- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 169 หยวนเหยาถูกลอบโจมตี
บทที่ 169 หยวนเหยาถูกลอบโจมตี
บทที่ 169 หยวนเหยาถูกลอบโจมตี
หลังจากผ่านช่องทางเข้ามา แสงสีแดงวาบขึ้น ลั่วหงก็ถูกส่งตัวมายังเส้นทางธารอัคคี
ทันทีที่ปรากฏตัว ความร้อนมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่ราวกับสัตว์อสูรบรรพกาล ลั่วหงรีบกางโล่ไร้แสงขึ้นทันที แต่พบว่าแม้จะกันความร้อนได้ แต่ก็เผาผลาญพลังเวทอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เขาจึงเรียกธงวารีออกมาลอยอยู่เหนือศีรษะ สร้างม่านแสงสีน้ำเงินบางๆ จากปราณวิญญาณธาตุน้ำบริสุทธิ์หุ้มโล่ไร้แสงไว้อีกชั้น
ทันใดนั้น ลั่วหงก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่น อัตราการเผาผลาญพลังเวทลดลงอย่างมาก
เมื่อมั่นใจว่ารับมือกับความร้อนของเส้นทางธารอัคคีได้แล้ว ลั่วหงก็มองไปรอบๆ เห็นเพียงสีแดงปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน ภูเขาหินสีแดงเข้ม พื้นดินสีเหลืองอมแดง และท้องฟ้าสีแดงฉานดุจเลือด
พืชพรรณที่เติบโตในเส้นทางธารอัคคีก็ไม่ธรรมดา ล้วนอัดแน่นด้วยปราณไฟและแข็งแกร่งผิดปกติ ในสภาพที่ต้องเดินเท้าเท่านั้น การจะฝ่าดงพืชเหล่านี้ไป ไม่เพียงแต่ต้องเจ็บตัว แต่ยังจะทำให้พลังเวทถูกเผาผลาญหนักขึ้นไปอีก
โชคดีที่โล่ไร้แสงของลั่วหงมีพลังป้องกันน่าทึ่ง หญ้าเพลิงที่ตั้งชันเหมือนดาบพวกนี้ พอโดนโล่ไร้แสงก็ต้องยอมสยบงอลงไป
เมื่อมองไม่เห็นเงาของหยวนเหยา ลั่วหงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ก่อนเข้าสู่เส้นทางธารอัคคี หยวนเหยาได้ให้ยันต์กิ่งทองแก่เขาหนึ่งแผ่น
ยันต์ชนิดนี้สร้างขึ้นเป็นคู่ ใช้สำหรับรับมือกับจิ้นจื้อที่สุ่มส่งตัวคนโดยเฉพาะ
ขอแค่ทั้งสองคนกระตุ้นยันต์พร้อมกัน กลิ่นอายของทั้งคู่จะผสานเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ฤทธิ์ของยันต์ เมื่อเข้าสู่ค่ายกลเคลื่อนย้ายแบบสุ่มพร้อมกัน ก็จะถูกส่งไปที่เดียวกันได้
แต่ดูเหมือนจิ้นจื้อของเส้นทางธารอัคคีจะเหนือชั้นกว่า หยวนเหยาเลยไม่รู้ว่าถูกส่งไปที่ไหนแล้ว
แต่ในขณะนั้นเอง เปลวไฟสีเขียวกลุ่มหนึ่งก็ระเบิดขึ้นบนท้องฟ้าไกลออกไป ย้อมพื้นที่แถบนั้นให้กลายเป็นสีเขียวอมแดง
"ระเบิดอัสนีเขียว? แม่นางคนนี้ก็ฉลาดใช้ได้"
ลั่วหงสะบัดมือยิงอัสนีวารีหยวนกัง ออกไปลูกหนึ่งเพื่อตอบรับ แล้วใช้วิชาตัวเบาพุ่งตรงไปยังตำแหน่งของหยวนเหยาทันที
หลังจากยิงระเบิดอัสนีเขียวออกไป หยวนเหยาก็มองไปรอบๆ อย่างร้อนรน จนกระทั่งเห็นลูกบอลแสงสีขาวระเบิดขึ้นที่ขอบฟ้าไกลๆ นางถึงได้วางใจลง
ในเส้นทางธารอัคคีนี้ ไม่ใช่แค่กันร้อนได้แล้วจะนอนตีพุงสบายใจเฉิบ ไม่อย่างนั้นนางที่เตรียมตัวมาอย่างดีคงไม่ต้องไปขอร้องให้ลั่วหงคุ้มครองเพียงเพราะอุบัติเหตุในดินแดนผีพยาบาทนิดหน่อยหรอก
ในช่วงครึ่งหลังของเส้นทางธารอัคคี ไม่เพียงแต่จะมีภูตผีปีศาจเจ้าถิ่นคอยเล่นงานผู้ฝ่าด่าน แต่ผู้ฝึกตนคนอื่นที่ใกล้จะทนไม่ไหว ก็อาจซุ่มโจมตีผู้ฝ่าด่านคนอื่นเพื่อแย่งชิงสมบัติกันไฟ
ส่วนกฎของวังดารา... ความตายมาจ่อคอหอยแล้ว ใครมันจะไปสน!
เมื่อเห็นว่าโล่วารีที่รีบร้อนกางออกมาทำท่าจะพังทลายเพราะความร้อน หยวนเหยารีบถอดชุดคลุมดำออก แล้วหยิบปิ่นปักผมที่ดูเหมือนสร้างจากผลึกน้ำแข็งออกมาเสียบลงบนเรือนผมดำขลับ
ไอเย็นที่แผ่ออกมาจากปิ่นทำให้โล่วารีเสถียรขึ้นทันที อัตราการกินพลังเวทก็ลดลงจนอยู่ในระดับที่รับได้
แต่นั่นก็ช่วยให้นางไม่ถูกความร้อนเผาตายเท่านั้น ภายในโล่ยังคงร้อนระอุ เดินไปทางแสงสีขาวได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นางก็เหงื่อท่วมตัว หอบหายใจถี่
เพื่อให้สบายตัวขึ้นหน่อย หยวนเหยาเรียกกลุ่มหมอกดำมาบังร่าง แล้วเปลี่ยนไปใส่ชุดรัดรูปที่ดูเย็นสบาย
"ซี๊ด... ทำไมมันเล็กจัง? แน่นไปหมดเลย"
ขณะที่หยวนเหยาขมวดคิ้วจัดระเบียบเสื้อผ้า จู่ๆ สัมผัสเทวะก็จับกลิ่นอายประหลาดได้ นางหน้าเปลี่ยนสีทันที ตวาดเสียงเข้ม
"ใครน่ะ!"
"นึกไม่ถึงว่าสหายเต๋าจะมีรูปโฉมงดงามปานนี้ แม้ยามขมวดคิ้วก็น่าทะนุถนอมจนข้าจิตใจปั่นป่วนไปหมด"
ที่ลานว่างห่างออกไปร้อยจั้ง อากาศกระเพื่อมไหว ผู้ฝึกตนชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมกันไฟสีน้ำเงินเข้มปรากฏตัวขึ้น
เมื่อเผยตัว สายตาของคนผู้นี้ก็กวาดมองเรือนร่างอรชรอัดแน่นของหยวนเหยาไม่วางตา เห็นได้ชัดว่าสาเหตุที่ "จิตใจปั่นป่วน" ไม่ใช่เพราะหยวนเหยาขมวดคิ้วแน่ๆ
"สหายเต๋า แอบซ่อนตัวเข้ามาแบบลับๆ ล่อๆ คงไม่ได้มาเพื่อทะนุถนอมบุปผาหรอกกระมัง!"
หยวนเหยาร้องอุทธรณ์ในใจ ไม่นึกว่าระเบิดอัสนีเขียวลูกเดียวจะเรียกหมาป่าหิวโซมาตัวหนึ่ง สายตาหมอนี่แม้จะน่ารังเกียจ แต่ไม่ใช่พวกหน้ามืดตามัวเพราะราคะแน่นอน
"ข้าคือปู่ซวี่แห่งเกาะหลิวเฟิง สหายเต๋าโปรดส่งปิ่นปักผมของท่านมา อย่าบีบให้ข้าต้องลงมือทำลายบุปผาเลย"
สายตาของปู่ซวี่แข็งกร้าว พูดเสียงเย็นชา
ความงามของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ปู่ซวี่ทำใจลงมือลำบากจริงๆ ไม่อย่างนั้นด้วยระดับการบำเพ็ญเพียร ขอบเขตหลอมแกนระยะปลาย เขาคงลงมือฆ่านางไปนานแล้วไม่ต้องมาพล่ามน้ำลาย
ก่อนเข้าสู่เส้นทางธารอัคคี ปู่ซวี่มั่นใจเต็มเปี่ยม เพราะเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาตะวันเบิกฟ้า ซึ่งเป็นวิชาธาตุไฟอันดับต้นๆ ของทะเลดาวโกลาหล เขาคิดว่าคนฝึกวิชาธาตุไฟระดับแนวหน้าอย่างเขา การผ่านเส้นทางธารอัคคีมันของตายชัดๆ
แต่พอเข้ามาจริงๆ ปู่ซวี่ก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าไอร้อนของเส้นทางธารอัคคีกลับข่มวิชาของเขาเสียอย่างนั้น ทำเอาเขาเสียศูนย์ไปเลย
ดูจากอัตราการเผาผลาญพลังเวทตอนนี้ ต่อให้ปู่ซวี่งัดทุกวิธีมาฟื้นฟูพลังเวท เขาก็จะพลังหมดและถูกเผาเป็นเถ้าถ่านภายในครึ่งวันกว่าๆ
เรื่องนี้ปู่ซวี่ที่มีปณิธานจะบรรลุระดับวิญญาณแรกกำเนิดยอมรับไม่ได้ พอดีเห็นระเบิดอัสนีเขียวระเบิดที่ขอบฟ้า จิตสังหารก็พลุ่งพล่านขึ้นมา
ด้วยแรงกดดันจากวังดารา การฆ่าคนชิงสมบัติในเส้นทางธารอัคคีมักจะเกิดในช่วงครึ่งหลัง ปู่ซวี่เดิมทีตั้งใจจะอาศัยความชะล่าใจจากความคิดนี้ ลอบสังหารผู้ฝ่าด่านคนอื่นเพื่อแย่งชิงสมบัติกันไฟ
แต่ไม่นึกว่าเป้าหมายจะเป็นผู้ฝึกตนหญิงที่งดงามหยาดเยิ้ม ทำให้แผนลอบสังหารของเขาล้มเหลวไม่เป็นท่า
"สหายเต๋ามีพลังเวทลึกล้ำ สมบัติของข้าน้อยชิ้นนี้คุ้มครองคนสองคนได้สบาย มิสู้สหายเต๋ากับข้าน้อยร่วมทางฝ่าด่านไปด้วยกัน ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ?"
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายระดับหลอมแกนระยะปลายของอีกฝ่าย หยวนเหยารู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ จึงจำต้องกดความรังเกียจไว้ เสยผมส่งสายตายั่วยวน แสร้งทำเป็นสาวน้อยผู้น่าสงสาร
ปู่ซวี่เคลิ้มไปชั่ววูบ แต่พอได้สติก็ตวาดลั่น
"อย่าหวังจะมาทำลายจิตมุ่งมั่นสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดของข้า! ข้าให้เวลาเจ้าแค่สามลมหายใจ ถ้ายังถ่วงเวลาอีก อย่าหาว่าข้าอำมหิต!"
พูดจบปู่ซวี่ก็เร่งเร้าพลังวิชา เพียงพริบตาก็สร้างลูกไฟตะวันเบิกฟ้าขึ้นมาสามลูกตรงหน้า
เขาไม่ได้ตาบอดเห็นลูกบอลแสงสีขาวที่ลั่วหงยิงตอบโต้ ย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายแค่กำลังถ่วงเวลา
หยวนเหยาร้อนใจจนแทบจะกระทืบพื้น จิตใจมั่นคงอะไรขนาดนี้พ่อคุณ!
สามลมหายใจผ่านไปไวเหมือนโกหก ปู่ซวี่เห็นหยวนเหยาไม่ยอมจำนน ก็สั่งให้ลูกไฟพุ่งเข้าใสทันที
หยวนเหยาจำต้องดีดระเบิดอัสนีเขียวออกไปอีกเม็ด เปลวไฟปีศาจสีเขียวที่ระเบิดออกกลืนกินไฟตะวันเบิกฟ้าของปู่ซวี่ แล้วพุ่งเข้าหาเขาต่อ
อะไรกัน!
ปู่ซวี่ตกใจ ตอนเห็นอีกฝ่ายหยิบลูกแก้วสีเขียวออกมา เขายังแอบดูแคลนในใจว่า
ลูกแก้วสายฟ้ากระจอกๆ ที่ใช้ส่งสัญญาณ คิดจะมาต่อกรกับไฟตะวันเบิกฟ้าของเขา ช่างฝันเฟื่องจริงๆ เสียดายสาวงามชะมัด!
ดังนั้นพอไฟปีศาจสีเขียวพุ่งเข้ามา เขาเลยรับมือแบบตะกุกตะกักไปหน่อย
กว่าจะดับไฟปีศาจได้ ปู่ซวี่ก็เห็นแผ่นหลังของหยวนเหยาที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิตด้วยความโกรธแค้น เขาเผลอจะเหาะตามไป แต่ก็นึกได้ว่าเส้นทางธารอัคคีห้ามบิน จึงต้องวิ่งไล่ตามไปพร้อมสีหน้าเคียดแค้น
เขาคาดว่าด้วยกายเนื้อระดับหลอมแกนระยะปลายของเขา การไล่ตามผู้ฝึกตนหญิงบอบบางคนหนึ่ง คงง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น แม้หยวนเหยาจะใช้ยันต์เหาะเหิน แต่ปู่ซวี่ก็มีฐานะไม่ธรรมดา ไม่ขาดแคลนยันต์เช่นกัน ความแตกต่างของพื้นฐานกายเนื้อแสดงผลชัดเจน ระยะห่างของทั้งสองหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว
พอวิ่งฝ่าดงหญ้าเพลิง หยวนเหยาก็ร้องเจ็บออกมาด้วยความไม่ระวัง ชุดกระโปรงผ้าโปร่งบางถูกหญ้าที่คมกริบเหมือนดาบบาดจนขาดวิ่น วิ่งไปได้แค่ไม่กี่จั้ง กระโปรงยาวก็กลายเป็นกระโปรงสั้น ขาขาวเนียนเต็มไปด้วยรอยแดง
ขืนวิ่งต่อไป ขาพังแน่!
หยวนเหยาจำต้องหยุด แล้วเรียกอาวุธวิเศษป้องกันออกมา
แต่แค่หยุดชะงักไปไม่กี่อึดใจ ปู่ซวี่ก็ไล่มาถึงระยะโจมตี เขาแสยะยิ้มอำมหิต แล้วซัดลูกไฟตะวันเบิกฟ้าออกมาอีกครั้ง
เห็นลูกไฟพุ่งเข้ามา หยวนเหยาหน้าซีดเผือด กำลังจะหยิบระเบิดอัสนีเขียวที่เหลือไม่มากออกมาใช้ แต่จู่ๆ ก็มีแสงสีแดงพุ่งผ่านมาจากด้านหลัง "ปัง" ปักลงที่พื้นเบื้องหน้า!
หยวนเหยาเพ่งมอง ที่แท้คือธงโบราณสีแดงเพลิงผืนใหญ่ ยังไม่ทันตั้งตัว คลื่นไฟก็พวยพุ่งออกมาจากตัวธง ถาโถมเข้าใส่ลูกไฟตะวันเบิกฟ้าที่พุ่งเข้ามา
คลื่นไฟปะทะลูกไฟ เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ดับสลายไปพร้อมกัน
ปู่ซวี่ขมวดคิ้ว มองไปยังทิศทางที่ธงแดงพุ่งมา สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย
เมื่อครู่แม้เขาจะโจมตีแบบรีบเร่ง ไม่ได้ใส่พลังเต็มที่ แต่ก็ไม่น่าจะถูกทำลายง่ายๆ แบบนี้
หยวนเหยาเห็นเงาคนวูบหนึ่ง ลั่วหงก็มายืนอยู่ข้างนาง นางรีบหลบไปอยู่ข้างหลังเขา แล้วร้องอย่างน่าสงสารว่า
"ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ คนผู้นี้เข้ามาก็จะแย่งสมบัติวิเศษของข้าแล้ว!"
ลั่วหงมองชุดที่เปิดเผยเนื้อหนังเกินเหตุของหยวนเหยาด้วยความแปลกใจแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตาหันไปมองปู่ซวี่ที่อยู่ไม่ไกล พอสัมผัสได้ถึงระดับพลังหลอมแกนระยะปลาย สีหน้าก็ขรึมลง
"หึ! ที่แท้ก็แค่เจ้าหนูหลอมแกนระยะกลาง! ไอ้หนู ส่งธงสมบัติสีน้ำเงินบนหัวเจ้ามา แล้วข้าจะปล่อยคู่รักนกขมิ้นอย่างพวกเจ้าไป!"
พอปู่ซวี่รู้ระดับพลังของลั่วหง ก็กลับมาทำตัวกร่างทันที เขาไม่อยากสู้กับอีกฝ่ายให้เปลืองพลังเวท จึงเกลี้ยกล่อมให้จำนนอีกครั้ง
ลั่วหงมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ไม่คิดจะตอบโต้ มือทำท่าประสานอิน ธงห้าธาตุอีกสามผืนบินออกมาจาก ถุงหมื่นสมบัติ เรียงตัวตามลำดับวัฏจักรห้าธาตุเหนือศีรษะ หมุนติ้วส่งเสียงหึ่งๆ
"รนหาที่ตาย!"
เห็นอีกฝ่ายเมินเฉยต่อ "ความหวังดี" ปู่ซวี่ก็โกรธจัด โคจรเคล็ดวิชาตะวันเบิกฟ้าจนถึงขีดสุด ชูสองมือขึ้นเหนือหัว สร้างลูกไฟสีส้มเหลืองขนาดใหญ่ขึ้นมา
ในเวลาเดียวกัน ลั่วหงใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางประกบเป็นกระบี่ ยิงพลังเวทใส่ธงห้าธาตุบนหัวไม่ยั้ง ธงห้าธาตุเปล่งแสงห้าสี หมุนเร็วขึ้นจนกลายเป็นภาพติดตา ใจกลางวงล้อมของธงมีเสียงฟ้าคำรามดังกระหึ่ม ลูกบอลสายฟ้าสีขาวค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
ความเคลื่อนไหวทางฝั่งลั่วหงเรียกความสนใจจากปู่ซวี่ทันที พอสัมผัสได้ถึงแรงดันวิญญาณมหาศาลจากลูกบอลสายฟ้าสีขาว เขาก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ
"สมบัติโบราณ?! สหายเต๋าใจเย็นก่อน ข้ายอมถอยแล้ว พวกเราไม่เห็นต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย!"
แต่ลั่วหงทำหูทวนลมต่อคำขอชีวิตของปู่ซวี่ เร่งความเร็วในการร่ายเวทขึ้นอีก ลูกบอลสายฟ้าสีขาวก่อตัวสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว
"สหายเต๋า! ข้ามีแมลงมังกรเพลิงอยู่ในมือ ถ้าเราร่วมมือกัน อาจจะเอาหม้อวิหารสวรรค์ออกมาได้นะ!"
ลั่วหงแค่นเสียงใส่ข้อเสนอของปู่ซวี่ คิดว่าคนผู้นี้ช่างโอหังนัก ไม่พูดพร่ำทำเพลง ควบคุมอัสนีเบญจธาตุที่ก่อตัวเสร็จแล้วยิงออกไปทันที!
ปู่ซวี่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่รับไมตรี ก็รู้ว่าโดนหมายหัวให้ตายแน่แล้ว จึงไม่สนอะไรอีก พ่นโลหิตบริสุทธิ์คำโตใส่ลูกไฟยักษ์เหนือหัว ช่วยเร่งให้มันสมบูรณ์ในพริบตา
สั่งให้มันพุ่งชนอัสนีเบญจธาตุ แล้วปู่ซวี่ก็หันหลังวิ่งหนีทันที
ทันทีที่อัสนีเบญจธาตุสัมผัสกับลูกไฟยักษ์จากไฟตะวันเบิกฟ้า มันก็ดูดกลืนลูกไฟเข้าไปดื้อๆ กลายเป็นลูกบอลสายฟ้าสีแดงเพลิง แรงดันวิญญาณพุ่งสูงขึ้นอีกระดับ และดูไม่เสถียรอย่างยิ่ง
อัสนีเบญจธาตุข่มวิชาห้าธาตุทุกชนิด ปู่ซวี่เลือกคู่ต่อสู้ผิดคนจริงๆ
อัสนีเบญจธาตุสีแดงเพลิงไล่กวดมาติดๆ ปู่ซวี่ขวัญหนีดีฝ่อ ด้วยความร้อนรนจนลืมตัว เผลอเหาะขึ้นฟ้าเมินเฉยต่อจิ้นจื้อของเส้นทางธารอัคคี
แต่บินไปได้แค่สิบกว่าจั้ง สายฟ้าสีเงินก็ผ่าเปรี้ยงลงมาจากท้องฟ้าสีเลือด ปู่ซวี่ร้องโหยหวนได้แค่คำเดียว ร่างกายก็สลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา แม้แต่วิญญาณก็ถูกความร้อนเผาไหม้จนดับสูญ
ของที่เหลือทิ้งไว้มีเพียงถุงสมบัติและถุงสัตว์วิญญาณตกลงไปในกองหิน
ลั่วหงสั่งหัวมารให้ไปเก็บของกลับมา แล้วหันไปมองหยวนเหยา เห็นขานางบาดเจ็บหนัก จึงยิงพลังเวทใส่ธงไม้ ปราณวิญญาณธาตุไม้บริสุทธิ์พุ่งออกมาคลุมบาดแผลของนาง
"อา!"
ความรู้สึกเย็นซ่านและคันยิบๆ ที่น่อง ทำให้หยวนเหยาเผลอกัดริมฝีปาก ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย
หลังจากรักษาแผลให้หยวนเหยาเสร็จ ลั่วหงก็กางโล่ไร้แสงคลุมร่างนางด้วย
"ขอบคุณพี่ลั่วที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ"
หยวนเหยาคารวะขอบคุณ พยายามดึง "กระโปรงสั้น" ของตัวเองด้วยความเขินอาย ไม่รู้จะวางขาเรียวยาวคู่นี้ไว้ตรงไหนดี
"หึๆ แม่นางหยวนเปลี่ยนชุดเถอะ ลั่วผู้นี้ไม่แอบดูหรอก"
ลั่วหงพูดไปอย่างนั้น แต่ไม่มีทีท่าว่าจะหันหลังให้
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะพี่ลั่ว เสียเวลามามากแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ"
หยวนเหยาอายเกินกว่าจะถอดชุดต่อหน้าผู้ชาย ต่อให้อีกฝ่ายหลับตาก็เถอะ
"งั้นก็ตามใจ"
ลั่วหงหัวเราะเบาๆ แล้วใช้วิชาตัวเบาออกเดินทางต่อ พ้นจากทุ่งหญ้านี้ไป ยังมีด่านยุ่งยากรออยู่อีกเพียบ
หยวนเหยาแปะยันต์เหาะเหินไว้ที่ตัว ก็ตามลั่วหงทัน แต่จงใจทิ้งระยะห่างครึ่งช่วงตัว และเมื่อเห็นว่าลั่วหงไม่เคยแอบมองนางเลย ความเขินอายก็ค่อยๆ จางหายไป ตั้งสมาธิกับการเดินทาง
มีโล่ไร้แสงคุ้มกัน ไม่ต้องกลัวหญ้าเพลิงบาดขา และตลอดทางก็ไม่เจอพวกบ้าเลือดฆ่าคนชิงสมบัติอีก ทั้งคู่จึงใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็ผ่านทุ่งหญ้ามาได้
ตอนนั้นเอง ธารอัคคีกว้างสี่สิบกว่าจั้งก็ขวางอยู่ตรงหน้า
อุณหภูมิเหนือธารสูงกว่ารอบๆ อย่างเห็นได้ชัด พอลั่วหงเข้าใกล้ พลังเวทก็ถูกสูบอย่างรวดเร็ว ต้องรีบผ่านไปให้เร็วที่สุด
ในเมื่อบินไม่ได้ วิธีข้ามธารอัคคีก็มีแต่ต้องกระโดดไปตามเสาหินสูงต่ำไม่เท่ากันที่โผล่ขึ้นมากลางแม่น้ำ
และเสาหินพวกนี้ส่วนใหญ่กว้างแค่หนึ่งฟุต พอให้คนเดียวยืนได้ หยวนเหยาก็ต้านทานความร้อนของธารอัคคีด้วยตัวเองไม่ไหว เพราะงั้น...
"แม่นางหยวน เจ้าจะเลือกข้างหน้าหรือข้างหลัง?"
ลั่วหงอดไม่ได้ที่จะมองรูปร่างอันอัดแน่นของหยวนเหยา แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย
"ข้างหน้าเจ้าอาจจะสบายกว่านะ"
----------