เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1480 (602) สมองอัจฉริยะกำลังเติบโต? (ตอนฟรี)

บทที่ 1480 (602) สมองอัจฉริยะกำลังเติบโต? (ตอนฟรี)

บทที่ 1480 (602) สมองอัจฉริยะกำลังเติบโต? (ตอนฟรี)


บทที่ 1480 (602) สมองอัจฉริยะกำลังเติบโต?

“เฮ้อ~~!”

จี้เฟิงระบายลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ในใจรู้สึกทั้งกระวนกระวายและว้าวุ่นใจ “กลับมาแล้ว...”

ขณะนี้เป็นเวลาเช้ามืดแล้ว ตลอดทางที่ขับรถกลับมา จี้เฟิงรู้สึกไม่สบายใจมาตลอด

ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จะแก้ตัวกับถงเล่ยและเซียวหยูซวนอย่างไร แต่เขาไม่รู้ว่าจะสู้หน้าพวกเธอได้อย่างไรต่างหาก ฟังดูเหมือนเป็นคำพูดไร้สาระ แต่มันคือความรู้สึกจริงๆของเขา

ถ้าจี้เฟิงอยากจะพูด เขาย่อมสามารถเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ให้ถงเล่ยและเซียวหยูซวนฟังได้ทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับฉินซูเจี๋ยด้วย

แต่ถ้าเขาไม่อยากพูด ก็ไม่มีใครบังคับเขาได้ เขาเชื่อว่าตราบใดที่เขาไม่ปริปาก สองสาวก็คงไม่คาดคั้นถามจี้ซักไซ้จนถึงที่สุด นั่นไม่ใช่นิสัยของพวกเธอ โดยเฉพาะถงเล่ยที่ยิ่งจะไม่ซักไซ้ ส่วนเซียวหยูซวนอย่างมากก็แค่เย้าแหย่เล่นไม่กี่คำ

พวกเธอล้วนฉลาดหลักแหลม และรู้ดีว่าควรจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร และควรจะวางตัวกับจี้เฟิงแบบไหน

ดังนั้นการกลับมาของจี้เฟิง จึงไม่ได้มีความกดดันจากคนอื่นเลย ต่อให้เขาจะปิดปากเงียบเรื่องคืนนี้ไปตลอดกาลก็ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ในทางกลับกันถ้าขืนพูดออกไป บางทีอาจจะมีเรื่องยุ่งยากตามมาจริงๆก็ได้

เพราะฉะนั้นตั้งแต่ตอนขากลับ จี้เฟิงจึงตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า เรื่องของเขากับฉินซูเจี๋ยนั้น จะยังไม่บอกถงเล่ยกับเซียวหยูซวนในตอนนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าใจเขาจะสงบสุข ตรงกันข้ามเขากลับยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นไปอีก

ก็เพราะถงเล่ยและเซียวหยูซวนเป็นคนใจกว้างและไม่เคยซักไซ้ จี้เฟิงจึงยิ่งรู้สึกผิดในใจลึกๆเวลาที่เผชิญหน้ากับพวกเธอ ทั้งที่พวกเธอไม่รู้เรื่องระหว่างเขากับฉินซูเจี๋ยเลยแม้แต่น้อย แต่จี้เฟิงกลับรู้สึกว่าตัวเองทำผิดต่อพวกเธอเหลือเกิน

แต่เรื่องมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว

จี้เฟิงจึงได้แต่คิดว่าเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ได้เห็นหน้าถงเล่ยกับเซียวหยูซวน เขาจะยิ่งรู้สึกผิดบาปมากกว่าเดิมไหม?

แต่เขาก็ไม่อยากหลอกลวงพวกเธอ ทว่ามันก็พูดออกไปไม่ได้...

ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเช่นนี้เองที่ทำให้จี้เฟิงสับสนวุ่นวายใจ และในที่สุดเขาก็กลับมาถึงบ้าน

เมื่อมาถึงบ้าน สองสาวก็ได้เข้านอนไปเรียบร้อยแล้ว

ทันใดนั้นใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายของจี้เฟิงก็โล่งอกขึ้นมาทันที แต่พอใจเริ่มสงบเขากลับเริ่มกระวนกระวายขึ้นมาอีก สุดท้ายเขาก็ยังหลอกลวงพวกเธออยู่ดีสินะ...

“แช๊ะ!”

จี้เฟิงจุดบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง สูดควันเข้าปอดลึกๆ สองสามครั้ง พร้อมกับหายใจเข้าออกแรงๆอีกหลายที กว่าที่เขาจะเริ่มรู้สึกสงบลงได้บ้าง

เขาได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะขืนๆให้กับตัวเอง “ใครๆก็บอกว่าความรักเป็นเรื่องทรมานใจ แถมยังมีคนอีกตั้งเยอะที่อยากจะให้ *‘ธงแดงในบ้านไม่ล้ม ธงสีนอกบ้านพลิ้วไหว’... พวกเขาไม่รู้หรอกว่าแบบนี้มันทรมานยิ่งกว่า!”

“ช่างมันไปก่อนแล้วกัน!” จี้เฟิงขยี้บุหรี่ที่เพิ่งจุดได้ไม่นานให้ดับลง แล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียงเพื่อรวบรวมสมาธิ เขาเตรียมตัวที่จะฝึกท่าออกกำลังกายแอโรบิกต่อ

“มาสเตอร์!”

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่มิติแห่งการฝึกฝน สมองอัจฉริยะหมายเลข 1 ก็ลอยละล่องเข้ามาหา เดิมทีสมองอัจฉริยะที่เปล่งแสงอ่อนๆอยู่แล้ว ตอนนี้แสงนั่นดูนุ่มนวลขึ้นแต่กลับเข้มข้นกว่าเดิมมาก ดูเผินๆในตอนนี้สมองอัจฉริยะเหมือนกับดวงอาทิตย์ ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกมีแสงสว่างแต่ไม่แสบตา

บางครั้งจี้เฟิงก็รู้สึกสงสัยว่า เจ้าสมองอัจฉริยะนี่ดูยังไงก็เหมือนกลุ่มก้อนพลังงานแสง โครงสร้างภายในของมันจะเป็นอย่างไรกันแน่?

เขาเคยถามสมองอัจฉริยะถึงเรื่องนี้ และยังบอกอีกว่าถ้ามีโอกาส อยากจะลองรื้อสมองอัจฉริยะออกมาดูว่าข้างในมีอะไร...

“ฟึ่บ!” ทันทีที่พูดจบ สมองอัจฉริยะก็ตกใจจนเผ่นแวบไปหลบอยู่อีกด้าน และไม่ยอมขยับเข้าใกล้จี้เฟิงอีกเลย

ท่าทางที่เหมือนกับมีชีวิตจิตใจแบบมนุษย์นั้นทำเอาจี้เฟิงถึงกับอึ้งไปเลย

ถ้าก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่าสมองอัจฉริยะเป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ เขาคงจะคิดว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงที่แสนรู้และเข้าใจความเป็นมนุษย์มากตัวหนึ่ง

และนับตั้งแต่นั้นมา จี้เฟิงก็สังเกตเห็นว่าสมองอัจฉริยะเริ่มมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ

หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ สมองอัจฉริยะเริ่มมี ‘หัวใจ’ มากขึ้น

ในขณะนี้เมื่อเห็นสมองอัจฉริยะลอยเข้ามาด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะมีความสุข จี้เฟิงจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วถามว่า “คุณสมองอัจฉริยะ ตอนนี้คุณดูเหมือนมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆเลยนะ หรือว่าคุณจะเติบโตได้ด้วย?”

“ความเป็นมนุษย์...” สมองอัจฉริยะโคลงตัวไปมาสองสามครั้ง ดูเหมือนกำลังเอียงคอใช้ความคิด ทำเอาจี้เฟิงอึ้งไปอีกรอบ

“มาสเตอร์ตามข้อมูลระบุว่า เมื่อระดับการฝึกฝนของมาสเตอร์สูงขึ้น สมองอัจฉริยะจะได้รับการดูดซับพลังงานที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานไหลลื่นขึ้นครับ” สมองอัจฉริยะหมายเลข 1 ตอบ

จี้เฟิงขมวดคิ้ว “ความหมายของคุณคือ ที่คุณดูเหมือนมนุษย์มากขึ้น เป็นเพราะระดับการฝึกฝนของฉันสูงขึ้น พลังไฟฟ้าชีวภาพในร่างกายบริสุทธิ์ขึ้น คุณก็เลยยิ่งดูเหมือนคนมากขึ้นงั้นเหรอ?”

“ตามข้อมูลที่มี ระบุไว้เช่นนั้นครับ” สมองอัจฉริยะหมายเลข 1 กล่าว

“ถ้าอย่างนั้น จะถือว่าคุณกำลังเติบโตได้ไหม?” จี้เฟิงถามต่อ

“...ในคลังข้อมูลไม่มีระบุถึงรายละเอียดด้านนี้ครับ” สมองอัจฉริยะหมายเลข 1 เงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะให้คำตอบออกมาเช่นนั้น

“แล้วในระบบกาแล็กซีแกมมา มีกรณีแบบนี้บ้างไหม อย่างสมองอัจฉริยะที่เหมือนกับคุณนี่แหละ สุดท้ายอาจจะเติบโตจนกลายเป็นตัวตนระดับสูงมากๆได้น่ะ?” จี้เฟิงถามอีก

“...ข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่สามารถแสดงผลได้ครับ” สมองอัจฉริยะหมายเลข 1 ตอบ

“งั้นก็ช่างเถอะ!” จี้เฟิงส่ายหน้าพร้อมกับพูดว่า “ถ้าคุณเติบโตได้ก็คงดี ไม่แน่ว่าในอนาคตคุณอาจจะกลายเป็นตัวตนระดับสูงจริงๆก็ได้...”

จี้เฟิงเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมาจริงๆ เขาอยากรู้ว่าสมองอัจฉริยะจะเติบโตได้จริงหรือไม่ แม้ในคลังข้อมูลของสมองอัจฉริยะจะไม่มีระบุไว้ แต่จากร่องรอยหลายๆ อย่าง มันแสดงให้เห็นว่าสมองอัจฉริยะกำลังเติบโตจริงๆ เพราะมันเริ่มมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นกว่าเดิมมาก หรือบางครั้งมันยังแอบเลียนแบบท่าทางและกิริยาของเขาด้วยซ้ำ...

นี่แหละคือการเติบโต! อย่างน้อยจี้เฟิงก็คิดเช่นนั้น...

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เมื่อเวลาผ่านไปพร้อมกับการฝึกฝนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สมองอัจฉริยะจะมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้จริงๆหรือเปล่านะ?

เหมือนกับเด็กน้อยที่ค่อยๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่?

“มาสเตอร์จะเริ่มการฝึกเลยไหมครับ?” เสียงของสมองอัจฉริยะช่วยดึงสติของจี้เฟิงกลับมา

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองสมองอัจฉริยะอีกสองสามครั้ง ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าสมองอัจฉริยะกำลังเติบโตจริงๆ

“เริ่มการฝึกได้!” จี้เฟิงพยักหน้าและถามว่า “ตอนนี้ฉันสามารถไปทดสอบด่านต่อไปได้หรือยัง?”

“แนะนำให้มาสเตอร์ทำการฝึกฝนเพื่อสะสมประสบการณ์ต่อไปครับ” สมองอัจฉริยะหมายเลข 1 กล่าว

“ฉันยังไปไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้าทดสอบด่านต่อไปงั้นเหรอ?” จี้เฟิงถาม

“ใช่ครับ มาสเตอร์” สมองอัจฉริยะหมายเลข 1 พยักหน้า

ในใจของจี้เฟิงรู้สึกสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย เขาคิดว่าตัวเองพยายามฝึกฝนอย่างหนักแล้ว แม้ตอนนี้เวลาฝึกท่าแอโรบิกจะไม่เจ็บปวดทรมานเหมือนเมื่อก่อน แต่ปริมาณการฝึกของเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย และแทบจะไม่เคยหยุดพักเลยด้วยซ้ำ เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นจริงๆ

การสะสมมาเป็นเวลานานขนาดนี้ ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะไปด่านต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ด่านหน้านั้นจะยากลำบากขนาดไหน

“งั้นก็ไปลุยในป่าอสูรต่อแล้วกัน!” จี้เฟิงกล่าว

การฝึกกับลูกบอลสิ่งกีดขวางนั้นเน้นไปที่การควบคุมพลังไฟฟ้าชีวภาพอย่างละเอียดแม่นยำ แต่การฝึกในป่าอสูรต่างหากที่จะฝึกฝนความอุตสาหะและระดับการสะสมของพลังไฟฟ้าชีวภาพได้ดีที่สุด

ครั้งแรกที่จี้เฟิงฝ่าป่าอสูรไปได้ เขาถึงกับหมดสภาพแทบขาดใจ

หลังจากนั้นเขาก็เข้าไปอีกหลายครั้ง และยังคงต้องพบกับความเจ็บปวดแสนสาหัสเช่นเดิม แต่ทุกๆครั้งผลลัพธ์ที่ได้กลับชัดเจนมาก ดังนั้นตอนนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะเข้าไปลุยอีกครั้งหนึ่ง

“ครับ มาสเตอร์!” สมองอัจฉริยะตอบรับ

“วูบ!”

ทันใดนั้นจี้เฟิงรู้สึกว่าภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนไป และเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ที่ชายป่าที่รกชัฏอย่างยิ่ง การทดสอบกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

“ฟืดด~~!”

จี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วก้าวเท้าเดินเข้าไปในป่าอย่างไม่ลังเล...

……….

เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อจี้เฟิงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเช้าของวันใหม่แล้ว แสงแดดสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามา กระทบเข้าที่ใบหน้าของจี้เฟิงพอดี สะท้อนแววตาที่คมกริบดุจใบมีด

การฝ่าด่านสำเร็จอีกครั้ง ทำให้จี้เฟิงได้รับอะไรกลับมาไม่น้อย

เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าพลังสมาธิและจิตวิญญาณของเขาได้รับการยกระดับขึ้น

“ดูเหมือนว่าระยะห่างที่จะไปถึงด่านต่อไปคงอีกไม่ไกลแล้ว” จี้เฟิงพึมพำกับตัวเอง ในหัวของเขายังคงปรากฏภาพเหตุการณ์ ที่สมองอัจฉริยะเคยเปิดให้ดูในตอนนั้น...

ภาพในจอแสงที่คนสองคนกำลังต่อสู้กัน และหนึ่งในนั้นสามารถต่อยภูเขาลูกย่อมๆ จนพังทลายได้ด้วยหมัดเดียว นั่นแหละคือความตื่นตาตื่นใจที่แท้จริง!

บางทีอาจจะมีสักวันที่เขาจะไปถึงระดับนั้นได้ แม้มันจะยังดูห่างไกลแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!

จี้เฟิงกำหมัดแน่น!

จี้เฟิงออกไปซื้ออาหารเช้ากลับมา เขาเริ่มติดเป็นนิสัยแล้ว เพราะตอนเช้าที่บ้านคนเยอะ ทำกับข้าวไม่ทัน การซื้อของกินเล่นตอนเช้าจึงสะดวกกว่ามาก

เป็นไปตามที่จี้เฟิงคาดไว้ตอนกินข้าวเช้า เซียวหยูซวนและถงเล่ยต่างก็มีรอยยิ้มแต้มบนใบหน้าสวย ดูเป็นปกติเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ไม่มีท่าทีผิดแปลกไปเลยแม้แต่น้อย

พวกเธอไม่ได้ถามจี้เฟิงว่าทำไมเมื่อคืนถึงอยู่ข้างนอกนานขนาดนั้น เพียงแค่ถามเหมือนอย่างเคยว่าจี้เฟิงจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไหม

“ไปสิ!” จี้เฟิงพยักหน้า

ความจริงเขาไม่ได้ตั้งใจจะไป แต่พอเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของถงเล่ย จี้เฟิงจึงตอบตกลงไปทันที

แน่นอนว่าดวงตาคู่งามของถงเล่ย โค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยวเมื่อเธอยิ้ม

จี้เฟิงจึงยิ้มออกมาได้

ถ้าถงเล่ยสามารถยิ้มอย่างมีความสุขแบบนี้ได้ตลอดไป ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรเขาก็ยอม

เซียวหยูซวนเองก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน แม้เธอจะคิดเสมอว่าตัวเองอยู่ในฐานะ ‘บ้านรอง’ แต่เธอก็ปฏิบัติกับถงเล่ยเหมือนเป็นพี่น้องแท้ๆ เห็นถงเล่ยมีความสุขและหวานชื่น เธอก็พลอยมีความสุขไปด้วย

จี้เฟิงได้แต่ทอดถอนใจในใจ ภาพเหตุการณ์แบบนี้ถ้าเล่าออกไปคงไม่มีใครเชื่อแน่ๆ แต่มันคือเรื่องจริง และนี่คือความโชคดีที่สุดในชีวิตของเขา

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ จี้เฟิงก็ขับรถไปส่งถงเล่ยที่มหาวิทยาลัย ระหว่างทางจู่ๆเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากจ้าวไค

“จี้เฟิงฉันมีธุระต้องกลับบ้านหน่อย ฝากนายลาเรียนให้ทีนะ” จ้าวไคพูด

“รีบขนาดนั้นเลยเหรอ?” จี้เฟิงถาม “ที่บ้านมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

“มีธุระนิดหน่อยน่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก นายช่วยลาให้ฉันก็พอ” จ้าวไคกล่าว

“...ตกลง ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” จี้เฟิงพอจะฟังออกว่าน้ำเสียงของจ้าวไคฟังดูหนักอึ้ง แม้ตอนนี้จะพยายามทำเป็นพูดเหมือนไม่มีอะไรก็ตาม

แต่ในเมื่อจ้าวไคไม่พูด มันก็คงไม่เหมาะที่เขาจะถามซอกแซก

“วางใจเถอะถ้าต้องการความช่วยเหลือ ฉันบอกนายแน่” จ้าวไคหัวเราะ “แค่นี้ก่อนนะ ฉันต้องขึ้นรถแล้ว”

“โชคดีนะ!”

หลังจากวางสายจี้เฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่มีวิธีอะไรดีๆ ในเมื่อจ้าวไคไม่ยอมบอก คนอื่นก็ย่อมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จี้เฟิงเชื่อว่าถ้ามันถึงขั้นที่แก้ปัญหาไม่ได้จริงๆ จ้าวไคต้องเอ่ยปากออกมาแน่นอน

จบบทที่ 1480~

++++++++

*ธงแดงในบ้านไม่ล้ม ธงสีนอกบ้านพลิ้วไหว* สำนวนนี้อธิบายถึงสภาวะที่ผู้ชายสามารถบริหารเสน่ห์จนมีผู้หญิงหลายคนได้ในเวลาเดียวกัน โดยที่ความสัมพันธ์กับภรรยาหลวงยังคงมั่นคงดีอยู่

ธงแดง : เปรียบถึง “ภรรยาหลวง” หรือภรรยาที่แต่งงานถูกต้องตามกฎหมาย ที่มาของคำว่า “ธงแดง” สื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นทางการ และความมั่นคงสูงสุด (เปรียบได้กับธงชาติที่เป็นหลักชัย) ผู้ชายที่ใช้สำนวนนี้หมายความว่าเขาจะไม่ยอมหย่าร้าง หรือทิ้งเมียหลวงให้เสียตำแหน่งเด็ดขาด

ธงสี : เปรียบถึง “เมียน้อย” หรือ “กิ๊ก” นอกบ้าน คำว่า “ธงสี” หรือธงหลากสี สื่อถึงความรื่นเริง ความแปลกใหม่ และสิ่งประดับประดา ที่เปลี่ยนไปมาได้ตามความบันเทิง

จบบทที่ บทที่ 1480 (602) สมองอัจฉริยะกำลังเติบโต? (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว