข้องกับปัจจัยมากมาย ฝ่าบาททรงสรุปเรียกว่ายุทธศาสตร์และยุทธวิธี ครอบคลุมถึงการวางแผนในศาล การจัดระบบกองทัพ การส่งกำลังบำรุง การข่าว รูปแบบการรบ... และอื่นๆ"
"ปิงสิงซื่อเน้นไปที่การประยุกต์ใช้ยุทธวิธี"
"ปิงอินหยางว่าด้วยเรื่องดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และค่ายกล"
"ปิงจี้เฉียวคือการเกณฑ์ทหาร การฝึกฝน การบริหารจัดการ รวมถึงเบี้ยหวัด เสบียง เครื่องนุ่งห่ม และการวิจัย ผลิต และใช้อาวุธ"
"สำนักการทหารทั้งสี่สายนี้ มีจุดเน้นต่างกัน บางส่วนก็ซ้อนทับกัน ตอนนี้เราจะนำมารวมกัน แล้วแบ่งใหม่เป็นแปดหัวข้อ ได้แก่ ระบบกองทัพ การส่งกำลังบำรุง การข่าว อาวุธ การเกณฑ์และปลดประจำการ การฝึกซ้อม ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี"
"วันนี้เราจะพูดถึงระบบกองทัพ"
"ระบบกองทัพของต้าหมิง จักรพรรดิคือผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ รองลงมาคือคณะรัฐมนตรี สภาความมั่นคง และกรมกลาโหม คณะรัฐมนตรีตัดสินใจว่าจะรบหรือไม่ และทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชานุญาต สภาความมั่นคงตัดสินใจว่าจะรบอย่างไร รบเมื่อไหร่ รบที่ไหน กรมกลาโหมดูแลเรื่องการคัดเลือกแม่ทัพ การเกณฑ์ทหาร การฝึกซ้อม และประสานงานเรื่องเสบียงกับกรมการคลังและกรมโยธา"
"กองทัพทั่วประเทศ แบ่งเป็นกองทัพสนาม กองทัพรักษาการณ์ และกองทัพขนส่ง กองทัพสนามคือกองกำลังหลักที่เชี่ยวชาญการรบ รวมถึงทหารองครักษ์ก็จัดเป็นกองทัพสนาม กองทัพรักษาการณ์ประจำการตามท้องที่ ปกติรับผิดชอบปราบกบฏและโจรผู้ร้ายในพื้นที่ ยามศึกสงครามจะติดตามกองทัพสนามไปรบด้วย กองทัพขนส่งรับผิดชอบการลำเลียง ยามศึกสงครามแรงงานเกณฑ์จะขึ้นตรงต่อกองทัพขนส่งชั่วคราว ในยามคับขันกองทัพขนส่งก็ต้องร่วมรบด้วย"
"แต่ละมณฑลมีแม่ทัพใหญ่และผู้บัญชาการทหาร แม่ทัพใหญ่รับผิดชอบนำทัพออกรบและการฝึกซ้อมประจำวัน ผู้บัญชาการทหารรับผิดชอบการเกณฑ์ทหาร การปลดประจำการ และการส่งกำลังบำรุง แม่ทัพใหญ่ขึ้นตรงต่อกรมกลาโหม ในพื้นที่สงบสุขและมั่งคั่งอาจไม่ตั้งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ให้ผู้บัญชาการทหารดูแลการฝึกซ้อมแทน ในพื้นที่สงคราม หนึ่งมณฑลอาจตั้งแม่ทัพใหญ่ได้สองถึงสามคน"
"ยังมีตำแหน่งรองจอมพล ซึ่งจะตั้งขึ้นเฉพาะยามเกิดศึกใหญ่ ใช้สำหรับบัญชาการกองทัพของหลายมณฑล หลังจบศึก รองจอมพลต้องพ้นจากตำแหน่ง ส่วนตำแหน่งจอมพล มีเพียงจักรพรรดิ องค์ชาย หรือชินอ๋องเท่านั้นที่จะดำรงตำแหน่งได้ชั่วคราว"
"ยังมีตูฮู่ฟู่..."
"ว่าด้วยเรื่องยศและตำแหน่งทางทหาร..."
นักเรียนสิบแปดคนตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
บางคนดูตื่นเต้น แม้พวกเขาจะเป็นทหารมาหลายปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้ภาพรวมของระบบกองทัพต้าหมิง
บางคนกลับดูผิดหวังเล็กน้อย แถมฟังไปฟังมาชักจะง่วงนอน พวกเขามาเรียนวิชาพิชัยสงครามเพื่อรบชนะ แต่กลับเจอเรื่องหน่วยงานราชการ ตำแหน่งขุนนาง และระบบระเบียบมากมาย จำไม่หวาดไม่ไหวจริงๆ
คาบเรียนนี้สอนยาวถึงหนึ่งชั่วโมง ยิ่งสอนก็ยิ่งลงลึกในรายละเอียด
จางถังวางชอล์ก ปรบมือแล้วกล่าวว่า "วันนี้ องค์จักรพรรดิเสด็จมาตรวจเยี่ยมโรงเรียนนายร้อยด้วยพระองค์เอง ขอเชิญฝ่าบาทประทานโอวาทแก่นักเรียน!"
"แปะ แปะ แปะ แปะ!"
นักเรียนต่างกระตือรือร้น รีบนั่งตัวตรงแล้วปรบมือ
จูหมิงเดินขึ้นไปบนแท่นบรรยาย ไม่พูดจาเวิ่นเว้อ ชี้ไปที่นักเรียนคนหนึ่งแล้วถามว่า "เจ้าชื่ออะไร เดิมดำรงตำแหน่งอะไร"
นักเรียนคนนั้นรีบลุกขึ้นยืน "กราบทูลฝ่าบาท ข้าน้อยชื่อหลี่ฟู่ เป็นชาวเหอเป่ย แต่ก่อนเป็นหัวหน้าหน่วยทหารม้าในกองทัพปาจื้อ หมายเลขประจำกองทัพคือ กองพลที่เจ็ดกองทัพสนามต้าหมิง ศึกใหญ่ปีที่แล้ว ข้าน้อยสังหารและจับกุมทหารจินได้ยี่สิบสามคน และยังจับตัวขุนพลหนูเจินได้อีกหนึ่งคนพะยะค่ะ!"
จูหมิงเอ่ยชม "ผลงานการรบโดดเด่น มิน่าถึงได้รับคัดเลือกมาเรียนโรงเรียนนายร้อย เจ้าไปหัดอ่านเขียนมาจากไหน"
หลี่ฟู่ตอบ "บ้านเดิมข้าน้อยที่เหอเป่ยก็พอมีฐานะ โจรจินบุกมา บ้านแตกสาแหรกขาด ข้าน้อยเลยไปเข้ากับท่านแม่ทัพหวัง (หวังเยี่ยน) ตามไปฆ่าโจรจินด้วยกัน แรกๆ ข้าน้อยรบไม่เป็น ได้แต่เป็นคนทำอาหาร ต่อมาข้าน้อยตื๊อให้คนบ้านเดียวกันสอนขี่ม้า ฝึกฝนทุกวันอย่างหนัก พอทัพปาจื้อตั้งหน่วยทหารม้าข้าน้อยเลยได้รับคัดเลือก"
"เจ้าคิดว่าเรียนเรื่องพวกนี้ในวันนี้มีประโยชน์อะไร" จูหมิงถาม
หลี่ฟู่ตอบสั้นๆ ว่า "มองจากมุมสูงเพื่อวางรากฐาน"
จูหมิงชมเชย "ตอบได้ดี เจ้าเข้าใจแก่นแท้ของวิชานี้แล้ว"
จางเซี่ยนพูดแทรกขึ้นมาทันที "ฝ่าบาท หัวหน้าหน่วยหลี่คนนี้ เรียนจบแล้วขอย้ายไปชวนหนานได้ไหมพะยะค่ะ"
จูหมิงยิ้มถาม "ถูกใจเข้าแล้วล่ะสิ"
จางเซี่ยนตอบ "มีแววเป็นขุนพลใหญ่ น่าเสียดายเพิ่งเข้าเรียนปีนี้ ต้องรออีกสองปีถึงจะจบ"
จูหมิงหันไปถามหลี่ฟู่ "ปีนี้อายุเท่าไหร่"
หลี่ฟู่ตอบ "เป็นทหารตอนสิบห้า ปีนี้ยี่สิบแล้วพะยะค่ะ"
จูหมิงยิ่งพอใจเข้าไปใหญ่ แล้วไล่ถามนักเรียนคนอื่นทีละคน
ไม่นานเขาก็พบว่า นักเรียนสิบแปดคนตรงหน้า ในศึกกวาดล้างจินเมื่อปีที่แล้ว แต่ละคนมีสถิติสังหารและจับกุมศัตรูเฉลี่ยเกินยี่สิบคน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานจากการไล่ล่าข้าศึกที่แตกพ่าย แต่ก็นับว่าหายากมาก มีคนหนึ่งถึงกับสังหารและจับกุมได้กว่าห้าสิบคน
ตอนที่ได้พูดคุยกับจักรพรรดิ นักเรียนเหล่านี้ตื่นเต้นดีใจมาก
ยิ่งจักรพรรดิไม่สอบถามเนื้อหาที่เรียนในวันนี้ ยิ่งทำให้นักเรียนซาบซึ้งใจ เพราะจำกันไม่ได้จริงๆ!
จากนั้น จูหมิงก็ไปดูลูกชาย
อวี้อ๋องจูคังกำลังวิ่งแบกน้ำหนัก บนตัวสวมชุดเกราะ ที่ขาก็ผูกถุงทราย เหนื่อยจนลิ้นห้อยเหมือนหมา
จูคังไม่กล้าหยุด และก็อายที่จะหยุดด้วย
เพราะครูฝึกได้ให้สิทธิพิเศษแล้ว โดยแอบลดน้ำหนักถุงทรายและชุดเกราะลง เรื่องนี้เขารู้ดี แรกๆ ก็ไม่ค่อยพอใจ แต่ไม่นานก็ซาบซึ้งในบุญคุณครูฝึก
วิ่งเสร็จ พักผ่อนสั้นๆ
นักเรียนนายร้อยที่ไม่เคยผ่านศึกสงครามเหล่านี้ เหนื่อยจนล้มตัวลงนอนแผ่หรา แม้แต่จะลุกมาคารวะจักรพรรดิก็ยังทำไม่ไหว
"ลุกขึ้นมาให้หมด!"
จูหมิงหันไปสั่งครูฝึก "หลังจากฝึกหนักจนเหนื่อยล้า ห้ามนั่งลงทันที อาจทำให้หัวใจวายตายได้ ให้พวกเขาเดินช้าๆ รอจนลมหายใจเป็นปกติแล้วค่อยพัก"
แล้วหันไปกำชับจางถัง "เรื่องนี้ต้องเขียนลงไปในคู่มือการฝึกทหารด้วย"
"พะยะค่ะ!" จางถังและครูฝึกรีบรับคำ
[จบแล้ว]