เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 130 คลื่นใต้น้ำและเกาะร้าง

บทที่ 130 คลื่นใต้น้ำและเกาะร้าง

บทที่ 130 คลื่นใต้น้ำและเกาะร้าง


บทที่ 130 คลื่นใต้น้ำและเกาะร้าง

"ปีนี้ถึงกับมีโอกาสได้เห็นราชาปลา! เจ้าตัวใหญ่นี้ไม่ได้ปรากฏตัวมาเกือบร้อยปีแล้วกระมัง!"

อีซิ่วซิ่วได้ยินดังนั้นก็รีบเกาะกราบเรือชะโงกหน้ามองลงไป ก็เห็นท่ามกลางฝูงปลาปากคมจำนวนมหาศาล มีปลาปากคมขนาดยักษ์ความยาวกว่าเจ็ดแปดจั้งอยู่ตัวหนึ่งจริงๆ

กระดูกหนามบนตัวของมันดูน่าเกรงขาม แววตาเปี่ยมด้วยสติปัญญา ไม่ใช่สัตว์อสูรที่ต่ำกว่าระดับสองแน่นอน

ทว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ชมโดยรอบหรือผู้ฝึกตนระดับต่ำที่กำลังล่าปลาอยู่ ต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดี ไม่มีใครหวาดกลัวเลยสักคน

ดูเหมือนจะอ่านความสงสัยของลั่วหงออก อีซิ่วซิ่วจึงเป็นฝ่ายอธิบายให้ฟัง:

"พี่ลั่ว ราชาปลาตัวนี้ขี้ขลาดตาขาวเป็นที่สุด ไม่เคยโจมตีมนุษย์ก่อน นับจากครั้งล่าสุดที่มันปรากฏตัวก็น่าจะร้อยปีมาแล้ว!

รอบเกาะขุยซิงมีคำร่ำลือกันว่า ผู้ที่ได้เห็นราชาปลาด้วยตาตนเอง จะโชคดีไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง เดิมทีข้าก็ไม่เชื่อหรอกเจ้าค่ะ แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ดูเหมือนจะเชื่อถือได้อยู่บ้าง"

อีซิ่วซิ่วยิ้มจนตาหยี การที่สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้นับเป็นโชคดีที่สุดจริงๆ

"ฮ่าๆ ผู้ฝึกตนไม่ควรเชื่อถือเรื่องพรรค์นี้นะ ราชาปลาตัวนี้ก็นับเป็นสัตว์อสูรหายาก เหตุใดพอปรากฏตัวแล้วกลับไม่เห็นมีใครลงมือจับมันเลยเล่า? น้ำทิพย์เพลิงฟ้าที่กลั่นจากน้ำมันของราชาปลา สรรพคุณน่าจะดียิ่งกว่าไม่ใช่หรือ"

ลั่วหงส่ายหน้า เทียบกับเรื่องโชคลาภที่จับต้องไม่ได้ เขาชอบสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า

"ทั่วทั้งเกาะขุยซิงไม่มีใครกล้าแตะต้องมันหรอกเจ้าค่ะ ราชาปลาตัวนี้มีวังดาราหนุนหลังเชียวนะ!

ราชาปลาสามารถควบคุมฝูงปลาได้ ไม่ว่ามันจะตายหรือถูกใครจับไปเป็นสัตว์วิญญาณ ก็ล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตน้ำทิพย์เพลิงฟ้าของทะเลดาวชั้นในทั้งสิ้น

ดังนั้นผู้อาวุโสของวังดาราจึงวางจิ้นจื้อไว้ในตัวมัน ใครก็ตามที่คิดร้ายต่อราชาปลา จะถูกจิ้นจื้อทำสัญลักษณ์ไว้ แล้วต้องรับโทษทัณฑ์จากวังดารา

พี่ลั่วดูสิ กลุ่มก้อนที่กระดูกด้านหลังตาซ้ายของราชาปลา นั่นแหละคือสัญลักษณ์ของวังดารา"

อีซิ่วซิ่วชี้นิ้วไปที่ราชาปลาที่อยู่ไกลลิบ

"ที่แท้เป็นเช่นนี้ ราชาปลาตัวนี้สำคัญจริงๆ วิธีการของวังดาราก็นับว่าเหมาะสม"

ลั่วหงพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจกลับเกิดความระแวงสงสัย กลิ่นอายของคู่ปรับเก่าหัวมารเพิ่งปรากฏ ราชาปลาที่ไม่โผล่หัวมาร้อยปีก็ลอยขึ้นมาทันที มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยไหม?

ด้วยความสงสัย ลั่วหงจึงแผ่สัมผัสเทวะออกไปตรวจสอบ

หลังจากญาณวิญญาณบรรลุขอบเขตสองเหยี่ยน สัมผัสเทวะของเขาก็เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมแกนระยะต้นแล้ว ที่นี่ไม่มีผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมแกนอยู่ ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถจับได้ว่าเขากำลังตรวจสอบ

ผลลัพธ์เป็นไปตามคาด ใต้ท้องทะเลที่ดูเหมือนสงบนิ่ง แท้จริงแล้วมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ตาข่ายยักษ์ที่ถักทอขึ้นจากปราณธาตุน้ำกำลังพยุงราชาปลาขึ้นมา!

กลิ่นอายของตาข่ายปราณยักษ์นี้เร้นลับยิ่งนัก และมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในน้ำ ดังนั้นผู้ฝึกตนในที่นี้ นอกจากลั่วหงที่เป็นสัตว์ประหลาดที่มีสัมผัสเทวะระดับหลอมแกนแล้ว จึงไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ

บางทีแม้แต่ราชาปลาที่ถูกพยุงขึ้นมาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คิดแค่ว่าเจอกับกระแสน้ำใต้ทะเลที่รุนแรงเท่านั้น

เพียงครู่เดียว ตาข่ายปราณยักษ์ก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอย ราชาปลาก็ดำกลับลงสู่ก้นทะเลทันที ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

มีเพียงลั่วหงที่รู้ว่ามีใครบางคนวางค่ายกลไว้ใต้ทะเล โดยมีเจตนาเล็งเป้าไปที่ราชาปลา และค่ายกลนี้ต้องเพิ่งวางเสร็จใหม่ๆ แน่นอน มิฉะนั้นคงไม่ถือโอกาสทดสอบประสิทธิภาพค่ายกลเช่นนี้

ผู้ที่มีความกล้าพอจะคิดการใหญ่ฮุบฝูงปลาปากคม ย่อมไม่เกรงกลัววังดารา สำหรับข้าในตอนนี้ คนผู้นั้นคือยักษ์ใหญ่ที่ไม่อาจตอแยได้ ทำเป็นไม่เห็นไปซะดีกว่า

หลังจากผ่านเหตุการณ์ราชาปลา อีซิ่วซิ่วก็รีบบังคับเรือวิญญาณบินกลับไปยังท่าเรือเกาะขุยซิง ซึ่งมีสถานที่สำหรับเคี่ยวน้ำมันปลา

ปีก่อนๆ ไปช้าต้องต่อคิว ปีนี้กลับมาเป็นที่หนึ่ง นับว่ากู้ชื่อเสียงของหอหลันอวิ๋นคืนมาได้บ้าง

หลังจากให้อีเลียงคอยคุมงานเคี่ยวน้ำมันปลาที่ท่าเรือ อีซิ่วซิ่วก็พาลั่วหงกลับมาที่หอหลันอวิ๋น นางหยิบหยกบันทึกห้าชิ้นออกมาจากถุงสมบัติเก่าๆ ใบหนึ่ง

"พี่ลั่ว ชิ้นนี้คือแผนที่ทะเลดาวชั้นในทั้งหมด แต่ไม่ละเอียดมาก ระบุเพียงเกาะใหญ่ที่มีชื่อเสียงและสถานที่อันตรายเท่านั้น

ส่วนชิ้นนี้คือแผนที่ทางทะเลแบบละเอียดจากเกาะขุยซิงไปเมืองเทียนซิง ท่านพ่อของข้าทุ่มเงินมหาศาลซื้อมาในสมัยก่อน ในนั้นถึงขั้นระบุของขึ้นชื่อของเกาะต่างๆ ระหว่างทางไว้ด้วย

แต่พี่ลั่วไม่ได้ทำกิจการค้าขาย อาจจะไม่มีประโยชน์มากนัก

ชิ้นนี้คือแผนที่ทะเลนอก เนื้อหาเกินครึ่งท่านพ่อเป็นคนเพิ่มเติมเข้าไปเอง

และยังมีอีกสองชิ้นนี้ ชิ้นหนึ่งบันทึกข้อมูลสัตว์อสูรทั้งหมดที่รู้จักในทะเลดาวโกลาหล อีกชิ้นหนึ่งเป็นตำราแนะนำสมุนไพรและวัสดุวิญญาณมากมายในทะเลนอก

พี่ลั่วจะเดินทางไกล ต้องได้ใช้ทั้งหมดนี้แน่นอนเจ้าค่ะ"

"ขอบคุณมาก ข้อมูลพวกนี้คือสิ่งที่ข้าต้องการทราบจริงๆ แม่นางอีลำบากแล้ว

หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวลา"

ลั่วหงประสานมือคารวะ แล้วหันหลังเตรียมจากไป

"เดี๋ยวก่อนพี่ลั่ว ป้ายหยกชิ้นนี้ท่านรับไว้ด้วย!"

อีซิ่วซิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปลดหยกสีเหลืองชิ้นหนึ่งจากเอว

หยกชิ้นนี้มีพลังวิญญาณอ่อนจาง แต่สลักคำว่า "อี" ไว้ด้านบน ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของจำพวกของแทนใจหรือสัญลักษณ์ยืนยันตัวตน

"แม่นางอี นี่หมายความว่าอย่างไร?"

ลั่วหงไม่ยื่นมือไปรับสุ่มสี่สุ่มห้า ดีไม่ดีอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยาก

"ก่อนท่านพ่อเสียชีวิต ได้เปิดสาขาย่อยของหอหลันอวิ๋นไว้ที่เมืองเทียนซิง ป้ายหยกนี้คือสัญลักษณ์แสดงตัวตนเจ้าค่ะ

ข้าอยู่ไกลถึงเกาะขุยซิง ดูแลไม่ถึง เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์

พี่ลั่วจะไปเมืองเทียนซิง ลองเอาป้ายหยกนี้ไปที่ร้านนั้นดู อย่างน้อยก็มีที่ให้พักเท้า"

อีซิ่วซิ่วทำหน้าจริงใจ ยื่นป้ายหยกไปข้างหน้า เป็นเชิงเร่งให้ลั่วหงรับไปเร็วๆ

"ตกลง หากสาขาย่อยมีเรื่องเดือดร้อน ข้าจะช่วยดูแลให้บ้างตามสมควร"

ลั่วหงไม่ใช่คนเรื่องมาก เขาต้องการที่พักจริงๆ แต่ก็ไม่อยากติดค้างอีซิ่วซิ่ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถามว่า

"หอหลันอวิ๋นของแม่นางอีมีข้อขัดแย้งทางธุรกิจกับตระกูลเย่หรือ? ทำไมตระกูลเย่ถึงจ้องเล่นงานท่านเป็นพิเศษ?"

"ไม่มีข้อขัดแย้งนะเจ้าคะ สถานการณ์การค้าขายบนเกาะขุยซิงนับตั้งแต่ท่านประมุขเกาะคนใหม่รับตำแหน่งเมื่อร้อยปีก่อน ก็ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่โตอะไร

แต่ละตระกูลต่างมีขอบเขตการค้าของตนเอง ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาตลอด

คนตระกูลเย่พวกนั้นจิตใจสกปรก คิดจะฮุบตระกูลอีของพวกเราต่างหาก!"

พออีซิ่วซิ่วพูดถึงตระกูลเย่ ก็พาลนึกถึงนายน้อยตระกูลเย่ที่ประกาศว่าจะแต่งงานกับนาง ในใจก็รังเกียจจนแทบอาเจียน

เกรงว่าจะไม่ใช่แค่นั้นกระมัง

ลั่วหงถอนหายใจ หญิงสาวผู้นี้ช่วยเขาไว้ไม่น้อย จะทนดูนางถูกกระแสธารแห่งอำนาจบดขยี้ตายไปต่อหน้าต่อตาก็ใช่ที่ จึงถามต่อว่า

"แล้วหอหลันอวิ๋นของแม่นางอีทำธุรกิจหลักเกี่ยวกับอะไร?"

"พี่ลั่วอย่าเห็นว่าหอหลันอวิ๋นของข้าคนน้อย แล้วคิดว่าธุรกิจตระกูลอีไม่ใหญ่นะเจ้าคะ มหาค่ายกลพิทักษ์เกาะของเกาะขุยซิงและเกาะบริวารอีกยี่สิบกว่าเกาะ ล้วนอาศัยตระกูลอีของพวกเราเป็นผู้ดูแลรักษาทั้งสิ้น

วัสดุวางค่ายกลที่ผลิตได้จากเกาะใหญ่รอบๆ ตระกูลอีของเราก็เหมาหมดทุกปี คนอื่นอยากซื้อก็หาซื้อไม่ได้

น่าเสียดายที่ตระกูลอีไม่เคยเชิญนักสร้างค่ายกลมาได้ มิเช่นนั้นคงก้าวหน้าไปไกลกว่านี้แล้ว"

อีซิ่วซิ่วยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ มองลั่วหงด้วยสายตาที่มีความหมายแฝง

โชคดีที่ตระกูลเจ้าไม่มีนักสร้างค่ายกล มิฉะนั้นคงจบเห่ไปนานแล้ว!

"แม่นางอี เห็นแก่ความจริงใจที่ท่านช่วยเหลือข้า ก่อนจากกันข้าขอพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดสักประโยค

ในยามที่อ่อนแอ ก็ต้องยอมรับในความอ่อนแอของตน แบ่งปันผลประโยชน์ของตระกูลให้กับตระกูลที่ไว้ใจได้ อาศัยบารมีของพวกเขาข่มขวัญคนพาล ตระกูลอีจึงจะมีโอกาสเติบโตแข็งแกร่ง

อีกอย่าง ยันต์แผ่นนี้แม่นางอีเก็บไว้ให้ดี หากวันหน้าเผชิญอันตรายถึงชีวิต กระตุ้นยันต์แผ่นนี้อาจช่วยชีวิตท่านได้

ข้าขอลา"

ลั่วหงยื่นยันต์เคลื่อนย้ายสี่ลักษณ์ ให้หนึ่งแผ่น แล้วหันหลังเดินจากไปทันที ภายใต้กระแสธารแห่งอำนาจนั้น เขาเองก็เป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง พูดเตือนสติได้เท่านี้ก็นับว่าเมตตาและยุติธรรมที่สุดแล้ว

เมื่อเดินออกจากประตูหอหลันอวิ๋น ลั่วหงกำลังจะมุ่งหน้าไปยังทางออกของค่ายกลพิทักษ์เกาะ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางไกล

นึกไม่ถึงว่าเดินไปได้ไม่กี่จั้ง ก็ถูกคนสองคนขวางทางไว้

"พี่ลั่วโปรดหยุดก่อน เราสองสามีภรรยามีเรื่องอยากปรึกษา"

หยวนซิงผิงและจิ้งเอ๋อร์เดินออกมาจากมุมตึก ขวางทางลั่วหงไว้ ดูเหมือนจะดักรออยู่นานแล้ว

"ข้าไม่ว่างไปออกแบบค่ายกลให้สำนักพวกเจ้าหรอก ทั้งสองท่านหาคนผิดแล้ว"

สิ่งที่ดึงดูดคนทั้งสองได้มีเพียงสถานะนักสร้างค่ายกลของเขา ลั่วหงจึงรีบพูดดักคอเพื่อตัดบท จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก

"พี่ลั่วเข้าใจผิดแล้ว เราสองสามีภรรยามาด้วยเรื่องส่วนตัว

พี่ลั่วพอจะสละเวลาคุยรายละเอียดกันสักหน่อยได้หรือไม่?"

หยวนซิงผิงผายมือเชื้อเชิญ อยากให้ลั่วหงย้ายไปคุยที่โรงน้ำชาใกล้ๆ

"ไม่จำเป็น มีอะไรก็พูดตรงนี้แหละ"

ลั่วหงร่ายเวทป้องกันเสียงอย่างลวกๆ กะว่าฟังจบแล้วจะรีบไปทันที

ไม่ใช่ว่าลั่วหงดูถูกพวกเขา แต่ความลับของผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณ สำหรับเขาที่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะมีค่า และสามีภรรยาคู่นี้พูดให้ดูดีคือซื่อสัตย์เป็นธรรมชาติ แต่พูดตรงๆ คือจนกรอบสุดๆ

ลั่วหงไม่อยากเสียเวลาอันมีค่าไปกับศิลาวิญญาณไม่กี่ก้อน

"พี่หยวน พี่ลั่วคงจะมีธุระด่วน พวกเราอย่าอ้อมค้อมกันเลย สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นลำพังพวกเราจัดการไม่ไหวหรอก"

จิ้งเอ๋อร์กระตุกชายเสื้อสามี เร่งเร้า

"พี่ลั่ว ไม่ปิดบังท่าน เราสองสามีภรรยาบังเอิญไปพบเกาะร้างแห่งหนึ่ง บนเกาะมีหุบเขาสมุนไพรที่เต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณนานาชนิด แต่กลับมีสัตว์อสูรที่ร้ายกาจเฝ้าอยู่

ครั้งนี้ตั้งใจมาขอความช่วยเหลือจากพี่ลั่วให้ช่วยกำจัดสัตว์อสูร ถึงตอนนั้นสมุนไพรในหุบเขาเราแบ่งให้ท่านครึ่งหนึ่ง!"

หยวนซิงผิงกัดฟันพูดด้วยความเสียดายสุดขีด มีวาสนาเช่นนี้ใครจะอยากแบ่งให้คนอื่น แต่ลำพังพวกเขาสองผัวเมียไร้ความสามารถจริงๆ

"เกาะร้าง? สมุนไพรวิญญาณ?"

ใจของลั่วหงกระตุกวูบ ท่าทีอ่อนลงทันที ถามว่า

"เกาะร้างนั้นห่างจากเกาะขุยซิงเท่าไหร่? บนเกาะมีสัตว์อสูรมากแค่ไหน? ระดับอะไร?"

ได้ยินคำถามสามข้อรวดของลั่วหง สองสามีภรรยาหยวนซิงผิงก็ยิ้มออกมา รู้ทันทีว่าเรื่องนี้มีโอกาสสำเร็จเกินครึ่ง

"เกาะนั้นถูกหมอกทะเลปกคลุมตลอดปี หากบินจากเกาะขุยซิงไป น่าจะใช้เวลาประมาณยี่สิบวัน นับว่าห่างไกลมากทีเดียว

สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่บนเกาะมีสองชนิด ชนิดหนึ่งคือนกวายุคลั่งที่ทำรังอยู่บนหน้าผาริมทะเล มีประมาณสิบกว่าตัว ทั้งหมดเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งชั้นต่ำ

แต่อีกชนิดหนึ่งคือมดอัคคีแดงซึ่งเป็นสัตว์อสูรขนาดยักษ์ ในฝูงมีขุนพลมดระดับสองอยู่ด้วย และพวกมันทำรังอยู่ในหุบเขาสมุนไพร พวกเราต้องการเก็บสมุนไพร ย่อมเลี่ยงพวกมันไม่ได้เด็ดขาด"

หยวนซิงผิงมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะมาเชิญลั่วหง เขาเคยลองวิธีอื่นมาแล้ว แต่ก็ล้มเหลว หากไม่ใช่เพราะมดอัคคีแดงเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วนักและบินไม่ได้ เขาคงตายไปหลายรอบแล้ว

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจความต้องการของทั้งสองแล้ว

อาศัยพลังของค่ายกล พวกเราสามคนรับมือสัตว์อสูรระดับสองตัวหนึ่งไม่ใช่ปัญหา

เรื่องนี้ข้าตกลง จะออกเดินทางเมื่อไหร่?"

ลั่วหงตอบรับทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด แน่นอนว่าเขาไม่ได้เห็นแก่สมุนไพรไม่กี่ต้น แต่เห็นแก่ตัวเกาะร้างนั่นต่างหาก

เขาก็คาดไม่ถึงว่าโชคจะดีขนาดนี้ ยังไม่ทันไปถึงทะเลนอก ก็หาเกาะร้างที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเหมาะแก่การวางค่ายกลได้แล้ว

ในเมื่อบนเกาะร้างนั้นมีหุบเขาสมุนไพร และยังมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่จำนวนมาก ย่อมต้องเป็นสถานที่ที่มีปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ ชีพจรวิญญาณขนาดเล็กสักสายย่อมขาดไม่ได้!

แม้ลั่วหงจะมั่นใจในค่ายกลที่ตนออกแบบ แต่ต้องผ่านการทดสอบจริงเท่านั้นจึงจะมั่นใจได้สิบส่วน

หากไม่ทดสอบในทะเลดาวชั้นในให้เรียบร้อย พอไปถึงทะเลนอกแล้วเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา อยากจะปรับแก้แต่ขาดวัสดุก็คงปวดหัวน่าดู

แค่เสียเวลาเดินทางไปกลับก็ทำให้ลั่วหงหงุดหงิดได้แล้ว ยังไม่นับความเสี่ยงจากการบินในทะเลเป็นเวลานานอีก

ส่วนเหตุผลที่สองสามีภรรยาหยวนซิงผิงยืนกรานจะร่วมมือกับเขา ก็เข้าใจได้ง่ายมาก

อย่าเห็นว่าหยวนซิงผิงยอมแบ่งสมุนไพรให้ตั้งครึ่งหนึ่งเหมือนจะขาดทุนย่อยยับ แต่การจะรับมือสัตว์อสูรระดับสอง หากไม่พึ่งค่ายกล ก็ต้องจ้างผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน หรือไม่ก็ต้องรวมกลุ่มผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณเจ็ดแปดคนเสี่ยงชีวิตเข้าไป

ถ้าทำแบบนั้น พวกเขาก็คงได้แค่เศษเนื้อติดกระดูกเท่านั้น

"ออกเดินทางได้เดี๋ยวนี้เลย!"

หยวนซิงผิงและจิ้งเอ๋อร์มองหน้ากัน แล้วโพล่งออกมาด้วยความดีใจ

จริงๆ พวกเขาเตรียมใจจะยอมสละสมุนไพรให้มากกว่านี้เพื่อจูงใจอีกฝ่าย นึกไม่ถึงว่าจะราบรื่นขนาดนี้

ขณะที่ลั่วหงกำลังยินดีกับลาภลอยที่ได้มาอย่างไม่คาดฝัน ทางด้านตระกูลเย่กลับเกิดการทะเลาะวิวาทอย่างรุนแรง

"ท่านพ่อ! ตระกูลอีตอนนี้ตกต่ำจนไม่มีผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานหนุนหลังแล้ว ทำไมเราถึงใช้กำลังบังคับไม่ได้? มัวแต่เล่นสกปรกแบบนี้ เมื่อไหร่ข้าจะได้สาวงามมากอดเล่า?!"

นายน้อยตระกูลเย่โกรธจัดกับความล้มเหลวในวันนี้ ความอดทนเส้นสุดท้ายขาดผึง ถึงขั้นคิดจะใช้วิธีรุนแรง

"เพียะ!" เสียงตบฉาดใหญ่ดังขึ้น นายน้อยตระกูลเย่หน้าหัน เลือดค่อยๆ ไหลซึมที่มุมปาก

"ไอ้ลูกไม่รักดี! เรื่องของตระกูลอีไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะเข้ามายุ่ง ไสหัวไปสำนึกผิดที่ห้องลงทัณฑ์เดี๋ยวนี้!"

เย่เจาตบหน้าลูกชายตัวดีฉาดใหญ่ ตวาดไล่ตะเพิดให้พ้นหน้า

นายน้อยตระกูลเย่ไม่เคยเห็นบิดาโกรธเกรี้ยวขนาดนี้มาก่อน เขาแค่ต้องการฉุดคร่าผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่ง เหตุใดต้องรุนแรงถึงเพียงนี้?

แม้ในใจจะน้อยเนื้อต่ำใจเพียงใด แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งบิดา ได้แต่กุมหน้าเดินคอตกไปทางห้องลงทัณฑ์

เย่เจามองแผ่นหลังของบุตรชาย ถอนหายใจยาว แล้วปรับสีหน้าให้เคร่งขรึม เดินไปที่ห้องหนังสือ เปิดกลไกจิ้นจื้อ แล้วเข้าไปในห้องลับ

"ประมุขเย่ เจ้ารู้ความผิดหรือไม่?"

ภายในห้องลับ มีผู้ฝึกตนหนุ่มนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ประธาน ในมือเล่นลูกแก้วสีเขียวลูกหนึ่ง

ทันทีที่เย่เจาเข้ามา อีกฝ่ายก็เอ่ยปากคาดโทษโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง

"นายน้อย ประมุขน้อยเย่ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โปรดละเว้นเขาครั้งนี้เถิด ต่อไปข้าน้อยจะอบรมสั่งสอนอย่างเข้มงวด ไม่ให้เขาเสียการใหญ่แน่นอนขอรับ"

เย่เจาในยามนี้ทำตัวนอบน้อมถ่อมตนถึงขีดสุด หากผู้ฝึกตนบนเกาะขุยซิงมาเห็นผู้นำตระกูลเย่ในสภาพก้มหัวปลกๆ เช่นนี้ คงตกใจจนคางค้าง

เย่เจก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าสบตาชายหนุ่มที่มีระดับพลังเท่ากันตรงหน้า สายตาเหลือบไปเห็นดวงอาทิตย์สีเขียวสามดวงที่ปักอยู่บนแขนเสื้อของอีกฝ่าย ในปากก็พลันขมปร่า

"ว่ามา เหตุใดจึงต้องลงมือกับนังหนูตระกูลอีคนนั้น หากไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล เจ้าคงหนีไม่พ้นการลงโทษแน่"

ผู้ฝึกตนหนุ่มเก็บลูกระเบิดอัสนีเขียว พลางแสยะยิ้มเย็นชา

"นายน้อยโปรดตรวจสอบ ความจริงแล้วอีซิ่วซิ่วมีกายาหยกหงสาที่หาได้ยากยิ่ง เป็นเตาหลอมมนุษย์ชั้นยอดสำหรับฝึกวิชา

ข้าน้อยเดิมทีตั้งใจจะควบคุมนางไว้ก่อน แล้วค่อยถวายแด่นายน้อย

เจ้าลูกชายไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เกือบจะทำเสียเรื่องใหญ่แล้วขอรับ"

เย่เจารีบบอกความจริง การประจบสอพลอครั้งนี้ช่างเสี่ยงอันตรายเหลือเกิน

----------

จบบทที่ บทที่ 130 คลื่นใต้น้ำและเกาะร้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว