- หน้าแรก
- ข้ามเวลาฝ่าวิกฤต ณ ปลายราชวงศ์
- บทที่ 120 - ขันทีมาแล้ว
บทที่ 120 - ขันทีมาแล้ว
บทที่ 120 - ขันทีมาแล้ว
บทที่ 120 - ขันทีมาแล้ว
◉◉◉◉◉
ในลานบ้านมีชิงช้า เจิ้งหยวนอี๋ยืนขาเดียวบนนั้น อีกขาถีบพื้นเบาๆ แกว่งไกวมองจูหมิงรำกระบองเหล็กเหลี่ยม (เหล็กเจี่ยน) อยู่ไกลๆ
หลี่ซิ่วซิ่วเดินมาไกวให้ พี่สะใภ้น้องสามีกระซิบกระซาบกัน
เสียงแหวกอากาศดังต่อเนื่อง จูหมิงยิ่งรำยิ่งมันมือ
ถือเจ้านี่ไปออกรบ เจอศัตรูก็หวดเข้าไป ไม่สนว่าจะใส่เกราะกี่ชั้น ทุบให้ช้ำในกระอักเลือดให้หมด
เจิ้งหงยืนดูจนตาค้าง เขาเคยลองเล่นเหล็กเจี่ยนอันนี้ สองมือยังเหวี่ยงลำบาก จูหมิงกลับใช้มือเดียวเล่นได้ตั้งนาน
ต้องแรงเยอะขนาดไหนเนี่ย!
จูหมิงวางเหล็กเจี่ยนลง หยิบทวนเหล็กยาวสองเมตรกว่าขึ้นมา ถามว่า "นี่ไม่ใช่เหล็กล้วนใช่ไหม"
"ตรงกลางมีแกนไม้" เจ้าอ้วนเจิ้งอธิบาย "ช่างบอกว่า ใส่ไม้ แล้วหุ้มด้วยไม้ไผ่ ถึงจะมีความยืดหยุ่น และใช้แล้วไม่หนักเกินไป"
ในพงศาวดารมีบันทึกเรื่องทวนเหล็กมากมาย เช่นหวังจิ้งเหราในสมัยห้ายุค ถนัดใช้ทวนเหล็กหนักสามสิบชั่ง คำนวณแล้วก็ 19.8 กิโลกรัม หนักกว่าแกนบาร์เบลในยิมนิดหน่อย สอดคล้องกับน้ำหนักอาวุธเหล็กความยาวขนาดนั้น
ของจริงที่ขุดพบก็มี ที่จื่อซิง มณฑลหูหนาน ขุดพบหอกเหล็กสมัยตงฮั่นสองด้าม ทำจากเหล็กอ่อนทั้งด้าม
ด้ามทวนสำหรับรบม้าแบบดั้งเดิม แกนในเป็นไม้เนื้อแข็ง หุ้มด้วยไม้ไผ่ พันด้วยเส้นไหมและหนัง สุดท้ายทาด้วยยางรัก
แบบนี้ทั้งแข็งทั้งเหนียว ด้ามทวนม้า (หม่าซั่ว) ก็ทำแบบนี้
แต่ด้ามทวนแบบผสม (Composite) ต้นทุนแพงมาก ทหารทั่วไปใช้ไม่ไหว
ด้ามทวนเหล็กในมือจูหมิง ก็ทายางรักไว้ชั้นหนึ่ง
ตรงกลางด้ามยาวเมตรกว่า มองเห็นขดลวดเหล็กจางๆ ใช้ลวดเหล็กแทนไหมและหนัง พันรอบแกนไม้แข็งและไม้ไผ่เพื่อความแข็งแรง
(หมายเหตุ: เทคนิคการยืดลวดโลหะ มีมาตั้งแต่สมัยฮั่น ส่วนใหญ่ใช้ยืดลวดทองคำ สมัยซ่งมีเทคนิคยืดลวดเหล็ก แต่ยังยืดได้ทีละเส้น สมัยหมิงพัฒนาไปถึงขั้นยืดพร้อมกันสี่เส้น แปดเส้น)
ช่างกลัวว่าเหล็กล้วนจะหนักเกินไป สามสี่สิบชั่งยกไม่ไหว เลยทำแบบครึ่งไม้ครึ่งเหล็กตามใจชอบ
จูหมิงประคองกลางด้ามทวน ปลายทวนค่อยๆ ตกลง
จุดศูนย์ถ่วงของทวนเหล็กเล่มนี้ไม่ค่อนไปทางปลายมากนัก ขอแค่แรงเยอะพอ กลับใช้คล่องมือกว่าทวนด้ามไม้เสียอีก
เสียดาย วิชาทวนของจูหมิงยังไม่เก่ง ในค่ายฝึกแค่แทงตรงง่ายๆ
เขาถือรำไปสองสามท่า แล้วแทงรัวๆ เล่นไปเล่นมา วางไม่ลง
"ต้าหลาง เจ้าเอาอาวุธพวกนี้ไปทำไม" เจิ้งหงอดถามไม่ได้
จูหมิงยิ้ม "ออกศึกเป็นแม่ทัพ เข้าเมืองเป็นเสนาบดี วันหน้าอาจต้องออกรบฆ่าศึก ฝึกฝีมือไว้ต้องได้ใช้แน่"
พูดจบ ก็หยิบคันธนูขึ้นมา
คันธนูไม้เจ้อ (ไม้หม่อนชนิดหนึ่ง) ธรรมดาๆ ซื้อสำเร็จรูปมาจากเมืองซิงหยวนฝู่
เจิ้งหงอธิบาย "สั่งทำธนูดีๆ ต้องรอเป็นปีสองปี ซื้อสำเร็จจากร้านธนูได้แค่นี้แหละ"
"ใช้ได้ก็พอ" จูหมิงไม่เรื่องมาก
เขาสะพายธนูและลูกธนู แขวนเหล็กเจี่ยนที่เอว แล้วถือง่ามทวนเหล็กยืนตระหง่าน ความโรแมนติกของลูกผู้ชายพุ่งพล่าน
ถ้าใส่เกราะ ขี่ม้าศึก ก็ครบเซ็ต
เจิ้งหยวนอี๋กับพี่สะใภ้ ยืนอยู่ตรงชิงช้า มองจนตาเป็นประกาย ผู้ชายแบบนี้เท่ชะมัด!
ใกล้เที่ยง คนรับใช้มาเชิญไปกินข้าว
จูหมิงวางอาวุธ ตามเจ้าอ้วนเจิ้งไป
พวกผู้หญิงและเด็กไม่ได้มา เพราะตระกูลเจิ้งคนเยอะมาก เจิ้งหงมีพี่ชายหนึ่งคน น้องชายสองคน และพี่สาวน้องสาวอีกหลายคน ส่วนใหญ่แต่งงานมีลูกแล้ว มาครบทุกคนก็เยอะเกินไป
แม้แต่น้องชายสองคนของเจิ้งหงก็ไม่ได้มา มีแค่เขากับพี่ชายมาร่วมโต๊ะ
"นี่คือเจิ้งหยวน หลานชายคนโตของข้า ปกติช่วยงานที่ร้าน" เจิ้งหลานแนะนำ
เจิ้งหยวนประสานมือ "คารวะท่านจูเซียงกง คารวะจูต้าหลาง"
สองพ่อลูกตอบรับตามลำดับ
กับข้าวบนโต๊ะอุดมสมบูรณ์ เน้นเนื้อแพะเป็นหลัก
มีซี่โครงแพะต้ม ไส้แพะทอด และซุปแพะใส่เครื่องในและเมล็ดแอปริคอต นอกนั้นก็มีไก่ เป็ด ห่าน และผักอีกสองอย่าง
แม้จะมีซูตงพอเป็นพรีเซนเตอร์ แต่เนื้อหมูก็ยังขึ้นโต๊ะไม่ได้ พ่อค้าใหญ่อย่างตระกูลเจิ้งไม่กินกัน
เจิ้งหยวนคุณชายเจ้าสำราญ รินเหล้าให้สองพ่อลูก พูดจาแทะโลมว่า "สองท่านมาหยางโจว เคยไปหอหรูอี้หรือยัง สาวๆ ที่นั่นสวยหยาดเยิ้ม ข้ามีคนรู้จัก..."
"อะแฮ่ม!"
เจิ้งหลานกระแอมขัดจังหวะหลานชายคนโต "ตาแก่ขอดื่มให้สองท่านก่อน"
"มิกล้า" จูกั๋วเสียงยกจอกรับ ทำเมินคำพูดไร้สาระของเจิ้งหยวน
เจ้าอ้วนเจิ้งก็แย่แล้ว ดูทรงพี่ชายยิ่งแย่กว่า จูหมิงประเมินตระกูลเจิ้งต่ำลงอีก
แต่ก็วางใจมากขึ้น วันหน้าก่อกบฏ ตระกูลแบบนี้จัดการง่าย
ดื่มกันไปได้สามรอบ
เจิ้งหลานพูดขึ้นมาลอยๆ "ได้ยินว่าต้าหลางปีนี้สิบหกแล้ว ยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย ยอดคนเช่นนี้ จะขาดคู่ครองที่ดีได้อย่างไร ให้ข้าช่วยหาให้สักคนไหม ในสามอำเภอของหยางโจว สี่ตระกูล หมิ่น หวัง เจิ้ง หลี่ มีการอบรมสั่งสอนดีที่สุด ลูกสาวล้วนอ่อนหวานมีคุณธรรม ต้องเลือกที่ดีที่สุดให้ต้าหลางได้สักคนแน่"
จูหมิงปฏิเสธนิ่มๆ "ผู้น้อยตั้งใจเรียน ยังไม่คิดเรื่องแต่งงานตอนนี้ ขอบคุณในความหวังดีของท่านผู้เฒ่า"
"จะสอบขุนนาง เรื่องแต่งงานก็ช้าไม่ได้นะ" เจิ้งหลานหัวเราะ
จูหมิงตอบ "รออีกไม่กี่ปีก็ยังไม่สาย"
เจิ้งหลานได้แต่เงียบ
สมัยซ่งนิยมแต่งงานช้า ขุนนางและปราชญ์ชื่อดังหลายคน แต่งงานหลังอายุยี่สิบ
แม้แต่ผู้หญิงสมัยซ่ง มีนักวิชาการรวบรวมข้อมูลจากป้ายหลุมศพ 400 กว่าแผ่น พบว่าอายุเฉลี่ยตอนแต่งงานอยู่ที่สิบเก้าปี
แน่นอนว่าข้อมูลนี้ไม่แม่นยำ สะท้อนแค่ชนชั้นกลางและสูง เพราะชาวบ้านรากหญ้าไม่มีป้ายหลุมศพให้อ่าน
เจิ้งหลานอ้อมค้อมว่า "ข้ามีหลานเขยคนหนึ่ง เรียนที่สำนักศึกษาหยางโจวเหมือนกัน ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะสอบเจี่ยซื่อ เขาสอบติดจวี่เหรินมาสามครั้งแล้ว ความรู้ดีเยี่ยม ต้าหลางต้องคุยถูกคอแน่"
เจ้าอ้วนเจิ้งเสริม "อาเขยข้าชื่อซุนเทา แขวนชื่อเป็นนักศึกษาชั้นเอกในสำนักศึกษา แต่ปกติสอนหนังสือที่โรงเรียนส่วนตัว วันที่ท่านอาจารย์เฉินบรรยาย อาเขยข้าก็ไป"
"อืม พอจำได้ลางๆ" จูหมิงตอบส่งเดช
เจิ้งหลานลูบเคราพูด "ตาแก่แม้นไม่มีความรู้ แต่ให้ความสำคัญกับคนมีความรู้ ซุนเทานั้นฐานะยากจน ที่บ้านมีที่นาไม่กี่สิบหมู่ ครั้งแรกที่ไปสอบเมืองหลวง ค่าเดินทางยังไม่พอ ข้ารู้เรื่องนี้ ไม่เพียงให้เงินค่าเดินทาง ยังยกหลานสาวให้แต่งงานด้วย"
เก็งกำไรสินค้ามนุษย์ ดึงคนเก่งมาเป็นพวกเท่านั้นแหละ ทำเป็นพูดซะดูดี
สมัยซ่งเหนือ จวี่เหรินจากเสฉวน ฝูเจี้ยน กวางตุ้งกวางสี ที่จะไปสอบเมืองหลวง ทางการจะให้คูปองที่พักและอาหาร สามารถนั่งรถเรือของทางการฟรี กินข้าวฟรีตามสถานีระหว่างทาง แต่ต้องเตรียมเงินติดตัวไปด้วย ไม่งั้นอดตายในเมืองหลวงแน่
จูหมิงแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ สรรเสริญว่า "ท่านผู้เฒ่ารักและให้ความสำคัญกับคนเก่ง เป็นโชคดีของบัณฑิตยากจนในหยางโจวจริงๆ ผู้น้อยขอดื่มให้ท่านผู้เฒ่าหนึ่งจอก!"
"เชิญ"
เจิ้งหลานชนแก้ว เดาใจจูหมิงไม่ออก
เหมือนจะปฏิเสธ แต่ก็เหมือนไม่ปฏิเสธ
ใจจริงจูหมิงนั้นเรียบง่าย คือไม่รีบ เขาไม่รังเกียจที่จะเป็นลูกเขยตระกูลเจิ้ง เงินทองของตระกูลเจิ้งช่วยให้เขาก่อกบฏได้
แต่ จะตกลงง่ายๆ ไม่ได้ ไม่งั้นจะโดนคุมเกม เขาต้องคุมเกมเอง
ค่อยๆ ยื้อไป อีกปีสองปีค่อยว่ากัน ยังไงลูกสาวคนรวยก็นิยมแต่งช้า ไม่เหมือนสมัยหมิงชิงที่รีบแต่ง
กินอิ่มดื่มพอ พักผ่อนสักครู่ สองพ่อลูกก็พากันขึ้นเขา
เจ้าอ้วนเจิ้งไม่ตามมาแล้ว เขาเบื่อสำนักศึกษา อยู่บ้านกกเมียไม่ดีกว่าเหรอ?
ลมแม่น้ำพัดมา จูหมิงสร่างเมาบ้างแล้ว
เขาแต่งเต็มยศ อาวุธสามชิ้นอยู่บนตัว เดินไปพูดไป "เราจะคั่วชาเกรดพรีเมี่ยมได้ไหม แบบชาก้อนเกรดพรีเมี่ยมนั่น"
"พูดยาก ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ต้องค่อยๆ งมเอา" จูกั๋วเสียงส่ายหน้า
ชาเกรดพรีเมี่ยม ไม่จัดอยู่ในเกรดหนึ่งสองสาม
อย่างชาก้อนเกรดพรีเมี่ยมของบ้านเฒ่าไป๋หยวนไหว้ ชั่งหนึ่งขายได้อย่างต่ำสี่ห้าร้อยเหวิน ตัวท็อปสุดต้องนับเป็นก้วน ชาแบบนี้มีน้อย แน่นอนว่าไม่ผ่านกรมชาและม้า แอบขายกันลับหลังทั้งนั้น
แล้วจะทำชาคั่วเกรดพรีเมี่ยมยังไง?
จูกั๋วเสียงนึกถึงชาที่เคยดื่ม "ต้องเริ่มจากรูปลักษณ์ เช่นชาบางอย่าง ชงแล้วลอยอยู่บนผิวน้ำดูสวยงาม บางอย่างผิวมีขนสีเงิน บางอย่างม้วนตัวเหมือนหอย ตอนนี้ที่เราคั่ว เป็นแค่ชาเขียวธรรมดา ห่างไกลจากการวิจัยชาเกรดพรีเมี่ยมอีกโข"
"ชาดำทำไง" จูหมิงถามอีก
"ฉันจะไปรู้เรอะ" จูกั๋วเสียงตอบ "เหมือนจะต้องหมัก แต่หมักยังไงไม่รู้ เดามั่วไปก็เปล่าประโยชน์ อย่างที่บอก ค่อยๆ งมลองผิดลองถูกไป"
เดินทอดน่องขึ้นเขา กลับถึงหอพักรับรองในสำนักศึกษา
จางกว่างเต้าเห็นอาวุธสามชิ้นนั้น ก็ตาเป็นประกาย ชมเปราะ "ของดี!"
จูหมิงโยนทวนเหล็กไปให้ "พี่สามจางลองมือหน่อย"
จางกว่างเต้าถือทวนเหล็กกวัดแกว่ง รำไปสักพักส่ายหน้า "หนักไปหน่อย ฝึกซ้อมปกติได้ แต่ถ้าออกรบจริง เหนื่อยตายแน่ ไม่เหมาะกับการรบยืดเยื้อ"
จูหมิงหยิบคันธนูออกมา ขอคำชี้แนะวิชาธนูอย่างเป็นทางการ
จางกว่างเต้าฝึกธนูด้วยตัวเอง แม้แต่คันธนูก็ทำเองแบบบ้านๆ เขาเริ่มสอนจูหมิงตั้งขึ้นสายธนูให้ถูกวิธี สอนการบำรุงรักษา แล้วค่อยสอนการออกแรงดึงธนู
ครึ่งเดือนต่อมา จูหมิงยุ่งจนหัวหมุน
เช้าช่วยพ่อติวเลขให้เฉินหยวน พร้อมกับยืมหนังสือจากหอสมุดมาอ่าน บ่ายฝึกธนู ต่อด้วยทวนเหล็กและเหล็กเจี่ยน
พอกระทะเหล็กสิบแปดใบทำเสร็จ จูกั๋วเสียงก็พาจางกว่างเต้า ขนกระทะนั่งเรือกลับไป
เหลือจูหมิงคนเดียว นานๆ ทีคุยเล่นกับนักเรียน สอนเลขเฉินหยวน เวลาที่เหลือฝึกยุทธ์ลูกเดียว
เฉินหยวนไม่รีบลงเขาไปเผยแพร่แนวคิดใหม่ เขาหลงใหลคณิตศาสตร์เข้าให้แล้ว
คนผู้นี้ไม่สอบขุนนางมาเกือบสามสิบปี นอกจากท่องเที่ยวชมธรรมชาติ เวลาที่เหลือทุ่มเทให้วิชาการ เขามีความอดทนเป็นเลิศ ถ้าไม่ศึกษาคณิตศาสตร์ให้ทะลุปรุโปร่ง ก็จะไม่ทำอย่างอื่น
จูหมิงกลุ้มใจมาก กลัวเฉินหยวนจะไม่อลงเขาไปเป็นปี...
ตอนนั้นเอง เรือหลวงลำหนึ่งล่องลงใต้มาจากเส้นทางเปาเสีย มุ่งหน้าสู่เมืองซิงหยวนฝู่ (ฮั่นจง)
คนนำขบวนคือขันทีคนหนึ่ง เขารับราชโองการมา เพื่อเรียกตัวบัณฑิตแปดคุณธรรมจูสำเร็จ เชิญยอดอัจฉริยะจูเข้าเมืองหลวง... ไปแต่งเพลงให้ฮ่องเต้
เรือหลวงเทียบท่า วุ่นวายกันไปหมด
ผู้ตรวจการขนส่ง ผู้ตรวจการตุลาการ ผู้ตรวจการราคาข้าว ขุนนางการศึกษา และขุนนางอื่นๆ พอรู้ข่าวก็รีบมารอรับ
ท่านถีเสวียลู่งงมาก เขาเสนอชื่อจูหมิงเรียนไท่เสวีย ไม่ได้เสนอชื่อให้เป็นขุนนาง ทำไมขันทีถึงมาส่งราชโองการ?
ท่านถีเสวียลู่ถามด้วยความสงสัย "ขอถามท่านจงกุ้ยเหริน (คำเรียกขันทีอย่างให้เกียรติ) จะมาเรียกตัวจูสำเร็จจริงๆ หรือ"
ขันทีพยักหน้ายิ้ม "จูสำเร็จแต่งบทกวีได้ดีเยี่ยม ฝ่าบาทโปรดปราน เลยจะเรียกตัวเข้าสำนักต้าเชิ่ง"
ท่านถีเสวียลู่อึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นโกรธจัด พยายามใช้น้ำเสียงนุ่มนวลถาม "จูสำเร็จอายุน้อยก็แตกฉานสามคัมภีร์ วันหน้าต้องเป็นเสาหลักของบ้านเมือง จะให้เขาเข้าสำนักต้าเชิ่งไปแต่งเพลงได้ยังไง"
"ฝ่าบาทให้ความสำคัญ นั่นคือวาสนาของเขา มีอะไรต้องพูดมากความ?" ขันทีเริ่มรำคาญ "รีบเอามารับเร็ว น้ำในแม่น้ำเปาเชี่ยวกราก ข้าเหนื่อยมาตลอดทางแล้ว"
ท่านถีเสวียลู่ก้มหน้าหลีกทาง พึมพำเบาๆ "ฮ่องเต้ไร้สติ!"
สำนักต้าเชิ่งตั้งมาหลายปี เข้าไปแล้วอย่าหวังจะได้ออกมา และชื่อเสียงก็แย่มาก
มีคนเดียวที่ได้ออกมาเป็นขุนนางภายนอก คือโจวปังเยี่ยน หัวหน้าสำนักต้าเชิ่งคนแรก และนั่นก็เพราะโดนไช่จิงใส่ร้ายบีบให้ออกจากเมืองหลวง
[จบแล้ว]