- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 339 ภูเขาซากศพ
บทที่ 339 ภูเขาซากศพ
บทที่ 339 ภูเขาซากศพ
แม้ตบะขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดระยะต้นของลั่วหง จะไม่ได้น่าเกรงขามนัก แต่อิทธิฤทธิ์พิสดารที่สามารถสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมแกนข้ามระยะทางหมื่นลี้ได้ ก็ทำให้แม้แต่เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นก็ไม่กล้าดูถูกเขา
บัดซบ! เป็นตัวปัญหาอีกแล้ว
ปีศาจเฒ่าชิงหยางแสร้งทำเป็นพยักหน้าทักทายลั่วหงเล็กน้อย แต่ในใจกลับสบถด่ากราด
ตอนนี้ได้แต่หวังว่าท่านจ้าววังจะตื่นขึ้น ถึงตอนนั้นค่อยอาศัยความชุลมุนแยกตัวออกจากตัวปัญหาพวกนี้!
คิดได้ดังนั้น ปีศาจเฒ่าชิงหยางก็อดชำเลืองมองเอี้ยนจิ้งไม่ได้ หลวงจีนผู้นี้มีตบะเพียงวิญญาณแรกกำเนิดระยะต้น แต่อิทธิฤทธิ์สำนักพุทธมักจะข่มอิทธิฤทธิ์ฝ่ายมาร และภูมิหลังของอีกฝ่ายก็ไม่ธรรมดา นับเป็นบุคคลที่น่าหวาดระแวงไม่แพ้กัน เผลอๆ จะอันตรายกว่าลั่วหงเสียอีก เป็นรองก็แค่เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นเท่านั้น
"มิกล้า สหายเต๋าเทียนเฮิ่นโลดแล่นในเทียนหนานมาหลายร้อยปี ได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในหมู่ผู้ฝึกตนอิสระ ลั่วผู้นี้ต่างหากที่ได้ยินชื่อเสียงท่านมานาน"
ลั่วหงยิ้มแย้ม ตอบกลับอย่างสุภาพ
ในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงหลังมานี้ แม้เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นจะไม่เคยพบลั่วหงมาก่อน แต่ก็ได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเขามาไม่น้อย
โดยเฉพาะเรื่องที่อีกฝ่ายแบกรับหน้าที่ผนึกมารร้าย ไม่ได้ก้าวออกจากที่พำนักมานานหลายสิบปี จึงมีความเป็นไปได้น้อยที่สุดที่จะเป็นตัวการของเหตุการณ์ประหลาดครั้งนี้
ดังนั้น สำหรับเฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่น ลั่วหงจึงเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุด
เขาจึงเปลี่ยนท่าทีจากเย็นชา มาเป็นพยายามทำตัวให้ดูเป็นมิตรขึ้น กล่าวว่า
"สหายเต๋าลั่วชมเกินไปแล้ว ได้ยินว่าสหายเต๋าอายุเพียงสองร้อยปีเศษก็บรรลุขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ช่างน่าละอายใจนัก คาดว่าในอนาคตท่านต้องได้เป็นยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดระยะปลายที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเทียนหนานแน่!"
"ลั่วผู้นี้ไม่กล้าคิดไกลขนาดนั้น คอขวดแต่ละขั้นในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ไม่ใช่แค่การนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรจะผ่านไปได้
หากไร้วาสนา ต่อให้นั่งจนรากงอกหลายร้อยปี ก็ยากจะก้าวหน้า
และวาสนานั้นหายากเพียงใด ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันไม่รู้มีสหายเต๋าต้องจบชีวิตลงเพราะมันไปมากน้อยเท่าไหร่แล้ว"
ลั่วหงส่ายหน้าถอนหายใจ ในใจรู้สึกหดหู่
แค่ต้องมาติดอยู่ในสถานที่อันตรายสุดขีดพร้อมกับฮั่นเหล่าม๋อ ลั่วหงก็ตุ้มๆ ต่อมๆ จะแย่อยู่แล้ว นี่ดันมีคนมาอวยพรเขาตั้งแต่เริ่ม ทำเอาเขาเสียวสันหลังวาบ
"สหายเต๋าลั่วถ่อมตัวเกินไปแล้ว ด้วยอิทธิฤทธิ์วิชาคำสาปที่สหายเต๋าแสดงออกมา นับเป็นอันดับหนึ่งในที่นี้ การจะปกป้องตัวเองย่อมไม่ใช่เรื่องยากมิใช่หรือ?"
เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นมองลั่วหงด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง ราวกับจะบอกว่า ไอ้หนู ข้ารู้ไส้รู้พุงเจ้าดี อย่าคิดจะมาหลบหลังข้าแล้วอู้งานเชียว!
"หึหึ สหายเต๋าเทียนเฮิ่นช่างรู้ใจลั่วผู้นี้
ไม่ผิด ลั่วผู้นี้พอมีฝีมืออยู่บ้าง ดังนั้นคงไม่ต้องรบกวนสหายเต๋าเทียนเฮิ่นให้ลำบากใจแล้ว"
ลั่วหงหุบยิ้ม เปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาทันที
เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นได้ยินดังนั้นก็ชะงัก คำพูดของลั่วหงเท่ากับปฏิเสธคำชวนร่วมมือของเขาชัดเจน ในฐานะผู้ที่มีตบะสูงสุดในที่นี้ เขาไม่คิดว่าผลจะออกมาเป็นแบบนี้ จึงเริ่มไม่พอใจและสงสัยในตัวลั่วหงขึ้นมาทันที
เพราะการตัดสินใจของลั่วหงมันผิดวิสัยคนปกติ
หรือมันมั่นใจว่ามีอิทธิฤทธิ์ไม่ด้อยไปกว่าข้า?
เจินหลันมองดูคนทั้งสอง "ยกยอ" กันไปมา ก็เกือบจะแสดงสีหน้าดูแคลนออกมา คิดในใจว่า
"คนผู้นี้ตบะยังไม่ถึงวิญญาณแรกกำเนิดระยะปลาย กลับกล้าเรียกตัวเองว่าผู้ฝึกตนอิสระอันดับหนึ่ง ช่างไม่เจียมตัว
ไอ้คนที่ชื่อลั่วหงยิ่งน่ารังเกียจ ต่อหน้าศิษย์สำนักฮว่าเซียน ยังกล้ารับคำชมว่าเป็นหนึ่งในวิชาคำสาป!
ถ้าเป็นที่แดนใต้ แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ก็พอให้เขาตายไปหลายสิบศพแล้ว!"
แม้เจินหลันจะโกรธเคือง แต่สถานการณ์เป็นรอง จึงได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้ในใจ ปลอบตัวเองว่าอย่าไปถือสาพวกคนป่าเถื่อนบ้านนอก
อีกด้านหนึ่งหานอวิ๋นจือที่ยืนอยู่ข้างหลังหานซื่อเฉวียน เบิกตากว้าง จ้องมองลั่วหงและฮั่นลี่สลับกันไปมา
พี่ใหญ่ลั่วและพี่ใหญ่ฮั่น ต่างก็บรรลุระดับวิญญาณแรกกำเนิดกันหมดแล้ว น่าตกใจเกินไปแล้ว!
จำได้ว่าสมัยก่อน ตอนที่พวกเขายังเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณ ตบะของฮั่นเหล่าม๋อยังด้อยกว่าหานอวิ๋นจือเสียอีก!
แต่ตอนนี้ อีกฝ่ายกลายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดผู้สูงส่ง ส่วนนางต้องอาศัยญาติผู้ใหญ่ช่วยใช้วิชาลับ ถึงจะฝืนทะลวงขอบเขตหลอมแกนมาได้
เมื่อเปรียบเทียบกัน หานอวิ๋นจือก็อดรู้สึกท้อแท้ไม่ได้ แต่ลึกๆ แล้วนางก็ดีใจกับทั้งสองคนที่เคยช่วยเหลือนางมามาก
แน่นอน ผ่านการขัดเกลามากว่าสองร้อยปี หานอวิ๋นจือไม่ใช่สาวน้อยใสซื่อในวันวาน นางไม่ได้แสดงความรู้สึกเหล่านี้ออกมาทางสีหน้า
"หลวงจีนเอี้ยนจิ้ง ท่านพอจะรู้จักค่ายกลพุทธที่ปกคลุมที่นี่ไหม และพวกเราจะออกไปได้อย่างไร?"
หลังจากถูกลั่วหงปฏิเสธ อารมณ์ของเฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นก็แย่ลงไปอีก เขาถามเสียงแข็งอย่างไม่เกรงใจ
ตำหนักที่ทุกคนอยู่ไม่ได้ปิดกั้นสัมผัสเทวะ แค่ลองตรวจสอบดูก็รู้ว่าในตำหนักไม่มีประตูทางออก
ดังนั้น ปัญหาแรกที่ทุกคนต้องเผชิญคือ จะออกจากตำหนักทองคำนี้ได้อย่างไร
"ถ้าอาตมาดูไม่ผิด ตำหนักแห่งนี้เกิดจากมหาค่ายกลวชิระซูมิอันเลื่องชื่อของสำนักพุทธ หากตบะไม่ถึงขอบเขตแปลงเทพย่อมมิอาจทำลายได้"
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะวิชาที่ฝึกหรือเป็นคนอารมณ์ดีโดยกำเนิด ใบหน้าของเอี้ยนจิ้งจึงประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาอยู่เสมอ
"ต่ำกว่าแปลงเทพทำลายไม่ได้?! งั้นพวกเรามิต้องถูกขังตายอยู่ที่นี่หรือ!"
เจินหลันหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทิ้ม อุทานออกมา
แต่พอนางอุทานจบ ก็รู้สึกผิดปกติ นอกจากนางแล้ว คนอื่นที่ได้ยินข่าวร้ายนี้กลับมีท่าทีสงบนิ่ง
"ที่แท้คือสิบยอดค่ายกลเทวะในตำนาน ดูท่าที่นี่จะเป็นสถานที่ลับที่สืบทอดมาจากยุคโบราณจริงๆ"
ลั่วหงพิจารณาลวดลายอักขระบนผนังและพื้นอย่างสนใจ พึมพำกับตัวเอง
"หลวงจีนอย่ามาเล่นลิ้น ในเมื่อภาพพระพุทธรูปส่งพวกเรามาที่นี่ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะขังพวกเราไว้เฉยๆ ข้าไม่เชื่อว่าบรรพชนของท่านจะไม่ได้สั่งเสียอะไรไว้!"
เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นพูดแทนใจทุกคน
สำนักพุทธทิ้งภาพพระพุทธรูปหนังสัตว์ไว้ ย่อมต้องการให้คนรุ่นหลังใช้เป็นใบเบิกทางเข้ามาที่นี่เพื่อทำอะไรบางอย่าง
"สำนักเหลยอินสืบทอดมายาวนาน ย่อมเคยประสบภัยพิบัติ ความลับมากมายสูญหายไปตามกาลเวลา สิ่งที่อาตมารู้ก็ไม่ได้มากกว่าทุกท่านเท่าไหร่นัก
แต่ว่า อาตมารู้บทสวดที่ใช้คู่กับมหาค่ายกลวชิระซูมิอยู่บทหนึ่ง ลองดูตอนนี้ก็น่าจะได้ผล"
พูดจบ เอี้ยนจิ้งก็เริ่มท่องบทสวดออกมาอย่างเปิดเผย แถมยังจงใจท่องช้าๆ เพื่อให้ทุกคนจดจำได้
เมื่อบทสวดสั้นๆ จบลง ลำแสงสีทองก็พุ่งลงมาที่ศีรษะของเอี้ยนจิ้ง ครอบคลุมร่างของเขาไว้ทั้งหมด
หนึ่งอึดใจต่อมา แสงสีทองหายไป และเอี้ยนจิ้งก็หายไปจากที่เดิม
ชั่วขณะนั้น สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป บ้างตกใจ บ้างโกรธ บ้างสงสัย ราวกับกลัวว่าเอี้ยนจิ้งจะหนีไป พวกเขาจึงรีบท่องบทสวดตามกันยกใหญ่
ไม่นาน ลำแสงสีทองหลายสายก็พุ่งลงมาเกือบจะพร้อมกัน พาทุกคนออกไปจากตำหนักทองคำ
เมื่อแสงสีทองตรงหน้าหายไป สิ่งแรกที่เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นทำคือมองหาเอี้ยนจิ้ง
ผลปรากฏว่า ผิดคาดเล็กน้อย เอี้ยนจิ้งยืนอยู่ไม่ไกลจากเขา ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มเหมือนเดิม ราวกับไม่ได้ก้าวไปไหนเลย
ลั่วหงก็ถอนหายใจโล่งอก ไม่ใช่เขาจะมองคนในแง่ร้าย แต่สถานที่แห่งนี้เกี่ยวข้องกับสำนักพุทธมากเกินไป
เพื่อความปลอดภัย เขาจะไม่ยอมให้เอี้ยนจิ้งคลาดสายตาไปนานเกินไปเด็ดขาด
"สวรรค์! ที่นี่มันที่ไหนกันแน่!"
จู่ๆ เสียงกรีดร้องของผู้หญิงก็ดังขึ้น เจินหลันเบิกตากว้าง หน้าซีดเผือด มองไปข้างหน้า
ลั่วหงเงยหน้ามอง รูม่านตาก็หดเล็กลงทันที เห็นเพียงนอกม่านพลังสีทอง ทอดตัวยาวเหยียดคือทิวเขาที่ก่อตัวจากซากศพสุดลูกหูลูกตา
ท้องฟ้าที่นี่เต็มไปด้วยเมฆหมอกสีเหลืองขุ่น ระหว่างภูเขาซากศพมีหมอกสีเหลืองจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง ศีรษะและแขนขาที่โผล่ออกมาเกาะก่ายกันยั้วเยี้ย เพียงแค่มองแวบเดียว ก็ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก
จำนวนซากศพมากมายมหาศาล ทำให้ลั่วหงและคนอื่นๆ อดสงสัยไม่ได้ว่า หรือที่นี่จะเป็นแดนนรกภูมิในตำนาน สถานที่แห่งการเวียนว่ายตายเกิด
"ไอศพหนาแน่นมาก! ต่อให้ตบะระดับข้า หากสัมผัสโดนเข้า เกรงว่าจะต้องพิษศพ!"
เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นขมวดคิ้วแน่น จ้องมองหมอกสีเหลืองจางๆ นอกม่านพลังสีทอง ประเมินความอันตรายของที่นี่ได้ทันที
หากไม่มีสมบัติวิเศษป้องกันตัว เพื่อต้านทานการกัดกร่อนของไอศพ ก็จำเป็นต้องใช้พลังเวทสร้างเกราะปราณคุ้มกายตลอดเวลา
และสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ใช่จะสำรวจให้ทั่วได้ในเวลาสั้นๆ
หรือจะต้องเสี่ยงบินขึ้นไปบนฟ้าสูง?
เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นมองยอดเมฆไอศพที่สูงหลายร้อยจั้งใต้เมฆสีเหลือง แล้วลังเลใจ
การเหาะเหินเดินอากาศในสถานที่อันตรายที่ไม่รู้จัก เท่ากับเอาตัวเองไปเป็นเป้าล่อให้ภัยอันตรายทั้งหลายที่อาจซ่อนอยู่เล่นงาน เป็นหนทางสู่ความตายชัดๆ
ถ้าไม่จนตรอกจริงๆ เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นก็ไม่อยากทำแบบนั้น
"ประสกทุกท่าน ลองดูที่ฝ่ามือของพวกท่านสิ"
ขณะที่เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นกำลังกลุ้มใจ เอี้ยนจิ้งก็เอ่ยขึ้น
ลั่วหงยกมือขวาขึ้นดู ก็เห็นอักขระสีทองประทับอยู่ที่กลางฝ่ามือตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ตอนนั้นเอง เสียงของเอี้ยนจิ้งก็ดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง
"นี่คือตราประทับวชิระ ประสกทุกท่านเพียงถ่ายพลังเวทเข้าไป ก็จะยืมพลังค่ายกลมาคุ้มกายได้"
อย่างนี้นี่เอง นี่ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนสายพุทธยุคโบราณทิ้งไว้
ลั่วหงลองดู ก็พบว่าใช้พลังเวทเพียงเล็กน้อย ร่างกายก็เปล่งแสงสีทองจางๆ ออกมา
กลิ่นอายพุทธคุณในแสงสีทอง เป็นสิ่งที่ข่มไอศพได้ดีที่สุด
ตอนนี้ การกัดกร่อนของไอศพไม่ใช่ปัญหาแล้ว ต่อไปก็ต้องพิจารณาว่าจะไปสำรวจทางไหน เพื่อหาทางออก
ทุกคนถูกส่งมาที่ยอดของตำหนักทองคำ ตำหนักนี้สูงกว่าร้อยจั้ง วิสัยทัศน์จึงค่อนข้างกว้างไกล แม้จะมีภูเขาซากศพซ้อนทับกันบดบังสายตา แต่พอมองไปรอบๆ ทุกคนก็พบยอดเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ไกลลิบๆ ซึ่งสูงกว่าภูเขาซากศพโดยรอบเป็นเท่าตัว
หากที่นี่มีทางออก ยอดเขาที่เห็นเป็นเพียงเงาดำนั้น ย่อมเป็นที่ที่เป็นไปได้มากที่สุด
ผู้ฝึกตนที่อยู่ที่นี่ นอกจากเจินหลันที่ยังอ่อนต่อโลก คนอื่นล้วนฉลาดเป็นกรด ไม่ต้องพูดอะไรมาก ภายใต้การนำของเฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่น ทุกคนทยอยบินออกจากม่านพลังสีทอง มุ่งหน้าไปยังยอดเขายักษ์นั้น
ลั่วหงจงใจรั้งท้าย อาศัยจังหวะที่ทุกคนเพิ่งเข้าไปในหมอกไอศพและกำลังระวังตัวจากการลอบโจมตี จนไม่มีเวลามาสนใจเขา แอบรวบรวมพลังเวทไว้ที่ดวงตา
ทันใดนั้น แสงวิญญาณสีทองจางๆ ก็ปรากฏขึ้น ภาพตรงหน้าลั่วหงพุ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ชั่วพริบตาเขาก็เหมือนไปยืนอยู่ที่ตีนเขายักษ์นั้น มองเห็นทุกอย่างชัดเจน
ที่ทำให้ลั่วหงประหลาดใจคือ ภูเขาลูกนี้ไม่ได้สร้างจากซากศพ แต่เป็นภูเขาหินสีดำที่เต็มไปด้วยหินโสโครก
เพียงแต่รูปร่างแปลกตาไปหน่อย สองข้างนูนสูง ตรงกลางบุ๋มลง ไม่เหมือนภูเขาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ในเมื่อไม่พบอะไรสำคัญ ลั่วหงก็ไม่จ้องมองต่อ สลายพลังเวทที่ดวงตา ภาพตรงหน้าก็กลับคืนสู่ปกติ
จากนั้น ลั่วหงก็ทำทีเป็นตามคนอื่นไปอย่างเงียบๆ พอผ่านม่านพลังสีทอง กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงก็พุ่งเข้าจมูก จนเขาต้องรีบปิดกั้นประสาทการรับกลิ่น
แม้ทุกคนจะบินออกมาจากม่านพลังสีทองแล้ว และอยากรู้ใจจะขาดว่าที่นี่คือที่ไหน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ภูเขาซากศพเพื่อตรวจสอบ
ทุกคนรู้ดีว่า ในสภาพแวดล้อมที่ไอศพหนาแน่นขนาดนี้ ย่อมต้องให้กำเนิดราชาศพที่ร้ายกาจ การเข้าไปใกล้ภูเขาซากศพโดยไม่ระวัง อาจตกเป็นเหยื่อของมันได้
เป็นไปตามคาด บินไปได้ไม่ถึงพันจั้ง ภูเขาซากศพลูกใกล้ๆ ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจะพุ่งออกมา
ขณะที่ทุกคนลังเลว่าจะสู้หรือถอย ตราประทับพุทธขนาดหลายสิบจั้งก็ปรากฏขึ้นที่ยอดภูเขาซากศพลูกนั้น
เพียงไม่กี่อึดใจ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในภูเขาซากศพก็สงบลง
แม้จะเป็นแค่เรื่องตื่นเต้นตกใจ แต่ก็ทำให้ทุกคนใจหายใจคว่ำ เวลาบินก็พยายามอยู่ห่างจากภูเขาซากศพให้มากที่สุด
ค่อยๆ กลุ่มคนก็แบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม
ลั่วหงไม่ต้องบอก ย่อมต้องไปจับคู่กับฮั่นเหล่าม๋อ
เจินหลันบินอยู่ข้างๆ หลวงจีนเอี้ยนจิ้งตลอดเวลา ดูเหมือนจะยึดอีกฝ่ายเป็นที่พึ่ง
ปีศาจเฒ่าชิงหยางและนางมารเซวียนช่าตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ส่วนหานซื่อเฉวียนที่เป็นผู้ฝึกตนจากหกสำนักฝ่ายมารเหมือนกัน กลับไม่เลือกที่จะร่วมมือกับสองมารนี้
เขารู้ดีที่สุดว่าในหมู่ผู้ฝึกตนวิถีมาร การหักหลังกันเป็นเรื่องปกติ หากอยู่ในสถานที่อันตรายเช่นนี้ ยังต้องมาคอยระวังคนข้างตัว โอกาสรอดชีวิตคงแทบเป็นศูนย์
ดังนั้น หานซื่อเฉวียนจึงพาหานอวิ๋นจือบินอยู่ใกล้ๆ เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่น แต่เพราะเกรงกลัวนิสัยเดาใจยากของตาเฒ่า จึงไม่ได้เข้าไปใกล้มากนัก
เฒ่าประหลาดเทียนเฮิ่นก็ค่อนข้างวางใจพวกหานซื่อเฉวียนทั้งสอง เพราะแค่ตรวจสอบดีๆ ก็จะพบว่าลมปราณของหานซื่อเฉวียนไม่ค่อยเสถียร เห็นชัดว่าเป็นอาการบาดเจ็บของพลังปราณดั้งเดิมที่ยังไม่หายดี
ในเมื่อเป็นแบบนี้ โอกาสที่อีกฝ่ายจะเป็นตัวการก็น้อยลงมาก
แถมสำนักสัตว์วิญญาณยังขึ้นชื่อเรื่องการควบคุมสัตว์อสูรและแมลงวิญญาณ หากเจอสถานที่อันตราย มีอีกฝ่ายช่วยนำทางย่อมสะดวกขึ้นมาก
ฮั่นลี่กวาดตามองทุกคน รู้สึกว่าแต่ละคนล้วนมีแผนการในใจ ก็อดปวดหัวไม่ได้
โชคดีที่ศิษย์พี่ลั่วก็อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นสถานการณ์นี้คงแก้ยากสุดๆ
ขณะที่กำลังคิด เสียงหัวเราะขมขื่นของลั่วหงก็ดังขึ้นในใจเขา
"ศิษย์น้องฮั่น เรื่องวุ่นวายครั้งนี้ เจ้าเป็นคนก่อใช่ไหม?"
จากเบาะแสที่มี ลั่วหงคิดว่าลู่เหลียนแห่งสำนักเปลวเพลิงมารน่าสงสัยที่สุด และคำนวณเวลาแล้ว ช่วงนี้ฮั่นเหล่าม๋อน่าจะกำลังแก้แค้นให้ซินหรูอินที่ภูเขาจื่อเต้า ซึ่งตระกูลฟู่ที่นั่นก็มีความเกี่ยวข้องกับสำนักเปลวเพลิงมารอย่างลึกซึ้ง
พอเชื่อมโยงกัน ลั่วหงก็ค่อนข้างมั่นใจว่าฮั่นเหล่าม๋อต้องเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประหลาดนี้แน่
"ศิษย์พี่ลั่ว ข้าก็..."
ความจริงแล้ว ฮั่นลี่หลังจากเข้ามาในตำหนักทองคำไม่นาน ก็หวนนึกถึงความผิดปกติตอนกวาดล้างตระกูลฟู่ และเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
เขากำลังจะส่งกระแสจิตอธิบาย แต่จู่ๆ เสียงคำรามเกรี้ยวกราดก็ดังขึ้นข้างหู เห็นเพียงภูเขาซากศพลูกหนึ่งขยับไหว ศพแห้งกรังที่สวมเกราะเงินเก่าคร่ำคร่านับสิบตัวกลิ้งหลุนๆ ออกมา...
----------