- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1508 (630) กลิ่นตุๆ (ตอนฟรี)
บทที่ 1508 (630) กลิ่นตุๆ (ตอนฟรี)
บทที่ 1508 (630) กลิ่นตุๆ (ตอนฟรี)
บทที่ 1508 (630) กลิ่นตุๆ
“แน่นอนว่าต้องมาดูงานเพื่อลงทุนสิ!” เซียวหยูซวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“เจาะจงมาที่เถิงเฟยกรุ๊ปของเราเลยเหรอ?” จี้เฟิงถามต่อ
ก่อนหน้านี้จี้เฟิงไม่เคยได้ยินฮั่นจงพูดถึงคณะตรวจสอบธุรกิจจากเกาหลีใต้ที่จะมาเลย นั่นหมายความว่านี่ไม่ใช่การนัดหมายล่วงหน้า แต่เป็นการแจ้งให้ทราบอย่างกะทันหัน
นั่นคือเหตุผลที่เขาถามแบบนี้ เพราะหากคณะตรวจสอบที่ว่านี้ เจาะจงมาที่เถิงเฟยกรุ๊ปโดยเฉพาะ ฝ่ายนั้นก็ดูจะไร้มารยาทเกินไปหน่อย ทำตัวราวกับเป็นหัวหน้ามาตรวจงาน อยากจะมาก็มาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าเลยสักนิด
เซียวหยูซวนอธิบายว่า “ก็ไม่ได้เจาะจงมาที่พวกเราโดยตรงหรอก ช่วงนี้ทางเทศบาลเขากำลังจัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอยู่น่ะ ก่อนหน้านี้ก็เชิญคณะตัวแทนวิสาหกิจจากญี่ปุ่นไป คราวนี้ก็ถึงคิวเกาหลีใต้ แต่เห็นว่ามีบริษัทเกาหลีสองสามแห่งสนใจเถิงเฟยกรุ๊ปของเรามาก เลยไปเสนอแนวคิดนี้กับทางผู้นำเมือง ทางเมืองเขาก็เลยแจ้งให้พวกเราเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย”
“เหอะ... บริษัทต่างชาตินี่มันเนื้อหอมจริงๆนะ การร่วมมือกันระหว่างบริษัทกับบริษัทน่ะ ทำไมต้องให้ทางการมาทำตัวเป็นคนกลางด้วย?” จี้เฟิงขมวดคิ้วทันที
เรื่องที่ทางเมืองจัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนนั้น จี้เฟิงพอจะรู้มาบ้าง ช่วงก่อนหน้านี้บริษัทญี่ปุ่นอย่างซูมิดะกรุ๊ป และบริษัทอื่นๆทางการก็เป็นคนเชิญมา โดยหวังว่าบริษัทเหล่านี้จะมาลงทุนสร้างโรงงานในเจียงโจวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
พฤติกรรมแบบนี้ก็นับว่าปกติ การพัฒนาเศรษฐกิจย่อมต้องใช้อุตสาหกรรมพาณิชย์เป็นตัวขับเคลื่อน ทุกเมืองทั่วประเทศก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น
แต่ปัญหาคือแค่เพราะบริษัทเกาหลีสนใจเถิงเฟยกรุ๊ป เถิงเฟยกรุ๊ปก็จำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมนี้งั้นเหรอ?
มันไม่สมเหตุสมผลโดยปกติแล้วหากสองบริษัท ต้องการร่วมมือกันก็ควรจะติดต่อเจรจากันโดยตรง หากรู้สึกว่ากระโดดเข้าหาเลยจะดูเสียมารยาทเกินไป หรือไม่พวกเขาก็อาจจะหาคนกลางมาช่วยเจรจาให้ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งถ้าทั้งสองฝ่ายมีเจตนาจะร่วมมือกันจริงๆ ก็จะนัดเจรจากันโดยตรง โดยที่คนกลางจะไม่เข้ามาวุ่นวายกับการต่อรอง
เพราะการทำธุรกิจคือการหวังผลกำไร การจะให้คนอื่นมาเป็นคนกลางย่อมไม่เหมาะสม แค่ทั้งสองฝ่ายมานั่งคุยกันก็พอแล้ว
ทว่าตอนนี้มันกลับไม่ใช่แบบนั้น บริษัทเกาหลีสนใจเถิงเฟยกรุ๊ป ทางการเจียงโจวกลับโดดลงมาเป็นคนกลางเสียเอง แถมยังสั่งให้คนของเถิงเฟยกรุ๊ปไปร่วมกิจกรรม... ฉากหน้าบอกว่าเข้าร่วมกิจกรรม แต่ความจริงก็คือให้ไปยืนต้อนรับการมาถึงของคณะตรวจสอบเกาหลีใต้นั่นแหละ
เรื่องนี้คิดยังไงก็ไม่ปกติ มี ‘กลิ่นตุๆ’ อย่างเห็นได้ชัด
ดูเหมือนว่า...มันกลายเป็นว่าเถิงเฟยกรุ๊ป กำลังเฝ้าคอยให้บริษัทเกาหลีมาลงทุนร่วมกับตัวเองอย่างนั้นแหละ? ทำแบบนี้มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ
“มันช่วยไม่ได้หรอกทางเมืองแจ้งมา ยังไงก็ต้องเห็นแก่หน้าพวกเขาบ้าง!” เซียวหยูซวนกล่าว
ความจริงเธอก็ไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมต้อนรับอะไรนี่เหมือนกัน ทำไปทำมามันเหมือนการต้อนรับหัวหน้ามาตรวจงานไม่มีผิด ประเด็นคือต่อให้ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันจริง มันก็ควรเป็นการร่วมมือกันบนพื้นฐานความเท่าเทียม ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องไปคอยพินอบพิเทา ขอร้องให้อีกฝ่ายมาร่วมมือด้วย!
แต่ทว่าการทำธุรกิจในจีน หากไม่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทางการไว้ ธุรกิจของคุณก็คงเดินต่อไปลำบาก ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว
เซียวหยูซวนจึงได้แต่ต้องตอบตกลงไป
เดิมทีเธอไม่อยากเล่าเรื่องนี้ให้จี้เฟิงฟัง เพราะกลัวว่านิสัยอย่างเขาฟังแล้วจะอารมณ์เสีย เมื่อครู่เธอแค่เผลอพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของเหยาเหยาเธอก็คงไม่พูด
“บริษัทเกาหลีสนใจเถิงเฟยกรุ๊ป...” จี้เฟิงส่ายหัว วางมาดใหญ่โตจริงๆ ดูยังไงก็เหมือนหัวหน้ามาตรวจงานชัดๆ
เปรียบได้กับหัวหน้าคนหนึ่งไปที่ที่หนึ่ง แล้วเปรยขึ้นมาเฉยๆว่า “เอ้อ จำได้ว่าที่นี่มีของขึ้นชื่ออย่างนั้นอย่างนี้ ได้ยินมาว่ารสชาติเยี่ยมไม่เบาเลยนี่!”
เมื่อเป็นแบบนั้นผู้นำท้องถิ่น ก็จะรีบกุลีกุจอไปหาของสิ่งนั้นมาให้หัวหน้าลิ้มรสให้ได้
พอมานึกถึงสถานการณ์ของเถิงเฟยกรุ๊ปตอนนี้ มันก็ไม่ต่างกันเลยไม่ใช่เหรอ?
“ทำบ้าอะไรกันวะ!” จี้เฟิงขมวดคิ้วพลางสบถอย่างไม่พอใจ เพียงเพื่อจะดึงดูดเงินลงทุน ถึงกับยอมให้วิสาหกิจท้องถิ่นต้องทิ้งศักดิ์ศรีเลยงั้นเหรอ?
หรือว่า... พระนอกวัดสวดมนต์เก่งกว่า? (ของนอกดีกว่าของในบ้าน)
“ช่างมันเถอะ ในเมื่อรับปากไปแล้วจะไม่ไปก็ไม่ได้!” เซียวหยูซวนกล่าว “อีกอย่างถ้าได้ร่วมมือกันจริงๆ มันก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ได้ยินว่าครั้งนี้มีบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของเกาหลีมาด้วย อย่างเช่น โฟร์สตาร์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ เครือฮุนได เป็นต้น การได้ร่วมมือกับบริษัทระดับนี้ย่อมเป็นผลดีต่อเถิงเฟยกรุ๊ปของเรา”
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเยาะเย้ย “ไม่ว่าจะดูยังไง ฉันก็คิดว่าเรื่องนี้มีกลิ่นแปลกๆ! เอาอย่างนี้ละกันหยูซวน ในเมื่อเบื้องบนสั่งมา พรุ่งนี้เธอจะไปสักหน่อยก็ได้ แต่ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง พยายามอย่าเอาตัวเองไปอยู่แถวหน้ามากนัก เดี๋ยวฉันจะโทรไปหาฮั่นจง ให้เขาระวังเรื่องนี้หน่อย”
เซียวหยูซวนคือเจ้าของเถิงเฟยกรุ๊ป การที่เธอออกไปยืนรับหน้าแถวหน้าสุด โดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบนั้นมันดูไม่เหมาะสม
“จ้าๆๆ” เมื่อเห็นสีหน้าของจี้เฟิงไม่สู้ดีนัก เซียวหยูซวนก็รีบพยักหน้าตอบตกลงทันที ไม่อย่างนั้นเธอเชื่อว่าจี้เฟิงต้องโทรไปหาเลขาธิการจี้เจิ้นกั๋วแน่ๆ การจะเอาเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไปรบกวนอาสองมันก็ดูไม่ค่อยดีนัก
“พวกเธอเตรียมของต่อเถอะ น้ำน่ะไม่ต้องเตรียมไปเยอะหรอก เด็กดื่มน้ำเย็นมากๆไม่ดี” จี้เฟิงกำชับ “เตรียมของกินไปให้เยอะหน่อย เหยาเหยาเป็นคนกินน้อยแต่หิวไว... ฉันจะไปโทรหาฮั่นจง!”
เซียวหยูซวนและถงเล่ยได้แต่หันมาสบตากันอย่างขมขื่น จี้เฟิงน่ะดีไปหมดทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือมีนิสัยที่แข็งกร้าวเกินไป
เขาและจางเล่ยสนิทกันเสียยิ่งกว่าพี่น้อง จึงไม่แปลกใจเลยถ้านิสัยในเรื่องนี้ของพวกเขาจะเหมือนกันอย่างกับฝาแฝด!
ฝ่ายจี้เฟิงเขาเดินดุ่มๆกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น หยิบโทรศัพท์บนโต๊ะน้ำชาขึ้นมาแล้วกดเบอร์ของฮั่นจงทันที
“ตู้ด... ตู้ด... ตู้ด...”
สายติดแต่ไม่มีคนรับ
จี้เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รอครู่หนึ่งแล้วกดโทรไปอีกรอบ
“ฮัลโหล จี้เฟิง!” คราวนี้มีคนรับแล้ว และเสียงของฮั่นจงดังขึ้นมา “เมื่อกี้ดูเอกสารอยู่น่ะ ว่าไง?”
“คณะตรวจสอบธุรกิจเกาหลีใต้คือยังไง?” จี้เฟิงถามเข้าประเด็นทันที “ได้ยินมาว่าพวกเขาแค่เปรยๆว่าสนใจเถิงเฟยกรุ๊ป แล้วทางเทศบาลเมืองก็แจ้งให้พวกเราไปยืนรอต้อนรับงั้นเหรอ?”
“อืม!”
ฮั่นจงพยักหน้าพลางกล่าว “กะแล้วว่าถ้านายได้ยินข่าวนี้ นายต้องโทรมาแน่ ประธานเซียวบอกนายแล้วใช่ไหม?”
“นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ!” จี้เฟิงพูดเสียงต่ำ “นิสัยของหยูซวนค่อนข้างขี้เกรงใจ เรื่องนี้ฉันพอเข้าใจได้ แต่นายก็ดันเบลอไปตอบตกลงกับเขาด้วยเหรอ? พวกเราเป็นวิสาหกิจอิสระ ไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร จะมาเอาเราไปเป็นเด็กเปิดประตูเพียงเพื่อจะดึงดูดเงินลงทุนเนี่ยนะ?”
ฮั่นจงถึงกับหัวเราะอย่างขมขื่น “ฉันผิดเอง ฉันไตร่ตรองไม่ดีพอ”
“ฮั่นจงจะให้ฉันพูดกับนายยังไงดี การทำธุรกิจน่ะต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานรัฐอันนี้ไม่ผิดหรอก แต่ความสัมพันธ์นั้นต้องสร้างมาจากการร่วมมือ ไม่ใช่การไปเป็นเบี้ยล่าง นายเห็นบริษัทไหนที่เติบโตยิ่งใหญ่มาจากการไปเป็นเด็กรับใช้คนอื่นบ้างล่ะ?” จี้เฟิงส่ายหัวอย่างอ่อนใจ
“คราวนี้รับปากเขาไปแล้ว ยังไงก็ต้องไปน่ะ” ฮั่นจงกล่าว “ถ้าไม่ได้รับปากแต่แรกก็ว่าไปอย่าง ตอนนี้ถ้ารับปากแล้วไม่ไป มันจะไม่เป็นการล่วงเกินคนอื่นเหรอ? จี้เฟิงใจเย็นๆน่า ค้าขายต้องเน้นความสามัคคีถึงจะได้เงินนะ!”
“นายนี่มันอ่อนแอเกินไปจริงๆฉันจะบอกให้นะ บริษัทอื่นอาจจะต้องพยายามสร้างสัมพันธ์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่อย่างพวกเราน่ะไม่ต้องไปง้อใคร ใครกล้ามาทำหน้ายักษ์ใส่ นายก็ตบหน้ามันกลับไปเลย!” จี้เฟิงแค่นเสียง “พวกเราไม่รังแกใคร แต่ก็ไม่มีวันยอมให้ใครมารังแก โดยเฉพาะการไปเป็นเด็กเปิดประตูให้พวกคนต่างชาติ!”
ถ้าหากบริษัทเกาหลีใต้ส่งโทรสารหรือจดหมายมาโดยตรงว่าต้องการเจรจาธุรกิจ แล้วเจ้าของเถิงเฟยกรุ๊ป ผู้จัดการใหญ่ หรือแม้แต่คณะผู้บริหารทั้งหมด จะไปยืนรอต้อนรับที่หน้าประตูก็ไม่มีปัญหา นั่นคือการแสดงความเคารพและให้เกียรติ อย่างมากก็แค่ดูเป็นการถ่อมตัวลงหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่ตอนนี้มันต่างกัน บริษัทเกาหลีมองว่าทางการเจียงโจวเป็นเหมือนคนรับใช้ที่เรียกใช้ได้ และไม่ได้เห็นเถิงเฟยกรุ๊ปอยู่ในสายตาเลย
การไปในครั้งนี้มันคือการแห่กันไปประจบสอพลอเขาชัดๆ!
“จี้เฟิง ใจเย็นก่อน!” ฮั่นจงหัวเราะ “เรื่องนี้ฉันจัดการไม่ดีเอง ยอมรับผิดเลย แต่พรุ่งนี้ยังไงก็ต้องไป ยมบาลน่ะพบง่ายแต่ผีพรายน่ะจัดการยาก (เปรียบเทียบว่าข้าราชการระดับสูงคุยง่ายแต่ระดับล่างชอบหาเรื่อง) นายคงไม่เอาเรื่องทุกอย่างไปฟ้องอาสองหรอกใช่ไหม?”
“มันน่าโดนจริงๆ!” จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา เพื่อดึงดูดการลงทุน ถึงกับไม่เห็นหัววิสาหกิจท้องถิ่นว่าเป็นบริษัท แต่กลับเห็นเป็นเพียงเครื่องมือเรียกแขก
ฮั่นจงได้แต่ยิ้มขมขื่น ตอนที่เขากับเซียวหยูซวนตอบตกลงเข้าร่วมกิจกรรมนี้ เขาก็รู้แล้วว่าจี้เฟิงคงไม่ค่อยพอใจแน่ แต่เขาไม่คิดว่าจี้เฟิงจะปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ ซึ่งนั่นทำให้เขาเข้าใจนิสัยของจี้เฟิงมากขึ้นไปอีกขั้น... หมอนี่มันแข็งกร้าวสุดขีดจริงๆ!
ความจริงฮั่นจงยังไม่เข้าใจเจตนาของจี้เฟิงทั้งหมด ที่เขาโกรธไม่ใช่เพราะนิสัยแข็งกร้าวหรือการวางมาดไม่ยอมไปรับแขก
หากเป็นการทำธุรกิจอย่างยุติธรรมและถูกต้องย่อมไม่มีปัญหา จี้เฟิงไม่ใช่คนประเภทที่จะถือตัวแล้วไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
แต่ปัญหาในตอนนี้คือ วิธีการของทางการเจียงโจวและบริษัทเกาหลีใต้ ทำให้จี้เฟิงรู้สึกว่าเถิงเฟยกรุ๊ปไม่ได้รับความเคารพ นี่ต่างหากคือสาเหตุที่ทำให้เขาโมโห
“เอาเถอะ ในเมื่อพวกนายรับปากไปแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องไป” จี้เฟิงส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ อย่างที่ฮั่นจงว่า ยมบาลพบง่ายแต่ผีพรายจัดการยาก เจ้าหน้าที่ที่รู้ว่าเถิงเฟยกรุ๊ปมีความเกี่ยวข้องกับเขามีไม่มากนัก หากคราวนี้เถิงเฟยกรุ๊ปผิดนัด ก็เท่ากับเป็นการหักหน้าผู้นำบางคน ถ้าเกิดโดนแกล้งขึ้นมาลับหลังมันจะยุ่งยากเปล่าๆ
“แต่จำไว้!” จี้เฟิงสำทับ “ที่พวกนายไปน่ะ ไม่ใช่ไปเป็นเด็กเปิดประตู และไม่ใช่ไปเป็นแนวหน้า! ในเมื่อเป็นกิจกรรมต้อนรับ ย่อมต้องมีการเลี้ยงฉลองใช่ไหม พวกนายก็แค่ไปหาอะไรกินที่นั่น ส่วนเรื่องการร่วมมือหรือการลงทุนอะไรนั่นน่ะ ขาดเราไปเจ้าเดียวฟ้าไม่ถล่มหรอก! ถ้าฝ่ายนั้นจะมาลงทุนด้วยท่าทีหยิ่งยโสขนาดนี้ เงินลงทุนพวกนี้ไม่มีก็ได้!”
ฮั่นจงได้แต่พยักหน้าพลางยิ้มขมขื่น ดูท่าทางจี้เฟิงจะโกรธจัดจริงๆ!
“อีกอย่างพรุ่งนี้ถามมาให้ได้ว่า บริษัทเกาหลีเจ้าไหนมันวางก้ามใหญ่โตขนาดนี้ กลับมาบอกฉันด้วย!” จี้เฟิงแค่นเสียงเย็นชา
“รับทราบครับ!” ฮั่นจงกล่าวพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ
...จบบทที่ 1508~