- หน้าแรก
- ข้ามเวลาฝ่าวิกฤต ณ ปลายราชวงศ์
- บทที่ 80 - คณบดีจูผู้เมตตาธรรม
บทที่ 80 - คณบดีจูผู้เมตตาธรรม
บทที่ 80 - คณบดีจูผู้เมตตาธรรม
บทที่ 80 - คณบดีจูผู้เมตตาธรรม
◉◉◉◉◉
ยามเช้า
จางกว่างเต้าและเฉินจื่ออี้สองคน นำกองทัพกลับไปรายงานตัวที่อำเภอ จูหมิงไปส่งพวกเขาที่ริมแม่น้ำด้วยตัวเอง
จากนั้น หัวหน้ากองจูผู้บาดเจ็บสาหัส ก็กลับไปพักรักษาตัวที่ค่ายลมดำ... กลับไปหมู่บ้านต้าหมิง
เฉินจื่ออี้ยืนที่หัวเรือ "น้องจูมีความสามารถขนาดนี้ หมกตัวอยู่ในเขาจะไปได้เรื่องอะไร? แค่ชาวนาไม่กี่ร้อยคน เขาจะเสกอะไรออกมาได้?"
"ไม่อยากโดนทางการกดขี่ ขอแค่อิสระเสรีเท่านั้น" จางกว่างเต้าว่า
เฉินจื่ออี้บอก "เจ้ากับน้องจูล้วนมีฝีมือ มิสู้ตามข้าไปสมัครทหารที่ฉินเฟิ่งลู่ ลูกผู้ชายเกิดมาทั้งที ชื่อเสียงเกียรติยศต้องคว้ามาบนหลังม้า สร้างฐานะให้ลูกเมียสบาย"
จางกว่างเต้าทำหน้าดูแคลน "ในกองทัพจะดีนักรึ? ก็พวกเดียวกับทางการนั่นแหละ มีแต่พวกนกรู้น่ารังเกียจ น้องเฉินไปเป็นทหาร คงหนีไม่พ้นต้องโดนรังแก"
เฉินจื่ออี้แย้ง "ข้ามีฝีมือ ใครจะกล้ารังแกข้า?"
"หึหึ" จางกว่างเต้ายิ้มไม่พูดอะไร
ทุกคนนั่งเรือกลับถึงตัวอำเภอ หัวคนแล้วหัวเล่าถูกขนขึ้นฝั่ง โจรแล้วโจรเล่าถูกคุมตัวไปที่ลานฝึก ชาวเมืองทั้งเมืองต่างแห่มามุงดูเรื่องสนุก
พลธนูหลายหน่วยเฝ้าอยู่ที่ริมฝั่ง พวกเขาเฝ้าเรือลำหนึ่ง บนเรือเต็มไปด้วยของรางวัล
ใครกล้ามาแย่ง ต้องข้ามศพไปก่อน!
อาจจะเพราะจะไปสมัครทหาร เฉินจื่ออี้เข้าเมืองมาก็ไม่ได้โอ้อวดอะไร ไปรายงานตัวที่ลานฝึกอย่างสงบเสงี่ยม
นายอำเภอเซี่ยงได้รับทะเบียนราษฎร์และที่ดินที่จูหมิงส่งมา ก็โกรธจนหัวเราะ โยนให้เถียซือฝ่ายคลัง "เจ้าเอาไปลงทะเบียนซะ"
เถียซือเหออ่านสมุดทะเบียนจบ ก็พูดไม่ออกเหมือนกัน
มันตอแหลเกินไป ไม่รู้จะด่ายังไงดี
ไม่ว่าจะซุกซ่อนประชากรและที่ดินไว้เท่าไหร่ อย่างน้อยจูหมิงก็แสดงเจตจำนงชัดเจน ว่าจะเป็นพลเมืองดี ไม่ได้จะยึดค่ายลมดำตั้งตัวเป็นโจร
เรื่องมากสู้เรื่องน้อยไม่ได้ ทางอำเภอทำได้แค่ให้ความร่วมมือ
หรือจะให้ยกทัพไปตี?
ยิ่งไปกว่านั้น การปราบค่ายโจรได้ อำเภอได้ประชากรและที่ดินเพิ่ม นี่ก็นับเป็นผลงานเล็กๆ ได้เหมือนกัน
นายอำเภอเซี่ยงบอกเถียซือฝ่ายยุทธการอีก "ให้พลธนูพวกนั้นกลับบ้านไปซะวันนี้เลย ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกมันแม้แต่วินาทีเดียว เงินเดือนที่ยังจ่ายไม่ครบก็ไม่ต้องให้แล้ว พวกทหารเลวพวกนี้ในมือต้องมีเงินแน่!"
โส่วเฟินเฉาแค้นเคือง "ไม่ใช่แค่มีเงิน! เงินรางวัลที่พวกมันได้ ต้องใช้เรือขน ตอนนี้จอดอยู่ที่ริมแม่น้ำ"
พวกเสมียนได้ยิน ต่างอิจฉาตาร้อนผ่าว
แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไร พลธนูยังไม่สลายตัว ไปแย่งเงินรางวัลตอนนี้ เท่ากับบีบให้พลธนูหลายร้อยคนก่อกบฏ
ไป๋ฉงอู่ยิ่งไม่พูดมาก บ้านเขาได้ผลประโยชน์แล้ว นอนกินเงียบๆ คือนโยบายที่ดีที่สุด
ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ กำหนดส่งภาษีฤดูร้อนยังไม่หมดเขต
รอให้พลธนูแยกย้ายกลับบ้าน ค่อยถือบัญชีรายชื่อไปทวงภาษี ตอนนี้ยังทวงมากไม่ได้ รอถึงตอนเก็บภาษีฤดูใบไม้ร่วง ค่อยไปรีดเลือดกับปู ถึงตอนนั้นพลธนูก็เป็นแค่เม็ดทรายที่กระจัดกระจาย
เถียซือหูฝ่ายยุทธการรับคำสั่งมาที่ลานฝึก เลือกทหารเบ็ดเตล็ดไว้ไม่กี่หน่วย ให้รับผิดชอบคุมตัวโจรไปเมืองหยางโจว เขาบอกกับพลธนูที่เหลือว่า "พวกเจ้ารีบแยกย้ายกลับบ้านเดี๋ยวนี้ อย่าให้เสียเวลาทำนา"
แค่นี้เหรอ?
พลธนูยืนงงเป็นไก่ตาแตก พวกเขายังไม่ได้รับเงินเดือนเลยนะ
แถมสร้างผลงานใหญ่ขนาดนี้ ยังไงก็ต้องมีเงินรางวัลให้บ้างสิ
เฉินจื่ออี้ครุ่นคิด เขาเริ่มรู้สึกว่าจูหมิงอยากก่อเรื่อง แต่ก็ไม่ได้คิดไปถึงขั้นก่อกบฏ ตอนนี้ช่างมันเถอะ ขี่ม้าของตัวเอง ออกจากเมืองไปเอาเงินรางวัลที่เรือ จ้างกุลีหามเงินกลับบ้าน
พลธนูโวยวายกันพักหนึ่งในลานฝึก แต่ก็ไม่ได้ก่อเรื่องจริงจัง
หัวหน้ากองจูให้รางวัลเยอะ พวกเขาได้กำไรอื้อซ่าแล้ว ทางการไม่ให้ก็ช่างมัน รีบเอาเงินกลับบ้านถึงจะปลอดภัย
คนพวกนี้จับกลุ่มกันสามสี่คนออกจากเมือง ตลอดทางคุยโวเรื่องปราบโจร ราวกับทุกคนเป็นลิโป้กลับชาติมาเกิด
แน่นอนว่า ในปากของพวกเขา จูหมิงเก่งกาจที่สุด ฆ่าหยางอิงหัวหน้าค่ายด้วยตัวคนเดียว
เขาว่ากันว่าช่องเขาฆ่าเสือ แม้แต่เสือก็ผ่านไม่ได้ ตอนนี้หัวหน้ากองจูมีฉายาในวงการว่า "พยัคฆ์ติดปีก"!
พยัคฆ์ติดปีกจูหมิง อืม... ก็พอได้อยู่นะ
ริมแม่น้ำ เรือขุนนางลำหนึ่งเทียบท่า
ลู่ถีเสวียพาผู้ติดตามสิบกว่าคนลงเรือ พบว่าท่าเรือคึกคักมาก เขาตั้งใจฟังอยู่พักหนึ่ง ก็ถามขึ้น "จูหมิงผู้ปราบโจรคนนี้ คือบัณฑิตแปดคุณธรรมจูหมิงรึเปล่า"
บัณฑิตแปดคุณธรรมคือตัวอะไร?
บัณฑิตที่เดินแปดขาเหมือนปูงั้นรึ?
พวกพลธนูไม่เคยได้ยินมาก่อน
ลู่ถีเสวียถามอีก "จูหมิงคนนี้ มีนามรองว่าเฉิงกงใช่ไหม"
"ข้าไม่รู้?" พลธนูหลายคนส่ายหน้า พวกเขารู้จักแต่หัวหน้ากองจูและจูต้าหลาง
ลู่ถีเสวียยิ่งงง พาผู้ติดตามเข้าเมืองไปที่โรงเรียนประจำอำเภอ
ศาสตราจารย์โรงเรียนประจำอำเภอได้ยินว่าถีเสวียสื่อมา ก็รีบออกมาต้อนรับ และส่งคนไปแจ้งข่าวที่ที่ว่าการ
"ถีเสวียสื่อ?"
นายอำเภอเซี่ยงลืมทุกอย่างไปชั่วขณะ ตะโกนลั่น "รีบไปเบิกเงินจากคลังรับรอง จัดเตรียมงานเลี้ยง เสมียนที่เหลือตามข้าไปต้อนรับเจ้าพนักงานการศึกษา!"
ที่ว่าการอำเภอวุ่นวายไปหมด เสมียนกลุ่มหนึ่งตามนายอำเภอ วิ่งหน้าตั้งไปที่โรงเรียนประจำอำเภอแบบไม่ห่วงภาพลักษณ์
พอถึงหน้าโรงเรียน ทุกคนจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เดินอาดๆ เข้าไปอย่างสง่างาม
"ข้าน้อยเซี่ยงปี้ คารวะท่านลู่ถีเสวีย!" นายอำเภอเซี่ยงโค้งคำนับลึก
ลู่ถีเสวียกำลังคุยกับศาสตราจารย์ หันมาพูดยิ้มๆ "ท่านคือพ่อเมืองของที่นี่รึ? ข้าคุยกับศาสตราจารย์เฉียนเรื่องบัณฑิตแปดคุณธรรม เขาไม่ยักรู้ว่าอำเภอนี้มีเด็กอัจฉริยะที่แตกฉานคัมภีร์สามเล่ม"
"แตกฉานคัมภีร์สามเล่ม? หมายถึงจูเฉิงกงรึ" นายอำเภอเซี่ยงพูดไม่ออก
ไอ้แซ่จูนั่น บัณฑิตแปดคุณธรรมบ้าบออะไร มันคือโจรที่มีชีวิตชัดๆ!
ลู่ถีเสวียลูบเครายิ้ม "ก็คือจูเฉิงกงนั่นแหละ"
นายอำเภอเซี่ยงลองหยั่งเชิง "ท่านลู่ถีเสวียรู้จักคนนี้ได้ยังไง"
ลู่ถีเสวียตอบ "ตอนข้าอยู่เมืองหยางโจว ผู้ช่วยเจ้าเมืองหลี่พูดถึงบ่อย ครั้งนี้เลยมาทดสอบความรู้ด้วยตัวเอง"
ในเมื่อผู้ช่วยเจ้าเมืองหลี่แนะนำมา นายอำเภอเซี่ยงจะกล้าพูดไม่ดีได้ไง?
เขาทำได้แค่ตอบว่า "คนผู้นี้บาดเจ็บจากการปราบโจร กำลังพักฟื้นอยู่ที่บ้าน"
"บัณฑิตแปดคุณธรรมไปปราบโจร?" ลู่ถีเสวียสนใจขึ้นมาทันที "เก่งทั้งบุ๋นและบู๊จริงๆ งั้นข้ายิ่งต้องเสนอชื่อเขาเข้ามหาวิทยาลัยหลวง! ในเมื่อบาดเจ็บพักฟื้น งั้นข้าจะไปเยี่ยมถึงบ้าน ศาสตราจารย์เฉียน..."
"ขอรับ"
อาจารย์ใหญ่โรงเรียนประจำอำเภอรีบขานรับ
ลู่ถีเสวียสั่งการ "เจ้าพานักเรียนที่สอบได้สิบอันดับแรกของอำเภอมาด้วย แล้วเรียกบัณฑิตในอำเภอมาอีกสักหน่อย อีกสองวันไปเยี่ยมจูเฉิงกงพร้อมกัน ได้ยินว่าอำเภอซีเซียงขึ้นชื่อเรื่องเหล้าดีชาดี ล่องเรือแม่น้ำฮั่น ต้มชาถกคัมภีร์ นับเป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิตไม่ใช่รึ"
นี่ไม่ใช่การทดสอบบัณฑิตแปดคุณธรรมแล้ว เห็นชัดๆ ว่าจะไปเที่ยว
นายอำเภอเซี่ยงแอบร้องทุกข์ในใจ เพราะอำเภอซีเซียงเล็กเกินไป เงินรับรองที่ราชสำนักจัดให้แทบจะเป็นศูนย์
ส่วนเงินคลังรับรอง ก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว
อยากต้อนรับถีเสวียสื่อให้ดี สงสัยนายอำเภอเซี่ยงต้องควักเนื้อตัวเอง
เขาต้องเสียทรัพย์อีกแล้ว!
นายอำเภอเซี่ยงแอบเรียกไป๋ฉงอู่มา กระซิบสั่ง "เจ้ารีบส่งคนไปบอกจูเฉิงกง ให้เขาทาหน้าทาตัว แกล้งทำเป็นบาดเจ็บยังไม่หาย ห้ามให้ถีเสวียสื่อจับพิรุธได้เด็ดขาด"
ผีหลอกชัดๆ เขายังต้องช่วยจูหมิงปกปิดอีก
นายอำเภอเซี่ยงยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
จะให้บอกเหรอว่า ตัวเองสมคบกับจูหมิงหาเงิน ได้ผลประโยชน์มากกว่าจูหมิงซะอีก?
...
หมู่บ้านซ่างไป๋
เถียนซานพายเรือเล็กตามพลธนูมา พอถึงที่นี่ก็จอดเรือ
เขาถามชาวบ้านที่กำลังทำงานในนา "บ้านท่านจูไปทางไหน"
ชาวบ้านถาม "เจ้าหาท่านจูมีธุระอะไร"
เถียนซานตอบ "ข้ามาส่งข่าว จูต้า... จูซิ่วไฉตีค่ายโจรแตกแล้ว ค่ายลมดำต่อไปเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านต้าหมิง นายอำเภอยกที่นั่นให้จูซิ่วไฉแล้ว"
ชาวบ้านอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็วิ่งตะโกนไปทั่ว "จูซิ่วไฉตีค่ายลมดำแตกแล้ว นายอำเภอยกที่นั่นให้เขาแล้ว!"
ไม่นาน ข่าวก็แพร่สะพัด ชาวบ้านแถวนั้นต่างมาแสดงความยินดี
จูกั๋วเสียงกำลังดูแลแปลงผักกับสองแม่ผัวลูกสะใภ้ ได้ยินเสียงตะโกนก็ยิ้มลุกขึ้น พูดอย่างเฉยเมย "สามสี่วันตีโจรแตก ก็ไม่นับว่าช้า"
เสิ่นโหย่วหรงหลงใหลแบบนี้แหละ ในสายตาของนาง คณบดีจูรู้ทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องปราบโจรสำเร็จก็คาดการณ์ไว้แล้ว ตอนนี้ทำหน้าปลื้มปริ่ม "สามีสอนลูกได้ดี ต้าหลางถึงได้เก่งกาจเช่นนี้"
ชาวบ้านที่วิ่งเร็วล้อมเข้ามาแล้ว พูดจาเซ็งแซ่
"แม่นางเสิ่นจะได้เสวยสุขแล้ว นายอำเภอให้รางวัลที่นาตั้งเยอะ"
"ไม่ใช่แค่ที่นา ค่ายลมดำยังมีไร่ชาด้วยนะ"
"เหยียนต้าผอก็วาสนาดี รอเป็นท่านผู้เฒ่าได้เลย"
"ท่านจูจะไหว้ฟ้าดินเมื่อไหร่ ข้ายังรอกินเหล้ามงคลอยู่นะ"
"..."
คราวนี้แม้แต่เหยียนต้าผอก็ยิ้มจนหุบไม่ลง แบกจอบพูดว่า "ไปกินชาที่บ้านข้ากันเถอะ ท่านเศรษฐีให้ชาดีมาหลายก้อน ปกติไม่ได้กินของดีแบบนี้หรอกนะ"
"ข้าช่วยถือจอบให้ยาย!" ชาวบ้านคนหนึ่งวิ่งเข้ามา
ไป๋ฉีก็ช่วยงานในนา เจ้าเด็กน้อยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง รู้แค่พี่จูทำเรื่องใหญ่ ถูกชาวบ้านแห่แหนกลับบ้านไปอย่างงงๆ
เหยียนต้าผอไปต้มน้ำ เสิ่นโหย่วหรงอุ้มลูกขนม้านั่งออกมา
เถียนซานมาถึงจนได้ ประสานมือทักทาย "ท่านจูจำข้าได้ไหม"
จูกั๋วเสียงพยักหน้า "เจ้าคือเถียนซาน"
เถียนซานดีใจ "ด้วยบารมีท่านจู ข้าถูกพี่จูแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเป่าเจียหมู่บ้านต้าหมิง"
"หมู่บ้านอะไรนะ" จูกั๋วเสียงจับประเด็นสำคัญได้ทันที
"ค่ายลมดำและพื้นที่รอบๆ ต่อไปเรียกว่าหมู่บ้านต้าหมิง พี่จูเป็นคนเปลี่ยนชื่อ" เถียนซานอธิบาย
จูกั๋วเสียงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก บ่นพึมพำ "ไอ้ลูกหมานี่!"
เถียนซานพูดอีก "พี่จูใจกว้างมาก พวกเรานับถือเขาหมด"
จะไม่นับถือได้ไง?
เถียนซานไม่เพียงรอดชีวิต รักษาที่นาเดิมไว้ได้ ยังได้รางวัลที่ดินเปล่าๆ อีกร้อยหมู่ วันหน้าใครกล้าขัดใจจูหมิง เขาพร้อมจะถือมีดไปฟันมันทันที
"ต้าหลางให้เจ้ามาบอกอะไร" จูกั๋วเสียงถาม
เถียนซานตอบ "พี่จูให้ท่านจูไปดูทางโน้นหน่อย แล้วก็พาเจ้าอ่างสมบัติไปด้วย"
"ไปวันนี้เลย?" จูกั๋วเสียงถาม
เถียนซานตอบ "อีกสองสามวันก็ได้"
ได้ยินดังนั้น จูกั๋วเสียงก็วางใจ รู้ว่าทางลูกชายไม่มีปัญหาอะไร
ปีนี้เขาคงย้ายไปหมู่บ้านต้าหมิงไม่ได้ ต้องอยู่ที่นี่ คอยเฝ้าข้าวโพดกับมันเทศตลอดเวลา ของสองอย่างนี้ มีค่ากว่าอะไรทั้งหมด ต่อให้ไม่เอาหมู่บ้านต้าหมิง ก็ต้องรักษาข้าวโพดกับมันเทศไว้ให้ได้
ชาวบ้านในลานบ้านเยอะขึ้นเรื่อยๆ เหยียนต้าผอต้มน้ำเสร็จ เสิ่นโหย่วหรงก็อุ้มชามตั้งใหญ่ออกมา
ชาชั้นดี แม้จะเป็นของที่บ้านตระกูลไป๋ทำเอง แน่นอนว่าสู้ของแพงในตลาดไม่ได้ แต่สำหรับชาวบ้านก็นับเป็นของหายาก
สองแม่ผัวลูกสะใภ้บดชาให้ละเอียด เทลงชามชงน้ำร้อน แล้วใช้ตะเกียบคน
วิธีกินแบบนี้ เรียกได้ว่าวัวเคี้ยวดอกโบตั๋น (ไม่รู้คุณค่าของดี)
ชามไม่พอ ชาวบ้านผลัดกันดื่ม ร้อนจนลิ้นพองยังชมไม่ขาดปาก "ชาดีจริงๆ เกิดมาไม่เคยดื่ม คราวนี้ได้อานิสงส์ท่านจูแท้ๆ!"
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น "ข้าขอมาร่วมสนุกด้วยคน"
จูกั๋วเสียงหันไปมอง เป็นไป๋จงว่างนั่งเสลี่ยงไม้ไผ่มา
"คารวะท่านผู้เฒ่า!" จูกั๋วเสียงประสานมือทักทาย ท่าทียังเหมือนเดิม ไม่ได้วางก้ามอวดเบ่งทันที
ไป๋จงว่างถือว่านี่เป็นความปรารถนาดี เสลี่ยงวางลงกลางลาน ชาวบ้านต่างเข้ามาทักทาย
ไป๋จงว่างถาม "ท่านจูจะย้ายไปไหม"
จูกั๋วเสียงพูดตามตรง "รอเก็บเกี่ยวข้าวโพดกับมันเทศแล้วค่อยไป ยังต้องรบกวนท่านผู้เฒ่าช่วยดูแลด้วย"
"สมควรอยู่แล้ว"
ไป๋จงว่างวางใจ จูกั๋วเสียงยินดีอยู่ต่อ แสดงว่าสองพ่อลูกตระกูลจูตั้งใจจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เขาก็ตอบแทนน้ำใจ "นายท่านลูในเมือง สนิทกับข้ามาก ข้าช่วยแนะนำให้ได้ ชาของค่ายลมดำ ต่อไปส่วนหนึ่งส่งเข้าตลาดกลาง อีกส่วนขายให้นายท่านลูได้"
จูกั๋วเสียงกล่าว "ขอบคุณท่านผู้เฒ่าที่ช่วยเหลือ"
หลังกฎหมายผูกขาดชาเสฉวน กำหนดให้ชาดีต้องขายให้ทางการ ชาใบอนุญาตให้ขายเองได้นิดหน่อย แต่มีข้อจำกัดเข้มงวด ขายได้แต่ชาเกรดสามลงไป และห้ามขายข้ามเขตอำเภอ
สองพ่อลูกต้องขายชาเถื่อนแน่ เพราะกรมชาและม้าขูดรีดหนักเกินไป เจ้าของไร่ชาที่ทำถูกกฎหมายมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง
ไป๋จงว่างพูดว่า "ในเมื่อท่านจูยังไม่ไป ก็เชิญสอนหนังสือที่โรงเรียนในหมู่บ้านไปก่อน ให้เวลาข้าหาครูคนใหม่สักหน่อย"
"ย่อมได้" จูกั๋วเสียงเตรียมตำราไว้แล้ว
ชาวบ้านคนหนึ่งอดถามไม่ได้ "ท่านจูย้ายไปทางโน้น ปีหน้ายังจะเรียนทำนากับท่านได้ไหม"
จูกั๋วเสียงคิดแล้วบอก "ข้าจะเขียนวิธีทำนาเป็นตำรามอบให้ท่านผู้เฒ่า พวกเจ้าเรียนกับท่านผู้เฒ่าก็ได้"
ไป๋จงว่างรู้สึกเลื่อมใสทันที ให้คนรับใช้พยุงลุกขึ้น ประสานมือคารวะอย่างจริงจัง "ท่านจูมีคุณธรรม ข้าขอขอบคุณ!"
เทคนิคเฉพาะทางในสมัยโบราณ มักจะไม่ถ่ายทอดให้คนนอก
จูกั๋วเสียงปกตสอนชาวนาทำนาก็ว่าดีแล้ว ยังจะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วมอบให้ตระกูลไป๋อย่างใจกว้าง
นี่คือบุญคุณ ตระกูลไป๋ติดหนี้บุญคุณจูกั๋วเสียงแล้ว
จูกั๋วเสียงพูดอีก "รอเก็บเกี่ยวข้าวโพดและมันเทศแล้ว จะทิ้งเมล็ดพันธุ์ไว้ที่หมู่บ้านซ่างไป๋บ้าง วิธีปลูก ข้าก็จะเขียนไว้อย่างละเอียดเช่นกัน"
ไป๋จงว่างอดถามไม่ได้ "ข้าวโพดกับมันเทศ เทียบกับข้าวฟ่างและเผือกแล้วเป็นอย่างไร"
"ดีกว่าแน่นอน" จูกั๋วเสียงตอบ
ไป๋จงว่างถอนหายใจในใจ ถ้าเป็นจริงตามที่จูกั๋วเสียงพูด ตระกูลไป๋ก็ติดหนี้บุญคุณอีกก้อนใหญ่
จูกั๋วเสียงพูดต่อ "เขียนลงกระดาษ ยังไงก็ไม่ชัดเจน ถ้าการทำนาทางนี้มีปัญหาอะไร ท่านผู้เฒ่าส่งคนไปหมู่บ้านต้าหมิง... ก็คือค่ายลมดำ ไปหาข้าได้ ข้าไม่มีความคิดอื่น ขอแค่ชาวนาใต้หล้า เก็บเกี่ยวธัญพืชได้มากขึ้น ทุกคนได้กินอิ่มท้อง ไม่ว่าจะเป็นวิธีทำนา หรือข้าวโพดมันเทศ ท่านผู้เฒ่าสามารถเผยแพร่ต่อได้ ยิ่งคนรู้มากยิ่งดี ทุกคนจะได้มีชีวิตที่ดี"
ฟังคำนี้ ไป๋จงว่างยอมใจ หรือเรียกว่านับถือเลยก็ได้
ผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม ย่อมทำให้คนเลื่อมใส
การกระทำและคำพูดของจูกั๋วเสียง เรียกได้ว่าเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
"เฮ้อ!"
ไป๋จงว่างถอนหายใจ "ให้ทุกคนกินอิ่ม มันยากนะ ยิ่งปลูกข้าวได้เยอะ ทางการก็ยิ่งรีดภาษีหนัก หาเรื่องเก็บภาษีจิปาถะได้ตลอด"
นี่คือความจริง
อย่างเขตฉวนส่าน (เสฉวน-ฉ่านซี) ชาในเขตขุยโจวไม่ได้ผูกขาด นั่นคือทางรอดที่ราชสำนักเหลือไว้ให้ชาเสฉวน
แล้วผลเป็นไง?
ตอนนี้เขตขุยโจวไม่มีคนปลูกชาแล้ว
ทางการท้องถิ่นตั้งด่านภาษีซ้อนกันถี่ยิบในเขตขุยโจว พ่อค้าชาเดินไปไม่ไกล ก็เจอด่านเก็บภาษี ทำให้ภาษีการค้าของชาขุยโจว แพงกว่าตัวชาหลายเท่า พ่อค้าชาไม่มีกำไร ชาวไร่ชาก็ซวยไปด้วย
แม้แต่ชาเถื่อนก็สูญพันธุ์ เพราะด่านภาษีเยอะเกินไป ติดสินบนทุกด่านมันยาก ต่อให้ผ่านได้ก็ไม่เหลือกำไร
จูกั๋วเสียงทำท่าเมตตาต่อสรรพสัตว์ "ชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวได้เพิ่มสักถังสองถัง ก็ยังดี ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ที่เหลือแล้วแต่ฟ้าลิขิตเถิด"
ถ้าจูหมิงอยู่ที่นี่ด้วย คงพูดว่า "แสดงเข้าไป แสดงต่อไป คณบดีจูการแสดงคุณใช้ได้ ได้ความสามารถผมไปครึ่งนึงแล้ว"
[จบแล้ว]