เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 309 ออกด่านสู้ศึก

บทที่ 309 ออกด่านสู้ศึก

บทที่ 309 ออกด่านสู้ศึก


เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ หวังชิงชิงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ นางรู้ดีว่าหากเข้าใกล้สนามรบระหว่าง ปรมาจารย์ชุดแดงกับวิญญาณมังกรวารีครามเพียงนิดเดียว ไม่ต้องรอให้พวกเขาจงใจลงมือ แค่เพียงคลื่นพลังตกค้างจากการปะทะกัน ก็เพียงพอที่จะบดขยี้นางจนแหลกเหลวได้แล้ว

หวังชิงชิงย่อมรู้ดีว่า เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ ล้วนเป็นเพราะลูกแก้วในมือนาง หรือก็คือน้ำค้างจันทรานวลที่อยู่ภายใน!

นางย่อมรู้อีกเช่นกันว่า หากต้องการรักษาชีวิต ก็เพียงแค่ทิ้งลูกแก้วนี้ไปเสีย

ทว่า ลูกแก้วนี้ตกมาอยู่ในมือนางท่ามกลางสายตาของทุกคน กฎระเบียบของสำนักจันทราอำพรางนั้นเข้มงวดนัก ผู้อาวุโสสูงสุดก็ยิ่งขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัด หากนางห่วงแต่จะเอาตัวรอด ภายหลังคงหนีไม่พ้นต้องรับโทษทัณฑ์หนัก

เรื่องนี้ลุกลามจนถึงขั้นยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดระยะปลายต้องออกโรง โทษทัณฑ์ที่เบาที่สุดย่อมต้องเป็นการทำลายวรยุทธ์ทิ้งเป็นแน่

หากเป็นเช่นนั้น หวังชิงชิงรู้สึกว่าตายเสียยังจะสบายใจกว่า

นางยิ้มอย่างขมขื่น แม้รู้ดีว่าตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง แต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้และเลิกดิ้นรน ทั้งไม่ได้หนีไปทางถ้ำเซียนของลั่วหง กลับเลือกที่จะบินวนเวียนอยู่ภายในค่ายกล เพื่อพยายามยื้อเวลา

น่าเสียดาย หวังชิงชิงเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน ความเร็วในการเหาะเหินเดินอากาศห่างชั้นกับปรมาจารย์ชุดแดงมากโข อีกฝ่ายแม้จะต้องรับมือกับการพัวพันของวิญญาณมังกรวารีคราม แต่ก็ยังคงร่นระยะห่างเข้ามาหานางด้วยความเร็วที่ไม่ช้านัก

"ทิ้งลูกแก้วไว้ แล้วปรมาจารย์ผู้นี้จะละเว้นชีวิตเจ้า!"

ปรมาจารย์ชุดแดงขับเคลื่อนสมบัติวิเศษกรงล้อปะทะกับกรงเล็บมังกรวารีครามหนึ่งครั้ง เริ่มรู้สึกตึงมือขึ้นมาบ้าง จึงไม่อยากยืดเยื้ออีกต่อไป เริ่มใช้วาจาข่มขู่

หวังชิงชิงกัดริมฝีปากแน่น ขับขี่กระบี่เหาะหนี ด้านหลังนางห่างออกไปเพียงสิบกว่าจั้งคือพายุหมุนที่เกิดจากมีดสายลมนับไม่ถ้วน

พายุหมุนเหล่านี้ทำได้เพียงแค่กัดกร่อนพลังเวทของปรมาจารย์ชุดแดง แต่สำหรับหวังชิงชิงแล้วมันคือมัจจุราช หากถูกดูดเข้าไป ย่อมต้องตายไร้ศพ

เมื่อไม่ได้ยินคำตอบที่คาดหวัง สีหน้าของปรมาจารย์ชุดแดงก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ทั่วร่างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงอันรุนแรง ราวกับมารร้ายคลุ้มคลั่ง เขาซัดลูกไฟสีแดงฉานลูกหนึ่งออกมา ทะลวงฝ่าพายุหมุนที่ขวางทาง จากนั้นก็พุ่งร่างไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เข้าประชิดตัวหวังชิงชิงในพริบตา

ถูกคลื่นความร้อนที่พุ่งเข้ามาปะทะใบหน้า หวังชิงชิงรู้สึกได้ถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง สมองของนางส่งเสียงวิ้งๆ ภาพของลั่วหงพลันผุดขึ้นมาในครรลองสายตา

ทำไมก่อนตาย ข้าถึงนึกถึงเขาได้นะ?

"ยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่รีบถอยไปอีก!"

พูดได้ด้วย?

ไม่สิ นั่นตัวจริง!

แววตาของหวังชิงชิงฉายแววดีใจวูบหนึ่ง แต่ไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลอย่างหนัก

แต่เวลานี้ เขาจะออกจากด่านได้อย่างไร?!

ลั่วหงไม่มีเวลามาสนใจความรู้สึกนึกคิดของหวังชิงชิง เขาเอื้อมมือขวาคว้าจับร่างต้นของวิญญาณมังกรที่มีขนาดไม่กี่ชุ่นไว้ มือซ้ายประสานอินร่ายเวท

ฉับพลันนั้นปราณวิญญาณธาตุลมทั่วทั้งค่ายกลก็พุ่งมารวมตัวกันที่วิญญาณมังกร เพียงอึดใจเดียว มันก็กลายร่างเป็นจันทร์เสี้ยวสีเขียวที่มีลวดลายมังกร

"ไป!"

สิ้นเสียงตวาดสั่งของลั่วหง จันทร์เสี้ยวสีเขียวขนาดยาวหนึ่งจั้ง ก็พุ่งออกไปพร้อมกับเสียงหวีดหวิวของสายลมที่น่าสะพรึงกลัว

นับตั้งแต่ลั่วหงปรากฏตัว ปรมาจารย์ชุดแดงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังเวทขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดที่ชัดเจน

ต่อมาเห็นค่ายกลเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ไหนเลยจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายลงมือแล้ว

โชคดีที่เมื่อครู่เขาลงมือด้วยความโกรธ พลังจึงเต็มเปี่ยม การรับมือในตอนนี้จึงไม่ฉุกละหุกนัก เขาเพียงขยับความคิด กรงล้อไฟขนาดมหึมาก็มาขวางอยู่เบื้องหน้า

เมื่อจันทร์เสี้ยวปะทะกับกรงล้อไฟ คลื่นพลังวิญญาณอันรุนแรงก็ระเบิดออก แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้ค่ายกลวายุสวรรค์ขังมังกรทั้งค่ายถึงกับสั่นไหว

ยื้อยุดกันอยู่หนึ่งอึดใจ ในที่สุดจันทร์เสี้ยวสีเขียวที่ผสานพลังเวทของลั่วหงก็มีอานุภาพเหนือกว่า

กรงล้อไฟส่งเสียงครวญครางแล้วกระเด็นออกไป บนตัวมันปรากฏรอยร้าวลึกหนึ่งชุ่น เห็นได้ชัดว่าเกือบจะถูกผ่าเป็นสองท่อนในการปะทะกันเมื่อครู่

ทว่าหลังจากนั้น จันทร์เสี้ยวสีเขียวก็หมดแรงที่จะเจาะทะลุสมบัติวิเศษป้องกันตัวของปรมาจารย์ชุดแดง จึงหมุนคว้างกลับไปอยู่ด้านหลังลั่วหง

ในเวลานี้ เนื่องจากการปะทะที่รุนแรงราวกับฟ้าถล่มดินทลายเมื่อครู่ ทำให้ปราณฟ้าดินภายในค่ายกลปั่นป่วนจิ้นจื้อบางส่วนของค่ายกลจึงหยุดทำงานชั่วคราว

ปรมาจารย์ชุดแดงจึงได้เห็นโฉมหน้าแท้จริงของพื้นที่แห่งนี้ และสังเกตเห็นผู้ฝึกตนหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่ยืนอยู่ไม่ไกล

"เจ้าบ้าไปแล้วรึ? ถึงกับไม่ยอมกลั่นกรองปราณวิญญาณที่กรอกร่างใหเรียบร้อย ก็รีบออกจากด่านมาสู้กับข้า! เจ้าหารู้ไม่ว่า การทำเช่นนี้ทำให้เจ้าเสียเวลาบำเพ็ญเพียรไปหลายสิบปีเชียวนะ!"

ปรมาจารย์ชุดแดงไม่เข้าใจการตัดสินใจของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย คนผู้นี้ซ่อนตัวควบแน่นวิญญาณแรกกำเนิดอยู่ในไร่วิญญาณ ความสัมพันธ์กับสำนักจันทราอำพรางย่อมไม่ดีแน่ หรือว่าเป็นเพียงเพื่อช่วยชีวิตศิษย์หญิงระดับสร้างรากฐานคนนั้น?

"ไม่ต้องให้สหายเต๋ามากังวล ในเมื่อฉวยโอกาสตอนข้าควบแน่นวิญญาณ บุกรุกค่ายกลของข้า วันนี้ก็จงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เถิด"

ลั่วหงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย เสียงลมหวีดหวิวเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

อันที่จริง ลั่วหงไม่ได้ใส่ใจกับปราณวิญญาณที่ยังไม่ได้กลั่นกรองในร่างกายเลยสักนิด สำหรับเขาแล้ว เพียงแค่เก็บตัวฝึกฝนในห้องวิญญาณหลักสักไม่กี่ปีก็ชดเชยส่วนที่เสียไปนี้ได้แล้ว

สาเหตุที่เขาออกจากด่านก่อนกำหนด ประการแรกย่อมเพื่อช่วยชีวิตหวังชิงชิง แต่เหตุผลหลักคือ เขาไม่อยากให้น้ำค้างจันทรานวลตกไปอยู่ในมือของชาวมู่หลานจริงๆ

สงครามใหญ่ระหว่างมู่หลานกับเทียนหนานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลานั้นลั่วหงเองก็คงไม่อาจวางตัวอยู่นอกวงได้ หากปล่อยให้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมู่หลานจุติลงมาได้จริง ผลแพ้ชนะของสงครามคงยากจะคาดเดา

เพื่อหนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้า เทียนหนานจะแพ้ไม่ได้ ดังนั้นน้ำค้างจันทรานวลจึงต้องไม่ตกเป็นของชาวมู่หลานเด็ดขาด

"ฮึ่ม สามหาวนัก! ลำพังแค่ผู้ฝึกตนที่เพิ่งควบแน่นวิญญาณสำเร็จอย่างเจ้า คิดจะเอาชีวิตของปรมาจารย์ผู้นี้หรือ!"

ปรมาจารย์ชุดแดงกล่าวจบก็นิ้วทั้งสิบดีดรัว ยิงลูกธนูไฟขนาดเล็กหกเล็มพุ่งออกไป จากนั้นก็ตบถุงสัตว์วิญญาณที่เอว ปล่อยสัตว์อสูรข้างในออกมา

ลูกธนูไฟขนาดเล็กดูเหมือนจะเป็นสมบัติวิเศษเชื่อมจิตของปรมาจารย์ชุดแดง ลั่วหงบังคับจันทร์เสี้ยวสีเขียวเข้าต้านรับ พร้อมกับแบ่งจิตมองไปที่สัตว์อสูรที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาเบื้องล่าง

เห็นเพียงสัตว์ยักษ์รูปร่างคล้ายแรดผสมวัว ร่างกายใหญ่โตราวกับภูเขาลูกย่อมๆ ตกลงสู่พื้นเสียงดัง "ตึง" สนั่นหวั่นไหว

นี่มันสัตว์อสูรที่ชาวมู่หลานใช้ตีเมืองไม่ใช่หรือ ลั่วหงจำที่มาของสัตว์ตัวนี้ได้ในทันที

สัตว์ยักษ์ชนิดนี้มีเกราะวิญญาณหุ้มกาย หนังหนาเนื้อเหนียวเป็นที่สุด พละกำลังมหาศาล หากปล่อยให้มันอาละวาดจนฐานรากสั่นคลอน ค่ายกลวายุสวรรค์ขังมังกรอาจจะแตกได้

เห็นลั่วหงขมวดคิ้ว ปรมาจารย์ชุดแดงก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างชั่วร้าย

สัตว์อสูรทลายเมืองชนิดนี้มีจำนวนน้อยมากในทุ่งหญ้ามู่หลาน ถือเป็นกำลังรบสำคัญของชนเผ่า เป็นไพ่ตายสำคัญในสงครามใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันหน้า เมื่อครู่เขาจึงยอมเอาตัวเข้าเสี่ยงดีกว่าจะเอาสัตว์ตัวนี้มาเสี่ยง แต่ตอนนี้คงห่วงหน้าพะวงหลังไม่ได้แล้ว

ในสายตาของปรมาจารย์ชุดแดง การที่ลั่วหงกล้าสามหาวเช่นนี้ ก็เพราะถือดีในอานุภาพของค่ายกล ขอเพียงเขาทำลายค่ายกลลงได้ อีกฝ่ายย่อมต้องรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้และล่าถอยไปเอง

สิ่งที่เขาคาดการณ์ก็ไม่ผิดนัก แม้ลั่วหงจะไม่ได้มีดีแค่ค่ายกลวายุสวรรค์ขังมังกรเพียงอย่างเดียว แต่การมีค่ายกลนี้ช่วยหนุนเสริม ย่อมทำให้เขารับมือปรมาจารย์ชุดแดงได้ง่ายขึ้นมาก

ดังนั้น จะยอมให้ทำลายค่ายกลไม่ได้เด็ดขาด!

ลั่วหงขยับความคิด ถุงสัตว์วิญญาณส่องแสงสีขาวจ้า ลูกบอลแสงห้าลูกพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว

ลูกบอลแสงเหล่านี้ขยายใหญ่ขึ้นทันทีที่หลุดจากถุงสัตว์วิญญาณ ในอึดใจถัดมา เสียงมังกรร้องคำรามอย่างสะใจห้าเสียงก็ดังก้องฟ้า

ตอนแรกที่ลั่วหงสยบมังกรวารีทั้งห้าตัวนี้ เขาตั้งใจจะยืมแรงพวกมันมายกระดับค่ายกลเบญจทมิฬรวมวิญญาณ จึงไม่เคยเรียกพวกมันมาช่วยสู้ศึก เพราะกลัวว่าจะบาดเจ็บล้มตาย

แต่ตอนนี้แค่รับมือกับสัตว์ยักษ์เทอะทะตัวหนึ่ง คงไม่มีปัญหาอะไรกระมัง

"เจ้าเป็นใครกันแน่!"

พอเห็นว่าอีกฝ่ายมีมังกรวารีระดับเจ็ดถึงห้าตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ปรมาจารย์ชุดแดงถึงกับตาถลนแทบหลุดจากเบ้า และเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของสัตว์อสูรทลายเมือง เขาก็หน้าเขียวคล้ำ เร่งเร้าสมบัติวิเศษหมายจะปลิดชีพลั่วหงให้เร็วที่สุด

----------

จบบทที่ บทที่ 309 ออกด่านสู้ศึก

คัดลอกลิงก์แล้ว