- หน้าแรก
- ข้ามเวลาฝ่าวิกฤต ณ ปลายราชวงศ์
- บทที่ 750 - ธนบัตรต้าหมิง
บทที่ 750 - ธนบัตรต้าหมิง
บทที่ 750 - ธนบัตรต้าหมิง
บทที่ 750 - ธนบัตรต้าหมิง
◉◉◉◉◉
ในบรรดาขุนนางคณะรัฐมนตรี คนแรกที่ลุกขึ้นมาคัดค้านเรื่องธนบัตร กลับกลายเป็นจงซือเต้า อดีตขุนนางฝ่ายบู๊ที่ผันตัวมาเป็นฝ่ายบุ๋น
จงซือเต้าอารมณ์ขึ้นสุดขีด ถึงขั้นลุกขึ้นตบโต๊ะดังปัง "ไม่ว่าจะเจียวจื่อหรือเฉียนอิ่น บรรดาเงินกระดาษในโลกหล้า ล้วนเป็นสิ่งอัปมงคลที่ทำลายบ้านเมืองและราษฎร กระดาษไม่ใช่ทองไม่ใช่หยก ทำจากไม้ไผ่และเปลือกไม้ หากปล่อยให้เกลื่อนเมืองเมื่อไหร่ ความวิบัติจะตามมาไม่จบสิ้น กิจการที่เศรษฐีสั่งสมมาหลายชั่วคน เงินเก็บทั้งชีวิตของชาวบ้านตาดำๆ ต้องมลายหายไปเพราะเจ้าสิ่งนี้มานักต่อนัก กองทัพประจิมของราชวงศ์ซ่งกาลก่อน ก็พังพินาศเพราะไอ้เจียวจื่อและเฉียนอิ่นนี่แหละ!"
เหล่าขุนนางหันมองหน้ากัน คนที่สนับสนุนการออกธนบัตรก็พูดไม่ออก ส่วนคนที่คัดค้านต่างพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
สิ่งที่จงซือเต้าพูดเป็นความจริงทุกประการ แถมเขายังเจ็บปวดจากประสบการณ์ตรงมาแล้ว
ตอนที่ซ่งฮุ่ยจงเพิ่งครองราชย์ ค่าเงินเจียวจื่อก็พังพินาศไปแล้ว
แต่คู่หูกษัตริย์และขุนนางอย่างจ้าวและไช่จิง แม้แต่เงินเหล็กก็ยังบ้าจี้สั่งให้ส่านซีและหวานหนานใช้ด้วย โรงกษาปณ์ในเสฉวนผลิตไม่ทัน ถึงขั้นต้องให้โรงกษาปณ์ที่เจ้อเจียงช่วยผลิตเงินเหล็ก แล้วคนอย่างพวกเขาจะละเลยธนบัตรไปได้อย่างไร
ปีรัชศกฉงหนิงที่หนึ่ง ไช่จิงใช้อำนาจผ่านสำนักค้าม้า บังคับใช้เจียวจื่อในส่านซี
เนื่องจากเครดิตของเจียวจื่อในเสฉวนพังไปแล้ว ช่วงแรกไช่จิงก็ยังไม่กล้าเล่นใหญ่ ปีแรกพิมพ์ออกมาแค่สามล้านพวง แถมยังเอาเงินทองแดงหนึ่งล้านพวงมาเป็นทุนสำรอง
พอเริ่มสร้างความเชื่อมั่นในส่านซีได้ ปีที่สองก็ดันเอาเจียวจื่อไปใช้ในเขตเหอหวงที่เพิ่งยึดคืนมาได้หมาดๆ
ทหารชายแดนที่ถูกส่งไปเฝ้าเหอหวง ได้รับเบี้ยหวัดเป็นธนบัตรทั้งหมด เนื่องจากการพิมพ์ธนบัตรเฉพาะกิจมากเกินไป ประกอบกับสินค้าในเหอหวงขาดแคลนหนัก ทหารกำธนบัตรไว้แต่กลับต้องทนหิวโหย ส่งผลให้ปีถัดมาทหารชายแดนเหอหวงหนีทัพไปกว่าครึ่ง
ปีที่สาม ไช่จิงก็เอาเจียวจื่อไปใช้ที่เหอหนานอีก
ปีที่สี่ นอกจากเหลียงเจ๋อ เหลียงกวาง เหลียงหู และฝูเจี้ยนแล้ว แม้แต่เจียงหนานและเจียงซีก็เริ่มใช้เจียวจื่อ ที่ฝูเจี้ยนรอดตัวไป ก็เพราะเป็นบ้านเกิดของไช่จิงนั่นแหละ
ด้วยเหตุนี้ ความน่าเชื่อถือของเจียวจื่อที่ไช่จิงออก จึงพังทลายอย่างสมบูรณ์
แต่เขาก็ยังไม่หยุด ไช่จิงเปลี่ยนชื่อเจียวจื่อเป็นเฉียนอิ่น เปลี่ยนชื่อแต่ไม่เปลี่ยนสันดาน เปลี่ยนหน่วยงานที่ออก แล้วเดินหน้าพิมพ์แบงก์กงเต็กต่อไปอย่างบ้าคลั่ง
ภายในเวลาไม่กี่ปี เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าทหารในส่านซี ไช่จิงพิมพ์ธนบัตรออกมาถึง 24.3 ล้านพวง
แถบหลานโจวและเหอหวง ทหารชายแดนได้รับแต่กระดาษเปื้อนหมึกที่ไร้ค่า ปีปีหนึ่งเกณฑ์ทหารไปเฝ้าชายแดน เดือนเดือนหนึ่งทหารก็หนีทัพกันอุตลุด
จนกระทั่งผู้คนโกรธแค้นทั้งแผ่นดิน เจียวจื่อและเฉียนอิ่นกลายเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไม่มีใครรับ ซ่งฮุ่ยจงและไช่จิงถึงได้ยอมรามือ
ไจ๋หรูเหวินรับลูกต่อจากจงซือเต้าว่า "นับจากวันที่ไช่จิงหยุดพิมพ์ธนบัตร จนถึงตอนนี้ยังไม่ถึงยี่สิบปี ทหารและราษฎรทั่วหล้ายังเข็ดขยาดไม่หาย โดยเฉพาะทหารและพ่อค้า พอได้ยินคำว่าเจียวจื่อหรือเฉียนอิ่น สิ่งแรกที่พวกเขาคิดคือหอบข้าวของหนีตาย ตอนนี้ต้าหมิงไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง คลังหลวงมีเงินเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เหตุใดต้องออกธนบัตรให้คนทั่วหล้าหวาดระแวงด้วยเล่า"
แม้แต่เฉินตงก็ยังเอ่ยว่า "ในอดีต ไช่จิงเคยคิดจะใช้ธนบัตรที่เหลียงเจ๋อ พ่อค้าตอบโต้รุนแรงถึงขั้นนัดกันหยุดขายของ กระทบไปถึงการขนส่งสินค้าและการลำเลียงเสบียงทางน้ำ เพื่อความปลอดภัยของการลำเลียงเสบียง ไช่จิงถึงยอมปล่อยเหลียงเจ๋อไป ราชวงศ์เราตั้งมั่นด้วยการปกครองอย่างมีเมตตาสร้างศรัทธาแก่ราษฎร แม้การออกธนบัตรจะได้กำไร แต่ก็เหมือนได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ควรทำอย่างยิ่ง!"
จางถังเสริมว่า "ต่อให้ต้องออกธนบัตร ก็ห้ามเอามาจ่ายเป็นเบี้ยหวัดทหารเด็ดขาด หากพลั้งเผลอเพียงนิดเดียว อาจเกิดกบฏทหารได้"
ขุนนางลุกขึ้นพูดทีละคน ฝ่ายค้านมีจำนวนเกินครึ่ง
จูกั๋วเสียงและจูหมิงสองพ่อลูกมองหน้ากันแล้วยิ้มขื่น ทั้งหมดนี้เป็นผลงานอันยอดเยี่ยมที่จ้าวและไช่จิงทำทิ้งไว้ พิมพ์แบงก์มั่วซั่วจนข้าราชการ พ่อค้า ทหาร และชาวบ้านทั่วประเทศหลอนกันไปหมด
ตอนนี้อธิบายไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะขุนนางทุกคนฉลาดเป็นกรด พวกเขารู้ข้อดีและข้อเสียของธนบัตรดี และรู้ด้วยว่าขอแค่ไม่พิมพ์ออกมามั่วซั่วก็ใช้ได้
ปัญหาก็คือ พอเปิดช่องให้ทำแล้ว ใครจะรับประกันได้ว่าวันหน้าจะไม่พิมพ์มั่วซั่วอีกล่ะ
แถมเครดิตของธนบัตรเพิ่งจะล้มละลายไปไม่ถึงยี่สิบปี ชาวบ้านยังไม่หายผวา ต่อให้บังคับใช้ ก็ยากจะรับประกันว่าจะหมุนเวียนได้ตามปกติ
หัวใจสำคัญของการใช้ธนบัตร คือความน่าเชื่อถือ!
ตอนที่ราชวงศ์ซ่งเริ่มออกเจียวจื่อใหม่ๆ เนื่องจากปลอมแปลงยากและพกพาสะดวก มันได้รับความนิยมจากชาวบ้านจริงๆ ธนบัตรหนึ่งร้อยพวง สามารถแลกเงินสดได้ร้อยกว่าพวง มูลค่าการใช้งานจริงสูงกว่าราคาหน้าตั๋วเสียอีก
เฉียนเซินเองจริงๆ ก็คัดค้านการออกธนบัตร แต่จูหมิงแอบคุยกับเขานอกรอบไว้แล้ว ตอนนี้เลยจำใจต้องลุกขึ้นพูด
เขาหยิบตัวอย่างธนบัตรที่ทำเสร็จแล้วออกมา แล้วเริ่มแนะนำธนบัตรต้าหมิง
"เงินชนิดนี้ไม่ได้เรียกว่าเจียวจื่อหรือเฉียนอิ่น แต่เรียกว่า 'ธนบัตรต้าหมิง'"
"ระบบป้องกันการปลอมแปลงยังคงใช้เทคนิคเดียวกับเจียวจื่อ คือพิมพ์บนกระดาษสิบสี ด้านหลังธนบัตรพิมพ์ลายน้ำรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ด้านหน้าธนบัตรพิมพ์ลายน้ำบอกราคาและรูปภูเขาแม่น้ำพร้อมกระถางธูปศักดิ์สิทธิ์"
"ส่วนลายน้ำซ่อนรูป คือพระบรมสาทิสลักษณ์ของฮ่องเต้ต้าหมิง"
"เจียวจื่อของซ่งก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ใช้แม่พิมพ์สองสีแดงดำ ฝ่าบาททรงกำชับช่างกรมโยธา ให้คิดค้นวิธีพิมพ์ซ้อนสี่สี ธนบัตรต้าหมิงทั้งหมดจะเปลี่ยนมาใช้การพิมพ์ซ้อนสี่สี"
"นอกจากนี้ยังมีลายเซ็นกำกับและสัญลักษณ์ป้องกันการปลอมแปลงอื่นๆ"
"ธนบัตรต้าหมิงทุกใบ ต้องประทับตราเฉพาะสำหรับพิมพ์ธนบัตรของคณะรัฐมนตรี กรมคลัง กรมโยธา และสำนักตรวจการ การเพิ่มปริมาณธนบัตรแต่ละครั้ง ต้องผ่านการหารือและเห็นชอบร่วมกันจากฮ่องเต้ คณะรัฐมนตรี กรมคลัง กรมโยธา และสำนักตรวจการ"
"ผู้ใดปลอมแปลงธนบัตรต้าหมิง เท่ากับปลอมแปลงพระบรมสาทิสลักษณ์ของฮ่องเต้ และปลอมแปลงตราประทับของคณะรัฐมนตรี กรมคลัง กรมโยธา และสำนักตรวจการ ให้ถือเป็นความผิดฐานกบฏ!"
"ราชสำนักจะตั้ง 'สำนักกษาปณ์เป่าเฉวียน' ขึ้นเพื่อรับผิดชอบการพิมพ์ธนบัตรโดยเฉพาะ หัวหน้าและรองหัวหน้าสำนักกษาปณ์เป่าเฉวียน จะคัดเลือกจากกรมคลัง กรมโยธา และสำนักตรวจการ โดยต้องผ่านการอภิปรายในคณะรัฐมนตรี และให้ฝ่าบาททรงอนุมัติ"
"การออกธนบัตรทุกหนึ่งร้อยพวง ต้องมีเงินสำรองที่เป็นทองคำ เงิน หรือทองแดง จำนวนยี่สิบห้าพวง"
"ธนบัตรต้าหมิงสามารถใช้ชำระภาษีได้ ทางการห้ามปฏิเสธ แม้จะชำรุดเสียหาย แต่หากยังอ่านตัวอักษรออกและมีเนื้อกระดาษเหลือเกินเจ็ดส่วน ทางการก็ห้ามปฏิเสธ"
"ธนบัตรที่ชำรุดหรือเก่า สามารถนำไปแลกใบใหม่ได้ที่สำนักกษาปณ์เป่าเฉวียน"
ตัวอย่างธนบัตรใบนี้ถูกเฉียนเซินส่งต่อให้เหล่าขุนนางในคณะรัฐมนตรีและกรมต่างๆ ผลัดกันดู
กระดาษสิบสีที่ใช้ มีต้นกำเนิดมาจากกระดาษลายน้ำของเสฉวนในสมัยราชวงศ์ถัง
เจ้าสิ่งนี้สามารถทำลวดลายน้ำได้ มีทั้งลายน้ำแบบชัดและแบบซ่อน
ลายน้ำแบบซ่อนต้องส่องกับแสงถึงจะเห็น ส่วนลายน้ำแบบชัดจะมีผิวสัมผัสนูนขึ้นมา คล้ายกับเงินหยวนในมือพวกคุณไหมล่ะ
อย่าดูถูกเทคโนโลยีกันปลอมของคนโบราณเชียวนะ!
ยังมีลายเซ็นและสัญลักษณ์กันปลอมอื่นๆ ซึ่งธนบัตรต้าหมิงนำมาใช้ทั้งหมด แถมยังอัปเกรดจากการพิมพ์สองสีเป็นสี่สี (เขียว เหลือง แดง ดำ)
ธนบัตรแบบนี้ต้นทุนสูง เทคนิคซับซ้อน คนที่จะปลอมได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่
จูหมิงเสริมอีกประโยค "หลังจากออกธนบัตรต้าหมิงแล้ว โรงงานกระดาษที่ผลิตกระดาษสิบสีได้ทั่วประเทศ ต้องไปลงทะเบียนกับทางการท้องถิ่น แต่ละเดือนผลิตได้กี่แผ่น ขายให้ใครบ้าง เศษกระดาษที่ตัดทิ้งจัดการยังไง ต้องบันทึกไว้อย่างละเอียดส่งทางการ! ถ้าไม่ทำตามกฎ เบาะๆ ก็โดนปรับ แต่ถ้าหนักหน่อยก็...หึหึ"
เหล่าขุนนางทำหน้างง เมื่อกี้ทุกคนยังคัดค้านกันอยู่ไม่ใช่รึ
ไหงจู่ๆ ก็ควักตัวอย่างธนบัตรออกมา แล้วยังร่ายยาวเรื่องวิธีจัดการคนปลอมแบงก์เฉยเลย
จูกั๋วเสียงกล่าวว่า "ธนบัตรต้าหมิง ชั่วคราวนี้จะใช้เฉพาะในเสฉวนและฮั่นจงเท่านั้น การค้าในเสฉวนรุ่งเรือง แต่ในตลาดกลับมีแต่เงินเหล็ก การค้าขายลอตใหญ่ต้องใช้ผ้าไหมแทนเงิน นี่มันยุคไหนแล้ว ตอนนี้เป็นยุคต้าหมิง พ่อค้ายังต้องใช้ผ้าไหมแทนเงิน มันต่างอะไรกับเอาของแลกของ ผ้าไหมต่อให้มีค่า แต่มันก็เป็นวัตถุสิ่งของ ต้นทุนขนส่งสูงมาก ค้าขายในท้องถิ่นยังพอทน แต่ถ้าต้องขนไปขายต่างเมือง พ่อค้าลำบากแย่"
เฉียนเซินหยิบรายงานการสำรวจออกมาอีกฉบับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จูกั๋วเสียงและจูหมิงส่งคนไปสำรวจมา
เฉียนเซินกล่าวว่า "มณฑลเสฉวนและเมืองฮั่นจง ความจริงหลังจากสถานการณ์บ้านเมืองสงบลง พ่อค้าวาณิชรายใหญ่ก็กลับมาใช้ตั๋วแลกเงินกันแล้ว มักจะเป็นพ่อค้ารายใหญ่ที่ร่วมมือกันมานาน เชื่อถือได้ และอยู่ต่างพื้นที่กัน พวกเขาจะพิมพ์ตั๋วแลกเงินใช้กันเองเงียบๆ"
"สมมติข้าเป็นเศรษฐีเฉิงตู ข้ามีคู่ค้าที่ไว้ใจได้อยู่ที่ฮั่นจง เราสองคนต่างออกตั๋วแลกเงิน ประทับตราส่วนตัวและลงนาม แล้วบันทึกบัญชีไว้ ก็สามารถแลกเปลี่ยนสินค้าข้ามพื้นที่ได้ นี่มันต่างอะไรกับธนบัตร"
"พระประสงค์ของฝ่าบาทและองค์รัชทายาท คือปีนี้จะออกธนบัตรสามล้านพวงก่อน โดยตั้งสาขาของสำนักกษาปณ์เป่าเฉวียนที่เฉิงตู ฮั่นจง และอวี๋โจว"
"เริ่มจากให้พ่อค้ารายใหญ่ในท้องถิ่นเอาเงินเหล็กหรือสินค้ามาซื้อธนบัตร ในช่วงไม่กี่ปีแรกของการออกธนบัตร จะยังไม่เกี่ยวกับชาวบ้านทั่วไป ให้พ่อค้าใช้แทนตั๋วแลกเงินไปก่อน"
"นอกจากนี้ หากพ่อค้าต้องการแลกคืน ก็สามารถไปที่สำนักกษาปณ์เป่าเฉวียนเพื่อแลกธนบัตรต้าหมิงกลับเป็นเงินเหล็กได้ทันที ช่วงแรกแลกได้แค่เงินเหล็ก ต่อไปถึงจะแลกเป็นเหรียญเงินและเหรียญทองแดงได้"
"รอจนธนบัตรได้รับความเชื่อถือในหมู่พ่อค้า ค่อยทยอยออกธนบัตรย่อยที่มูลค่าน้อยลง ให้ชาวบ้านทั่วไปใช้จับจ่ายในชีวิตประจำวัน"
เหล่าขุนนางฟังจบ ไตร่ตรองดูแล้วก็หาช่องโหว่ไม่เจอ
ส่วนสำนักกษาปณ์เป่าเฉวียนนั้นดูครึ่งๆ กลางๆ
มันอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมคลัง กรมโยธา และสำนักตรวจการพร้อมกัน มีหน้าที่พิมพ์และออกธนบัตร ดูคล้ายธนาคารกลาง
ส่วนสาขาของสำนักกษาปณ์เป่าเฉวียน มีหน้าที่รับแลกเปลี่ยนธนบัตรกับโลหะเงินตรา ดูคล้ายธนาคารพาณิชย์
เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีฟังก์ชันรับฝากเงินและปล่อยกู้
จูกั๋วเสียงสรุป "ถ้าพวกท่านไม่มีข้อโต้แย้ง ก็ตกลงตามนี้"
ขุนนางหลายคนทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คัดค้านอีก
ฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทงัดเอาตัวอย่างธนบัตรออกมาโชว์ แถมยังวางกฎระเบียบไว้ยิบย่อยขนาดนี้ ชัดเจนว่าวางแผนมานานแล้ว
แค่เทคนิคพิมพ์ซ้อนสี่สีนั่น กรมโยธาก็น่าจะซุ่มพัฒนามาหลายปีแล้วมั้ง
ขุนนางคัดค้านตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร
นอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังจะทำให้ผิดใจกันเปล่าๆ
จูหมิงกล่าวทิ้งท้าย "ปีแรกออกธนบัตรสามล้านพวง ปีที่สองออกห้าล้านพวง ถ้าพ่อค้ายินดีรับ ก็อาจพิจารณาเพิ่มจำนวนได้ แต่ไม่ว่าจะออกเท่าไหร่ ทุนสำรองต้องมีพร้อม ถ้าทุนสำรองไม่พอห้ามพิมพ์มั่วซั่วเด็ดขาด เรื่องนี้ต้องระวังให้มาก บทเรียนจากความพินาศของธนบัตรซ่งต้องจำให้ขึ้นใจ"
"รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!"
เหล่าขุนนางรับคำ แต่ในใจกลับรู้สึกทะแม่งๆ
เส้นตายของราชสำนัก มักจะไม่มีเส้นตายเสมอ
ตอนนี้กำหนดสัดส่วนทุนสำรองต่อธนบัตรไว้ที่ 1 ต่อ 4 วันหน้าถ้าการคลังฝืดเคือง อาจจะเปลี่ยนเป็น 1 ต่อ 5 หรือหน้าด้านเปลี่ยนเป็น 1 ต่อ 100 ก็ได้ใครจะรู้
ปฐมกษัตริย์และกษัตริย์องค์ที่สองอาจจะรักษากฎ ขุนนางรุ่นบุกเบิกอาจจะรักษากฎ
แต่อีกร้อยปี สองร้อยปีข้างหน้าล่ะ
ยิ่งเข้าสู่ช่วงกลางและช่วงปลายราชวงศ์ ก็ยิ่งไร้กฎเกณฑ์ พอการคลังมีปัญหาใครจะไปสนกฎบ้าบออะไร
เหรียญสิบอีแปะ เหรียญผสมดีบุก หรือเงินเหล็ก ต่อให้ห่วยแค่ไหน มันก็ยังเป็นโลหะ ยังพอถูไถใช้ได้ แต่ไอ้ธนบัตรนี่สิ ถ้าพิมพ์ออกมาเยอะเกินไป มันจะกลายเป็นเศษกระดาษทันที
ไจ๋หรูเหวินเดินออกจากเขตพระราชฐาน พลางถอนหายใจ "ธนบัตรกลับมาอีกแล้ว อีกร้อยปีข้างหน้าจะตามล้างตามเช็ดกันยังไงหนอ"
จงซือเต้ากลับพูดว่า "อีกร้อยปีข้างหน้าใครจะไปสน ขอแค่ตอนนี้ไม่เอาไปจ่ายทหารก็พอ"
เซียวฉู่กล่าวว่า "อีกร้อยปีข้างหน้า ถ้าต้าหมิงรายรับไม่พอกับรายจ่าย ราชสำนักก็คงพิมพ์แบงก์กงเต็กอยู่ดี จะออกตอนนี้หรือไม่ออก ก็ไม่ต่างกันหรอก อย่าไปตีตนไปก่อนไข้เลย"
ขุนนางแต่ละคนมีความคิดต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ค่อนข้างกังวล
[จบแล้ว]