- หน้าแรก
- ผมมีระบบเพลงที่ทะลุมิติมา เพื่อเป็นนักร้องเบอร์หนึ่ง
- บทที่ 14 - ไม่สนหรอกว่าใครจะรับไหวไหม
บทที่ 14 - ไม่สนหรอกว่าใครจะรับไหวไหม
บทที่ 14 - ไม่สนหรอกว่าใครจะรับไหวไหม
บทที่ 14 - ไม่สนหรอกว่าใครจะรับไหวไหม
◉◉◉◉◉
เว่ยซั่วเห็นหวังเหิงแอบหนีออกไป ก็ตะโกนพลางแทะปีกไก่ไปพลาง
“ไอ้หวังเหิงเวรเอ๊ย แกยังไม่ได้จ่ายเงินเลยนะโว้ย”
เฉินฮุยกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายในชุดสูททำท่าทางส่งสัญญาณให้เขา เขาลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับเว่ยซั่วและเจิ้งเฟิงว่า “พวกนายกินกันไปก่อนนะ ฉันมีธุระต้องไปทำแป๊บนึง”
เฉินฮุยเดินออกไปนอกร้าน ชายในชุดสูทก็รออยู่ตรงนั้นแล้ว
“ผู้จัดการหวง เป็นยังไงบ้างครับ” เฉินฮุยเอ่ยถาม
“ทุกเพลงเป็นเพลงระดับตำนานครับ ฝีมือการร้องยังต้องปรับปรุงอีกหน่อย แต่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก มีพลังในการดึงดูดสูงมาก นอกจากเรื่องชื่อเสียงแล้ว ด้านอื่นๆ ไม่ได้ด้อยไปกว่าหูเหล่ยเลยครับ” หวงอวี่กล่าว
“ในเมื่อเป็นอย่างนั้น งานแสดงเชิงพาณิชย์ในอีกสิบวันข้างหน้าก็เปลี่ยนจากหูเหล่ยเป็นหวังเหิงแทนแล้วกัน” เฉินฮุยกล่าว
“คุณชายครับ ถึงแม้คุณชายหวังจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นของคุณชาย แต่เขาก็ไม่มีชื่อเสียง การให้เขามาแสดงจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเหรอครับ” หวงอวี่ค่อนข้างกังวล
“ชื่อเสียงเหรอ เดี๋ยวก็มีเอง”
เฉินฮุยพูดเรียบๆ
หวงอวี่อ้าปากจะพูดแต่ก็หยุด เมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่อยากจะพูดอะไรมากของเฉินฮุย เขาก็ได้แต่เก็บคำพูดในใจไว้ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินฮุยถึงได้ลงมายุ่งกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้
แต่ในฐานะลูกจ้าง เขารู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะพูดมาก และเมื่อไหร่ควรจะเงียบ
“อ้อ จริงสิ ค่าปรับผิดสัญญาของหูเหล่ยเท่าไหร่” เฉินฮุยถามขึ้นมาทันที
“สัญญาที่เซ็นไว้คือสองชั่วโมงห้าหมื่นครับ เนื่องจากอีกฝ่ายร่วมงานกับเราเป็นครั้งแรก ผู้ช่วยของหูเหล่ยเลยลดค่าปรับผิดสัญญาให้เหลือสองหมื่นหยวน ถ้าเราผิดสัญญา ก็แค่จ่ายเงินให้เธอสองหมื่นก็สามารถยกเลิกสัญญาได้แล้วครับ” หวงอวี่กล่าว
“สองหมื่น? ถูกไปสำหรับเธอแล้ว… ผู้หญิงที่ผิดสัญญาได้ตามใจชอบ แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยของตัวเองก็ยังไม่สนใจ”
เฉินฮุยแค่นเสียงเบาๆ
“คุณชายครับ ถ้าเราไม่จ่ายค่าปรับผิดสัญญาก็ได้นะครับ เชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่กล้าพูดอะไร” หวงอวี่ได้ยินคำพูดของเฉินฮุยก็พูดอย่างระมัดระวัง
“จ่ายไป อย่าทำให้ชื่อเสียงของเชียนเซิ่งเสียหาย” เฉินฮุยกล่าว
“ครับ”
หวงอวี่ก็รีบจากไปอีกครั้ง
เมื่อมองตามหวงอวี่จนลับสายตา เฉินฮุยก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก
“เหล่ย คิดดูแล้วเป็นยังไงบ้าง”
“พี่ฮุย ผมดูไลฟ์สดแล้ว เด็กหนุ่มคนนี้ร้องดีมาก ผมตัดสินใจจะเชิญเขามางานเลี้ยงแล้ว ตอนนี้ปัญหาคือผมไม่รู้ว่าควรจะให้ค่าตัวเขาเท่าไหร่ดี หรือว่าพี่จะช่วยออกความเห็นหน่อย” เสียงของซ่งเหล่ยดังออกมาจากโทรศัพท์
“นายก็ดูตามความเหมาะสมสิ มาถามฉันทำไม เท่าไหร่ก็ได้ทั้งนั้นแหละ” เฉินฮุยหัวเราะ
“นายพูดแบบนี้ได้ไง หรือว่าจะให้ฟรีก็ได้งั้นเหรอ” ซ่งเหล่ยพูดอย่างไม่พอใจ
“ได้สิ นายก็บอกไปเลยว่าเชิญเขามาฟรีๆ เชื่อว่าเขาต้องดีใจมากแน่ๆ” เฉินฮุยยิ้ม
“ถุย… นายขุดหลุมให้ฉันอีกแล้วนะ ฉันไม่กล้าเชื่อคำพูดของคนอย่างนายง่ายๆ หรอก” ซ่งเหล่ยหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นมาทันที “พี่ฮุย หวังเหิงคนนี้เป็นใครกันแน่ ถึงขนาดทำให้นายต้องโทรหาฉันถึงสองครั้งสองครา ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยเห็นนายใส่ใจเรื่องของใครขนาดนี้มาก่อนเลย”
“เพื่อนร่วมห้องฉันเอง” เฉินฮุยหัวเราะฮ่าๆ แล้ววางสายไป
อีกด้านหนึ่ง ซ่งเหล่ยนั่งอยู่ในห้องทำงานของสภานักศึกษา อึ้งไปนาน
ทันใดนั้นเขาก็กระโดดขึ้น “ให้ตายเถอะพระเจ้า!”
“ประธานซ่ง?” หลี่ว์เหวินลี่ที่อยู่ข้างๆ มองมาด้วยสายตาฉงน
“เหวินลี่ งานเลี้ยงครั้งนี้เรายังมีงบเหลืออยู่เท่าไหร่” ซ่งเหล่ยสงบสติอารมณ์แล้วถาม
“น่าจะเหลืออยู่แปดหมื่นกว่านะคะ พอดีเมื่อสองสามวันก่อนได้สปอนเซอร์มา เลยค่อนข้างมีเงินทุนเหลือเฟือค่ะ”
“เอาแปดหมื่นออกมา ฉันจะไปเชิญหวังเหิง”
“อะไรนะคะ เขาไม่ใช่นักศึกษาธรรมดาเหรอคะ เชิญเขามาร้องเพลงต้องใช้เงินเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ”
หลี่ว์เหวินลี่ตกใจ
งานเลี้ยงครั้งนี้ พวกเขาก็เชิญนักศึกษาที่มีความสามารถโดดเด่นจากมหาวิทยาลัยอื่นมาหลายคนเหมือนกัน แต่ละคนก็ใช้เงินไปแค่พันสองพันเท่านั้นเอง
“คนธรรมดาบ้าบออะไร นี่มันเพื่อนร่วมห้องของเฉินฮุย! มิน่าล่ะไอ้เจ้าเฉินฮุยถึงได้เอาแต่แนะนำเขาให้ฉันอยู่ได้!” ซ่งเหล่ยสบถ
“เฉินฮุยคือใครคะ” หลี่ว์เหวินลี่ถาม
“คนที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วหยิ่งชะมัด”
ซ่งเหล่ยอยากจะเปลี่ยนคน แต่หลังจากที่ได้ฟังเพลงของหวังเหิงเมื่อกี้ ไม่รู้ทำไมเพลงหลายเพลงถึงได้วนเวียนอยู่ในหัวของเขา ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งรู้สึกว่าเพราะ
บ้าเอ๊ย
ติดงอมแงมเลย!
ฟังแล้วก็อยากฟังอีก
หวังเหิงคนนี้ก็เหมือนกับเฉินฮุย มีพิษสงทั้งคู่เลยสินะ
ตอนนี้ถ้าบอกว่าหูเหล่ยยอมกลับมาร้องเพลง ซ่งเหล่ยก็อาจจะไม่ตกลงด้วยซ้ำ!
เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหน หวังเหิงก็คือคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะร้องเพลงปิดท้ายงานเลี้ยง
…
หลังจากวางสาย เฉินฮุยก็ยืนอยู่ที่เดิม
สายตาเหม่อลอย
…
…
หวังเหิงยังไม่ทันกลับถึงหอพัก เสียงของระบบก็ดังขึ้น
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับค่าชื่อเสียง 15,000 แต้ม]
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับรายได้ 20,000]
ค่าชื่อเสียงหนึ่งหมื่นห้าพันแต้ม?
เมื่อได้ยินเสียงของระบบ เขาทั้งตกใจและดีใจ
ไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงไปไม่กี่เพลง จะได้รับค่าชื่อเสียงมหาศาลขนาดนี้
“น่าจะเป็นเพราะไลฟ์สดของเฉียวชีชีช่วยไว้แท้ๆ”
เขาจำได้ว่างานเลี้ยงเมื่อคืนมีคนดูอยู่หลายพันคน ตอนนั้นก็ได้ค่าชื่อเสียงมาแค่ 500 แต้มเท่านั้น ค่าชื่อเสียงหนึ่งหมื่นห้าพันแต้ม อย่างน้อยก็ต้องมีคนดูเป็นแสนคน
“เฉียวชีชียังจะให้เงินฉันอีก จริงๆ แล้วเราสองคนน่าจะเรียกว่าต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ถึงจะถูก”
เขาคิดในใจ
แต่ก็อดทึ่งกับความสามารถในการทำกำไรของวงการไลฟ์สดไม่ได้ เขาร้องเพลงไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เฉียวชีชีกลับได้รับของขวัญมูลค่ากว่าแสนหยวน มากกว่ารายได้ทั้งปีของคนทั่วไปเสียอีก
น่าเสียดายที่หวังเหิงรู้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นสตรีมเมอร์
การเป็นสตรีมเมอร์ไม่ใช่แค่ร้องเพลงเพราะแล้วจะดังได้ แต่ต้องรู้จักวิธีโต้ตอบกับชาวเน็ตด้วย ถึงจะรักษาความนิยมไว้ได้ ไม่อย่างนั้น
ทุกคนแค่ซื้อโปรแกรมแปลงเสียง ก็สามารถกลายเป็นสตรีมเมอร์ชื่อดังได้แล้ว
ส่วนเฉียวชีชีนั้น ทั้งสวย ทั้งมีนิสัยร่าเริง สามารถเข้ากับชาวเน็ตในห้องไลฟ์สดได้อย่างกลมกลืน และไม่เกี่ยงที่จะเล่นมุกตลกโปกฮา หรือที่เรียกกันว่า เป็นได้ทั้งนางฟ้าและนางมาร
ดังนั้นเฉียวชีชีจึงสามารถโลดแล่นอยู่ในแพลตฟอร์มไลฟ์สดวาฬได้อย่างสบายๆ กลายเป็นสตรีมเมอร์แถวหน้า
“บางทีเพลงของฉันจะขึ้นชาร์ตเพลงฮิตได้ ก็อาจจะต้องพึ่งพาเธอ”
เพราะเฉียวชีชีมีแฟนคลับเป็นล้านคน คำพูดของเธอเพียงประโยคเดียว อาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าความพยายามของเขาตลอดหนึ่งเดือนเสียอีก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หัวใจของหวังเหิงก็เต้นแรง
ถ้าหากเขาสามารถเกาะขาใหญ่ของอีกฝ่ายได้—โอ้ ไม่สิ นั่นมันลามก เขาทำไม่ได้
ถ้าหากเขาสามารถเกาะขาน้อยๆ ของอีกฝ่ายได้ก็คงจะดี
แต่เฉียวชีชีเป็นสตรีมเมอร์ระดับนางฟ้า เขาจะไปตีสนิทกับเธอได้อย่างไรกัน
ถึงแม้ว่าวันนี้เฉียวชีชีจะพูดคุยกับเขาอย่างเป็นกันเองสองสามประโยค และแลกเบอร์โทรศัพท์กับวีแชทกันแล้ว แต่ในใจของหวังเหิงก็ยังไม่มั่นใจ
ในขณะที่ความคิดกำลังล่องลอยไปไกล
โทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล สวัสดีครับ” หวังเหิงรับสาย
“ใช่คุณหวังเหิงหรือเปล่าครับ” เสียงในโทรศัพท์สุภาพมาก
“ใช่ครับ ผมหวังเหิง ไม่ทราบว่าใครพูดครับ”
“สวัสดีครับคุณหวังเหิง ผมคือซ่งเหล่ย ประธานสภานักศึกษาของมหา’ลัยครูครับ ผมเพิ่งได้ดูวิดีโอที่คุณร้องเพลงในเน็ต รู้สึกว่าคุณร้องดีมากเลยครับ อยากจะเชิญคุณมาร่วมงานเลี้ยงอำลาบัณฑิตของมหา’ลัยครูปี 2019 ในวันมะรืนนี้ ไม่ทราบว่าคุณจะว่าอย่างไรบ้างครับ”
ปฏิกิริยาแรกของหวังเหิงคือโทรศัพท์หลอกลวง
จนกระทั่งซ่งเหล่ยพูดออกมาว่าเป็นเฉินฮุยที่แนะนำเขามา
เขาถึงได้เชื่อคำพูดของอีกฝ่าย
แต่ในใจของหวังเหิงก็ยังมีความสงสัย เฉินฮุยไปรู้จักกับประธานสภานักศึกษาของมหา’ลัยครูได้อย่างไร แล้วยังแนะนำเขาไปร่วมงานเลี้ยงอำลาบัณฑิตของมหา’ลัยครูอีก?
เขาเคยได้ยินมานานแล้วว่างานเลี้ยงอำลาบัณฑิตของมหา’ลัยครูเป็นงานเด็ดของเมืองปิงเฉิง ทุกครั้งจะดึงดูดนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรอบๆ หลายแห่งให้ไปชม บรรยากาศคึกคักมาก ปีที่แล้วหวังเหิงกับเพื่อนๆ สองสามคนก็ตั้งใจจะไปร่วมสนุกด้วย แต่พอไปถึงก็พบว่าคนเยอะเกินไป รปภ.ไม่ให้พวกเขาเข้าไป สุดท้ายเลยต้องกลับมาอย่างจนใจ
ไม่คิดว่าปีนี้เขาจะมีโอกาสได้เป็นแขกรับเชิญในการแสดง?
“ประธานซ่งครับ การได้ขึ้นเวทีแสดงในงานเลี้ยงอำลาบัณฑิตของมหา’ลัยครูถือเป็นเกียรติของผมครับ”
นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้สะสมค่าชื่อเสียงอีกแล้ว เขาย่อมต้องตอบตกลง
“ส่วนเรื่องค่าตัว เนื่องจากงบประมาณของเราไม่ค่อยจะเพียงพอเท่าไหร่ เลยให้คุณได้แค่แปดหมื่นหยวนครับ สำหรับราคานี้ คุณหวังเหิงพอจะรับได้ไหมครับ” ซ่งเหล่ยถาม
“เท่าไหร่นะครับ”
“แปดหมื่นครับ”
แปด… แปดหมื่น…
มือของหวังเหิงสั่นเล็กน้อย
วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมมีแต่คนเอาเงินมาให้เขาไม่หยุด
ให้ทีละหลายหมื่น!
ให้ทีละหลายหมื่น!
ไม่สนเลยว่าคนอื่นจะรับไหวหรือไม่ไหว
◉◉◉◉◉
จบแล้ว