- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1473 (595) ผู้ชายต้อง ‘ทำ’ ผู้หญิงต้อง ‘รัก’
บทที่ 1473 (595) ผู้ชายต้อง ‘ทำ’ ผู้หญิงต้อง ‘รัก’
บทที่ 1473 (595) ผู้ชายต้อง ‘ทำ’ ผู้หญิงต้อง ‘รัก’
บทที่ 1473 (595) ผู้ชายต้อง ‘ทำ’ ผู้หญิงต้อง ‘รัก’
พายุสวาทที่แสนเร่าร้อนยังไม่ทันจางหายไปจนหมดสิ้น จี้เฟิงยังคงโอบกอดร่างกายที่เปลือยเปล่าและนุ่มนิ่มของฉินซูเจี๋ยเอาไว้แน่น มือทั้งสองข้างลูบไล้ไปตามเรือนร่างของเธอ สัมผัสกับผิวพรรณที่เนียนละเอียดราวกับลื่นไหลได้
ทางด้านฉินซูเจี๋ยหลับตาลงน้อยๆ ดื่มด่ำไปกับการปลอบประโลมที่แสนอ่อนโยนของจี้เฟิง
ในการร่วมรักนั้น สิ่งที่ผู้ชายให้ความสำคัญที่สุดคือการ ‘กระทำ’ แต่สิ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญที่สุดคือ ‘ความรัก’ โดยเฉพาะหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมอันแสนสุขสม การลูบไล้ที่เรียบง่ายเช่นนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉินซูเจี๋ยรู้สึกอบอุ่นและอิ่มเอมใจ มันทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
“อืมม...”
ฉินซูเจี๋ยบิดกายเล็กน้อย สะโพกอวบอัดขยับตามสัญชาตญาณ เธอเปิดเปลือกตาขึ้นพลางค้อนให้จี้เฟิงหนึ่งวงพร้อมกับเสียงดุดันแกมหยิกแกมหยอก “คุณนี่จริงๆเลย ลูบไปลูบมาเริ่มจะคิดไม่ซื่อสิท่า!”
จี้เฟิงหัวเราะหึๆ “ล้อเล่นรึป่าว ในอ้อมกอดมีสาวงามพราวเสน่ห์ขนาดนี้ ถ้ายังทำตัวซื่อเป็นพระอิฐพระปูนอยู่ได้ ก็คงไม่ใช่ผู้ชายแล้วล่ะครับ”
ในขณะที่พูด มือข้างหนึ่งของเขาก็เริ่มซุกซนล่วงล้ำเข้าไปที่ระหว่างสะโพกอวบของฉินซูเจี๋ยอีกครั้ง
“พ่อหนุ่มน้อย พอเถอะนะคะ... ถ้าขืนคุณยังรังแกฉันต่อแบบนี้ ฉันต้องตายคามือคุณแน่ๆเลย!” ฉินซูเจี๋ยหน้าเสีย รีบเอ่ยปากขอชีวิตทันควัน
แม้ว่าร่างกายจะห่างหายจากเรื่องแบบนี้มานานและมีความต้องการอยู่บ้าง แต่จี้เฟิงนั้นดุดันเกินไป การบุกรุกของเขามันรุนแรงราวกับพายุที่โหมกระหน่ำจนฉินซูเจี๋ยเริ่มจะรับมือไม่ไหวแล้ว
มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งหวานชื่นและหวาดหวั่นไปพร้อมกัน ฉินซูเจี๋ยทั้งเขินอายและลนลานในเวลาเดียวกัน
“หึ!”
จี้เฟิงหัวเราะเจ้าเล่ห์ ปลายนิ้วลากผ่านสะโพกผึ่งผายของฉินซูเจี๋ย แล้วเลื่อนกลับมาวางที่เอวของเธอ โดยไม่ได้รบเร้าเซ้าซี้เธอต่อ
เขาดูออกว่าถึงแม้ฉินซูเจี๋ยจะเป็นแม่คนแล้ว แต่ร่างกายของเธอก็ยังเป็นคนปกติธรรมดา อีกทั้งปกติต้องตรากตรำทำงานที่บริษัทและดูแลบ้านเพียงลำพัง สุขภาพย่อมไม่ได้สมบูรณ์เต็มร้อยนัก หากเทียบกับเล่ยเล่ยและหยูซวนแล้ว สมรรถภาพร่างกายถือว่าห่างกันเยอะ
แม้ในยามร่วมรัก ถงเล่ยและเซียวหยูซวนจะส่งเสียงขอชีวิตอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากได้นอนพักสักตื่น เช้าวันต่อมาพวกเธอก็จะกลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่ได้ดูเหนื่อยล้าเลยสักนิด
แต่ฉินซูเจี๋ยนั้นต่างออกไป
จี้เฟิงรู้สึกสงสารและถนอมร่างกายของเธอ จึงไม่ได้ทำอะไรต่อ เพราะเรื่องอย่างว่ามันเป็นเรื่องของคนสองคน และควรจะเป็นความสมัครใจและพึงพอใจของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง หากมัวแต่จะมุ่งหวังแต่กิเลสตัณหา มันจะกลายเป็นการกระทำที่ชั้นต่ำไป
จี้เฟิงมั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่พวกบ้ากามที่เห็นแก่ตัว ดังนั้นเขาจึงไม่ฝืนใจฉินซูเจี๋ยในยามที่ร่างกายเธอไม่เอื้ออำนวย
“ซูเจี๋ยผมว่าร่างกายคุณอ่อนแอเกินไปนะ แบบนี้ไม่ดีเลย” จี้เฟิงพูด
“คุณนี่นะ!”
ฉินซูเจี๋ยได้ยินดังนั้น ก็ทั้งอายทั้งเคืองเธอค้อนขวับ “พ่อหนุ่มน้อย คุณนี่มันร้ายจริงๆ ตัวเองรุกหนักอย่างกับลูกเสือที่แรงดีไม่มีตก เล่นเอาฉันแทบแย่ แล้วตอนนี้ยังจะมาหาว่าฉันร่างกายอ่อนแออีกเหรอคะ?”
พูดไปฉินซูเจี๋ยก็พาลนึกถึงรสรักที่แสนซาบซ่านถึงทรวงที่จี้เฟิงมอบให้เมื่อครู่ เธออดไม่ได้ที่จะหน้าแดงวูบ แต่ก็ยังเคืองที่จี้เฟิงได้ทีแล้วยังจะมาพูดจาข่มกันอีก เธอจึงหมั่นไส้จนเผลอเอื้อมมือไปบีบจี้เฟิงน้อยเข้าให้
“ซี้ด...”
จี้เฟิงตาโตทันทีพลางสูดปาก “ซูเจี๋ยคุณจะมาเล่นกับเขาซี้ซั้วไม่ได้นะ เดี๋ยวจะเกิดเรื่องเอา!”
“ไหนว่าร่างกายแข็งแรงนักไงคะ กลัวเรื่องจะเกิดด้วยเหรอ?” ฉินซูเจี๋ยหัวเราะร่า
จี้เฟิงยิ้มแห้งๆ “แข็งแรงมันก็ส่วนแข็งแรง แต่อย่างพวกที่ฝึกวรยุทธ์เนี่ย ร่างกายเขาแข็งแรงมากใช่ไหมล่ะ? ฝึกจนมีวิชาระฆังทองคำ กายาเหล็ก ร่างกายแข็งแกร่งยังกับเหล็กกล้า แต่คุณเคยได้ยินไหมล่ะว่ามีใครฝึกจนได้ ‘วิชาทวนทองไม่มีวันล้ม’ อะไรพวกนั้นน่ะ?”
“วิชาอะไรของคุณ!”
ฉินซูเจี๋ยหน้าแดงระเรื่อพลางทำเสียง ‘ชิ’ ใส่เบาๆ อย่างหมั่นไส้ ตอนนี้เธอสัมผัสใกล้ชิดกับจี้เฟิงจนใจเริ่มผูกพันกันมากขึ้นแล้ว การพูดคุยจึงเปิดเผยมากขึ้นตามประชาม่ายสาวที่ผ่านโลกมาพอสมควร “ในสายตาฉันนะ พวกนั้นก็แค่ดูดีแต่ภายนอก ข้างในน่ะไม่ได้เรื่องหรอก”
“นี่คุณรู้ด้วยเหรอ?” จี้เฟิงทำหน้าแปลกใจ “ดูท่าคุณจะศึกษาวิจัยเรื่องชายหญิงมาดีไม่เบานะเนี่ย!”
“วิจัยอะไรกันล่ะคะ ก็แค่พวกคุณหญิงคุณนายที่ฉันเจอเป็นประจำน่ะสิ แต่ละคนน่ะคุยเรื่องพวกนี้เก่งจนน่ากลัวเลยล่ะ” ฉินซูเจี๋ยยิ้มกริ่ม “ผู้หญิงบางคนยังชอบเอาเรื่องบนเตียงของสามีมาเมาท์มอยกันเลย แต่ส่วนใหญ่จะมีแต่คำบ่นว่าสามีไม่ได้เรื่อง พวกหล่อนก็เลยต้องแอบไปหาชู้ข้างนอก...”
“พวกผู้หญิงอย่างพวกคุณเนี่ย ผมว่าว่างเกินไปมากกว่า!” จี้เฟิงฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะขื่นๆ พวกคุณนายในแวดวงสังคมชั้นสูง หรือที่เรียกกันว่า ‘สาวสังคม’ ชีวิตของพวกหล่อนเป็นอย่างไร จี้เฟิงเคยได้ยินพี่รองจี้ช่าวเหลยเล่าให้ฟังมาบ้าง
ว่ากันว่าในวงสังคมนั้น ถ้าผู้หญิงคนไหนไม่มีเด็กเลี้ยงหรือไม่มีชู้ไว้แก้เหงาสักคนสองคน ดูเหมือนจะไม่กล้าออกหน้าออกตาไปพบปะใครเขาเลยด้วยซ้ำ
แถมบางครั้งสาวสังคมที่สนิทกัน ยังมีการหยิบยืมชู้กันไปใช้อีกต่างหาก
ตอนที่จี้เฟิงได้ยินข่าวนี้ครั้งแรก เขาถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินกว่าจะรับได้จริงๆ
แต่พอนึกถึงไลฟ์สไตล์ของพวกสาวสังคมเหล่านั้น เขาก็เริ่มเข้าใจ
พวกที่เรียกตัวเองว่าสาวสังคม ความจริงสิ่งที่พวกหล่อนใช้ประโยชน์ได้ก็มีแค่ร่างกายตัวเองเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล สร้างคอนเนคชั่นหรือทำเพื่อตัวเอง แต่ไม่ว่าจะยังไง สิ่งที่พวกหล่อนพึ่งพาได้ก็มีแค่หน้าตาสวยๆเท่านั้น
ผู้หญิงแบบนี้ความสัมพันธ์กับสามีย่อมไม่มีทางดีแน่นอน ต่อให้ผู้ชายจะเป็นพวกเจ้าชู้แค่ไหน แต่ก็คงไม่มีผู้ชายคนไหน อยากเห็นเมียตัวเองไปอ่อยผู้ชายคนอื่นหรือเปลี่ยนคู่นอนเป็นว่าเล่นหรอกจริงไหม?
ด้วยเหตุนี้พวกสาวสังคมจึงต้องหาทางคลายเหงาและเติมเต็มความว่างเปล่าด้วยตัวเอง
จี้เฟิงถึงได้บอกว่าพวกหล่อนว่างจัดจนหาเรื่องใส่ตัว ถ้าลองให้ไม่มีข้าวกินสิ จะดูซิว่ายังมีกะใจไปหาความสำราญยามค่ำคืนอีกไหม?
เพ้อเจ้อจริงๆ!
จี้เฟิงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ช่างคนพวกนั้นเถอะ ผมเพิ่งพูดนิดเดียวคุณก็พาออกทะเลไปไกลเลย ซูเจี๋ยที่ผมบอกว่าร่างกายคุณไม่แข็งแรงเท่าไหร่น่ะ ผมไม่ได้ล้อเล่น และไม่ใช่เรื่องได้ทีแล้วข่มนะ ร่างกายคุณมันอ่อนแอจริงๆ”
“พ่อหนุ่มน้อย คุณไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่ไหมคะ?” ฉินซูเจี๋ยพลิกตัวเล็กน้อยเพื่อให้ซบอยู่ในอกจี้เฟิงได้สบายขึ้น “ถึงปกติจะยุ่ง แต่ฉันก็ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายนะ ไปยิมทุกสัปดาห์ ตรวจร่างกายทุกครึ่งปี หมอก็ชอบบอกว่านอกจากจะมีความเครียดสะสมนิดหน่อย ผลตรวจร่างกายอย่างอื่นก็ปกติดีหมดนะคะ”
“คนในสังคมสมัยนี้ความดันสูงชีวิตเร่งรีบ ทุกคนก็มีภาวะกึ่งสุขภาพดีกันทั้งนั้นแหละ คุณเลยคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่” จี้เฟิงยิ้ม “แต่ภาวะแบบนี้แหละที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมาก อีกอย่างที่หมอบอกว่าผลตรวจร่างกายคุณดีน่ะ มันก็ต้องดูด้วยว่าเขาเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัด”
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของฉินซูเจี๋ย จี้เฟิงก็ยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ร่างกายคุณถ้าเทียบกับคนปกติก็ถือว่าโอเคอยู่หรอก แต่ถ้าเทียบกับถงเล่ยและเซียวหยูซวน หรือแม้แต่พวกบอดี้การ์ดที่บ้านผมแล้ว มันยังห่างชั้นอยู่มาก”
“ทำไมล่ะ? พวกเธอรู้จักบำรุงดีๆหรอ?” ฉินซูเจี๋ยถาม “หรือว่าเป็นเพราะ... พวกเธอเด็กกว่าฉัน?”
เหงื่อตก!
จี้เฟิงถึงกับไปไม่เป็นพลางหัวเราะขื่นๆ “คิดไปถึงไหนเนี่ย ที่พวกเธอร่างกายแข็งแรงน่ะ เป็นเพราะพวกเธอฝึกแอโรบิกอยู่ต่างหาก ท่ากายบริหารชุดนี้มันมหัศจรรย์มากนะ ลองฝึกดูแล้วคุณจะรู้เอง!”
“จริงเหรอ?”
ฉินซูเจี๋ยเริ่มสนใจขึ้นมาทันที “แล้วคุณทำเป็นไหม? สอนฉันหน่อยสิ!”
“อยากเรียนจริงๆเหรอ?” จี้เฟิงถาม
“แน่นอนสิคะ เมื่อกี้ฉันโดนคุณเล่นงานจนเกือบแย่ ถ้าไม่เรียนไว้ ต่อไปถ้าคุณมาหาอีก ฉันไม่ตายเลยเหรอ!” ฉินซูเจี๋ยค้อนให้
จี้เฟิงทำสีหน้าแปลกๆ “แต่ว่าถ้าจะเริ่มเรียนตอนนี้มันก็ค่อนข้างจะช้าไปหน่อยนะ แต่ถ้าอยากจะเก่งแบบทางลัดล่ะก็ วิธีมันค่อนข้างจะพิเศษหน่อย...”
“วิธีอะไรคะ?” ฉินซูเจี๋ยรีบถาม
จี้เฟิงยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วก้มลงกระซิบที่ข้างหูของฉินซูเจี๋ย
“หา?!”
ฉินซูเจี๋ยถึงกับหน้าถอดสี “ต้องทำอีกแล้วเหรอ? พ่อหนุ่มน้อย คุณกะจะเอาให้ฉันตายไปข้างหนึ่งเลยใช่ไหม?”
จี้เฟิงยิ้มร่า “ถ้าอยากจะเป็นเร็วๆ นี่คือวิธีที่เร็วและดีที่สุด ผมไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบคุณนะ”
“คุณยังเอาเปรียบฉันไม่พออีกเหรอ? มีตรงไหนบ้างที่ฉันยังไม่โดนคุณเอาเปรียบน่ะ?” ฉินซูเจี๋ยเหลือบมองเขาด้วยสายตารู้ทัน เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ “ต้องทำแบบนั้นจริงๆ ถึงจะเก่งเร็วเหรอคะ?”
“จริงครับ!” จี้เฟิงพยักหน้ายืนยัน “ว่าไงครับ จะลองอีกสักตั้งไหม?”
“ใครจะไปสนคุณกัน!” ฉินซูเจี๋ยหน้าแดงซ่าน เธอค้อนให้เขาด้วยเสน่ห์เหลือล้น ก่อนจะพลิกตัวหันหลังที่นวลเนียนและมีเส้นโค้งเว้าสมบูรณ์แบบให้กับจี้เฟิง
“หึๆ!”
จี้เฟิงเข้าใจความหมายทันที เขาขยับเข้าทาบทับร่างกายของฉินซูเจี๋ยอีกครั้ง เตรียมที่จะเข้าหาเธอจากทางด้านหลัง...
“แก๊ก แก๊ก~~!”
แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆด้านนอกก็มีเสียงดังผิดปกติแว่วเข้ามา
จี้เฟิงชะงักการกระทำทันที
“มีอะไรเหรอคะ?” ฉินซูเจี๋ยถามเสียงเบา
“ข้างนอกมีเสียงเคลื่อนไหว และมันไม่ได้มาจากห้องนอนของเหยาเหยา ผมฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเสียงมาจากประตูหน้าบ้าน...” จี้เฟิงขมวดคิ้วแน่น
ฉินซูเจี๋ยหน้าเสียทันที “หรือว่าจะเป็น... โจร?”
จี้เฟิงส่ายหน้าพลางกระซิบ “ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ คุณอยู่ที่นี่อย่าขยับนะ ผมจะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
พูดจบเขาก็ลุกจากเตียงและรีบสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
ความจริงจี้เฟิงขยับตัวได้เร็วมาก แต่ติดตรงที่เสื้อผ้ามันกระจัดกระจายไปทั่วห้อง การจะหยิบมาใส่ให้ครบมันเลยต้องใช้เวลาสักหน่อย จี้เฟิงได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะให้ตัวเอง
ส่วนเรื่องสถานการณ์ข้างนอกนั้น จี้เฟิงไม่ได้กังวลเลยสักนิด เขาเจอเหตุการณ์มาสารพัดรูปแบบแล้ว กะอีแค่หัวขโมยกระจอกจะไปกลัวอะไร?
“ฉันก็จะลุกไปด้วย!”
ฉินซูเจี๋ยรีบลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าเช่นกัน เพราะถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา แล้วเธออยู่ในสภาพเปลือยเปล่าคงดูไม่จืดแน่ๆ
จี้เฟิงไม่ได้ห้ามเธอ เพียงแต่บอกว่า “สวมชุดนอนก็พอแล้ว ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรหรอก!”
พวกหัวขโมยกระจอก เขาจัดการได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องทำให้ฉินซูเจี๋ยต้องตกใจด้วยซ้ำ ยิ่งในหมู่บ้านเกรดพรีเมียม ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดีแบบนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรร้ายแรง
ในตอนนั้นเองด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ และค่อนข้างถี่กระชั้นแว่วเข้ามา ดูเหมือนกำลังเดินวนไปวนมาอย่างสับสน
จี้เฟิงขมวดคิ้วทันที เสียงฝีเท้านี้ฟังดูแผ่วเบาและคล่องแคล่ว... เป็นผู้หญิงเหรอ? หรือว่าเป็นพวกยอดฝีมือกันแน่?
.....จบบทที่ 1473~