- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1452 (574) วิเคราะห์วิดีโอ (ตอนฟรี)
บทที่ 1452 (574) วิเคราะห์วิดีโอ (ตอนฟรี)
บทที่ 1452 (574) วิเคราะห์วิดีโอ (ตอนฟรี)
บทที่ 1452 (574) วิเคราะห์วิดีโอ
“แป๊ก!”
จี้เฟิงเคาะแป้นพิมพ์เพื่อหยุดวิดีโอบนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ถึงตอนนี้เขาได้ดูวิดีโอการสอบสวนที่อาสามจี้เจิ้นผิงให้มาซ้ำไปซ้ำมาถึงสามรอบแล้ว และจดจำทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด เขาก็จดจำไว้ในสมองอย่างแม่นยำ
ในวิดีโอมีผู้ถูกสอบสวนทั้งหมดสามคน ซึ่งก็คือสมาชิกกลุ่มทหารรับจ้างคอบร้าทั้งสามคนที่ถูกจับกุมตัวได้จากการบุกรอยัลคลับครั้งก่อน โดยมีไฟล์วิดีโอมาให้ดูครบทุกคนไม่มีตกหล่น
วิดีโอการสอบสวนมีทั้งหมดสามชุด เป็นบันทึกคำให้การของเจ้าพวกนี้ ที่ยอมสารภาพออกมาอย่างหมดเปลือกหลังจากถูกเค้นอย่างหนัก ซึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันเตี๊ยมคำให้การกัน การสอบสวนจึงถูกทำแยกกันคนละห้อง นั่นคือสาเหตุที่มีไฟล์วิดีโอแยกกันสามไฟล์
อย่างไรก็ตามวิดีโอที่จี้เฟิงได้รับมานั้น เนื้อหากลับไม่สมบูรณ์นัก เพราะมีเพียงช่วงสุดท้ายที่พวกมันยอมเปิดปากสารภาพแล้วเท่านั้น ส่วนกระบวนการสอบสวนก่อนหน้านั้น รวมถึงวิธีการที่ใช้เค้นความลับ กลับไม่ได้ถูกบันทึกมาให้ดูในวิดีโอชุดนี้
เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้ เพราะกระบวนการสอบสวนอาจจะดู ‘ไม่น่าอภิรมย์’ นัก หากหลุดรอดออกไปอาจกลายเป็นประเด็นอื้อฉาวได้ ดังนั้นต่อให้เป็นจี้เฟิง เขาก็ได้รับเพียงส่วนที่เป็นบทสรุปของการให้การเท่านั้น
ในคลิปวิดีโอนี้ ทั้งสามคนรับสารภาพถึงเหตุการณ์ลอบสังหารจี้เฟิงในครั้งนั้น
พวกมันเป็นทหารรับจ้างสังกัดกลุ่มคอบร้า โดยได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้เดินทางมายังประเทศจีน โดยมีคนคอยอำนวยความสะดวกเรื่องเวลา สถานที่ และจัดเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้พวกมัน ‘กำจัด’ เป้าหมายคนหนึ่ง!
หากงานสำเร็จ พวกมันจะได้รับเงินรางวัลจำนวนมหาศาลและมีเส้นทางที่เตรียมไว้ให้หลบหนีออกจากจีนได้ทันที
ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงพาทีม เดินทางเข้ามายังประเทศจีน
ในช่วงที่วางแผนซุ่มโจมตีจี้เฟิง ข้อมูลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเวลา สถานที่ หรือข่าวกรองอื่นๆ พวกมันได้รับผ่านการติดต่อกับคนวงใน โดยก่อนหน้านั้นพวกมันกบดานอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในเจียงโจวโดยใช้บัตรประชาชนปลอม และไม่เคยก้าวเท้าออกจากโรงแรมเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ทว่าสิ่งที่พวกมันไม่ได้คาดคิดก็คือ นอกจากภารกิจจะไม่สำเร็จแล้ว พวกมันยังต้องสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก มิหนำซ้ำเรื่องนี้ยังสะเทือนไปถึงทางการจีนจนตำรวจเริ่มเข้ามาสืบสวน พวกมันจึงต้องระเห็จออกจากเจียงโจวอย่างทุลักทุเล จนกระทั่งได้รับแจ้งจากเบื้องบนให้เข้าไปกบดานในรอยัลคลับเป็นการชั่วคราว เพื่อรอคนมารับตัวออกไป
และนั่นคือเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น!
จี้เฟิงมองดูสภาพของเจ้าสามคนบนหน้าจอที่ถูกซ้อมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง!
ยกตัวอย่างเช่น เจ้าสามคนนี้ไม่ได้สารภาพเลยว่า หลังจากเข้าไปหลบซ่อนในรอยัลคลับแล้ว ใครเป็นหัวหน้าของพวกมัน?
นอกจากนี้ตอนที่ถูกลอบโจมตีที่แถบชานเมือง จี้เฟิงจำได้ติดตาว่ามีคนคนหนึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์คันหนึ่งกลางขบวน หากดูจากรูปขบวนรถที่จัดมาเพื่อคุ้มกันรถคันกลางเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าต้องมีบุคคลสำคัญอยู่ในนั้น พวกมันถึงได้วางมาตรการป้องกันหนาแน่นขนาดนั้น
อีกอย่างเมื่อพวกทหารรับจ้างเหล่านี้เข้ามาในจีน พวกมันเดินทางมาถึงเจียงโจวได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีใครสงสัยได้อย่างไร? เป็นไปได้จริงๆหรือที่จะไม่มีคนในพื้นที่คอยนำทาง?
จี้เฟิงคิดว่าหากเป็นตัวเขาเองที่ต้องไปอยู่ในประเทศที่ไม่คุ้นเคย การจะใช้ชีวิตโดยไม่ให้มีพิรุธเลยนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น พวกมันยังกล้าเดินดุ่มๆ เข้าไปพักในรอยัลคลับโดยไม่กลัวคนพบเห็นเลยหรือ?
รอยัลคลับนั่นสร้างไว้อย่างหรูหราอลังการ แต่ข้างในกลับไม่มีแขกเลยสักคน มีแค่พวกมันไม่กี่คนที่เข้าไปพัก พวกมันไม่เอะใจเลยสักนิดเชียวหรือว่ามีบางอย่างผิดปกติ?
..........
เบาะแสเหล่านี้ล้วนเต็มไปด้วยข้อกังขา
จี้เฟิงจึงปักใจเชื่อว่า เจ้าพวกนี้ต้องมีใครบางคนพูดความจริงไม่หมด หรือไม่ก็กำลังโกหกคำโตกันทั้งแก๊ง
พวกมันเลือกพูดแต่เรื่องรองๆที่ไม่สำคัญ เล่าเพียงกระบวนการลงมือ แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆอย่างเช่น ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง รายละเอียดเชิงลึกระหว่างทาง หรือเคยติดต่อกับใครบ้าง... พวกมันกลับไม่ปริปากถึงเลยแม้แต่น้อย
นี่คือความผิดปกติอย่างยิ่ง
จี้เฟิงเหลือบมองเวลาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เห็นว่าดึกมากแล้วจึงส่ายหัว เดิมทีเขาตั้งใจจะโทรหาอาสามเพื่อบอกสิ่งที่เขาค้นพบและข้อสงสัยเหล่านี้ แต่ตอนนี้เข้าสู่ช่วงดึกสงัดแล้วจึงตัดสินใจยกยอดไปก่อน
อันที่จริงต่อให้เจ้าพวกนี้ไม่ยอมเปิดปาก จี้เฟิงก็พอจะคาดเดาความจริงได้เลาๆในใจแล้ว
ใครกันที่จ้างวานกลุ่มคอบร้ามาสังหารเขา และเมื่อพวกทหารรับจ้างเข้ามาในจีนแล้ว ใครกันที่เป็นคนจัดหาที่พักและอาหารให้... ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จี้เฟิงได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาไม่น้อย โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญที่ได้รับจากปากของเจิ้งหยูซิ่ว
เรื่องนี้... ตระกูลอู๋ไม่มีทางสลัดพ้นแน่นอน!
แต่สิ่งที่จี้เฟิงอยากรู้ที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใครเป็นคนจ้าง แต่คือวันที่เขาถูกลอบโจมตี คนที่นั่งอยู่ในรถคันกลาง วันนั้นคือใครกันแน่? ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้าง แต่ในตอนนั้นคนคนนั้นกลับถอยร่นหนีไปได้อย่างลอยนวลจนจี้เฟิงทำอะไรไม่ได้
และต่อมาที่รอยัลคลับในหยานจิง แม้จี้เฟิงจะบุกเข้าไปถล่มจนนองเลือดและจับตัวเป็นๆมาได้สามคน แต่เขาก็ยังไม่เห็นเงาหัวของ ‘หัวหน้า’ คนนั้นอยู่ดี
แม้แต่เจ้าสามคนนี้ก็ยังไม่เอ่ยถึงคนคนนั้นเลยสักคำ
แต่จี้เฟิงมั่นใจเพราะตอนที่ปะทะกันอย่างดุเดือดที่ชานเมืองเจียงโจว เขาเห็นคนคนนั้น แม้จะเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่เขาเชื่อในสัญชาตญาณและการตัดสินใจของตัวเอง
แล้ว... เจ้านั่นหายหัวไปไหน?
รวมถึงรอยัลคลับ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นเก่าขององค์กรลับหวางฉาว ใครกันที่เป็นคนสั่งให้พวกมันเข้าไปพัก? คำว่าได้รับคำสั่งจาก ‘เบื้องบน’... แล้ว ‘เบื้องบน’ ที่ว่านั่นคือใคร?
คำถามเหล่านี้ คนทั้งสามในวิดีโอไม่ได้กล่าวถึงเลยตั้งแต่ต้นจนจบ จี้เฟิงไม่มีทางเชื่อว่าพวกมันไม่รู้หรือลืมไปแล้ว นั่นมันเรื่องหลอกเด็กชัดๆ!
ดังนั้นความจริงจึงกระจ่างชัด เจ้าสามคนนี้ไม่ได้สารภาพอย่างซื่อสัตย์
เขาอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นชื่นชม “ถูกซ้อมจนน่วมขนาดนี้ ยังจะทำกระดูกแข็งอยู่อีก ไม่เบาเลยจริงๆ!”
หากเป็นเขา เขาคงไม่ลงมือซ้อมจนปางตายแบบนี้ วิธีการสอบสวนมีเป็นหมื่นเป็นแสนวิธี ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้กับคนประเภทไหน เห็นได้ชัดว่าเจ้าสามคนนี้เป็นพวก ‘กระดูกเหล็ก’ ถ้าใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล ก็ควรจะใช้กลยุทธ์แบบอ้อมๆ...
จี้เฟิงคิดว่าเขาคงต้องหาเวลา ไปแลกเปลี่ยนเทคนิคการสอบสวนกับอาสามเสียหน่อยแล้ว
เขามองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่สามารถหาข้อมูลที่มีประโยชน์ไปมากกว่านี้ได้ จี้เฟิงจึงเลิกฟุ้งซ่าน ในเมื่อวิดีโอชุดนี้ให้ข้อมูลได้เท่านี้ นั่งจ้องต่อไปก็ไร้ประโยชน์
จี้เฟิงตัดสินใจว่าต้องหาเวลาไปหยานจิงสักรอบ เพื่อสอบสวนเจ้าสามคนนั้นด้วยตัวเอง เขาต้องรีดเอาความจริงที่แท้จริงออกมาจากปากพวกมันให้ได้
ความจริงแล้ว ต่อให้พวกมันไม่พูด จี้เฟิงก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้เกือบหมด สิ่งที่เขาสนใจที่สุดในตอนนี้คือ ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทหารรับจ้างคอบร้ากับองค์กรหวางฉาว และที่สำคัญกว่านั้นคือ...
ตระกูลอู๋กับองค์กรหวางฉาว มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่?
จี้เฟิงลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงไปข้างล่าง ระหว่างเดินในหัวก็ยังคงครุ่นคิด ตั้งแต่เขารู้จักองค์กรหวางฉาวมา เขาได้ยินเรื่องราวและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องมาไม่น้อย
เช่น ‘ท่านอ๋อง’ (หวางเยว่) ที่เคยลงมือกับเหอหงเหว่ย, ‘คุณชายน้อย’ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและจ้องจะเอาชีวิตเขาตลอดเวลา รวมถึงเจ้าลึกลับในญี่ปุ่นที่ดูจะเกลียดเขาเข้าไส้ และสุดท้าย... ตระกูลเฉียว!
จี้เฟิงรู้สึกได้ว่า คนเหล่านี้เหมือนจะสังกัดอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน หรือพูดง่ายๆคือพวกมันรับผิดชอบการเคลื่อนไหวในแถบประเทศจีน หรืออาจจะรับผิดชอบพื้นที่ในยุโรป อเมริกา หรือภูมิภาคอื่นๆด้วยหรือไม่นั้นเขายังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆจีนคือพื้นที่รับผิดชอบหลักของพวกมัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้เฟิงจึงเริ่มปรับกลยุทธ์ในการจัดการกับหวางฉาว จากเดิมที่ตั้งเป้าจะเปิดศึกกับทั้งองค์กรแบบเหมาเข่ง เขาเปลี่ยนมาเป็น ‘เด็ดหัว’ ไปทีละคนหรือทีละกลุ่มแทน
อย่างเช่น คุณชายน้อยหรือเฉียวหรงและเฉียวเจียไค แห่งตระกูลเฉียว...
การค่อยๆกัดเซาะและกำจัดไปทีละส่วนย่อมทำได้ง่ายกว่า หากมุ่งเป้าจะจัดการทั้งองค์กรพร้อมกันย่อมเป็นการดึงดูดความสนใจของหวางฉาวมาที่ตัวเขาคนเดียว ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลย
“ตระกูลอู๋ , ตระกูลเฉียว , องค์กรหวางฉาว...” จี้เฟิงส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มบาง นอกเหนือจากตระกูลเฉียวที่ดูเหมือนจะตกต่ำลงไปชั่วคราวแล้ว ตระกูลอู๋และหวางฉาวล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เคี้ยวได้ง่ายๆเลย มานึกๆดูเขานี่ก็ช่างใจกล้าบ้าบิ่นจริงๆ ที่บังอาจไปต่อกรกับขุมอำนาจยักษ์ใหญ่ถึงสามกลุ่มพร้อมกันขนาดนี้
“แต่... ต่อกรแล้วจะทำไมล่ะ?” จี้เฟิงหันกลับไปมองห้องหนังสือของตัวเอง ก่อนจะเดินลงไปข้างล่าง
พริบตาเดียวเวลาสามวันก็ผ่านพ้นไป
เข้าสู่วันที่สี่ หลี่เว่ยปิงโทรมาหาเขาอีกครั้ง เพื่อเตือนจี้เฟิงว่าอย่าลืมร่วมงานสังสรรค์ทางธุรกิจในค่ำคืนนี้ จี้เฟิงตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ในใจจริงจี้เฟิงไม่ได้อยากไปเลย โดยเฉพาะงานที่มีการเจรจาธุรกิจกับบริษัทญี่ปุ่น เขายิ่งไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้ด้วยตัวเอง
เขาไม่ได้รังเกียจที่จะทำธุรกิจกับบริษัทญี่ปุ่น แต่เขา ‘รังเกียจคนญี่ปุ่น’ โดยเฉพาะเวลาเห็นหนวดกระจุกเล็กๆ ใต้จมูกนั่น เขาก็รู้สึกอยากจะประเคนหมัดใส่หน้าพวกมันสักหลายๆ ที
หากไม่ใช่เพราะหลี่เว่ยปิงเป็นคนเอ่ยปากชวนด้วยตัวเอง จี้เฟิงกะว่าจะส่งฮั่นจงกับหลี่ซินไปแทนให้จบๆเรื่องไปแล้ว!
แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก เขาจึงต้องพาฮั่นจงและหลี่ซินเดินทางไปยัง ‘หลินจิงคลับ’ ของหลี่เว่ยตง เพื่อเข้าร่วมงานสังสรรค์ที่ว่านั้นด้วยกันสามคน
“ฮั่นจง หลี่ซิน เดี๋ยวถ้าต้องคุยเรื่องความร่วมมืออะไรกับคนญี่ปุ่น พวกนายสองคนจัดการเลยนะ ทำเหมือนฉันเป็นแค่คนนอก ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าใจไหม?” เมื่อมาถึงลานจอดรถของหลินจิงคลับ จี้เฟิงจึงกำชับขึ้น “ห้ามใครขายความลับเรื่องตัวตนของฉันเด็ดขาด ถ้ามีปัญหาอะไรยากๆ พวกนายพยายามรับมือไปก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยมาปรึกษาฉัน”
ฮั่นจงหัวเราะทันที “นี่นายไม่อยากเจอคนญี่ปุ่นขนาดนั้นเลยเหรอ? เดี๋ยวข้างในยังไงก็ต้องเจอ สู้ให้นายกลับบ้านไปนอนเลยไม่ดีกว่าเหรอ!”
“นายคิดว่าฉันไม่อยากกลับหรือไงล่ะ?” จี้เฟิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ก็เพราะมันปฏิเสธไม่ได้น่ะสิ ไม่อย่างนั้นนะ ฉันยอมนอนอืดอยู่ที่บ้านยังดีกว่ามาที่นี่เสียอีก...”
“ฉันก็เหมือนกัน” ฮั่นจงหัวเราะร่วน
หลี่ซินพยักหน้าเสริม “ถ้าฉันเป็นเจ้านายนะ ฉันจะสั่งให้พวกคุณสองคนไปคุยกับคนญี่ปุ่นแทน แล้วฉันจะกลับไปนอน...”
ทั้งสามคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“เอาเถอะ รีบไปกันได้แล้ว เข้าไปหาที่นั่งคุยกันข้างในดีกว่า” ฮั่นจงบอก
ทั้งสามเดินคุยเล่นกันออกจากลานจอดรถ จนมาถึงหน้าประตูคลับและกำลังจะเดินเข้าไปข้างใน
“กรี๊ดดดดด—!”
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจก็ดังขึ้นมาจากบริเวณหน้าประตู!
....จบบทที่ 1452~