เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 ภัยพิบัติที่ไม่ได้ก่อ

บทที่ 39 ภัยพิบัติที่ไม่ได้ก่อ

บทที่ 39 ภัยพิบัติที่ไม่ได้ก่อ


บทที่ 39 ภัยพิบัติที่ไม่ได้ก่อ

"แค่ยันต์ระดับต่ำขั้นกลางกระจอกๆ พวกเราผู้ฝึกตนตระกูลเยี่ยนจะไปเห็นอยู่ในสายตาได้ยังไง สุราวิญญาณของเจ้าก็เหมือนกัน พวกเราแค่รีบออกมาจนลืมพกมาด้วยหรอกนะ ถึงได้คิดจะซื้อของระดับต่ำที่มีปราณวิญญาณเบาบางของเจ้าแก้ขัด"

ผู้ฝึกตนหญิงตระกูลเยี่ยนที่แต่งหน้าจัดจ้านและอายุไม่น้อยผู้นี้พูดจาไม่เกรงใจใคร แทบจะเขียนคำว่า 'ดูถูก' แปะไว้บนหน้าอยู่แล้ว

ผู้ฝึกตนชายตระกูลเยี่ยนที่อยู่ข้างกายนางขมวดคิ้วเข้ม จ้องมองลั่วหงด้วยความไม่พอใจ ราวกับว่าตนเองถูกล่วงเกินอย่างร้ายแรง

"เหอๆ งั้นข้าขอตัว"

จิตสังหารพาดผ่านดวงตาของลั่วหงแวบหนึ่ง เขาไม่อยากจะเสียเวลาเสวนากับคนทั้งสองแม้แต่คำเดียว จึงหันหลังเตรียมเดินจากไป

ใครจะรู้ว่าผู้ฝึกตนชายตระกูลเยี่ยนผู้นี้จะมีอารมณ์ฉุนเฉียวถึงเพียงนี้ พอพูดไม่เข้าหูก็ซัดอาวุธวิเศษใส่ด้านหลังของลั่วหงทันที!

ยันต์วิญญาณวารีคุ้มกายทำงานทันที ม่านน้ำที่เกิดจากปราณวิญญาณป้องกันการโจมตีนี้ไว้ได้ ลั่วหงหันกลับมาด้วยสีหน้าทะมึนทึง สบเข้ากับดวงตาที่บ้าคลั่งกระหายเลือดคู่นั้นพอดี

"อุ๊ยตาย! ตีกันแล้ว รีบหนีเร็ว!"

"รีบไปแจ้งผู้อาวุโสที่ดูแลงานชุมนุมเร็วเข้า มีคนก่อเรื่อง!"

ภายในรัศมีสิบจั้งรอบตัวลั่วหงและคนตระกูลเยี่ยน เหล่าผู้ฝึกตนอิสระต่างพากันวิ่งหนีหายไปจนเกลี้ยงในชั่วพริบตา

"ยันต์ดีนี่ สหายเต๋าขายให้ข้าด้วยสิ!"

"ฝันไปเถอะ!"

พระดินปั้นยังมีสามส่วนที่เป็นไฟ คนผู้นี้แม้ดูสติสตางค์ไม่สมประกอบ แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างให้มาทำตัวกร่างตามอำเภอใจ ลั่วหงก็ไม่กลัวที่จะสู้เหมือนกัน

"สหายเต๋าช่างบังอาจ รับค้อนอัสนีของข้าไปอีกสักที!"

ผู้ฝึกตนชายตระกูลเยี่ยนถูกยั่วโมโหได้ง่ายดายยิ่ง พลังเวทพวยพุ่ง สายฟ้าบนอาวุธวิเศษส่งเสียงเปรี้ยะปร๊ะ เตรียมจะใช้ออกด้วยการโจมตีเต็มกำลัง

อีกฝ่ายมีระดับพลังขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสิบเอ็ด และอาวุธวิเศษที่ใช้ก็มีอานุภาพไม่ธรรมดา ลั่วหงไม่กล้าประมาท รีบกระตุ้นยันต์วชิระที่ซ่อนเอาไว้ออกมา

แสงวิญญาณสีทองหลอมรวมเข้ากับม่านน้ำสีฟ้าทันที ภายใต้การเกื้อกูลกันของธาตุทองและธาตุน้ำ พลังป้องกันจึงเพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่าตัว

จากนั้น โดยไม่สนใจค้อนอัสนีของฝ่ายตรงข้าม ลั่วหงทำเคล็ดมือ ร่ายวิชากระสุนน้ำยิงถล่มใส่ร่างต้นของอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง

"ตึง!"

ค้อนอัสนีกระแทกเข้ากับม่านน้ำสีทอง เกิดเสียงทึบหนักราวกับค้อนทุบลงบนกลองใบใหญ่

เห็นเพียงระลอกคลื่นกระเพื่อมไหวบนม่านน้ำสีทอง กระจายแรงกระแทกไปยังทุกมุมในชั่วพริบตา ทำให้ค้อนอัสนียุบลงไปได้เพียงไม่กี่ชุ่น ก็สลายแรงปะทะของการโจมตีนี้ไปจนหมด

อีกด้านหนึ่ง กระสุนน้ำที่ยิงรัวของลั่วหงก็ถูกผู้ฝึกตนชายตระกูลเยี่ยนป้องกันไว้ได้เช่นกัน ทำได้เพียงระเบิดเป็นกลุ่มหมอกน้ำปนปราณวิญญาณรอบกายเขาเท่านั้น

"สหายเต๋า คาถาของเจ้าช่างอ่อนด้อยเสียจริง!"

ฉวยโอกาสเยาะเย้ยเสียให้พอเถอะ เดี๋ยวเจ้าก็จะอ้าปากไม่ขึ้นแล้ว!

ลั่วหงคีบ 'ยันต์วายุเหมันต์' ระดับต่ำขั้นกลางใบหนึ่งไว้ในมืออย่างเงียบเชียบ ขณะกำลังจะกระตุ้นใช้งาน ก็สัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายพลังเวทของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานหลายสายกำลังใกล้เข้ามา

ทั้งสามคนเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกัน ก็เห็นผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานสามคนในชุดสีม่วง สีขาว และสีเหลือง เหาะลงมาพร้อมกัน

"เยี่ยนควง เยี่ยนเซี่ยว งานชุมนุมเซียนจวนจะเริ่มอยู่แล้ว พวกเจ้ายังมีกะจิตกะใจมาเล่นสนุกกันอยู่อีก!"

คนชุดม่วงคือผู้ฝึกตนตระกูลเยี่ยน มาถึงก็ระบุการลอบโจมตีของเยี่ยนควงว่าเป็นเพียงการ 'เล่นสนุก' แสดงเจตนาปกป้องอย่างชัดเจน

"เยี่ยนเซี่ยว วิชาวิถีดาบพื้นฐานของสำนักฮว่าเตาเจ้าฝึกไปถึงไหนแล้ว ต้องการให้อาจารย์ลุงช่วยชี้แนะสักหน่อยหรือไม่"

ผู้ฝึกตนชุดขาวคือผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานของสำนักฮว่าเตา ฟังจากความหมายในคำพูด ดูเหมือนเยี่ยนเซี่ยวจะเป็นผู้ชนะงานชุมนุมเซียนที่สำนักฮว่าเตาผนึกตัวไว้ภายในแล้ว

คนสามคนมีเรื่องขัดแย้งกัน สองในนั้นมีผู้หนุนหลังแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากลั่วหงยังไม่ทำอะไรสักอย่าง เขาคงต้องโดนสอบสวนเอาผิดแน่

ผู้ฝึกตนหญิงขอบเขตสร้างรากฐานของสำนักหวงเฟิงกู่นั้นดูอ่อนเยาว์กว่าเยี่ยนเซี่ยวเสียอีก เวลานี้นางมีสีหน้าเหม่อลอย ดูเหมือนจิตใจจะลอยไปอยู่ที่อื่นนานแล้ว ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าลั่วหงที่เป็นศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณจะถูกลงโทษหรือไม่

"ศิษย์หลานลั่วหง คารวะอาจารย์อาน้อย ไม่ทราบว่าการปิดด่านของอาจารย์อาหลิวราบรื่นดีหรือไม่ขอรับ?"

"เจ้าก็คือศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณที่ศิษย์พี่สามให้ความสำคัญคนนั้นรึ? หมู่นี้เจ้ามีชื่อเสียงในสำนักโด่งดังไม่เบา แต่ข้าเพิ่งจะเคยเจอเจ้าครั้งแรก

เอ๊ะ? วิชาอำพรางปราณของเจ้าฝึกได้ไม่เลวเลยนี่ ขนาดข้ายังจับสัมผัสกลิ่นอายพลังเวทของเจ้าไม่ได้เลย"

จงเว่ยเหนียงคืออัจฉริยะด้านการบำเพ็ญเพียรที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสำนักหวงเฟิงกู่ นางสร้างรากฐานสำเร็จด้วยวัยเพียง 16 ปี ปัจจุบันนางอายุ 24 ปี เป็นศิษย์คนที่เจ็ดภายใต้อาจารย์หลี่หัวหยวน

"เป็นเพียงชื่อเสียงจอมปลอม มิอาจเทียบได้กับอาจารย์อาน้อยและอาจารย์อาหลิวหรอกขอรับ"

ลั่วหงประสานมือคารวะ ลอบยิ้มขื่นในใจ เขาเคยได้ยินมาบ้างว่ามีคนลือกันว่าเขาเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งในหมู่ศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณของหวงเฟิงกู่ แต่คิดไม่ถึงว่าจะลือไปเข้าหูผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย

"ที่แท้สหายตัวน้อยก็เป็นคนของศิษย์พี่หลิวจิงนี่เอง ดูคนจากภายนอกไม่ได้จริงๆ ข้าว่าเรื่องนี้ให้ถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่ต้องไต่สวนต่อแล้วกัน"

"อืม หน้าตาของศิษย์พี่หลิว คนแซ่เยี่ยนอย่างข้าจำต้องไว้อยู่แล้ว เรื่องนี้ก็ให้แล้วกันไปเถอะ"

ผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานของสำนักฮว่าเตาและตระกูลเยี่ยน อาศัยว่าตนมีระดับพลังขอบเขตสร้างรากฐานระยะกลาง จึงมองข้ามหัวจงเว่ยเหนียงไปอย่างสิ้นเชิง เปิดปากปิดปากก็พูดถึงแต่หลิวจิง หากเป็นผู้ฝึกตนคนอื่นของหวงเฟิงกู่คงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้ว แต่จงเว่ยเหนียงกลับทำหน้าดีอกดีใจเสียอย่างนั้น

ลั่วหงรู้อยู่แล้วว่าจงเว่ยเหนียงหลงรักหลิวจิงข้างเดียว แต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นไร้สมองขนาดนี้ คาดว่าอีกแค่นิดเดียวคงเกิดจิตมารแล้วกระมัง

แม้การจัดการเช่นนี้จะไม่ยุติธรรมต่อลั่วหงอย่างมาก แต่ภายใต้การกดดันร่วมกันของตระกูลเยี่ยนและสำนักฮว่าเตา ลั่วหงก็ไม่กล้าคาดหวังอะไรมากนัก แค่รักษาตัวรอดได้ก็พอ

"ศิษย์หลานลั่ว เจ้าก็มาดูงานชุมนุมเซียนเหมือนกันสินะ ถ้าอย่างนั้นก็ตามข้ามา ถือโอกาสเล่าเรื่องที่ศิษย์พี่สามสังหารผู้ฝึกวิถีมารขอบเขตสร้างรากฐานระยะกลางที่เขาเสียงคราวนั้นให้ข้าฟังด้วย"

จงเว่ยเหนียงกลอกดวงตาคู่สวย เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเจ้าเล่ห์

"ผู้น้อยน้อมรับคำสั่ง"

แผนการเดิมของลั่วหงก็มีการเข้าชมงานชุมนุมเซียนรวมอยู่ด้วย เพราะนี่เป็นเวทีประลองที่ใกล้เคียงกับการฆ่าฟันเพื่อเอาชีวิตรอดมากที่สุด นับเป็นโอกาสทองในการเก็บรวบรวมข้อมูลการต่อสู้ของผู้ฝึกตน

ทว่า ในเมื่อบังเอิญเจอจงเว่ยเหนียงเข้า ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถจัดการไปพร้อมกันได้เลย

ลั่วหงควบคุมอาวุธวิเศษบินตามหลังจงเว่ยเหนียงไปครู่หนึ่ง ก็มาถึงสถานที่จัดงานชุมนุมเซียน

เวทีประลองเจ็ดแห่งที่สร้างขึ้นง่ายๆ ด้วยดินและหินตั้งอยู่ตรงกลาง รายล้อมไปด้วยศาลาเก๋งจีนอันวิจิตรบรรจงหลายหลัง หลังที่ใหญ่ที่สุดคือที่พักของกรรมการซึ่งเป็นศิษย์ระดับสร้างรากฐานจากเจ็ดสำนักใหญ่ ส่วนหลังที่เล็กกว่าหน่อยคือที่นั่งชมการประลองของผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานจากตระกูลผู้ฝึกเซียนต่างๆ

จงเว่ยเหนียงพาลั่วหงบินตรงไปยังศาลาทางทิศตะวันตก ร่อนลงข้างโต๊ะสีแดงบนดาดฟ้า แล้วเรียกลั่วหงให้นั่งลงข้างกาย

เรื่องนี้ทำให้ลั่วหงประหลาดใจมาก ตามหลักการแล้วศิษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณอย่างเขาไม่ควรนั่งร่วมโต๊ะกับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโต๊ะตัวนี้ยังมีผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานคนอื่นๆ นั่งล้อมวงอยู่อีกสี่คน และสองคนในนั้นสวมชุดสีม่วงของตระกูลเยี่ยน

แต่สายตาของจงเว่ยเหนียงไม่เพียงแต่มุ่งมั่น ยังแฝงแววข่มขู่เล็กน้อย ลั่วหงจึงจำใจต้องแข็งใจนั่งลง จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ทันทีว่ามีสัมผัสเทวะหลายสายกวาดผ่านร่างเขาไปอย่างไม่เกรงใจ

หากเป็นผู้ฝึกตนระดับเดียวกันทำเช่นนี้ คงได้เปิดฉากสู้กันทันที แต่ฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน ลั่วหงทำได้เพียงอดทนไว้

"ศิษย์น้องจง วิชาอำพรางปราณของศิษย์หลานท่านยอดเยี่ยมจริงๆ ศิษย์สำนักหวงเฟิงกู่ช่างไม่ธรรมดาเลย"

ผู้ฝึกตนชายขอบเขตสร้างรากฐานตระกูลเยี่ยนผู้นี้ใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนสุดขีด ฟังปราดเดียวก็รู้ว่าจงใจดัดเสียง เจตนาของเขาชัดเจนจนแทบไม่ต้องเดา

"ฮึ ก็มีแต่พวกขี้ขลาดตาขาวเท่านั้นแหละที่จะฝึกวิชาอำพรางปราณจนถึงขั้นนี้! แถมยังแต่งกายไม่เรียบร้อย ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ!"

ผู้ฝึกตนตระกูลเยี่ยนอีกคนหน้าตากึ่งหญิงกึ่งชาย น้ำเสียงก็กึ่งหญิงกึ่งชาย ฟังแล้วระคายหูยิ่งนัก

แต่ทุกคนในที่นี้ไม่มีใครแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา เพราะระดับพลังของคนผู้นี้สูงถึงขอบเขตสร้างรากฐานระยะกลางขั้นสูงสุด ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาคนที่นั่งอยู่

ลั่วหงกวาดตามองใบหน้าของคนตระกูลเยี่ยนทั้งสองและจงเว่ยเหนียงรอบหนึ่ง ก็เข้าใจบทบาทของตัวเองในทันที

การบำเพ็ญคู่มันหอมหวานขนาดนั้นเชียวหรือ?!

----------

จบบทที่ บทที่ 39 ภัยพิบัติที่ไม่ได้ก่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว