เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 วิทยุมหัศจรรย์

บทที่ 1 วิทยุมหัศจรรย์

บทที่ 1 วิทยุมหัศจรรย์


"เสี่ยวอวี่ ไหนๆ ลูกก็กลับมาแล้ว ว่างๆ ก็แวะไปดูที่บ้านเก่าหน่อยนะ ไปหาดูว่ามีของอะไรที่มีประโยชน์พอจะเก็บไว้ได้บ้าง" หญิงวัยกลางคนเอ่ยบอกชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในลานบ้าน

"ครับแม่ ผมรู้แล้ว เดี๋ยวจะไปเดี๋ยวนี้แหละ หู่จื่อ ไปกัน" ชายหนุ่มตอบรับอย่างจำยอมนิดๆ ก่อนจะเรียกสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ของที่บ้าน แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านเก่า

ชายหนุ่มคนนี้มีชื่อว่าโจวอวี่ เรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้ปีสองปีแล้ว เขาเคยทำงานมาบ้างแต่ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็ลาออกมาหมด ตอนนี้เพิ่งกลับมาพักใจที่บ้านเกิดได้ไม่นาน อีกใจหนึ่งก็อยากจะลองมองหาลู่ทางทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัวที่บ้านเกิดดูบ้าง

หมู่บ้านของเขามีชื่อที่ความหมายดีมาก ชื่อว่าหมู่บ้านเถาหยวน หรือหมู่บ้านสวนท้อ หมู่บ้านนี้และหมู่บ้านใกล้เคียงตั้งอยู่ติดกับทะเล มีแนวชายฝั่งที่งดงาม แถมยังคงระบบนิเวศดั้งเดิมเอาไว้ได้ดี ช่วงปีหลังๆ มานี้จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ถึงจะไม่ได้ติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังระดับประเทศ แต่ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของทั้งตำบลให้คึกคักขึ้นมาได้

โจวอวี่พาสุนัขคู่ใจเดินไปตามถนนคอนกรีตเรียบกริบในหมู่บ้าน พอคิดถึงคำสั่งของแม่ เขาก็อดยิ้มแห้งๆ ออกมาไม่ได้ เพิ่งกลับมาบ้านได้ไม่กี่วัน พ่อกับแม่ก็บอกว่าจะขายบ้านเก่าเอาเงินมาสร้างเรือนหอให้เขาซะแล้ว แถมยังไหว้วานป้าๆ น้าๆ ในหมู่บ้านให้ช่วยหาคู่ให้อีกต่างหาก

บ้านเก่าหลังนี้ตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้าน ติดกับทะเล เนื่องจากทำเลค่อนข้างห่างไกล แถมสมัยก่อนถนนหนทางในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยดี พอฝนตกทีก็เละเทะเป็นโคลนตม ตอนเขาขึ้นมัธยมต้น พ่อแม่เลยทุ่มเงินเก็บทั้งหมดซื้อบ้านหลังปัจจุบันที่อยู่สบายกว่า

พอเดินมาใกล้ชายหาด บรรยากาศที่เคยเงียบสงบก็เริ่มคึกคักขึ้น รอบๆ หาดทรายมีร้านรวงเรียงราย ทั้งร้านบาร์บีคิวอาหารทะเล ร้านขายอุปกรณ์เล่นน้ำ ดูท่าทางกิจการจะไปได้สวยทีเดียว

แม้นักท่องเที่ยวจะเข้ามาทำลายความเงียบสงบของหมู่บ้านไปบ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้หมู่บ้านเจริญขึ้น มีทั้งข้อดีและข้อเสียปนกันไป

เพียงแต่บ้านของโจวอวี่ไม่ได้กอบโกยผลประโยชน์ในช่วงขาขึ้นของหมู่บ้าน พ่อแม่ของเขาเป็นชาวนาที่ซื่อสัตย์มาทั้งชีวิต ไม่ได้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่ถนัดเรื่องค้าขาย พอเห็นคนอื่นทำเงินได้ ก็เคยเช่าร้านเล็กๆ ลองทำดูบ้าง แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องเซ้งต่อให้คนอื่นเพราะขาดทุน

โลกเราก็เป็นแบบนี้ บางคนรวยเพราะทำบางอย่าง แต่ใช่ว่าเราจะเลียนแบบความสำเร็จของเขาได้เสมอไป

"เสี่ยวอวี่ นั่นจะไปไหนน่ะ" ขณะที่โจวอวี่กำลังคิดอะไรเพลินๆ ก็มีเสียงทักมาจากร้านข้างทาง

โจวอวี่ได้สติ หันไปมองทางร้านแล้วยิ้มตอบ "คุณลุงครับ แม่ให้ผมไปเก็บของที่บ้านเก่าน่ะครับ"

นี่คือหลี่กั๋วหมิน ลุงเขยของเขา ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด ครอบครัวป้าใหญ่นี่แหละที่ดูแลครอบครัวเขาดีที่สุด

"ฮ่าๆ ลุงได้ยินป้าแกบอกแล้ว ว่าแม่แกเตรียมจะขายบ้านเก่าเอาเงินมาสร้างเรือนหอให้แก วางใจเถอะ ลุงรับรองว่าจะให้ป้าแกหาหนูๆ สวยๆ นิสัยดีๆ ให้แกสักคน" หลี่กั๋วหมินหัวเราะร่าอยู่ในร้านเมื่อได้ยินโจวอวี่พูด

โจวอวี่ยิ้มเจื่อนๆ "ลุงครับ อย่าพูดเรื่องนี้เลยน่า"

"แกนี่นะ ผู้ชายโตแล้วก็ต้องแต่งงาน ผู้หญิงโตแล้วก็ต้องออกเรือน จะอายอะไรกัน อาเปียวอายุน้อยกว่าแกตั้งสองปี ตอนนี้ลูกโตวิ่งได้แล้ว แกไม่รีบหน่อยจะทันกินเหรอ" หลี่กั๋วหมินทำหน้าเหมือนอยากจะเขกหัวหลานชายสักที ชี้หน้าโจวอวี่แล้วเริ่มเปิดโหมดขี้บ่น

"เอ่อ ลุงครับ ผมไปบ้านเก่าก่อนนะ เดี๋ยวกลับมาคุยด้วย" พอได้ยินบทสวด โจวอวี่ก็รู้สึกหัวจะปวด รีบทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งแล้วพาสุนัขวิ่งแน่บไปทันที

หลี่กั๋วหมินมองตามหลังโจวอวี่พลางส่ายหน้า "เด็กคนนี้ ไปเรียนมหาวิทยาลัยมาซะเปล่า ไหงหน้าบางลงกว่าเดิมได้นะ"

หลังจากหนีจากร้านหลี่กั๋วหมินมาได้ โจวอวี่ก็มายืนอยู่หน้าประตูบ้านเก่า มองประตูไม้ที่ผุพังแล้วก็อดถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากหลายไม่ได้

บ้านเก่าหลังนี้อยู่ห่างจากชายหาดที่พลุกพล่านพอสมควร ถึงจะติดทะเลเหมือนกันแต่ก็ค่อนข้างเงียบเหงา แต่ด้วยความเจริญของหมู่บ้าน ตอนนี้หลายคนเริ่มเล็งเห็นศักยภาพของทำเลตรงนี้แล้ว

เคยมีคนมาติดต่อขอซื้อกับพ่อแม่เขาเรื่อยๆ ทั้งเศรษฐีต่างถิ่นและคนในหมู่บ้าน แต่พ่อแม่เขาคิดว่าเป็นสมบัติบรรพบุรุษ จะขายสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้

แต่ตอนนี้ เพื่อจะหาเงินมาสร้างเรือนหอและหาเมียให้ลูกชาย พ่อแม่กลับตัดสินใจยอมขายบ้านเก่าซะงั้น

โจวอวี่หยิบกุญแจออกมาไข เปิดประตูช้าๆ เดินเข้าไปในลานบ้าน สิ่งแรกที่เห็นคือแท่นปั๊มน้ำบาดาลแบบโยกที่อยู่ตรงข้ามประตู รอยยิ้มแห่งความทรงจำผุดขึ้นบนใบหน้า เขานึกถึงตอนเด็กๆ ที่โยกคันโยกปั๊มน้ำ น้ำจากบ่อทั้งหวานทั้งเย็นชื่นใจ แบบที่น้ำประปาสมัยนี้เทียบไม่ติด

บ้านเก่าหลังนี้อยู่กับเขามาในช่วงเวลาที่ไร้กังวลที่สุดในชีวิต แม้ตอนเด็กๆ บ้านจะจนมาก แต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน

หลายปีมานี้ แม้พ่อแม่จะแวะมาดูแลบ้าง แต่ยังไงที่นี่ก็รกร้างมานาน พอขาดคนอยู่อาศัย บ้านไหนๆ ก็ดูไร้ชีวิตชีวาทั้งนั้น

เจ้าหู่จื่อพอเข้ามาในลานกว้างก็วิ่งเล่นอย่างร่าเริง เหมือนจะคุ้นเคยกับที่นี่อยู่บ้าง บ้านปัจจุบันที่พวกเขาอยู่มีลานเล็กกว่านี้เยอะ และไม่มีความทรงจำที่หลากหลายเท่าที่นี่

โจวอวี่เดินสำรวจไปรอบๆ ลานบ้านเต็มไปด้วยใบไม้แห้งและวัชพืช ดูท่าพ่อแม่คงไม่ได้มาสักพักแล้ว ตั้งแต่ขึ้นมัธยมต้นเขาก็ไม่ค่อยได้มาที่นี่ ทุกซอกทุกมุมล้วนมีความทรงจำวัยเด็กซ่อนอยู่

บนกำแพงบ้าน เถาองุ่นสองต้นนั้นยังอยู่ แต่ใบเริ่มเหลือง กิ่งก้านไม่ดกหนาเหมือนตอนเด็กๆ ดูเหมือนพลังชีวิตกำลังถดถอย ถึงอย่างนั้นมันก็ยังออกลูกสีเขียวๆ มาให้เห็น แต่ลูกเล็กจิ๋วแถมเขียวทึบจนแทบมองไม่ทะลุ

ตอนเด็กๆ เขาเคยสงสัยมากว่าทำไมองุ่นพวกนี้ถึงเปรี้ยวจี๊ดแถมยังแข็งโป๊ก มีไว้ดูเล่นแต่กินไม่ได้ โตมาถึงรู้ว่าพันธุ์มันไม่ดีนี่เอง

นอกจากองุ่น ก็ยังมีต้นเชอร์รี่กับต้นทับทิม เชอร์รี่พอถูไถกินได้ แต่ทับทิมนี่สิ เปรี้ยวพอกับองุ่นเลย

ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือต้นชุนต้นสูงใหญ่กลางลานบ้าน บ้านอื่นเขาปลูกต้นชุนหอมที่กินได้ แต่บ้านเขาดันเป็นต้นชุนเหม็นซะงั้น

นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดในวัยเด็กและต่อเนื่องมาอีกนาน ปลูกต้นไม้ไว้ตั้งเยอะ แต่ส่วนใหญ่กินไม่ได้สักอย่าง

ยืนอยู่ในลานสักพัก โจวอวี่มองไปรอบๆ ภาพความทรงจำที่ยายพาเขาเล่นวิ่งวนเวียนเข้ามาในหัว น่าเสียดายตอนที่ยายเสีย เขายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความหมายของความตาย

ยืนอยู่ครู่ใหญ่ เขาถอนหายใจเบาๆ ผลักประตูไม้เก่าคร่ำคร่า พาสุนัขเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง ยังไม่ทันข้ามธรณีประตู กลิ่นอับชื้นก็ตามโชยมาแตะจมูก

พอเข้าไปดู โจวอวี่ก็ได้แต่ส่ายหน้า แม้พ่อแม่จะมาทำความสะอาดบ้าง แต่บ้านไม่ได้ซ่อมแซมมาหลายปี น้ำฝนไหลซึมเข้ามา ผนังมีคราบน้ำเป็นทาง พื้นก็ชื้นแฉะ

เขาเริ่มรื้อค้นข้าวของในห้อง ตั้งใจจะหาของที่มีคุณค่าทางจิตใจเก็บไว้

จังหวะนั้นเอง หู่จื่อก็เห่าเสียงดังมาจากอีกห้อง แล้ววิ่งมากัดขากางเกงลากเขาไป โจวอวี่งงๆ แต่ก็เดินตามหู่จื่อไปอีกห้องหนึ่ง

พอเห็นสิ่งที่หู่จื่อเจอที่มุมห้อง เขาก็ส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงตื่นเต้นกับวิทยุเก่าๆ เครื่องหนึ่งขนาดนี้

พูดถึงวิทยุเครื่องนี้ ก็อยู่กับเขามาตลอดวัยเด็กเหมือนกัน พอเล่นจนเหนื่อย เขาก็มักจะมานั่งตากแดดฟังงิ้วในวิทยุเป็นเพื่อนยาย แต่ฟังไปฟังมา เขาก็หลับปุ๋ยทุกที

สาเหตุที่จำวิทยุเครื่องนี้ได้แม่น เพราะมีอยู่ปีหนึ่ง ตอนเขากับยายกำลังนั่งฟังวิทยุกันอยู่ วันนั้นฟ้าโปร่งแท้ๆ แต่จู่ๆ ฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาที่วิทยุเฉยเลย

โชคดีที่เขากับยายปลอดภัย แต่ก็ทำเอาขวัญหนีดีฝ่อกันทั้งบ้าน ไม่กล้านั่งแช่ในลานบ้านไปเป็นเดือน

ที่แปลกที่สุดคือ พอโดนฟ้าผ่า วิทยุกลับไม่มีรอยขีดข่วนภายนอกเลย แต่ก็เปิดไม่ติดแล้ว สงสัยวงจรข้างในคงพังยับเยินเพราะสายฟ้า

คิดแล้วโจวอวี่ก็หยิบวิทยุออกมาจากมุมห้อง พลิกดูไปมาก็ต้องแปลกใจ วางไว้ในที่ชื้นขนาดนี้แต่วิทยุกลับไม่ผุพังเลยสักนิด แปลกจริงๆ เขาตัดสินใจเก็บมันกลับไปเป็นที่ระลึก เพราะยังไงก็เป็นของดูต่างหน้ายาย

จากนั้นเขาก็หาของอื่นอีกนิดหน่อยใส่ถุง ล็อคประตู แล้วรีบจ้ำอ้าวกลับบ้าน ตอนผ่านร้านหลี่กั๋วหมิน เขาก็วิ่งแน่บไม่คิดชีวิต กลัวโดนลุงเขยจับคู่ให้อีก

กลางวันผ่านไป กลางคืนมาเยือน โจวอวี่นอนอ่านหนังสือบนเตียง คิดถึงอนาคตตัวเอง ถ้าหาลู่ทางอื่นไม่ได้ ก็คงต้องกลับมาเป็นเกษตรกร ทำไร่ทำสวนเลี้ยงสัตว์อยู่ที่บ้านนี่แหละ

คิดไปคิดมาก็ผล็อยหลับไป ในความฝัน จู่ๆ เขาก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงฟ้าร้อง พอเงยหน้ามองนอกหน้าต่าง เห็นสายฟ้าฟาดลงมาจากท้องฟ้าไม่ขาดสาย

เขาส่ายหัว อากาศนี่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย พอละสายตากลับมา จู่ๆ ตาก็ไปสะดุดเข้ากับโต๊ะข้างเตียง สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก วิทยุที่เอามาจากบ้านเก่า ตอนนี้กำลังเปล่งแสงสีขาวนวลออกมา

นี่... หรือวิทยุจะโดนฟ้าผ่าอีกแล้ว? โจวอวี่ตาโต แต่แสงสีขาวนั่นดูไม่เหมือนไฟฟ้า มันให้ความรู้สึกอบอุ่นชอบกล

เขาลุกขึ้นนั่ง เอาหนังสือลองเขี่ยวิทยุเบาๆ แสงสีขาวค่อยๆ จางหายไป ห้องกลับมืดสนิทอีกครั้ง

เห็นแบบนั้น เขารีบเปิดโคมไฟหัวเตียง เอามือแตะวิทยุ พอไม่ถูกไฟดูดก็คว้ามาดูทันที

พลิกดูรอบๆ ก็ยิ่งงง วิทยุเปล่งแสงได้ไงเนี่ย เขาเลยลองเลื่อนปุ่มเปิด ทันใดนั้นก็มีเสียงซูซ่าดังออกมา

อ้าว ก็ไหนว่าพังแล้ว แถมเขายังไม่ได้ใส่ถ่านเลยด้วยซ้ำ ทันใดนั้น โจวอวี่ก็นึกถึงพล็อตนิยายแฟนตาซีต่างๆ ขึ้นมา เขามองวิทยุด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม

เขาค่อยๆ หมุนปุ่มหาคลื่น อยากรู้ว่าวิทยุที่ฟื้นคืนชีพเครื่องนี้จะรับสัญญาณรายการวิเศษอะไรได้บ้าง

หมุนไปหมุนมาก็มีแต่เสียงซ่า แต่โจวอวี่ไม่ยอมแพ้ หมุนต่อไป จนกระทั่งมีเสียงคนคุยกันดังออกมา

"พวกเจ้าสองคนคือคนที่ศิษย์น้องฉีส่งมาใช่ไหม?" เสียงชายชราผู้หนึ่งดังขึ้นจากวิทยุ

"ศิษย์อาอู่ ใช่ขอรับ ศิษย์อาฉีส่งพวกเรามาเรียนรู้วิธีดูแลหญ้าวิญญาณกับท่าน" เสียงเด็กหนุ่มสองคนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ยังดูอ่อนด้อยประสบการณ์

"ฮ่าๆ หญ้าวิญญาณไม่ใช่ใครนึกอยากจะเลี้ยงก็เลี้ยงได้นะ มันเกิดจากไอวิญญาณฟ้าดิน หลายชนิดบอบบางและล้ำค่ามาก พวกเจ้าไม่มีประสบการณ์ ข้าไม่กล้าปล่อยให้ทำเองหรอก ถ้าเกิดความเสียหายข้ารับผิดชอบไม่ไหว เริ่มเรียนจากพื้นฐานก่อนแล้วกัน" ศิษย์อาอู่เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

ได้ยินเสียงจากวิทยุ โจวอวี่ตาโต หญ้าวิญญาณ? สำนักอาจารย์? นี่มันนิยายเทพเซียนฉบับละครวิทยุหรือเปล่าเนี่ย เขาข่มความสงสัยแล้วฟังต่อ

"เชิญศิษย์อาชี้แนะขอรับ" เสียงเด็กหนุ่มพูดอย่างประหม่า

"หญ้าวิญญาณต้องดูดซับไอฟ้าดินเป็นเวลานาน กว่าจะโตพอเอามาปรุงยาได้ แต่ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกหล้านี้มีมากมายมหาศาล ความต้องการหญ้าวิญญาณก็น่าตกใจตามไปด้วย ขืนรอให้โตตามธรรมชาติคงไม่ทันกิน ผู้อาวุโสจึงคิดค้น ค่ายกลรวบรวมวิญญาณ ขึ้นมา"

"โดยใช้หินเซียนเป็นรากฐาน สลักลวดลายค่ายกลอันลึกลับซับซ้อนลงไป ฝังไว้ในดินรอบหญ้าวิญญาณ เพื่อดึงดูดไอฟ้าดินมารวมกันและเพิ่มประสิทธิภาพ เร่งการเจริญเติบโตของหญ้าวิญญาณ ตอนนี้ข้าจะมอบค่ายกลรวบรวมวิญญาณขั้นต่ำให้พวกเจ้าคนละชุด เอาไปฝังไว้ใกล้ๆ หญ้าวิญญาณระดับล่างสุดที่สวน เพื่อฝึกใช้วิธีการค่ายกลรวบรวมวิญญาณให้คล่อง" ศิษย์อาอู่อธิบายช้าๆ น้ำเสียงเหมือนมีมนต์สะกดที่ทำให้จิตใจสงบสดชื่น

โจวอวี่ยิ้มแห้งๆ ดูท่าจะเป็นนิยายวิทยุจริงๆ แต่ปกติรายการรอบดึกเขาเล่าเรื่องผีกันไม่ใช่เหรอ ไหงมาเล่านิยายเทพเซียน ค่ายกลรวบรวมวิญญาณงั้นเหรอ... ถ้าเราได้มาสักชุดก็คงดีสิ

ทันทีที่ความคิดแล่นผ่านสมอง วิทยุในมือก็เปล่งแสงสีขาวจ้าขึ้นอีกครั้ง จากนั้นกลุ่มก้อนแสงก็ลอยออกมาจากวิทยุ ค้างอยู่กลางอากาศ ภายในแสงนั้น เขาเหมือนจะมองเห็นหยกแกะสลักลวดลายแปลกตาอยู่สองสามชิ้น

จบบทที่ บทที่ 1 วิทยุมหัศจรรย์

คัดลอกลิงก์แล้ว