เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 131 จัดค่ายกลรวบรวมวิญญาณ

บทที่ 131 จัดค่ายกลรวบรวมวิญญาณ

บทที่ 131 จัดค่ายกลรวบรวมวิญญาณ


หยกห้าก้อนนี้ ไม่มีทางเป็นค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับต่ำแน่ๆ โชคดีที่ตอนได้ค่ายกลอันแรกมา ศิษย์อาอู่ได้อธิบายวิธีการจัดวางไว้อย่างละเอียด ซึ่งโจวอวี่ยังจำได้ขึ้นใจ

การจัดวางหยกทั้งห้าก้อนในตำแหน่งที่ถูกต้องไม่ใช่ปัญหา ส่วนเรื่องรัศมีของค่ายกลก็ทดสอบได้ ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ... เขาควบคุมพลังวิญญาณไม่ได้

โจวอวี่ถือหยกทั้งห้าก้อนไว้ในมือ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันอบอุ่นที่แผ่ออกมา ภายในเนื้อหยกมีไอวิญญาณไหลเวียนอยู่อย่างงดงาม

บนผิวหยกยังคงมีลวดลายลึกลับสลักอยู่ เขาเปิดโทรศัพท์เทียบกับรูปถ่ายลวดลายของค่ายกลอันเก่า พบว่ามีความแตกต่างกันเล็กน้อย

จากนั้น โจวอวี่เปิดแล็ปท็อป แล้ววาดลวดลายบนหยกทั้งห้าก้อนลงในโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ถ้าพรุ่งนี้เขาจัดค่ายกลนี้ไม่สำเร็จ อย่างน้อยเขาก็จะลองทำของเลียนแบบโดยใช้ลวดลายพวกนี้ดู เผื่อว่าเงื่อนไขในการเปิดใช้งานจะลดลง

ประจวบเหมาะกับที่พรุ่งนี้เครื่องแกะสลักหยกที่สั่งไว้จะมาส่งพอดี เขาจะใช้หยกราคาถูกที่ซื้อมาลองแกะสลักดู

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องหาวิธีควบคุมพลังวิญญาณให้ได้ ไม่อย่างนั้นต่อให้ทำของเลียนแบบสำเร็จ ประสิทธิภาพก็คงเทียบกับของจริงไม่ได้ราวฟ้ากับเหว

โจวอวี่เอาหยกทั้งห้าก้อนสอดไว้ใต้หมอนแล้วล้มตัวลงนอน เขาจำได้ว่าตอนได้หินเซียนระดับต่ำสี่ก้อนแรกมา เขาก็เอาไว้ใต้หมอนเหมือนกัน ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

หินเซียนที่เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ ย่อมส่งผลดีต่อร่างกายมนุษย์ได้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อหัวถึงหมอน โจวอวี่ก็รู้สึกสบายตัวอย่างประหลาด แล้วค่อยๆ ผล็อยหลับไป

ในความฝัน เขาฝันว่าได้เข้าไปในโลกเซียนอีกครั้ง และได้พบกับเทพธิดาซู่ซินตัวจริง แต่พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็รู้ว่านั่นเป็นเพียงแค่ความฝัน

เก็บเอาไปคิดจนเก็บเอาไปฝัน เมื่อคืนเขาได้ดูภาพวาดเทพธิดาซู่ซินที่เฝ้ารอมานาน ความงามเหนือโลกของนางประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ

ตื่นมาเห็นภาพวาดบนโต๊ะ โจวอวี่ก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ เทพธิดาซู่ซินในฝันของเขา ก็จินตนาการมาจากภาพวาดนี้นั่นแหละ

ถ้าครั้งหน้าวิทยุเปิดคลื่นของสำนักเซียนพิณได้อีก เขาตั้งใจจะส่งของที่ช่วยเยียวยาจิตใจให้นาง เพราะเขารู้ดีว่าภายใต้ความงามเหนือโลกนั้น ซ่อนอดีตอันเจ็บปวดไว้

โจวอวี่เดินไปที่ประตูห้องรับแขก เห็นเสี่ยวไป๋ตื่นแล้วและกำลังมองกองเนื้อสัตว์อสูรที่ห่อพลาสติกไว้อย่างแน่นหนาบนโต๊ะ

เขายิ้มออกมาเล็กน้อย เมื่อคืนเขาเอาเสี่ยวไป๋ไว้ในห้องรับแขก ตอนแล่เนื้อกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว แม้แต่เสี่ยวไป๋ก็ยังถูกดึงดูด แต่เพื่อความปลอดภัย เขาเลยยังไม่ได้ให้กิน

ทว่าผ่านไปทั้งคืน เสี่ยวไป๋กลับไม่แอบกินเนื้อเลยสักคำ ซึ่งผิดคาดมาก

ดูเหมือนว่ายาจิตวิญญาณสัตว์จะช่วยให้เสี่ยวไป๋มีสติปัญญาจนสามารถควบคุมสัญชาตญาณดิบได้ โจวอวี่ลูบหัวมันด้วยความเอ็นดู แล้วเปิดประตูห้องรับแขก

พอเห็นภาพข้างนอก โจวอวี่ก็หลุดขำก๊าก สัตว์เลี้ยงทั้งหลายมายืนเข้าแถวรอหน้าประตูอย่างเป็นระเบียบ นำทีมโดยหู่จื่อ ต้าเป่า เสี่ยวเป่า และจินจื่อ ส่วนกานกานกับชุ่ยชุ่ยปิดท้ายแถว

เขาเขย่งมองข้ามหัวพวกมันไป เห็นไก่วิหควิญญาณสองตัวกำลังเดินนวยนาดอย่างสบายใจเฉิบอยู่ในลานบ้าน

โจวอวี่ยิ้ม "โอเคๆ เดี๋ยวตุ๋นเนื้อให้กินเดี๋ยวนี้แหละ" เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ารสชาติสัตว์อสูรเดินดินตัวนี้จะสู้สัตว์อสูรเหินเวหาอย่างนกอินทรีวายุได้ไหม

เขาใช้กระบี่ชิงหมางเฉือนเนื้อออกมาสองสามชิ้น ล้างน้ำ แล้วโยนลงหม้อตุ๋นด้วยไฟแรง

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เขาเปิดฝาหม้อดูแล้วก็ต้องยิ้มแห้ง เนื้อเหนียวสมคำร่ำลือจริงๆ หม้อนี้คงต้องตุ๋นอย่างต่ำสองชั่วโมง

ถ้าเป็นกระดูกคงต้องตุ๋นกันข้ามวันข้ามคืนอย่างน้อยหกชั่วโมง แต่ยิ่งตุ๋นนาน สารอาหารก็น่าจะยิ่งเข้มข้น

โจวอวี่ปดิประตูห้องครัว แล้วหยิบยาโลหิตกระดูกออกมาหนึ่งเม็ด แม้ผู้อาวุโสเจิ้งจะบอกว่าให้กินเว้นระยะสองวัน แต่กฎนั้นใช้กับผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณ

ตอนนี้เขาน่าจะอยู่ระดับสร้างรากฐานแล้ว ข้อจำกัดนี้คงใช้กับเขาไม่ได้ แม้ร่างกายจะแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ยาโลหิตกระดูกก็น่าจะยังมีประโยชน์อยู่บ้าง ดีกว่าทิ้งไว้เฉยๆ

เขายืนกลางลานบ้าน รับแสงแดดยามเช้า แล้วกลืนยาโลหิตกระดูกลงไป เมื่อสัมผัสถึงกระแสความร้อน เขาก็เริ่มร่ายรำเพลงหมัด

ท่ามกลางแสงแดดและเพลงหมัด ผสานกับกระแสความร้อนในกาย เขารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ก่อตัวขึ้น และดูดซับความร้อนเหล่านั้นเข้าไปทุกครั้งที่เขาออกหมัด

นี่คือพลังวิญญาณหรือเปล่า? เขาทำหน้าประหลาดใจ แต่ยังคงร่ายรำต่อไป จนกระทั่งกระแสความร้อนจางหาย พลังปริศนานั้นก็หายไปด้วย

โจวอวี่ลองชี้นิ้วไปที่ก้อนหินข้างๆ แต่ก็ไม่มีแสงใดๆ พุ่งออกมาจากปลายนิ้ว

เขาส่ายหน้า แม้จะอยู่ระดับสร้างรากฐาน แต่จิตใจยังไม่ได้รับการฝึกฝนให้สัมผัสถึงพลังวิญญาณ ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะควบคุมมันไม่ได้

แต่เขาไม่เสียใจเลย เพราะยาโลหิตกระดูกช่วยให้เขาสัมผัสถึงพลังวิญญาณได้วันละครั้ง ยายังเหลืออีกสิบกว่าเม็ด กินหมดขวดนี้ เขาอาจจะจับเคล็ดลับและเริ่มควบคุมพลังได้บ้าง ดีกว่าพึ่งดวงอย่างเดียวแบบนี้

รำหมัดเสร็จ เขาเข้าไปดูหม้อตุ๋น เนื้อคงต้องใช้เวลาอีกชั่วโมงกว่า

ขณะที่เขากำลังจะกลับเข้าห้องไปเอาหยกห้าก้อนมาลองจัดค่ายกล ไก่หน่วยรื้อถอนสองตัวก็วิ่งเหยาะๆ มาหา ร้องกุ๊กๆ แล้วจิกก้อนหินข้างๆ โชว์ จนหินแข็งๆ เป็นรูพรุน

"หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าไก่บ้า อย่าเพิ่งรื้อ! เดี๋ยวเอาหยกมาให้กิน!" โจวอวี่รีบห้ามทัพ โชคดีที่มีเสี่ยวไป๋กับจินจื่อคอยคุม ไม่อย่างนั้นบ้านเขาคงเละเป็นโจ๊ก

โจวอวี่หยิบถุงหยกธรรมดาออกมา แล้วหยิบหินเซียนห้าก้อนจากโลกเซียนใส่กระเป๋าเสื้อไว้อย่างดี

พอออกมาที่ลานบ้าน เขากอดกระเป๋าเสื้อแน่น แล้วล้วงเอาหยกธรรมดาสองก้อนจากถุงโยนให้ไก่

ไก่วิหควิญญาณจิกกินอย่างมีความสุข โจวอวี่เอาถุงหยกไปเก็บ แล้วหยิบหินเซียนห้าก้อนออกมา เดินไปที่ลานกว้างเริ่มขุดหลุม

ครั้งนี้เขาลองกะระยะให้กว้างกว่าค่ายกลระดับต่ำห้าเท่า ถ้าเป็นค่ายกลระดับกลางจริง ระยะนี้น่าจะเป็นขีดจำกัดสูงสุด

พอขุดหลุมเสร็จ เขาค่อยๆ วางหินเซียนลงไป จังหวะนั้นไก่สองตัวที่กินหยกหมดแล้วเดินผ่านเขาไปเฉยๆ โดยไม่สนใจหินเซียนในมือเขาเลย

โจวอวี่มองหินเซียนในมืออย่างแปลกใจ ตามหลักการแล้ว นี่น่าจะเป็นหินเซียนระดับกลาง ซึ่งน่าจะดึงดูดใจไก่พวกนี้สุดๆ

เขาไม่เชื่อว่าไก่พวกนี้จะมีสติปัญญาหรือความผูกพันกับเขาเทียบเท่าพวกหู่จื่อหรือเสี่ยวไป๋ จนยอมอดกลั้นไม่กินของดี

ศิษย์อาอู่คงไม่เอาหินเซียนปลอมมาให้แน่ๆ งั้นความเป็นไปได้เดียวคือ... ไก่พวกนี้กินหินเซียนระดับสูงไม่ได้?

เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน เขาเก็บหินเซียน แล้วไปหยิบหยกก้อนละพันมาลองโยนให้ ปรากฏว่าพวกมันกินอย่างเอร็ดอร่อย

จากนั้นเขากัดฟันหยิบหยกก้อนละหมื่นโยนให้... ไก่สองตัวแค่ดมฟุดฟิด แล้วเดินหนีไปดื้อๆ!

โป๊ะเชะ! เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ไก่พวกนี้กินได้แต่หินเซียนระดับต่ำ หรือหินเซียนที่พลังใกล้หมดสภาพ มิน่าล่ะเมื่อวานพวกมันถึงพุ่งไปหาค่ายกลหมายเลข 2 และค่ายกลหลัก

เพราะหยกในค่ายกลพวกนั้นพลังใกล้หมดเต็มที เหมือนกับหยกราคาถูกที่มีพลังวิญญาณเจือปนอยู่น้อยนิด อาจจะเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารของพวกมัน

ก็สมเหตุสมผลอยู่ ถ้าอยู่โลกเซียนพวกมันได้กินแต่หินเซียนเกรดดีๆ มาโลกมนุษย์คงมองหยกพวกนี้เป็นขยะ แต่นี่คงกินแต่เศษหินเซียนเหลือทิ้งที่หุบเขาครัวเทพมาตลอด

แม้จะงงๆ แต่โจวอวี่ก็โล่งอก หยกก้อนละหมื่นไม่กิน หินเซียนระดับกลางก็ไม่กิน งั้นค่ายกลของเขาก็ปลอดภัยหายห่วง

เมื่อหมดห่วงเรื่องหน่วยรื้อถอน โจวอวี่ก็ลงมือจัดค่ายกลต่อ วางหินเซียนลงในหลุมทั้งห้า แล้วมายืนตรงกลาง มองนิ้วตัวเอง เตรียมทดสอบทฤษฎี "เลือดกระตุ้นค่ายกล"

หลังจากทำใจแวบนึง เขาใช้มีดพับกรีดนิ้วตัวเองเบาๆ ย้ำว่ามีดพับธรรมดา ขืนใช้กระบี่ชิงหมาง นิ้วคงขาดกระเด็นแน่

จบบทที่ บทที่ 131 จัดค่ายกลรวบรวมวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว