- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 11 การประลองเวทครั้งแรก
บทที่ 11 การประลองเวทครั้งแรก
บทที่ 11 การประลองเวทครั้งแรก
บทที่ 11 การประลองเวทครั้งแรก
เรือวิญญาณแล่นฉิวราวกับสายฟ้าแลบภายใต้การควบคุมของหลิวจิง ลั่วหงถือป้ายวิญญาณไว้ในมือ คอยจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของไฟวิญญาณภายในนั้น
ไฟวิญญาณสามารถรับรู้ความเป็นความตายของผู้ฝึกตนได้ในระยะทางไกลโพ้น แต่หากต้องการรับรู้ทิศทาง จำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้ฝึกตนผู้นั้นในระยะสิบลี้
ค้นหาไปได้ไม่นาน ลั่วหงก็รู้สึกว่าเรือวิญญาณทรุดวูบลงด้านล่างอย่างกะทันหัน
ไฟวิญญาณไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือว่าอาจารย์อาหลิวจะพบเบาะแสอื่น?
ลั่วหงใช้วิชาตาทิพย์เงยหน้ามองไปเบื้องหน้า เห็นเพียงไอโลหิตสายหนึ่งกำลังลุกลามอย่างรวดเร็วท่ามกลางกลิ่นอายมนุษย์ในป่าเขาที่ห่างออกไปสามลี้
เมื่อเข้าไปใกล้อีกนิด ลั่วหงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังเวทที่คาวคลุ้งและชั่วร้าย คิดไม่ถึงว่าจะเจอผู้ฝึกวิถีมารเร็วขนาดนี้!
เมื่อบินมาถึงเหนือกลุ่มไอโลหิต เบื้องล่างคือหมู่บ้านของชาวบ้านตามป่าเขา เวลานี้กำลังถูกกลุ่มโจรภูเขาปล้นสะดม แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะดุดันและลุกฮือขึ้นต่อต้าน แต่ก็ไม่อาจต้านทานโจรภูเขาที่บ้าเลือดได้ หมู่บ้านทำท่าจะแตกพ่ายอยู่รอมร่อ
ในขณะที่โศกนาฏกรรมบนโลกมนุษย์กำลังจะอุบัติขึ้น กงจักรเงินสองวงก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ตัดศีรษะเหล่าโจรภูเขาที่กำลังพัวพันอยู่กับชาวบ้านจนขาดกระเด็นอย่างง่ายดาย
เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ โจรภูเขาเหล่านี้กลับไม่ได้แตกฮือในทันที แต่ผ่านไปไม่กี่อึดใจพวกมันก็เหมือนเสียขวัญกำลังใจ ต่างพากันหนีกระเจิดกระเจิง
แม้ว่าเจ็ดสำนักใหญ่จะมีกฎห้ามศิษย์ในสำนักเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลกของปุถุชน แต่ตราบใดที่ไม่ใช่การเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองของอาณาจักรมนุษย์ ก็จะไม่มีบทลงโทษที่เป็นรูปธรรม
ดังนั้น เวลานี้หลิวจิงจึงลงมือสังหารโจรภูเขาเหล่านี้อย่างไม่ปรานี ท่ามกลางการร่ายรำของกงจักรเงิน ชีวิตของเหล่าโจรก็ร่วงโรยราวกับต้นหญ้า
ภาพเหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้ แม้แต่ฝ่ายที่ได้รับความช่วยเหลือก็ยังตกใจจนตัวสั่นเทา พากันคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นไม่หยุด
จำนวนโจรภูเขามีมากโข ต่อให้หลิวจิงจะลงมือรวดเร็วปานใด ก็ยังมีปลาที่เล็ดลอดแหไปได้ไม่น้อย
หลิวจิงไม่ได้ไล่ล่าสังหารอย่างกัดไม่ปล่อย แต่กลับเรียกกงจักรเงินกลับมา แล้วซัดพุ่งใส่พื้นที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง!
"ปัง!"
ร่างสะบักสะบอมในชุดดำพุ่งทะลุดินขึ้นมา เขาคือหัวหน้าของโจรภูเขากลุ่มนี้ หลังจากสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของลั่วหงจากระยะไกล เขาก็มุดดินลงไปซ่อนตัวสังเกตการณ์
ครั้นกงจักรเงินปรากฏขึ้น เขาก็ยิ่งไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัวออกมา พยายามเก็บงำกลิ่นอายของตัวเองอย่างสุดความสามารถ
เพราะผู้ฝึกวิถีมารชุดดำไม่อาจสัมผัสถึงกลิ่นอายของผู้ควบคุมกงจักรเงินนั้นได้เลยแม้แต่น้อย เขาจึงรู้ตัวว่าเจอเข้ากับผู้ฝึกตนระดับสูงเสียแล้ว ได้แต่ภาวนาให้อีกฝ่ายประมาทจนทำให้ตนรอดพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้
แต่การกระทำของมารชุดดำนั้นออกจะไร้เดียงสาเกินไปหน่อย ขนาดลั่วหงยังจับสัมผัสกลิ่นอายอันเลือนรางของเขาได้ นับประสาอะไรกับหลิวจิงที่มีระดับสร้างรากฐานระยะกลาง
หลังจากพุ่งทะลุดินออกมา ผู้ฝึกวิถีมารชุดดำก็ไม่ได้หลับตารอความตาย เขารีบขว้างระเบิดควันพิษออกมาหลายลูก หวังจะฉวยโอกาสใช้อาวุธวิเศษเหาะหนีไป
"ศิษย์หลานลั่ว เจ้าจัดการมันเสีย ข้าจะคอยระวังหลังให้เจ้าอยู่กลางอากาศ"
หลิวจิงทั้งที่สามารถใช้กงจักรเงินสกัดผู้ฝึกวิถีมารชุดดำได้อย่างง่ายดาย แต่กลับไม่ลงมือ หวังจะใช้โอกาสนี้ให้ลั่วหงได้ฝึกปรือฝีมือ
สถานการณ์ที่ชนะใสๆ เช่นนี้ ลั่วหงย่อมไม่ปฏิเสธ เขาเองก็อยากฉวยโอกาสเก็บข้อมูลการต่อสู้จริงอยู่พอดี
มือซ้ายตบยันต์วายุพัดกลุ่มควันพิษจนกระจายหายไป มือขวาเรียกดาบจันทร์ยะเยือกออกมาแล้วฟันใส่กลางหลังของผู้ฝึกวิถีมารชุดดำ!
มารชุดดำผู้นั้นจำต้องล้มเลิกความคิดที่จะหนี พลิกตัวหลบไปด้านข้าง
หลังจากการโจมตีหนึ่งครั้ง ลั่วหงไม่ได้บุกตะลุยต่อ แต่กลับยืนสังเกตกระบวนท่าของมารชุดดำ
ในสถานการณ์ปกติ การเปิดโอกาสให้ศัตรูได้เตรียมตัวเช่นนี้ย่อมเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ แต่เมื่อมีหลิวจิงคอยคุมเชิงอยู่บนฟ้า ก็สมควรที่จะทำความเข้าใจลูกไม้ของผู้ฝึกวิถีมารให้มากขึ้น
หลิวจิงเองก็คงมีความคิดเช่นเดียวกัน เพราะแม้โอกาสที่ในหมู่ผู้ฝึกวิถีมารจะมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานจะน้อยนิด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่เลย
ผู้ฝึกวิถีมารชุดดำเห็นว่าหมดหวังที่จะหนี เงยหน้ามองหลิวจิงบนฟ้า แล้วหันมาเห็นลั่วหงที่อยู่ไม่ไกลกำลังแปะยันต์ลงบนไหล่ของตัวเอง ก็เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ทันที
เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ลวดลายวิญญาณสีแดงสว่างวาบขึ้นบนหน้าผาก กลิ่นอายที่เดิมทีอ่อนกว่าลั่วหงเล็กน้อยกลับพุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้าไปทันที
ในขณะเดียวกัน เขาก็ร่ายเคล็ดวิชาในมือ ไอทมิฬรอบกายปั่นป่วนรุนแรง ท่ามกลางเสียงหวีดร้องโหยหวนของภูตผี ไอทมิฬควบแน่นกลายเป็นกรงเล็บผี พุ่งตรงเข้าสังหารลั่วหง
วิธีการต่อสู้ของผู้ฝึกวิถีมารนั้นแตกต่างจากผู้ฝึกตนสายธรรมะที่ฝึกวิชาห้าธาตุอย่างสิ้นเชิง ทั้งไอโลหิต ไอผี และไอปิศาจผสมปนเปกัน แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
แถมพอตัดสินใจลงมือ ก็ทุ่มสุดตัวไม่มีกั๊ก ไม่มีการหยั่งเชิงใดๆ เจอหน้าก็เปิดใช้วิชาลับที่ดูแล้วต้องสูญเสียพลังปราณต้นกำเนิดอย่างหนักทันที
ดาบจันทร์ยะเยือกเป็นเพียงอาวุธวิเศษระดับต่ำที่หวงเฟิงกู่แจกจ่ายให้ศิษย์ระดับกลั่นลมปราณทุกคน ย่อมไม่อาจต้านทานกรงเล็บผีที่มารชุดดำควบแน่นขึ้นมาได้ พอปะทะกันก็ถูกตบกระเด็นไปทันที จิตวิญญาณในตัวดาบได้รับความเสียหายเล็กน้อย
เมื่อสูญเสียดาบจันทร์ยะเยือก การป้องกันเพียงอย่างเดียวที่เหลืออยู่บนตัวลั่วหงก็คือม่านแสงวิญญาณบางๆ ชั้นหนึ่ง
ทันใดนั้น ความเร็วในการบินของกรงเล็บผีก็พุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ชั่วพริบตาก็มาอยู่เหนือศีรษะของลั่วหง
"ฮ่าฮ่า จงใช้ความตายของเจ้าเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของบิดาซะเถอะ! ตาย!"
ผู้ฝึกวิถีมารชุดดำคำรามลั่น แสงของลวดลายวิญญาณบนหน้าผากยิ่งเจิดจ้า ใบหน้าซูบตอบลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า
กรงเล็บผีถูกย้อมด้วยสีเลือดจางๆ ก่อนจะตบลงมาอย่างรุนแรง!
ม่านแสงวิญญาณถูกฉีกกระชากราวกับไม่มีตัวตน ลั่วหงหลบไม่ทัน ถูกตบเข้าที่กลางกระหม่อมเต็มๆ!
มารชุดดำเห็นดังนั้นก็ดีใจยกใหญ่ กรงเล็บผีที่เขาฝึกปรือด้วยวิชาบูชาโลหิตนี้มีอานุภาพรุนแรงดุดัน แม้แต่อาวุธวิเศษป้องกันกายทั่วไปยังรับไม่อยู่ นับประสาอะไรกับร่างกายเลือดเนื้อของผู้ฝึกตน
เจ้าเด็กนี่ตายแน่!
อีกเดี๋ยว หัวของมันจะถูกข้าตบจนเละทั้งหัว และก่อนตาย ข้าจะขยี้ดวงจิตของมันให้แหลกคามือ
มีศิษย์สำนักใหญ่ดับสูญทั้งกายและจิตไปพร้อมกับบิดาผู้นี้ ชาตินี้ก็ถือว่าคุ้มกำไรแล้ว!
ทว่าเมื่อวินาทีถัดมามาถึง ผู้ฝึกวิถีมารชุดดำกลับต้องเบิกตาค้าง เมื่อเห็นกรงเล็บผีทะลุผ่านศีรษะของลั่วหงไปเฉยๆ ส่วนร่างของลั่วหงเพียงแค่ไหววูบไปมาเล็กน้อยเท่านั้น
"พวกฝึกวิถีมารนี่ สมองไม่ค่อยดีกันทุกคนหรือเปล่านะ?"
ลั่วหงมองดูกรงเล็บผีที่ทุบลงบนพื้นห่างจากตัวเขาไปหนึ่งจั้งด้วยสีหน้าผ่อนคลาย พลางซ่อมแซมม่านน้ำโปร่งใสตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
ที่แท้ ลั่วหงแอบใช้วิชาควบคุมน้ำง่ายๆ สร้างม่านน้ำขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่กระตุ้นยันต์โล่น้ำแล้ว
ภาพลั่วหงที่มารชุดดำเห็น เป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากการหักเหของแสงผ่านม่านน้ำ ดังนั้นไม่ว่าการโจมตีของเขาจะรุนแรงเพียงใด ก็ไม่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ลั่วหงได้แม้แต่น้อย
ในเมื่อศัตรูติดกับแล้ว ลั่วหงก็เริ่มลงมือสังหารบ้าง
เห็นเพียงเงากระบี่สีแดงสายหนึ่งบินมาหยุดเหนือศีรษะลั่วหง หมุนติ้วรอบหนึ่งแล้วพุ่งตรงเข้าใส่ผู้ฝึกวิถีมารชุดดำที่กำลังตกตะลึง
เวลานี้ มารชุดดำเสียขบวนไปหมดแล้ว หากตอนนี้เขาหาตัวจริงของลั่วหงเจอ เขาก็ยังพร้อมจะแลกชีวิตด้วยชีวิต แต่เขากลับมองไม่ออกถึงความลับของภาพลวงตานี้ จึงได้แต่เรียกกรงเล็บผีกลับมาป้องกันตัว
กรงเล็บผีของเขาก็นับว่าร้ายกาจจริงๆ ความเร็วในการบินเหนือกว่ากระบี่สุริยันอัคคีมาก แม้จะออกตัวทีหลังแต่ก็ตามทันเงากระบี่ได้สำเร็จ
แต่พอเขาเพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แผ่นหลังก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือก ตามมาด้วยปลายดาบที่แทงทะลุหน้าอกของตนออกมา
ความเจ็บปวดรวดร้าวทำให้เคล็ดวิชาของมารชุดดำไม่อาจคงสภาพได้ กรงเล็บผีสลายไปในทันที ลวดลายวิญญาณบนหน้าผากก็มอดดับลงตามไปด้วย
"ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก! ศิษย์หลานลั่วถึงกับมีพรสวรรค์ในวิถีการต่อสู้สูงส่งเพียงนี้ การฝึกฝนที่ข้าจัดให้นับว่าเกินความจำเป็นเสียแล้ว"
หลังจากได้เห็นลวดลายวิญญาณบนหน้าผากของมารชุดดำ หลิวจิงก็ไม่คิดว่าลั่วหงจะเอาชนะคนผู้นี้ได้
แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะอาศัยเพียงดาบจันทร์ยะเยือกและกระบี่สุริยันอัคคี ซึ่งเป็นอาวุธวิเศษระดับต่ำที่แจกให้ตอนเข้าสำนัก บวกกับความคิดอันแปลกประหลาดอีกเล็กน้อย ก็สามารถสยบผู้ฝึกวิถีมารที่เตรียมใจตายมาแล้วผู้นี้ลงได้
รู้อยู่แล้วว่าข้าต้องสอบสวน เลยจงใจเลี่ยงจุดตายที่กลางหลังในการโจมตีครั้งสุดท้ายสินะ!
เฮ้อ น่าเสียดายที่เด็กคนนี้รากวิญญาณแย่เกินไป ไม่อย่างนั้นข้าคงรับเขาเป็นศิษย์เพื่อเชิดชูชื่อเสียงของข้าไปแล้ว
-----------