- หน้าแรก
- อยากแต่งต้องได้แต่ง บริษัทประกันรักจัดให้
- ตอนที่ 8: โรงแรมรีสอร์ต 5
ตอนที่ 8: โรงแรมรีสอร์ต 5
ตอนที่ 8: โรงแรมรีสอร์ต 5
ตอนที่ 8: โรงแรมรีสอร์ต 5
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ซูเจินด้วยสายตาที่มักจะสงวนไว้ใช้มองพวกวิตถารขั้นเทพ
คนวิปริตแบบไหนกันถึงทำเรื่องพรรค์นั้นกับผีเด็กได้? หรือนี่จะเป็นความบิดเบี้ยวของจิตใจมนุษย์... อู๋อวี้ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทั้งที่เขาเตือนเธอแล้วแท้ๆ ว่าให้ระมัดระวังตัวเป็นพิเศษตอนเข้าไปข้างใน
เขาเอ่ยถาม "คุณคิดอะไรอยู่เนี่ย? ทำไมถึงเดินดุ่มๆ เข้าไปในป่าแบบนั้น?"
ซูเจินย้อนนึกถึงความคิดของตัวเองในตอนนั้นแล้วถามกลับ "ฉันเข้าไปในป่าไม่ได้เหรอ?"
"..."
ทุกคนเงียบกริบไปอีกครั้ง เพราะในโลกประกันภัยไม่เคยมีกฎห้ามไว้อย่างชัดเจน เพียงแต่ทุกคนรักตัวกลัวตาย จึงพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำที่สุ่มเสี่ยงก็เท่านั้น
คุณหลินเลียริมฝีปาก เขาคิดว่าผู้หญิงคนนี้ดูแปลกๆ นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก หลังจากผ่านด่านมาหลายครั้ง ก็จะรู้เองว่าในโลกนี้มีคนร้อยพ่อพันแม่
"ผีอะไร?" คุณหลินถาม "เล่ามาซิว่าเมื่อวานตอนเข้าไปในป่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง"
ซูเจินละเว้นเรื่องที่ตัวเองใช้คูปองเอาไว้ แล้วเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ตอนเข้าป่าเมื่อวานให้ฟัง พอเล่าจบ สีหน้าของแต่ละคนก็ดูแตกต่างกันไป มีเพียงอู๋อวี้ที่หันไปมองโหยวหรงหรงด้วยความตื่นตระหนก อยากจะถามเหลือเกินว่าซูเจินใช้คูปองความกลัวไปแล้วหรือยัง
เขาเห็นโหยวหรงหรงจ้องมองซูเจินด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
คำพูดของซูเจินช่วยเตือนสติคุณหลินเรื่องหนึ่ง ผีมีตัวตนอยู่จริงก่อนที่มันจะปรากฏร่างตามกำหนดเวลา โดยซ่อนตัวอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของด่าน
"ภารกิจเร่งด่วนตอนนี้คือต้องหาทางหนีที่ถูกต้องให้เจอ" คุณหลินเลียริมฝีปากอีกครั้ง "จากเบาะแส เรามีเวลาอย่างน้อยเจ็ดวันในการหาทางออก แต่พวกคุณไม่สังเกตเหรอ? ที่นี่ไม่มีอาหารเลย เราจะอดทนโดยไม่มีของกินได้นานแค่ไหน?"
จริงด้วย!
เพราะมัวแต่กังวลเรื่องปู่ซุน ทุกคนเลยมองข้ามความจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เย็นเมื่อวาน
พอคุณหลินทักขึ้นมา ท้องไส้ของทุกคนก็เริ่มประท้วงโครกคราก
"ถ้าไม่มีอาหาร อย่างมากเราก็ทนได้แค่สามสี่วัน" ชายล่ำบึ้กพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
คนที่อ่านเรื่องสยองขวัญมาเยอะอดนึกถึงพล็อตเรื่องทำนองว่า คนกลุ่มหนึ่งหิวโหยจนถึงขีดสุด สุดท้ายก็เลือกที่จะกินศพเพื่อนที่ตายไป... ในขณะที่ทุกคนกำลังกังวลและหงุดหงิด ซูเจินก็เอ่ยขึ้นว่า "มีของกินนะ"
สายตาของทุกคนพุ่งกลับมาที่เธออีกครั้ง "ที่ไหน?"
"ฉันพกเสบียงมาด้วย" พูดตามตรง ซูเจินรู้สึกแปลกใจมากที่มีแค่เธอคนเดียวที่พกของกินมา "พวกคุณจะเอาไหม?"
ห้านาทีต่อมา ทุกคนมารวมตัวกันที่ล็อบบี้ชั้นหนึ่งเพื่อนั่งกินบิสกิตของซูเจิน
คุณหลินเคี้ยวบิสกิตพลางกล่าว "ทางออกอยู่ในโรงแรมรีสอร์ต โรงแรมนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร เดี๋ยวเราแยกกันเป็นทีม ค้นหาชั้นหนึ่งกับชั้นสองให้ละเอียดก่อน จากนั้นค่อยขึ้นไปชั้นสามพร้อมกัน"
"ฉันมีคำถาม" ซูเจินถือบิสกิตค้างไว้ "ทำไมทางออกถึงต้องอยู่ในโรงแรมล่ะ? เป็นไปได้ไหมว่าจะอยู่ในป่า?"
คุณหลินอธิบาย "เพราะป่ามันกว้างเกินไป ถ้าทางออกอยู่ในป่า เวลาเจ็ดวันคงไม่พอหาแน่ แม้ภารกิจของประกันภัยจะยาก แต่ก็ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ ด่านนี้ความยากระดับ A การไม่มีอาหารหมายความว่าภารกิจควรจะจบภายในสามถึงสี่วัน และเวลาแค่สามสี่วัน ก็พอแค่ให้เราค้นหาในบริเวณโรงแรมเท่านั้น"
ซูเจินเข้าใจแล้วจึงพยักหน้า
แต่เธอยังมีอีกคำถาม "แล้วปู่ซุนล่ะ? เราจะไม่สนใจเขาแล้วเหรอ?"
'หิมะถมทับ' อธิบายว่า "ไม่ต้องสนใจหรอก เขาจะตายในโลกแห่งความเป็นจริงด้วยสาเหตุที่สมเหตุสมผลเอง"
ซูเจินทำหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เชิง จึงถามต่อ "ทำไมเขาถึงชื่อ 'หลานชาย' ล่ะ?"
"..."
ไม่รู้ว่าคำถามนี้ไปสะกิดต่อมอะไรของชายล่ำบึ้กเข้า สีหน้าเขาดูแย่มากขณะพูดว่า "เขาอยากจะเรียกตัวเองว่าอะไรก็เรื่องของเขา เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?"
ทว่า 'แว่นสี่ตาไซย่า' กลับยิ้มแล้วตอบว่า "เพราะปู่ซุนแกแก่แล้ว ใช้สมาร์ตโฟนไม่ค่อยเป็น เวลามีปัญหาก็มักจะเรียกให้หลานชายช่วย ตอนลงทะเบียนไอดีแกก็ทำไม่เป็น ได้แต่ตะโกนเรียกหลานชายๆ ไอดีของแกเลยกลายเป็น 'หลานชาย' น่ะสิ"
พูดจบ เขาก็ยิ้มไม่ออก รู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา
มีเพียงคุณหลินที่ไม่สะทกสะท้าน เขากินบิสกิตชิ้นสุดท้ายหมด ปัดเศษขนมออกจากมือแล้วกล่าว "เริ่มลงมือกันเถอะ พวกเรามีทั้งหมดแปดคน แบ่งเป็นสี่ทีม..."
"พวกเราสามคนจะไปร้วยกัน" โหยวหรงหรงที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็ยกมือขึ้นโอบไหล่ซูเจินและอู๋อวี้ไว้คนละข้าง
ชายล่ำบึ้กมีความเห็นขัดแย้งอย่างรุนแรง "ฉันรู้ว่าพวกเธอสามคนมาด้วยกัน แต่ตอนนี้ทุกคนลงเรือลำเดียวกันแล้ว เล่นพรรคเล่นพวกแบบนี้มันเหมาะสมเหรอ?"
สาเหตุหลักที่เขาไม่พอใจก็เพราะในบรรดาแปดคนนี้ มีแค่เขาที่เป็นหมาป่าเดียวดาย
"ไม่ใช่กงการอะไรของนาย" คนอย่างโหยวหรงหรงมีหรือจะแคร์สายตาคนอื่น? "พวกเราจะไปด้วยกัน ถ้านายไม่พอใจก็อดทนเอา"
ชายล่ำบึ้กไม่ใช่คนอารมณ์ดีอยู่แล้ว เขาแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมา คุณหลินจึงรีบตัดบท "ไม่ได้ๆ คุณกับ 'ไม่กรอกได้ไหม' อยู่ทีมเดียวกัน ส่วน 'หิมะถมทับ' คู่กับ 'แว่นสี่ตาไซย่า' แล้วผมจะฉายเดี่ยวเอง"
'ไม่กรอกได้ไหม' เป็นคนที่จืดจางที่สุดในกลุ่ม หน้าตาธรรมดา บุคลิกเงียบขรึม เขาไม่มีข้อโต้แย้งกับการจัดแจงของหัวหน้าทีม มีเพียงเรื่องเดียวที่เขาติดใจ "หัวหน้า ช่วยอย่าเรียกผมว่า 'ไม่กรอกได้ไหม' ได้เปล่าครับ?"
ชายล่ำบึ้กเมื่อได้เพื่อนร่วมทีมแล้วก็โกรธไม่ลง เขาพูดอย่างห่อเหี่ยวนิดๆ ว่า "ข้าก็ไม่ได้ชื่อ 'หญ้า' สักหน่อย..."
พูดจบเขาก็เงยหน้าสบตากับ 'ไม่กรอกได้ไหม' ราวกับเจอคนหัวอกเดียวกัน
โหยวหรงหรงลุกขึ้น ตบไหล่ซูเจินแล้วสั่ง "เราจะค้นหาปีกซ้ายของชั้นหนึ่ง"
ซูเจินไม่มีปัญหา เธอรู้สึกว่าในฐานะมือใหม่ ควรเชื่อฟังคำแนะนำของรุ่นพี่
ปีกซ้ายของชั้นหนึ่งเป็นโซนร้านอาหาร ซูเจินเดินเข้าไปในร้านอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ทันทีที่ก้าวเข้าไป เธอก็ถูกโหยวหรงหรงดันตัวไปกดติดผนัง
อู๋อวี้รีบเข้าไปดึงโหยวหรงหรง "ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ย? อยู่ๆ ก็ไปลงไม้ลงมือกับเขาทำไม?"
โหยวหรงหรงจ้องเขม็งไปที่ซูเจิน "เธอใช้คูปองไปแล้วใช่มั้ย?"
ซูเจินพิงผนังแล้วตอบ "ใช่ มีอะไรเหรอ? ของที่คุณให้ฉัน มันก็เป็นของฉันนี่"
"อ๊าก!" อู๋อวี้ที่ได้ยินคำตอบชัดเจนถึงกับกระทืบเท้าแล้วเดินไปกุมขมับอยู่ข้างๆ
โหยวหรงหรงยืนยันข้อสงสัยได้เสียที เธอปล่อยซูเจินพลางทำหน้าหนักใจสุดขีด ซูเจินจัดปกเสื้อให้เรียบร้อย ไม่เข้าใจว่าสองคนนี้เป็นอะไรกันไปหมด "พวกคุณเป็นอะไรกัน?"
โหยวหรงหรงนั่งยองๆ ลงกับพื้น สองมือกุมหัวทึ้งผมตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นพูดด้วยความรู้สึกผิด "ความจริงแล้ว... พวกเราโกหกเธอ"
ซูเจินเลิกคิ้ว "หือ?"
"คูปองที่เราให้เธอไป... จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีประโยชน์ขนาดนั้น" โหยวหรงหรงสารภาพ "หน้าที่เดียวของคูปองความกลัวคือขจัดความกลัวของเธอออกไป มันไม่ได้ทำให้เธอเก่งขึ้น และแน่นอนว่ามันใช้จัดการผีไม่ได้"
ซูเจินเข้าใจกระจ่างแจ้ง มิน่าล่ะเมื่อวานหลังใช้คูปองถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตัวเธอเองกลับรู้สึกแปลกๆ ไป
เธอรู้สึกโกรธขึ้นมาบ้าง แต่เพราะไม่สามารถสัมผัสถึงความอันตรายและความกลัวจากการถูกหลอกได้ ความโกรธของเธอจึงมีขีดจำกัด
"ขอโทษนะ" อู๋อวี้หันไปมองโหยวหรงหรง "เอาไงต่อดีล่ะทีนี้? เธอไม่รู้สึกกลัว ต่อให้เจอผีเธอก็คงไม่หนี แบบนี้อันตรายแย่เลย"
โหยวหรงหรงดึงผมตัวเองหลุดติดมือมาอีกหลายเส้น ก่อนจะเงยหน้าบอกซูเจิน "จากนี้ไปเธอต้องตัวติดกับพวกเรา ห้ามเดินเพ่นพ่านไปไหน ถ้าพวกเราวิ่ง เธอก็ต้องวิ่ง ให้ทำอะไรก็ต้องทำตามนั้น"
ซูเจิน: "แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่ ตอนนี้สติเธอไม่ปกติ คิดวิเคราะห์อะไรไม่ได้หรอก" โหยวหรงหรงลุกขึ้นจับไหล่ซูเจินแน่น "ฉันสาบาน คราวนี้พวกเราจะไม่โกหกเธออีก พวกเราอยากพาเธอออกไปจากที่นี่แบบมีชีวิตรอดจริงๆ เชื่อใจพวกเรา แล้วฟังพวกเราอีกสักครั้ง อย่างน้อยก็จนกว่าคูปองจะหมดฤทธิ์"
เธอพูดด้วยความจริงใจสุดซึ้ง แต่ซูเจินไม่ค่อยอยากจะเชื่อใจคนที่เคยหลอกเธอเท่าไหร่ "ทำไมฉันต้องฟังพวกคุณด้วย? ฉันไปขอให้คุณหลินช่วยไม่ได้เหรอ?"
"ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด!" อู๋อวี้โบกมือรัวๆ จนมองแทบไม่ทัน "เธอคิดว่าคุณหลินเป็นคนดีมาจากไหน? ลูกทีมเขาตายไปคนหนึ่ง เห็นเขาโศกเศร้าบ้างมั้ย? ถ้าเขารู้ว่าเธอใช้คูปองความกลัวไปแล้ว เขาอาจจะใช้เธอเป็นตัวล่อเปิดทางก็ได้ ฉันไม่ได้พูดเกินจริงนะ ฉันเคยเห็นเรื่องแบบนี้ในด่านอื่นๆ มาแล้ว บางคนชอบใช้มือใหม่เป็นตัวตายตัวแทนจะตายไป"
ซูเจินแสดงความกังขาอย่างรุนแรง "แล้วพวกคุณจะไม่ใช้ฉันเป็นตัวล่อเหรอ?"
"ไม่ทำแน่!" อู๋อวี้ชูมือสาบาน "เธออยู่กับพวกเราตลอดเวลาได้เลย พวกเราอยู่ที่ไหน เธออยู่ที่นั่น"
"เธอควรเชื่อพวกเรานะ" โหยวหรงหรงสำนึกผิดอย่างหนัก "การหลอกเธอเป็นความผิดของพวกเรา แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันก็คงทำแบบเดิมอยู่ดี"
ซูเจินพูดไม่ออก กำลังจะอ้าปากถามว่า 'นี่เรียกว่าคำขอโทษเหรอ?' ก็ได้ยินโหยวหรงหรงพูดต่อ "แต่ความผิดมันเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ฉันทำได้คือพยายามชดเชยให้ เอาอย่างนี้มั้ย ถ้าออกไปได้ฉันจะโอนเงินให้เธอหนึ่งแสนหยวน?"
ซูเจิน: "..."
อู๋อวี้หันขวับไปมองโหยวหรงหรงด้วยความตะลึง
เมื่อเห็นซูเจินนิ่งเงียบ โหยวหรงหรงก็คิดว่าหนึ่งแสนคงน้อยไป "ห้าแสน... ห้าแสนเป็นไง?"
"คุณ..." อารมณ์ของซูเจินซับซ้อนยากจะบรรยาย "คุณรวยมากเหรอ?"
"ก็พอตัว" โหยวหรงหรงยักไหล่ "พ่อกับแม่ฉันติดอันดับท็อป 50 มหาเศรษฐีจีนของนิตยสารฟอร์บส์ทั้งคู่"
"..."
สีหน้าของอู๋อวี้เปลี่ยนจากตกใจเป็นว่างเปล่า...
"ตกลง" ซูเจินรู้สึกว่าสาวรวยน่าเชื่อถือกว่าเยอะ เธอเดินเข้าไปจับมือโหยวหรงหรงแล้วถาม "ออกไปแล้วจะโอนให้เลยใช่มั้ย?"
"ได้สิ" โหยวหรงหรงตอบอย่างไม่ยี่หระ "เมื่อไหร่ก็ได้ที่เธอต้องการ"
จากนั้น พวกเขาก็ช่วยกันค้นหาร้านอาหารอย่างจริงจัง แต่ร้านอาหารนี้สะอาดเอี่ยมยิ่งกว่าเงินในกระเป๋าของอู๋อวี้เสียอีก อย่าว่าแต่เบาะแสทางออกเลย แม้แต่เศษอาหารก็ยังไม่มีสักชิ้น
อู๋อวี้เดินไปที่ประตูห้องครัว มองผ่านกระจกเข้าไปข้างใน แล้วพูดว่า "ฉันเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่าง"
ซูเจินกับโหยวหรงหรงเดินตามไปดู โหยวหรงหรงชะโงกหน้ามองบ้าง "เห็นอะไร?"
อู๋อวี้: "บนโต๊ะเหมือนมีอะไรวางอยู่"
โหยวหรงหรงลองผลักประตูดูก็พบว่าไม่ได้ล็อก "งั้นทำไมนายไม่เข้าไปล่ะ?"
"เกิดเปิดประตูไปปุ๊บ..."
กริ๊ก
ซูเจินผลักประตูเปิดออก
อู๋อวี้: "...แล้วผีพุ่งออกมาล่ะ?"