- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 110 ปะทะเดือดกุยโส่ว
บทที่ 110 ปะทะเดือดกุยโส่ว
บทที่ 110 ปะทะเดือดกุยโส่ว
บาตรใบนี้มีชื่อว่า "บาตรผนึกจิต" ตัวมันเองเป็นเพียงอาวุธวิเศษระดับสูง แต่ในบรรดาสมบัติทั้งหมดที่นายน้อยสำนักเปลวเพลิงมารครอบครอง บาตรผนึกจิตใบนี้คือสิ่งที่ทำให้เหล่าผู้อาวุโสขอบเขตหลอมแกนในสำนักหวาดกลัวที่สุด
นั่นเป็นเพราะ จิ้นจื้อบนบาตรใบนี้มีความเชื่อมโยงกับจิ้นจื้อที่ฝังอยู่ในดวงจิตของผู้อาวุโสเหล่านั้น แม้จะไม่ถึงขั้นที่ว่าพอบาตรออกมาแล้วต้องยื่นคอให้เชือด แต่การที่พลังฝีมือสิบส่วนจะเหลือให้ใช้ได้ไม่ถึงแปดเก้าส่วนนั้นเป็นเรื่องแน่นอน
แน่นอนว่า หากต้องการให้ได้ผลลัพธ์เช่นนี้ จำเป็นต้องใช้ควบคู่กับเคล็ดคาถาเฉพาะ ไม่ใช่ว่าใครได้ไปก็จะใช้ได้
แต่หากเป็นแค่การยืมบาตรไปตามหาคนและเก็บดวงวิญญาณ ก็เพียงแค่ถ่ายเทพลังเวทลงไปก็พอ
เมื่อมองส่งผู้อาวุโสแซ่โม่ถือบาตรจากไป นายน้อยสำนักเปลวเพลิงมารก็กระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต ในกองเลือดนั้นคล้ายมีหัวกะโหลกแหวกว่ายอยู่ ดูชั่วร้ายพิสดารยิ่งนัก
เขารีบกลืนโอสถโลหิตลงไปเพื่อระงับอาการบาดเจ็บ แล้วรอคอยด้วยความร้อนรน
ก่อนหน้านี้ในท้องเขา เขาเองก็เห็นเงาร่างที่ถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มแสงสี่สีนั้นเช่นกัน แต่เนื่องจากบาดเจ็บหนัก จึงมองเห็นไม่ชัดเจน
ที่เขาต้องการตามดวงจิตของสิงกว้าโหย่วกลับมา เหตุผลหนึ่งก็เพื่อสืบหาเบาะแสของคนลึกลับผู้นั้นจากปากของมัน ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อใช้มันดับโทสะของบรรพชน
เรื่องเคล็ดมารเขียวสุริยันหายไปนั้น ไม่ใช่เรื่องที่นายน้อยสำนักเปลวเพลิงมารจะปิดบังได้
จิ้นจื้อบนหยกบันทึกวิชามารนั้น ปีศาจเฒ่าชิงหยางเป็นผู้ลงมือวางด้วยตัวเอง และยังร่ายคาถาเชื่อมโยงจิ้นจื้อเข้ากับจิตใจของนายน้อย เพื่อให้เขาสามารถสัมผัสตำแหน่งของหยกบันทึกได้ตลอดเวลา และได้รับสิทธิ์ในการครอบครองมัน
บัดนี้จิ้นจื้อถูกทำลายไปแล้ว นายน้อยสำนักเปลวเพลิงมารบาดเจ็บหนักก็เพราะเหตุนี้ และทางฝั่งปีศาจเฒ่าชิงหยางย่อมต้องรู้เรื่องทันทีเช่นกัน
เวลานี้ ปีศาจเฒ่าชิงหยางคงจะรอให้นายน้อยกลับไปรายงานผลที่ถ้ำเซียนในสำนักเปลวเพลิงมารแล้ว หากหาดวงจิตของสิงกว้าโหย่วไม่พบ ด้วยนิสัยขี้ระแวงของปีศาจเฒ่า เกรงว่านายน้อยคงต้องโดนค้นวิญญาณด้วยตนเอง
และเมื่อปีศาจเฒ่ารู้ความจริงทั้งหมด ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะบันดาลโทสะตบจนนายน้อยวิญญาณแตกสลายไป!
"ผู้อาวุโสสิง ท่านต้องอดทนไว้หน่อยนะ นายน้อยผู้นี้จะรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว!"
...
ณ โรงเตี๊ยมในตลาดเซียนหวงเฟิงกู่ ลั่วหงปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน การเพิ่งหนีรอดจากเงื้อมมือผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมแกนมาได้หมาดๆ สร้างความตื่นเต้นให้เขาไม่น้อย
หลังจากสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาก็เริ่มตรวจสอบเงามืดตามจุดต่างๆ ในห้อง รวมถึงผงชาดตามร่องประตูหน้าต่าง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครซ่อนตัวอยู่ และในช่วงที่เขาไม่อยู่ก็ไม่มีใครบุกรุกเข้ามา จึงค่อยวางใจนั่งลง
จากนั้นเขาก็เริ่มขบคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
"แม้จะไม่รู้ว่าทำไมพวกมารจู่ๆ ถึงลงมือเร็วกว่ากำหนด แต่ต้องเกี่ยวข้องกับข้าแน่นอน แปดส่วนน่าจะเป็นเพราะความเคลื่อนไหวตอนที่ข้าเข้าไปในประตูหินสีดำส่งเสียงดังออกไปถึงข้างนอก
ถ้าเป็นไปตามแผนเดิมของพวกมาร นอกเขาชื่อหยางจะต้องมีกลุ่มผู้ฝึกวิถีมารตัวปลอมคอยก่อกวนอยู่แน่
ข้าอยู่ในถ้ำเซียนโบราณมาเกือบสองวัน หมายความว่าอีกประมาณหนึ่งวัน ผู้ฝึกตนตระกูลหลี่ที่มาขอความช่วยเหลือ ก็น่าจะเข้าสู่ระยะทำการของยันต์สื่อสารแล้ว
ถึงตอนนั้น ข้าควรจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วกลับไปช่วยเขาชื่อหยางดีหรือไม่?"
ลั่วหงหนีออกมาเร็วเกินไป เขาจึงไม่รู้ว่าเขาชื่อหยางถล่มไปครึ่งแถบแล้ว และผู้ฝึกตนตระกูลหลี่ก็หนีตายกันไปหมดแล้ว
ในใจลั่วหงไม่อยากกลับไปเลย เพราะมีดบินเล่มสุดท้ายที่พุ่งใส่เขานั้น มีระดับวิญญาณถึงขั้นสมบัติวิเศษ แสดงว่าคนลงมือต้องเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมแกนแน่นอน
การกลับไปก็ไม่ต่างอะไรกับการเอายีวิตไปฝากไว้ในมือคนอื่น ลั่วหงต่อต้านเรื่องนี้อย่างรุนแรง
แต่ถ้าไม่กลับไป หนึ่งคือจะทำให้คนสงสัย สองคือจะอธิบายกับหลี่หัวหยวนไม่ขึ้น ซึ่งก็จะผ่านด่านยากเช่นกัน
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลั่วหงก็คิดว่าไหนๆ ก็ยังมีเวลา ลองตรวจสอบดูหน่อยว่าเคล็ดมารเขียวสุริยันเป็นวิชาระดับไหน แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องกลับไม่กลับอีกที
คิดได้ดังนั้น ลั่วหงก็นำหยกบันทึกสีเขียวลายทองมาแนบที่หน้าผาก แล้วจมดิ่งลงสู่การทำความเข้าใจอยู่เกือบครึ่งค่อนวัน ก่อนจะถอนสัมผัสเทวะออกมาพร้อมกับเลียริมฝีปาก
"วิชานี้เกรงว่าจะเป็นสุดยอดวิชาประจำสำนักของสำนักเปลวเพลิงมารแน่ แค่อ่านคำบรรยายในหยกบันทึก ก็รู้สึกว่าร้ายกาจสุดๆ แล้ว"
อัคคีมารชิงหยางที่ถูกกล่าวถึงในวิชานั้นมีชื่อเสียงโด่งดังเกินไป ทำให้ลั่วหงระบุได้ทันทีว่ากลุ่มผู้ฝึกวิถีมารนี้มาจากสำนักเปลวเพลิงมาร หนึ่งในหกสำนักฝ่ายมาร ผู้ฝึกตนสำนักนี้ขึ้นชื่อเรื่องการหลอมและควบคุมเพลิงมารชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอัคคีมารชิงหยางที่มีชื่อเสียงระบือไกล
เพียงแค่ผู้ฝึกตนคลั่งเพลิงที่ขับเคลื่อนอานุภาพของอัคคีมารชิงหยางได้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถวางก้ามขวางโลกในขอบเขตสร้างรากฐานได้แล้ว หลอมละลายสมบัติสังหารศัตรูได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องพูดถึงอัคคีมารชิงหยางของแท้ที่จะฝึกสำเร็จเมื่อถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเลย นั่นมันคือมหาอิทธิฤทธิ์ชั้นนำของโลกมนุษย์ชัดๆ
ขนาดลั่วหงที่มีความคิดจะสร้างวิชาของตัวเอง เมื่อได้รู้ซึ้งถึงอานุภาพที่แท้จริงของวิชามารนี้ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดอยากเปลี่ยนมาฝึกวิชานี้แทน
แน่นอนว่า หยกบันทึกชิ้นนี้ไม่ใช่หยกถ่ายทอดวิชาต้นฉบับของสำนัก จึงไม่มีบันทึกประสบการณ์และข้อคิดเห็นของเฒ่าประหลาดระดับวิญญาณแรกกำเนิดรุ่นก่อนๆ แต่ถึงอย่างนั้นมูลค่าของมันก็สูงส่งมหาศาล
เมื่อทำหายไป สำนักเปลวเพลิงมารจะต้องทุ่มสุดตัวเพื่อตามหากลับคืนมาแน่นอน พวกมารไม่มีทางยอมให้วิชานี้รั่วไหลออกไปแน่
ลั่วหงตระหนักได้ว่าตนเองได้แหย่รังแตนเข้าให้แล้ว แถมยังเป็นรังแตนยักษ์ที่จะทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดต้องเคลื่อนไหว ดังนั้นเขาชื่อหยางเขาไม่กลับไปเด็ดขาด และต้องไม่ให้ใครสงสัยว่าเขามีความเกี่ยวข้องกับเคล็ดมารเขียวสุริยัน มิฉะนั้นแม้แต่สำนักหวงเฟิงกู่ก็คุ้มครองเขาไม่ได้
หลังจากไตร่ตรองอย่างละเอียด ลั่วหงก็มีแผนการในใจ
เขารีบเก็บค่ายกลในห้อง แล้วผลักประตูเดินออกไป สีหน้าเรียบเฉยแต่แอบใช้สัมผัสเทวะกวาดตรวจสอบ พบว่าในเงาของกระถางดอกไม้ใกล้ประตูห้องมีกลิ่นอายผิดปกติซ่อนอยู่
ลั่วหงทำเป็นไม่สนใจ เดินออกจากโรงเตี๊ยมไปเดินเล่นในตลาดเซียนตามปกติ ไม่นานเขาก็ได้รับยันต์สื่อสารตามที่คาดไว้
เขารีบแสร้งทำหน้าตื่นตระหนก บินออกจากตลาดเซียน ไปสมทบกับผู้ฝึกตนตระกูลหลี่ที่มาส่งข่าว
"อาจารย์อาลั่วแย่แล้วขอรับ ผู้ฝึกวิถีมารบุกมาแล้ว!"
ทันทีที่พบหน้า ผู้ส่งข่าวก็ตะโกนด้วยความร้อนรน
ลั่วหงพยักหน้าเล็กน้อย ทันใดนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว สะบัดมือซัดยันต์ลิ่มน้ำแข็งสามแผ่น ใส่เงาต้นไม้ธรรมดาๆ ต้นหนึ่ง
"ใครอยู่ตรงนั้น!"
ลั่วหงตะโกนลั่น คว้าไหล่ผู้ส่งข่าวแล้วดีดตัวถอยหลังไปสิบจั้งทันที ทำท่าทางเหมือนตกใจสุดขีดที่รู้ว่าตนเองถูกสะกดรอยตาม
เมื่อถูกลั่วหงเปิดโปงที่ซ่อน กุยโส่วก็ไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป ร่างลอยขึ้นมาจากเงาในพริบตา มือถือมีดสั้นสีดำทมิฬ ฟันฉับเดียวทำลายลิ่มน้ำแข็งทั้งสามจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย
"ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง?! หรือว่าเจ้าก็คือหัวหน้ากลุ่มผู้ฝึกวิถีมารที่ก่อความวุ่นวายในเขาชื่อหยาง?!"
ลั่วหงถามนำร่องทั้งที่รู้อยู่แล้ว พลางร่ายคาถากางโล่ให้ตัวเองไปด้วย
กุยโส่วไม่มีอารมณ์จะพูดพร่ำทำเพลงกับลั่วหง เขาตวัดมีดฟันคลื่นดาบสีเลือดออกมาสามสายติดต่อกัน เดิมทีคิดว่าด้วยอานุภาพของวิชาสังหารเงา การจะทำลายคาถาที่อีกฝ่ายร่ายออกมาอย่างลวกๆ นั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ แต่คิดไม่ถึงว่าหลังจากเสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นสามครั้ง คลื่นดาบสีเลือดของเขากลับเป็นฝ่ายแตกสลายไปเอง
"หึหึ ในเมื่อสหายไม่ยอมพูด งั้นให้ลั่วผู้นี้จับเป็นเจ้า แล้วส่งไปให้อาจารย์ข้าค้นวิญญาณก็แล้วกัน!"
สิ้นเสียง ลั่วหงก็ขับเคลื่อนหอกสะท้านภูผา, ไม้เท้าพฤกษาเขียวและไข่มุกลั่วเฉิน อาวุธวิเศษระดับสุดยอดทั้งสามชิ้นเข้าโจมตีกุยโส่วพร้อมกัน
กุยโส่วลอบตื่นตระหนกในใจ คนผู้นี้มีสัมผัสเทวะที่ร้ายกาจนัก ถึงกับควบคุมอาวุธวิเศษระดับสุดยอดสามชิ้นพร้อมกันได้!
แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อครู่ข้าได้ยินข่าวความผิดปกติที่เขาชื่อหยางจนลมปราณปั่นป่วนไปวูบหนึ่ง ต่อให้มันมีสัมผัสเทวะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางพบตัวข้าได้หรอก
เมื่อคิดว่าตนเองรู้สาเหตุที่ถูกจับได้ กุยโส่วก็วางใจลง เผชิญหน้ากับหอกและไม้เท้าที่พุ่งเข้ามาอย่างดุดัน เขาเริ่มจากการร่ายคาถาเบาๆ แยกร่างเงาที่เหมือนตัวจริงทุกประการออกมาสองร่าง จากนั้นก็ซัดกงจักรสีเลือดขนาดเท่าฝ่ามือคู่หนึ่ง เข้าโจมตีร่างต้นของลั่วหงโดยตรง
เป็นที่รู้กันดีว่าวิชามารนั้นมีอานุภาพร้ายแรง เมื่อลองหยั่งเชิงไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่อีกฝ่ายยังเลือกที่จะบุกทะลวงตรงๆ แสดงว่าต้องมั่นใจในอาวุธวิเศษของตนมาก
ลั่วหงไม่ประมาท เขาใช้ไข่มุกลั่วเฉินเสริมพลังป้องกันให้โล่วารีทองคำคราม พร้อมกับควบคุมหอกสะท้านภูผาและไม้เท้าพฤกษาเขียว ฟาดใส่ร่างเงาทางซ้ายสุดอย่างเต็มแรง
วิชาแปลงเงาของอีกฝ่าย ไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้าสัมผัสเทวะของลั่วหง เขาแยกแยะตำแหน่งร่างต้นได้อย่างง่ายดาย
การโจมตีของทั้งสองฝ่ายปะทะถึงตัวแทบจะพร้อมกัน ทางฝั่งลั่วหง กงจักรเลือดคู่กระแทกใส่โล่วารีทองคำครามแล้วไม่กระเด้งออก แต่กลับฝังตัวเข้าไปเล็กน้อย แล้วหมุนวนด้วยความเร็วสูงบนผิวโล่ กรีดเป็นวงรอยลึกซ้อนกัน
ยิ่งหมุน แสงสีเลือดก็ยิ่งเจิดจ้า เห็นได้ชัดว่ามันมีคุณสมบัติในการกลืนกินปราณวิญญาณ
แต่การจะเจาะทะลวงโล่วารีทองคำครามด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ
ทางด้านกุยโส่ว เมื่อเผชิญกับการโจมตีอันรุนแรงของลั่วหง ร่างต้นรีบถอยหลบอย่างทุลักทุเล ส่วนร่างเงาสองร่างพุ่งสวนขึ้นหน้า หวังจะดึงดูดความสนใจและแบ่งเบาการโจมตี
ทว่า ลั่วหงล็อคเป้าที่ร่างต้นอย่างกัดไม่ปล่อย หอกและไม้เท้าฟาดลงไปตามลำดับ พลังทำลายอันมหาศาลระเบิดพื้นดินจนเกิดหลุมลึกกว้างหนึ่งจั้ง
แต่แล้วสีหน้าของลั่วหงก็เปลี่ยนไป เพราะอาวุธวิเศษทั้งสองชิ้นไม่ส่งความรู้สึกว่าโจมตีถูกเนื้อหนังกลับมาเลย
ดวงตาคู่เดียวที่โผล่ออกมาจากหน้ากากของกุยโส่ว ฉายแววยินดีที่แผนการสำเร็จ
เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายมีสัมผัสเทวะแข็งแกร่ง จึงไม่ได้คิดจะใช้ร่างเงาหลอกตาตั้งแต่แรก แต่จงใจล่อให้อาวุธวิเศษที่ทรงพลังทั้งสองชิ้นนั้นไปไกลๆ จากนั้นจึงใช้วิชาย้ายรูปสลับเงาในเคล็ดวิชาสังหารเงา สลับตำแหน่งร่างต้นกับร่างเงาในพริบตา
เวลานี้ ร่างต้นของกุยโส่วกับร่างเงาอีกร่างหนึ่งพุ่งเข้าประกบซ้ายขวา พริบตาเดียวก็เข้ามาในระยะหนึ่งจั้งของลั่วหง
มีดสั้นในมือทั้งสองเปล่งแสงสีแดงวาบ เตรียมจะฟันใส่โล่วารีทองคำครามที่ถูกกงจักรเลือดบั่นทอนพลังไปมากแล้วพร้อมกัน!
ในนาทีวิกฤต ลั่วหงไม่ได้เรียกโล่กลืนวิญญาณออกมาป้องกัน แม้เขาจะรู้ว่าทางขวาคือร่างต้น แต่อีกฝ่ายต้องสลับเงาหนีไปฝั่งที่ไม่มีโล่ป้องกันในจังหวะโจมตีแน่นอน
ดังนั้น เขาจึงร่ายคาถาระเบิดโล่วารีทองคำครามออกทันที เพื่อต้านทานการโจมตีจากทั้งสองด้าน
ส่วนตัวเองก็ดีดตัวถอยหลัง ขอแค่ยื้อเวลาได้สักสองสามอึดใจ อาวุธวิเศษของเขาก็จะกลับมาช่วยทัน
ทว่า ลั่วหงดูเหมือนจะคำนวณพลาดไปจุดหนึ่ง ร่างเงาของกุยโส่วไม่ได้รับผลกระทบจากคลื่นกระแทกของปราณวิญญาณเลย
ร่างต้นของกุยโส่วถูกกระแทกปลิวออกไป แต่ร่างเงายังคงไล่ตามลั่วหงอย่างกัดไม่ปล่อย และตอนนี้ร่างกายของลั่วหงก็ไร้การป้องกันโดยสิ้นเชิง
ไม่ต้องสงสัยเลย กุยโส่วสลับตำแหน่งกับร่างเงาอีกครั้ง คราวนี้เขาทิ้งมีดสั้น มือขวามีเปลวเพลิงสีดำลุกโชน พุ่งเข้าคว้าตัวลั่วหงอย่างดุดัน
ทันใดนั้น งูไฟสีดำตัวหนึ่งก็พุ่งออกจากฝ่ามือของเขาดุจสายฟ้า อ้าปากกว้างฉกกัดไปที่ลำคอของลั่วหง
นี่คือวิชาลับไม้ตายของกุยโส่ว หากร่างกายของลั่วหงโดนเข้าไป ต้องตายสถานเดียว!
"มีลูกไม้ซ่อนอยู่จริงๆ ด้วย"
เสียงของลั่วหงดังขึ้นจากด้านหลัง กุยโส่วตกใจสุดขีด มองดูงูไฟสีดำเจาะทะลุลำคอของ "ลั่วหง" ตรงหน้า แล้วร้องว่าแย่แล้วในใจ
ที่แท้ ในขณะที่ระเบิดโล่วารีทองคำคราม ลั่วหงได้อาศัยจังหวะที่ปราณธาตุน้ำกระจายตัว สร้างภาพลวงตาเสมือนจริงที่ราวกับมีชีวิตขึ้นมา
กุยโส่วใจร้อนอยากฆ่าศัตรู บวกกับสัมผัสเทวะถูกลั่วหงกดดัน จึงมองไม่ออกในทันที และหลงกลเข้าเต็มเปา
ตอนนี้กุยโส่วเปิดช่องว่างเต็มตัว ลั่วหงไม่อยากยืดเยื้อกับผู้ฝึกวิถีมารที่เชี่ยวชาญการลอบสังหารคนนี้อีกต่อไป จึงใช้วิชาจากสิบสองจุดชีพจรทันที
ปราณวิญญาณรอบตัวลั่วหงพลุ่งพล่าน มังกรวารีขนาดยาวสามจั้งก่อตัวขึ้นในชั่วพริบตา ขดตัวอยู่รอบกายเขา
"ยันต์ระดับสูง!"
นี่เป็นครั้งแรกที่กุยโส่วเอ่ยปากนับตั้งแต่ปรากฏตัว
อานุภาพของคาถาระดับสูงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่การป้องกันเร่งด่วนจะต้านทานได้
กุยโส่วรู้ซึ้งถึงข้อนี้ดี จึงรีบมุดลงไปในเงา หวังจะใช้วิชาซ่อนเงาหนีไป
ลั่วหงย่อมไม่เปิดโอกาสให้ เขาบังคับมังกรวารีให้พุ่งลงไปกวนพื้นดินบริเวณที่กุยโส่วหายตัวไปจนเละเทะ บีบให้อีกฝ่ายต้องกระโจนออกมาทันที
จากนั้นหัวมังกรก็สะบัดวูบ งับแขนขวาข้างที่ปล่อยงูไฟของกุยโส่วเอาไว้ได้
ขณะที่กำลังจะฟาดร่างของมันลงกับพื้น กุยโส่วก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ใช้มีดสั้นตัดแขนขวาตัวเองทิ้ง แล้วหนีกลับเข้าไปในเงาอีกครั้ง
แม้ลั่วหงจะยังสัมผัสถึงกลิ่นอายของมันได้ แต่เขาก็ไม่ได้สั่งให้มังกรวารีไล่ล่าสังหารให้สิ้นซาก แกล้งทำเป็นโจมตีมั่วซั่วไปผิดทิศผิดทาง ปล่อยให้ผู้ฝึกวิถีมารคนนั้นหนีไป
"หึหึ มีคำให้การของเจ้า ข้อครหาของข้าทางฝั่งสำนักเปลวเพลิงมารก็น่าจะล้างได้สะอาดแล้ว"
ถ้าไม่ใช่เพื่อเล่นละครตบตา ลั่วหงคงร่ายวิชามังกรวารีแบบฉับพลัน ระเบิดกุยโส่วที่หลงคิดว่าตัวเองซ่อนตัวดีแล้วให้เละไปนานแล้ว
อย่างไรก็ตาม คนผู้นี้ร้ายกาจจริงๆ ทั้งวิชา, อาวุธวิเศษ, วิชาหนี ล้วนเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้และลอบสังหาร ประสบการณ์ก็โชกโชน ขนาดข้ายังเกือบพลาดท่า
ยังดีที่ข้ามีลูกเล่นเยอะ งัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมาใช้ได้เป็นชุดๆ
"เก่งหน่อยก็ดี ยิ่งไม่ใช่พวกรายกระจอกยิ่งดี แบบนี้ข้าจะได้ผ่านด่านอาจารย์ได้ง่ายขึ้น"
ลั่วหงกล่าวจบ ก็เก็บแขนที่ขาดของกุยโส่วและกงจักรเลือดคู่ที่มันเก็บไปไม่ทันลงใน ถุงหมื่นสมบัติ
จากนั้นก็หันไปหาผู้ส่งข่าวที่ยืนตัวสั่นงันงกดูการต่อสู้อยู่ข้างๆ แล้วกล่าวเสียงขรึมว่า
"คนผู้นี้ไม่เหมือนผู้ฝึกวิถีมารทั่วไป เรื่องที่เขาชื่อหยางต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ เจ้าตามข้าไปพบอาจารย์ข้า เพื่อรายงานเรื่องราวให้ชัดเจน"
"ขอรับ ศิษย์จะทำตามคำสั่งอาจารย์อาลั่วทุกอย่าง!"
ผู้ส่งข่าวเพิ่งเห็นลั่วหงแสดงอิทธิฤทธิ์ตีกระเจิงศัตรูที่แข็งแกร่ง ย่อมต้องเชื่อฟังอย่างถึงที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ลั่วหงจึงพาคนผู้นั้นบินด้วยความเร็วสูง มุ่งหน้าตรงไปยังหวงเฟิงกู่
ผ่านไปค่อนวัน ลั่วหงบินมาได้ครึ่งทาง ก็ได้ยินเสียงของอาจารย์หลี่หัวหยวนที่กดข่มความโกรธไว้ดังมาจากเหนือหัว
"ไอ้ศิษย์เนรคุณ ไม่เฝ้าเขาชื่อหยางให้ดีๆ มาทำอะไรอยู่ที่นี่?"
ลั่วหงรีบหยุดและมองไปรอบๆ ก็เห็นหลี่หัวหยวนกำลังบินมาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับชายชราผมขาวเคราขาวที่มีบุคลิกสูงส่ง แต่กลับไม่มีกลิ่นอายพลังเวทแม้แต่น้อย ราวกับคนธรรมดา
ในหวงเฟิงกู่ ผู้ที่ทำให้ลั่วหงรู้สึกเช่นนี้ได้ ไม่มีใครอื่นนอกจากบรรพชนลิ่งหู ผู้อาวุโสสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของหวงเฟิงกู่ที่มีตบะระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลาง
"ศิษย์ลั่วหง คารวะท่านอาจารย์ คารวะท่านปรมาจารย์!"
ลั่วหงไม่กล้าชักช้า รีบทำความเคารพ
"ไอ้ศิษย์เนรคุณ เจ้ารู้ไหมว่าทำไมเขาชื่อหยางถึงถล่มลงมา?!"
หลี่หัวหยวนไม่อ้อมค้อม เปิดฉากด่าทอทันที
ก็ไม่แปลก เพราะเขาชื่อหยางคือรากฐานของตระกูลหลี่ พอมันถล่มลงมา ตระกูลที่เขาอุตส่าห์ประคับประคองขึ้นมาก็เท่ากับล่มสลายไปกว่าครึ่ง
"อะไรนะ! เขาชื่อหยางถล่มแล้ว?!"
ลั่วหงเข้าใจทันทีว่าทำไมอาจารย์ถึงโกรธขนาดนี้ และในใจก็นึกนับถืออยู่ไม่น้อย
ถ้าเหมืองบ้านท่านถล่ม ท่านอาจจะถือมีดไล่ฟันคนไปแล้วก็ได้
----------