- หน้าแรก
- ในโลกฝึกยุทธ์ ข้ามุ่งฝึกเซียน
- บทที่ 194 ใช้ความแข็งแกร่งทำลายความแข็งแกร่ง
บทที่ 194 ใช้ความแข็งแกร่งทำลายความแข็งแกร่ง
บทที่ 194 ใช้ความแข็งแกร่งทำลายความแข็งแกร่ง
บทที่ 194 ใช้ความแข็งแกร่งทำลายความแข็งแกร่ง
ชวีเทียนจีท่องไปทั่วหนานโจว ผ่านการต่อสู้จริงมามากมาย ในการต่อสู้จริงๆ เขามักจะไม่ค่อยพูด เพราะไม่มีความจำเป็น
จุดประสงค์ของการต่อสู้คือการฆ่าศัตรู ไม่จำเป็นต้องสนใจวิธีการ
แต่บนสังเวียนนั้นต่างออกไป การใช้คำพูดกระตุ้นอารมณ์อีกฝ่ายถือเป็นเทคนิคพื้นฐานมากๆ
ความจริงพิสูจน์แล้วว่าวิธีนี้ใช้ได้ผลดีมาก โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาว ที่แค่สะกิดก็ติดไฟ แค่แตะก็ระเบิด
ในอีกแง่หนึ่ง ชวีเทียนจีก็พูดความจริง เกาอู่แข็งแกร่งมาก หากเขาระเบิดพลังเต็มที่ก็ไม่อาจควบคุมระดับความรุนแรงได้ และเขาก็ไม่อยากควบคุมด้วย
การพูดให้ชัดเจนก่อนล่วงหน้า ถึงเวลาถ้าเกิดพลั้งมือตีเกาอู่จนตายขึ้นมา เขาก็ยังมีข้อแก้ตัว
ทว่าเกาอู่กลับไม่โกรธ เขาประสานมือแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "การทุ่มสุดกำลังคือความเคารพอย่างสูงสุดต่อการต่อสู้ ขอบคุณนายมาก ฉันเองก็จะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อตอบแทนความเคารพจากนายเช่นกัน!"
ชวีเทียนจีแค่นเสียงเย็นชา ไอ้หมอนี่ฝีปากคมกล้าไม่เบา เขากล่าวว่า "ความกล้าหาญน่ายกย่อง งั้นก็ขอฉันดูหน่อยเถอะว่านายมีฝีมือมากแค่ไหน"
"เชิญ"
เกาอู่ตวาดเสียงต่ำ ก้าวเท้าออกฝ่ามือตรงเข้าไปทันที จุดชีพจรทั้งหกในร่างของเขาระเบิดพลังต้นกำเนิดออกมาพร้อมกัน แม้ตอนที่ออกฝ่ามือจะไม่ได้กระตุ้นสัณฐานเทพวิถียุทธ์ แต่พลังฝ่ามือกลับเฉียบขาดและดุดันเป็นอย่างยิ่ง
ชวีเทียนจีตวาดลั่น กระตุ้นจุดชีพจรทั้งสิบห้าจุดทั่วร่าง พร้อมกับใช้วิชาเพลงหมัดสุริยันแผดเผา
แสงวิญญาณพลังต้นกำเนิดสีแดงชาดลุกโชนดั่งเปลวเพลิงพวยพุ่งสูงหลายเมตร ชวีเทียนจีที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงเพลิงสีแดงชาดดูราวกับเทพสวรรค์ผู้ควบคุมเปลวเพลิง กลิ่นอายพลังแข็งแกร่งถึงขีดสุด
วิชาหลักที่เขาฝึกฝนคือคัมภีร์กระบี่ไก่สุริยันทะยาน วิถียุทธ์ของเขาจึงดุดันและแข็งกร้าวที่สุด ในตอนนี้เมื่อเขากระตุ้นปราณแท้สุริยันชาดอย่างเต็มกำลังเพื่อขับเคลื่อนเพลงหมัดสุริยันแผดเผา พลังอำนาจที่แสดงออกมาจึงเหนือกว่าเกาอู่มาก
หมัดและฝ่ามือของทั้งสองปะทะกันจนแสงเพลิงสาดกระจายไปทั่วฟ้า ทว่าเกาอู่กลับต้องถอยหลังไปสองก้าวตามแรงหมัดของอีกฝ่าย
เขาไม่ได้ตั้งใจออมมือให้ แต่มันเป็นเพราะร่างกายของชวีเทียนจีนั้นแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าและมีพละกำลังมหาศาล ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเขายังดูน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าเว่ยเยว่เสียอีก
ความแตกต่างก็คือ เว่ยเยว่มีพละกำลังมากกว่า ส่วนชวีเทียนจีเหนือกว่าตรงที่ร่างกายแข็งแกร่งทนทานกว่า เมื่อประสานเข้ากับเพลงหมัดสุริยันแผดเผาอันดุดันของเขา มันจึงมีอานุภาพที่สามารถบดขยี้ได้ทุกสิ่งจริงๆ
ร่างกายของเกาอู่ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งด้วยยาเทพอสูรมาแล้วหลายครั้ง เดิมทีเขาคิดว่าความแข็งแกร่งทางร่างกายของตัวเองได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปแล้ว มากพอที่จะผยองเหนือคนรุ่นเดียวกันได้
แต่เว่ยเยว่กับชวีเทียนจีก็ทำให้เขาเข้าใจว่า ในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์นับร้อยล้านคนย่อมต้องมีอัจฉริยะที่พิเศษอยู่เสมอ โดยเฉพาะชวีเทียนจี ความแข็งแกร่งทางร่างกายระดับนี้เห็นได้ชัดว่าได้รับการเสริมพลังจากพรสวรรค์บางอย่าง ถึงได้แข็งแกร่งดุจเพชรและยังอยู่เหนือกว่าเขาเสียอีก!
แม้คัมภีร์บุญกุศลไร้ขีดจำกัดจะแข็งแกร่ง แต่พลังที่เสริมให้กับเขาเห็นได้ชัดว่ายังไม่เกินขีดจำกัดของมนุษย์ เกาอู่ตระหนักถึงจุดนี้ ในใจก็รู้สึกโล่งอกแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
อุตส่าห์มีมนตราเทพถึงสามบทคอยเสริมพลัง แต่ผลลัพธ์คือเขาก็ยังอยู่ในระดับแนวหน้าของคนรุ่นเดียวกันเท่านั้น ขาดทุนเลยที่มัวแต่กังวลว่าตัวเองจะโดดเด่นเกินไปจนดึงดูดความสนใจจากพวกผู้ยิ่งใหญ่
มิน่าล่ะ ปรมาจารย์ลู่ถึงได้ดูใจเย็นนัก ที่แท้สถานการณ์ของเขาก็ไม่ได้ถือว่าพิเศษเกินไปนี่เอง!
เกาอู่ทดสอบความแข็งแกร่งของชวีเทียนจีแล้ว ระดับพลังต้นกำเนิดเท่ากัน ความแข็งแกร่งทางร่างกายของอีกฝ่ายเหนือกว่าเขาไม่น้อย พละกำลังก็เหนือกว่า ส่วนความเร็วพอๆ กัน
สำหรับทักษะวิถียุทธ์ ทั้งสองฝ่ายก็น่าจะสูสีกัน
เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ใช้โปรแกรมโกงอย่างเยี่ยนชิวสุ่ยแล้ว ชวีเทียนจีต่างหากที่เป็นศัตรูตัวฉกาจที่สูสีกันอย่างแท้จริง!
เกาอู่รู้ดีว่าข้อได้เปรียบของตัวเองคือสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งเกินบรรยาย อีกทั้งยังมีมนตราปราณเทพมังกรครามคอยฟื้นฟูพลัง ต่อให้ความแข็งแกร่งทางร่างกายจะสู้ไม่ได้ แต่การปะทะกันตรงๆ ก็ไม่ได้เสียเปรียบ
เกาอู่ทดสอบไปหนึ่งกระบวนท่าก็กำหนดแทคติกต่อไปได้ทันที เขาเร่งพลังฝ่ามือมังกรท่องนทีแล้วเข้าพัวพันต่อสู้กับชวีเทียนจีทันที
เขาใช้ฝ่ามือมังกรท่องนทีได้อย่างดุดันเป็นอย่างยิ่ง ทุกฝ่ามือที่ซัดออกไปก่อให้เกิดเสียงลมและสายฟ้ากึกก้อง ไม่มีเค้าโครงความพลิ้วไหวลื่นไหลราวกับมังกรที่กำลังเริงระบำเลยแม้แต่น้อย กลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันทรงพลังราวกับมังกรคะนองข้ามแม่น้ำแทน
ชวีเทียนจีมีร่างกายและเส้นเอ็นที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามาตั้งแต่เด็ก ภายใต้การฝึกฝนของราชันย์อัคคีชวีหานซาน เขายิ่งหล่อหลอมร่างกายจนมีกระดูกเหล็กเอ็นทองแดง
เขาไม่จำเป็นต้องใช้สนามพลังต้นกำเนิดก็สามารถใช้ร่างกายต้านทานการยิงจากปืนไรเฟิลจู่โจมได้สบายๆ
ข้อได้เปรียบอันมหาศาลทางร่างกายนี้ ทำให้เขาได้เปรียบอย่างมากในการต่อสู้ระยะประชิด แทบจะไม่เคยเจอคู่ต่อสู้คนไหนทำได้เลย
นี่เป็นครั้งแรกที่ชวีเทียนจีเจอคู่ต่อสู้ที่พุ่งเข้ามาปะทะระยะประชิดตรงๆ แบบนี้ เขาไม่สนหรอกว่าเกาอู่จะวางแผนอะไรไว้ นี่คือจุดแข็งของเขา และยังเป็นจังหวะการต่อสู้ที่เขาชอบที่สุดด้วย
หมัดและฝ่ามือของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องหนักแน่น
สำหรับผู้ชมรอบๆ แล้ว คู่ต่อสู้ทั้งสองเหมือนกับปืนใหญ่สองกระบอกที่กำลังยิงถล่มใส่กันอย่างไม่หยุดหย่อน รูปแบบการต่อสู้ช่างเรียบง่ายหยาบคายแต่ก็ดุดันโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง
หอฝึกยุทธ์ขนาดมหึมาที่มีพื้นที่รวมกว่าสองแสนตารางเมตรสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย
ผู้ชมบนอัฒจันทร์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกชาหนึบราวกับถูกไฟดูด
อันที่จริงพลังจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายไม่ได้เวอร์วังขนาดนั้น เพียงแต่ความมุ่งมั่นแห่งวิถียุทธ์อันแข็งแกร่งที่ทั้งสองฝ่ายปลดปล่อยออกมาปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลในระดับจิตวิญญาณต่อคนธรรมดา จนทำให้เกิดความหวาดกลัวและกระวนกระวายใจต่างๆ นานา
บนที่นั่งวีไอพี ราชันย์อัคคีชวีหานซานมีสีหน้ามืดมนเล็กน้อย หลักๆ คือเขารู้สึกไม่พอใจกับผลงานของลูกศิษย์
ต่อให้จังหวะการต่อสู้จะเข้าทางแค่ไหน ชวีเทียนจีก็ไม่ควรเดินตามจังหวะของเกาอู่
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังแลกหมัดกันอย่างคนไร้สมอง ฉากบนเวทีดูเหมือนจะดุเดือดตื่นเต้น แต่ในความเป็นจริงแล้วต่างฝ่ายต่างก็งัดพลังทั้งหมดมาซัดใส่กัน ในสายตาของคนระดับเขา การต่อสู้แบบนี้มันโง่เขลามาก
ประเด็นสำคัญคือชวีเทียนจีนั้นค่อนข้างโง่ ต่อให้ภายนอกชวีเทียนจีจะดูเหมือนเป็นต่ออยู่บ้าง แต่จังหวะการต่อสู้ที่แท้จริงกลับตกอยู่ในมือของเกาอู่
ชวีหานซานยอมรับความพ่ายแพ้ของลูกศิษย์ได้ แต่ยากที่จะทนเห็นลูกศิษย์โง่เง่าขนาดนี้
การที่ชวีเทียนจีแสดงออกเช่นนี้ต่อหน้ายอดฝีมือมากมาย ทำให้เขาเสียหน้าจริงๆ ที่สำคัญคือชวีเทียนจียังไม่รู้ตัว และคิดว่าแผนของตัวเองกำลังได้ผล!
ในตอนนี้ราชันย์สวรรค์ฉีเทียนกลับอารมณ์ดี เขามองดูการต่อสู้ด้วยสีหน้าผ่อนคลาย พลางใช้พลังจิตอธิบายการต่อสู้ให้เยี่ยนชิวสุ่ยฟัง
"เจ้าดูชวีเทียนจีสิ อายุมากกว่าเกาอู่ตั้งเจ็ดปี แถมยังออกทะเลไปฆ่าโจรสลัดกับอสูรต่างถิ่นบ่อยๆ พูดไปแล้วก็ดูเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านการหล่อหลอมด้วยเลือดและเหล็กกล้า
"แต่ในความเป็นจริง ชวีเทียนจียังมีความเป็นผู้ใหญ่น้อยกว่าเกาอู่เสียอีก ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในการต่อสู้หรือสภาพจิตใจ ก็ยังห่างชั้นกันอยู่มาก
"สิ่งที่เรียกว่าการต่อสู้ด้วยเลือดและเหล็กกล้านั้น แท้จริงแล้วเป็นแค่การบดขยี้ฝ่ายเดียวของเขา ฆ่าโจรสลัดกับอสูรต่างถิ่นไปมากแค่ไหน ก็เป็นแค่ความโหดเหี้ยมต่อผู้อื่นเท่านั้น เมื่อไม่เคยผ่านการขัดเกลาจากการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างแท้จริง ชวีเทียนจีก็เป็นแค่เด็กเย่อหยิ่งคนหนึ่งเท่านั้น!
"คิดว่าตัวเองเหี้ยมพอ แต่กลับไม่เคยเผชิญกับบททดสอบใดๆ เลย!"
ฉีเทียนพูดถึงตรงนี้ก็ยิ้มออกมา "ปัญหาของเขาก็เหมือนกับปัญหาของเจ้านั่นแหละ เจ้าคิดว่าตัวเองคิดตกและเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว รู้ไปซะทุกเรื่อง แถมยังคิดว่ามีความฉลาดเฉลียวและเด็ดขาดมากพอ
"แต่หากยังไม่เคยผ่านความโหดร้ายที่แท้จริง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแค่ความคิดที่เจ้าทึกทักเอาเองทั้งนั้น"
เขาพูดพลางปรายตามองฉู่เสินซิ่วที่นั่งตัวตรง ยอดอัจฉริยะผู้นี้มีสีหน้าเรียบเฉย แผ่ซ่านความสงบนิ่งออกมาจากกระดูก
แต่ทว่า ปัญหาของฉู่เสินซิ่วก็เหมือนกับพวกเยี่ยนชิวสุ่ย นั่นคือยังไม่เคยผ่านบททดสอบที่แท้จริง
ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาทำไม่ได้ แต่ตอนนี้พวกเขายังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะบอกว่าตัวเองทำได้
เยี่ยนชิวสุ่ยรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เธอจึงถามขึ้นว่า "หนูดูประวัติการเติบโตของเกาอู่แล้ว เขาก็ไม่เคยผ่านบททดสอบที่แท้จริงอะไรมาเหมือนกันนี่คะ"
"เจ้าจะดูแค่วิดีโอของเขาไม่ได้หรอกนะ"
ฉีเทียนรู้สึกขำเล็กน้อย "เท่าที่ข้ารู้ เกาอู่เคยเผชิญกับวิกฤตความเป็นความตายมาแล้วอย่างน้อยสามครั้ง และเขาก็รับมือได้อย่างยอดเยี่ยมทุกครั้ง"
"ยอดเยี่ยมแค่ไหนคะ?" เยี่ยนชิวสุ่ยสงสัยจริงๆ ว่าผลงานการต่อสู้แบบไหนกัน ถึงทำให้อาจารย์ของเธอเอ่ยปากชมว่ายอดเยี่ยมได้
"ตอนที่เกาอู่ยังเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ เขาเคยฆ่าอัศวินยุทธ์ในแดนลับมาแล้วหนึ่งคน ตอนที่เป็นอัศวินยุทธ์ ก็สังหารอาจารย์ยุทธ์ไปหนึ่งคน และเมื่อไม่นานมานี้ เขาก็เพิ่งจะสังหารปรมาจารย์ยุทธ์ของลัทธิปีศาจไปหนึ่งคนที่ค่ายทหาร"
ฉีเทียนพูดพลางส่ายหน้าเบาๆ ผลงานการต่อสู้เหล่านี้ล้วนเป็นการที่ผู้อ่อนแอพลิกกลับมาสังหารผู้แข็งแกร่งได้
พวกที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะวิถียุทธ์เหล่านั้น ทั้งชีวิตอาจจะยังไม่เคยเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าได้เลยสักครั้งด้วยซ้ำ แต่เกาอู่กลับพลิกสถานการณ์กลับมาฆ่าศัตรูได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาเพียงหนึ่งปี ผลงานระดับนี้มันช่างโดดเด่นสะดุดตาจริงๆ!
เมื่อวานเขาก็เพิ่งจะให้คนไปสืบถามเป็นพิเศษ ถึงได้ปะติดปะต่อข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกัน ที่ไม่บอกเยี่ยนชิวสุ่ย ก็เพราะแค่อยากจะรอดูความสามารถในการพลิกแพลงสถานการณ์ของเธอ
เยี่ยนชิวสุ่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ถ้าเขาสามารถสังหารปรมาจารย์ยุทธ์ได้ งั้นเกาอู่ก็ต้องกวาดล้าง
ฉู่เสินซิ่วได้อย่างแน่นอนสิคะ"
"การที่เกาอู่ฆ่าปรมาจารย์ยุทธ์ได้นั้นมีเงื่อนไขหลายอย่างประกอบกัน ไม่ได้แปลว่าพลังการต่อสู้ที่แท้จริงของเขาไปถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว"
ฉีเทียนใช้นิ้วชี้ไปที่ซ่งหมิงเยว่ที่อยู่ในเขตพักผ่อนด้านล่าง "เห็นเด็กสาวคนนั้นไหม เธอเองก็เป็นอาจารย์ยุทธ์เหมือนกัน พลังต้นกำเนิดของเธอยังแข็งแกร่งกว่าเจ้าเสียอีก แถมยังเป็นผู้ใช้พลังจิตที่ร้ายกาจด้วย"
"เอ๊ะ?" เยี่ยนชิวสุ่ยตกใจจริงๆ มณฑลเป่ยโจวที่ห่างไกลกลับมียอดอัจฉริยะระดับท็อปถึงสองคน แถมทั้งสองคนยังสนิทสนมกันมาก ช่างเป็นเรื่องที่ยากจะจินตนาการได้จริงๆ
เยี่ยนชิวสุ่ยสังเกตเห็นนานแล้วว่าเกาอู่กับซ่งหมิงเยว่มักจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แม้ทั้งสองจะไม่ได้มีท่าทีใกล้ชิดกันมากนัก แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นไม่ธรรมดา
ซ่งหมิงเยว่มักจะสวมเสื้อโค้ทที่ดูหรูหราสง่างาม สวมแว่นตากันแดด และล้วงกระเป๋าเสื้ออยู่เสมอ ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นอย่างมาก
ต่อให้อีกฝ่ายไม่ได้ลงแข่ง เยี่ยนชิวสุ่ยก็ยังจดจำเด็กสาวผู้แสนเย็นชาที่อยู่ข้างกายเกาอู่คนนี้ได้อย่างแม่นยำ
ถ้าอาจารย์ไม่ชี้ให้ดู เยี่ยนชิวสุ่ยคงไม่กล้าเชื่อเลยว่าอีกฝ่ายจะเก่งกาจขนาดนี้
"ทายาทสายตรงของตระกูลซ่ง ไม่ธรรมดาจริงๆ"
ฉีเทียนเอ่ยชม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด "ชวีเทียนจีกำลังจะแพ้แล้ว ต่อไปก็รอดูว่าฉู่เสินซิ่วจะแสดงฝีมือที่ยอดเยี่ยมอะไรออกมา..."
ทั้งสองฝ่ายบนสังเวียนต่อสู้กันมาได้สองนาทีแล้ว เวลาอาจจะดูสั้น แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็งัดพลังทั้งหมดมาปะทะกัน แถมยังเพิ่มพลังขึ้นเรื่อยๆ การต่อสู้ที่มีความเข้มข้นสูงระดับนี้ ถือเป็นภาระหนักหน่วงอย่างยิ่งสำหรับระดับอาจารย์ยุทธ์
แม้พลังต้นกำเนิดของชวีเทียนจีจะแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้เขาก็เริ่มจะรับมือไม่ไหวแล้ว การโคจรพลังต้นกำเนิดในจุดชีพจรทั้งสิบห้าจุดทั่วร่างเริ่มติดขัด ในขณะที่เกาอู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกลับยังคงดูคึกคักกระปรี้กระเปร่า สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกแย่มากๆ
"เหลืออีกหนึ่งนาที ยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว"
ชวีเทียนจีตระหนักได้ว่าหากยังยื้อต่อไป เขาคงถูกเกาอู่บดขยี้จนตายแน่ๆ เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว รีบกระตุ้นพรสวรรค์ที่สองของเขาขึ้นมาทันที นั่นคือ 'พรสวรรค์ควบคุมอัคคี'
ร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งเทพอสูรบวกกับพรสวรรค์ควบคุมอัคคี ทำให้เขาสามารถโดดเด่นท่ามกลางคนรุ่นเดียวกันได้อย่างง่ายดาย พรสวรรค์ควบคุมอัคคีและคัมภีร์กระบี่ไก่สุริยันทะยานช่างเป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบ
แสงวิญญาณพลังต้นกำเนิดสีแดงชาดรอบกายชวีเทียนจีแม้จะดูร้อนแรง แต่ก็ไม่เหมือนกับเปลวเพลิงจริงๆ เพราะมันไม่มีอุณหภูมิความร้อนที่แท้จริง
แต่หลังจากเขากระตุ้นพรสวรรค์ควบคุมอัคคี พลังต้นกำเนิดก็แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงที่แผดเผาจริงๆ อุณหภูมิบนสังเวียนเล็กๆ พุ่งสูงขึ้นไม่รู้กี่เท่าตัว อุณหภูมิที่เข้าใกล้สี่พันองศาเซลเซียสทำเอามวลอากาศบิดเบี้ยว
แม้แต่พื้นพลาสติกผสมโลหะก็ยังทนความร้อนระดับนี้ไม่ไหว พื้นผิวเริ่มลุกไหม้และหลอมละลาย ผนังกระจกโดยรอบก็เปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วภายใต้ความร้อนที่แผดเผา และเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นมาเป็นเส้นๆ...
ผู้ชมในหอฝึกยุทธ์ต่างก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันร้อนระอุ ราวกับมีไดร์เป่าผมลมร้อนขนาดใหญ่เป่าอัดใส่หน้า ผู้ชมที่อยู่ใกล้สังเวียนต่างรู้สึกว่าผิวหน้าแห้งผาก เส้นผมแทบจะไหม้เกรียม
แม้แต่ผู้ชมธรรมดาก็ยังตระหนักได้ว่าอุณหภูมิที่ชวีเทียนจีกระตุ้นออกมานั้นน่ากลัวเพียงใด
แต่ทว่าเกาอู่ที่อยู่ตรงข้ามชวีเทียนจีกลับตวาดเสียงต่ำแล้วพุ่งทะยานเข้าใส่ ในดวงตาของเขามีแสงเทพสีครามสว่างวาบ เขาเร่งมนตราปราณเทพมังกรครามขั้นที่หกขึ้นในชั่วพริบตา พร้อมกับกระตุ้นเคล็ดวิชาอัสนีวายุคลั่ง
จุดชีพจรทั้งหกส่องประกายดาราแปดแฉก พลังต้นกำเนิดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในพริบตา ส่วนความเร็วก็เพิ่มขึ้นถึงสามเท่า ร่างของเกาอู่แวบเดียวก็มาโผล่ตรงหน้าชวีเทียนจี เขาเดินพลังกระบวนท่าปืนกลหนัก รัวหมัดทั้งสองข้างพุ่งเข้าใส่ราวกับปืนกลหนักที่กำลังสาดกระสุนอย่างบ้าคลั่ง
ในชั่วพริบตา เกาอู่ก็รัวหมัดออกไปแล้วหลายสิบหมัด
ชวีเทียนจีถอยร่นพลางปัดป้องอย่างต่อเนื่อง ยามที่หมัดและฝ่ามือปะทะกัน หมัดและท่อนแขนของเกาอู่ก็จะถูกเปลวเพลิงแผดเผา ชั่วพริบตาเดียวแขนเสื้อของเขาก็ไหม้เกรียมจนกลายเป็นถ่าน หมัดและท่อนแขนก็ดำเป็นตอตะโก
ทว่าเกาอู่กลับดูเหมือนจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการถูกไฟคลอก เขาออกหมัดเร็วขึ้นและดุดันยิ่งขึ้น
เมื่อพลังต้นกำเนิดของชวีเทียนจีเกิดการติดขัดจนตามจังหวะของเกาอู่ไม่ทัน เขาก็ถูกเกาอู่ซัดหมัดหนักทะลวงผ่านฝ่ามือทั้งสองข้างเข้ากระแทกที่หน้าอกอย่างจัง
เปลวเพลิงสุริยันแดงที่ปกป้องร่างกายกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง แม้จะฝืนทนรับหมัดนี้ไว้ได้ แต่ชวีเทียนจีก็ถูกซัดจนชาไปทั้งตัว พลังต้นกำเนิดยิ่งยากจะประคองไว้ได้
กระบวนท่าปืนกลหนักถูกรัวซัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทุกหมัดที่ซัดเข้าใส่ทำเอาชวีเทียนจีสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แสงเพลิงสุริยันแดงที่ปกป้องร่างกายในที่สุดก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีที่บ้าคลั่งต่อเนื่องขนาดนี้ได้ แตกกระจายเป็นประกายไฟปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ
ชวีเทียนจีที่ไร้ซึ่งสนามพลังต้นกำเนิดคอยคุ้มกันยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกเกาอู่รัวหมัดซัดเข้าที่หน้าอกหลายสิบหมัด
ต่อให้ชวีเทียนจีจะมีกระดูกเหล็กเอ็นทองแดง ก็ไม่อาจทนรับหมัดหนักอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้ บริเวณหน้าอกปรากฏรอยหมัดลึกเกือบหนึ่งนิ้วขึ้นหลายสิบรอยในทันที พลังหมัดอันน่าสะพรึงกลัวยังซัดจนเขาตาแดงก่ำ มีเลือดพุ่งทะลักออกมาจากทั้งจมูก หู และปาก
เกาอู่ฉวยโอกาสนี้ปรับลมหายใจ เปลี่ยนจากหมัดเป็นฝ่ามือ ประทับฝ่ามือลงบนหน้าอกของชวีเทียนจีเบาๆ
อัจฉริยะผู้นี้ยังมีฝีมืออยู่บ้าง เขาสัมผัสได้ถึงอันตรายจึงรีบฝืนกระตุ้นพลังต้นกำเนิดมาปกป้องหน้าอกทันที
พลังฝ่ามือ 'มังกรผยองนึกเสียใจ' ระเบิดออก ชวีเทียนจีกลายเป็นเงารางๆ สีแดงเข้มปลิวทะลุถอยหลังกลับไป
เสียงดังตู้มสนั่นหวั่นไหว ชวีเทียนจีทั้งร่างฝังลึกลงไปในผนังกระจก ทำให้ผนังกระจกด้านนอกนูนออกมาเป็นรูปร่างคนกางแขนกางขาแผ่หลา!
เกาอู่ยังต้องนับถือชวีเทียนจี ที่ในเวลาแบบนี้ยังสามารถมีสติและยืมแรงกระแทกเพื่อถอยร่นไปได้ เขาไม่ลังเลที่จะโคจรพลังต้นกำเนิดเพื่อเตรียมออกฝ่ามืออีกครั้ง
"หยุด!"
กรรมการตะโกนเสียงดังลั่นพร้อมกับเข้ามาขวางหน้าเกาอู่ไว้ "นายชนะแล้ว"
เกาอู่รั้งฝ่ามือกลับตามสถานการณ์ เขาประสานมือคารวะชวีเทียนจีที่ยังคงฝังตัวอยู่ในผนังกระจก "ขายหน้าแล้ว!"
ชวีเทียนจีในตอนนี้เริ่มหายใจได้ทั่วท้อง คนกลับใจเย็นลง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเกาอู่โดยไม่พูดอะไรเลย
ผู้แพ้ไม่ว่าจะพูดอะไร ต่อหน้าผู้ชนะแล้วก็เป็นแค่การหาเรื่องอับอายใส่ตัวเท่านั้น!