- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1349 (470) ความอดทนชั่วคราว (ตอนฟรี)
บทที่ 1349 (470) ความอดทนชั่วคราว (ตอนฟรี)
บทที่ 1349 (470) ความอดทนชั่วคราว (ตอนฟรี)
บทที่ 1349 (470) ความอดทนชั่วคราว
ความจริงตั้งแต่แรกที่จี้เฟิงได้เจอฟางหมิง เขาก็แอบรู้สึกอยู่ลึกๆ แล้วว่าคนคนนี้ต้องไม่เหมือนนักศึกษาทั่วไปแน่นอน เพียงแต่ในตอนนั้นจี้เฟิงยังไม่รู้ว่าความไม่ชอบมาพากลของฟางหมิง…มันร้ายแรงถึงขั้นไหน รู้แค่ว่าเป็นคนไม่น่าไว้ใจ โดยเฉพาะความเจ้าเล่ห์และการทำตัวลื่นไหลเกินไป จนดูไม่เหมาะสมที่จะมาอยู่เคียงข้างพี่สาวอย่างหลี่เยี่ยนถง
และจนถึงตอนนี้ ก็ดูเหมือนว่าความไม่ชอบมาพากลที่ซ่อนอยู่ในตัวฟางหมิง…จะไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
หากแฟ้มประวัตินั้นเป็นของปลอม งั้นตัวตนของฟางหมิงก็อาจเป็นของปลอมด้วยเช่นกัน และมีความเป็นไปได้ที่สูงมาก
สิ่งที่ทำให้จี้เฟิงสงสัยที่สุดในตอนนี้ก็คือ… ฟางหมิง ที่ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มประวัติหรือแม้แต่ตัวตนก็ยังเป็นของปลอม เขามีเหตุผลอะไรถึงต้องเข้ามาใกล้ชิดพี่สาวของตัวเองกันแน่? ฟางหมิงแค่อยากคบเล่นๆไปวันๆ หรือว่ามีจุดประสงค์อื่นที่ลึกกว่านั้น?
คำถามนี้จี้เฟิงยังไม่อาจหาคำตอบได้ในตอนนี้ ทุกอย่างไม่อาจใช้การคาดเดาลอยๆ ต้องรอให้พี่ใหญ่สืบจนได้ข้อเท็จจริงก่อน ถึงจะรู้แน่ว่าเรื่องเป็นอย่างไร
ดังนั้นตอนนี้จี้เฟิงจึงเลือกที่จะไม่คิดมากไปกว่านี้ เพราะในเมื่อความจริงยังไม่กระจ่าง การหมกมุ่นไปก็มีแต่จะเป็นการคิดไปเองเปล่าๆ เขาทำได้เพียงอดทนรอคอยอย่างมีสติ
อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มองออกว่า ฟางหมิงกับพี่สาวหลี่เยี่ยนถง ยังไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมากนัก ทุกอย่างยังพอมีทางแก้ไข ดังนั้นอย่างน้อยที่สุด ถ้าสุดท้ายแล้ว พิสูจน์ได้ว่าฟางหมิงมีเจตนาไม่ดีจริงๆ อย่างน้อยมันก็คงยังไม่ถึงขั้นทำให้พี่สาวเจ็บปวดจนถอนตัวไม่ขึ้น
แม้จะคิดอย่างนั้น แต่ในใจของจี้เฟิงก็ยังอดกังวลไม่ได้ ถ้าผลการสืบสวนออกมาว่าฟางหมิงมีปัญหาจริงๆ แล้วเขาควรจะบอกพี่สาวอย่างไร? จะใช้วิธีแบบไหนในการจัดการเรื่องนี้?
“ถ้านายคิดที่จะเข้ามาสร้างปัญหาจริงๆล่ะก็… ฉันจะทำให้นายเสียใจที่ได้เกิดมาในโลกนี้แน่!” แววตาของจี้เฟิงเย็นเยียบ สายตาเปล่งประกายวาบด้วยความโกรธ เขาพึมพำในใจ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พี่สาวของเขาก็ทนทุกข์มามากพอแล้ว ในเมื่อวันนี้พวกเขาได้กลับมาพบกันอีกครั้ง จี้เฟิงจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเธออีก ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ถ้ากล้าลอง เขาจะไม่มีทางไว้หน้าแน่นอน!
“น้องสามเมื่อกี้พี่ใหญ่โทรมาใช่ไหม?” จี้ช่าวเหลยเดินเข้ามาในห้อง
จี้เฟิงพยักหน้ารับ “อืมพี่ใหญ่สืบเจอบางเบาะแสแล้ว เพียงแต่ยังไม่ชัดเจน ต้องรออีกสักหน่อย”
จากนั้นเขาก็เล่าถ้อยคำที่พี่ใหญ่จี้ช่าวตงบอกมาให้จี้ช่าวเหลยฟังอย่างคร่าวๆ
“ไอ้เวรเอ๊ย! ฉันคิดไว้อยู่แล้วเชียวว่าไอ้ฟางหมิงนี่มันต้องไม่ใช่คนดีแน่ๆ!” จี้ช่าวเหลยพูดเสียงเย็น “น้องสามฉันว่ารอไปก็เสียเวลาเปล่า เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มันถูกต้องตามกฎเกณฑ์นักหรอก จับมันมากระทืบซะ บังคับให้มันคายความจริงออกมาเลยดีกว่า!”
“ทำแบบนั้นไม่ได้!” จี้เฟิงส่ายหน้า “ถ้าเกิดฟางหมิงเป็นอะไรขึ้นมา พี่เยี่ยนถงต้องมีปฏิกิริยารุนแรงแน่ แบบนั้นไม่ดีเลย!”
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำยังไงต่างหาก!” จี้ช่าวเหลยหัวเราะเย็น “น้องสามคนอย่างมัน ใช้วิธีสุภาพอ้อมค้อมไม่ได้หรอก ตอนนี้อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่า มันต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร ถูกมั้ย? ถ้างั้นก็ง่ายเลย จับมันมา ถ้ามันไม่ยอมพูด ก็ฆ่ามันซะ!”
จี้เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฆ่ามันงั้นเหรอ?”
“มันไม่สมควรตายหรือไง?” จี้ช่าวเหลยเสียงเย็นเฉียบ “โชคดีที่เรามารู้ทันตอนนี้ เยี่ยนถงเลยยังไม่ได้เจ็บปวดอะไรมาก แต่ถ้าเราไม่ได้มาที่จินหลิง หรือถ้ามาแล้วก็ยังไม่รู้ความจริงล่ะว่าไอ้ฟางหมิงมันเป็นคนยังไง? นายกล้ารับประกันมั้ยว่าอนาคตมันจะไม่ทำร้ายเยี่ยนถง?”
จี้เฟิงเงียบไป
“เรื่องเล็กน้อยทั่วไปน่ะ ฉันคงไม่ถือสา แต่เรื่องนี้…ไม่ได้!” จี้ช่าวเหลยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ใครก็ตามที่คิดจะมายุ่งกับเยี่ยนถง ไม่ว่ามันทำไปถึงขั้นไหนก็ตาม มันต้องตาย!”
โหดมาก!
พอเรื่องเกี่ยวข้องกับครอบครัว จี้ช่าวเหลยก็เผยด้านที่โหดเหี้ยมและไม่ไว้หน้าใครออกมาทันที
“ใครหน้าไหนจะว่าฉันไร้เหตุผลก็ช่าง จะหาว่าฉันใช้อำนาจรังแกคนอื่นก็ได้ ฉันไม่แคร์!” จี้ช่าวเหลยพูดเสียงดังชัดถ้อยชัดคำ “แล้วทำไม? ฉันมีอำนาจ แล้วฉันก็จะใช้อำนาจที่มีรังแกคนอื่นด้วย! ฉันจะเอาชีวิตคนคนหนึ่งแล้วยังไง? ถ้าใครกล้าเอื้อมมือมาทำร้ายคนในครอบครัวฉัน มันต้องตายสถานเดียว!”
จี้เฟิงถึงกับพยักหน้า แม้คำพูดจะโหดร้าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความชอบธรรมของจี้ช่าวเหลยนั้นอยู่เหนือข้อสงสัย!
“พี่รองที่จริงไม่ต้องรอให้พี่พูด ผมเองก็คิดแบบเดียวกัน!” จี้เฟิงกล่าว “บนโลกนี้คนแบบมันมีเยอะแยะ ฆ่าทิ้งซักหนึ่งหรือสองคนก็ไม่ได้ทำให้โลกล่มหรอก โดยเฉพาะคนสารเลวแบบมัน ตายไปก็ไม่มีอะไรให้น่าเสียดาย แต่ปัญหาคือ ตอนนี้เรายังทำแบบนั้นไม่ได้ เราต้องรู้ให้แน่ก่อนว่ามันมาด้วยจุดประสงค์อะไร แล้วมีเบื้องหลังที่มาแบบไหนกันแน่!”
“ง่ายนิดเดียว จับมันมาสอบสวนให้รู้เรื่องก็จบ!” จี้ช่าวเหลยโพล่งทันที
“แล้วถ้ามันกัดฟันไม่ยอมพูดล่ะ?” จี้เฟิงถามกลับด้วยน้ำเสียงสุขุม “หรือถ้าเราจับมันได้ปุ๊บ แต่มันกลับเลือกฆ่าตัวตายทันที แบบนั้นไม่เท่ากับว่าพวกเราจะหมดหนทางสืบต่อไปเลยเหรอ? ถ้าเบื้องหลังมันยังมีคนอื่นอีกจริงๆ แล้วเราหาหลักฐานไม่ได้ แบบนั้นจะทำยังไง?”
“งั้นก็ฆ่ามันทุกตัวที่โผล่มาเลยสิ! มาหนึ่ง ฆ่าหนึ่ง! มาสอง ฆ่าเป็นคู่!” แววตาของจี้ช่าวเหลยฉายชัดด้วยความโหดเหี้ยม เสียงคำรามต่ำเต็มไปด้วยโทสะ “เราจะไม่ไปหาเรื่องใครก่อน แต่ถ้าใครมันบังอาจยื่นกรงเล็บมาใส่ครอบครัวฉัน…ฉันจะผ่าแม่งทั้งเป็น ไม่ให้มันมีโอกาสชักมือกลับไปอีกเด็ดขาด!”
“แบบนี้มันไม่ถูกต้อง!”
จี้เฟิงส่ายหัวพูด แน่นอนว่าเขาเข้าใจความหมายของพี่รองดี ไม่ว่าฟางหมิงจะมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ หรือว่าคนที่อยู่ข้างหลังเขาจะเป็นใครก็ตาม สุดท้ายก็มีเพียงข้อเดียว ใครกล้ามาล่วงเกิน ก็จัดการฆ่ามันทิ้งไปเลย เอาให้คนอื่นๆได้รู้ว่า ถ้ามายุ่งกับตระกูลจี้แล้วต้องเจอกับอะไร! ใครที่ยังกล้ายื่นมือเข้ามาก็ลองดู!
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวิธีของจี้ช่าวเหลย ก็ถือว่าเป็นแนวทางแก้ปัญหาหนึ่งเหมือนกัน แต่กลับไม่ใช่วิธีที่ตัดรากถอนโคนจริงๆ
พวกที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด คอยคิดหาทางทำร้ายคนอื่น พวกนี้แต่ละคนล้วนเป็นพวกที่รู้จักอดทนและซ่อนพิษเก่งกว่าใครๆ พวกมันเหมือนงูพิษในเงามืด ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะโผล่มาแว้งกัดอย่างรุนแรง
แต่ในขณะที่จี้เฟิงและพวกกลับอยู่ในที่แจ้ง แบบนั้นมันก็เหมือนป้องกันไม่ทันอยู่ตลอดเวลา!
“พี่รองพวกเราไม่มีทางอยู่ในสภาพป้องกันอย่างเดียวไปตลอดได้หรอก!” จี้เฟิงกล่าวเสียงหนักแน่น “ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีเกราะป้องกันไหนที่จะสมบูรณ์แบบไร้ที่ติได้หรอก มันย่อมต้องมีช่องโหว่เสมอ และถ้าถูกศัตรูจับได้ ช่องโหว่นั้นอาจกลายเป็นบาดแผลร้ายแรงที่ถึงตายก็ได้ ดังนั้นวิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ ต้องสาวไปตามรอยให้ถึงต้นตอ เจาะให้เจอราก แล้วถอนรากถอนโคนมันให้เหี้ยน แบบนั้นถึงจะจบสิ้นโดยสิ้นเชิง!”
“โธ่เว้ย โคตรอึดอัด!” จี้ช่าวเหลยสบถออกมาอย่างอดไม่ไหว เขายกเท้าถีบใส่ตู้ในห้องดัง ปัง! ตู้ถึงกับยุบเป็นรู “ปล่อยให้ฉันทำตามใจตัวเองหน่อยไม่ได้ ไม่งั้นป่านนี้ไอ้ฟางหมิงคงไม่เหลือแรงยืนมาพูดกับฉันแล้ว!”
สาวไปให้ถึงต้นตอและถอนรากถอนโคน! จี้ช่าวเหลยเองก็เข้าใจดีว่านี่คือทางที่ถูกต้องที่สุด!
แต่สิ่งที่เขาทำได้ยากก็คือการอดกลั้น ฟางหมิงนั่นมันถึงขนาดคิดจะมายุ่งกับเยี่ยนถง เรื่องแบบนี้สำหรับจี้ช่าวเหลย ต่อให้เพียงเสี้ยวนาทีก็ไม่อาจทนได้!
หลี่เยี่ยนถงคือใครกัน?
เธอไม่ใช่แค่ลูกสาวของหลี่เยี่ยฉิน แต่ยังเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาด้วย และเป็นพี่สาวแท้ๆของจี้เฟิง!
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงในครอบครัวตัวเอง ถูกผู้ชายหน้าไหนมาย่ำยีได้!
โดยเฉพาะคนอารมณ์ร้อนอย่างจี้ช่าวเหลย แค่มีใครมองด้วยสายตาลามกเพียงแวบเดียว เขาก็อยากจะเหยียบให้จมดินแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไอ้ฟางหมิงที่กล้าทำท่าอวดเบ่งขนาดนั้น!
“พี่รองอดทนอีกสักหน่อยเถอะ” จี้เฟิงกล่าวเสียงเรียบ “รอจนได้ผลลัพธ์จากการสืบ เมื่อถึงตอนนั้นผมจะเป็นคนลงมือเอง!”
ถ้าจะพูดถึงความเกลียดชัง ที่จริงแล้วจี้เฟิงเกลียดฟางหมิงยิ่งกว่าจี้ช่าวเหลยเสียอีก แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะเอาแค่ระบายอารมณ์ ต้องเข้าใจด้วยว่า หลี่เยี่ยฉินไม่มีวันย้ายไปอยู่เจียงโจวหรือหยานจิงแน่ๆ เมื่อเธออยู่ที่จินหลิงไกลขนาดนี้ ต่อให้จี้เฟิงส่งคนไปคุ้มกัน ก็ไม่อาจป้องกันได้รอบด้านอยู่ดี
หากศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเล็งโอกาสโจมตีอีกครั้ง ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเกินกว่าที่จะคาดคิดได้!
“แน่นอนถ้าฟางหมิงไม่ได้มีใครอยู่เบื้องหลัง เรื่องก็จะง่ายมาก ถึงตอนนั้นเราจะจัดการเขายังไงก็ได้ทั้งนั้น” จี้เฟิงเอ่ยเสียงทุ้ม “แต่ถ้าเบื้องหลังของเขามีใครสักคนจริงๆ พวกเราก็ต้องอดทนรอไปก่อน!”
“ตามใจนายก็แล้วกัน!” จี้ช่าวเหลยโบกมือ “ฉันออกไปสูดอากาศหน่อย มีข่าวอะไรรีบมาบอกด้วย!”
จี้เฟิงพยักหน้า เขารู้ดีว่านิสัยของพี่รองนั้นปกติแล้วจะดูสบายๆร่าเริง แต่ถ้าโดนกระทบกับเส้นล่างสุดเมื่อไหร่ ก็จะระเบิดออกมาราวกับภูเขาไฟ ปะทุอย่างรุนแรงจนใครก็ห้ามไม่อยู่
“ฟางหมิง…” จี้เฟิงหันไปมองนอกหน้าต่าง แววตาฉายความเย็นชา “รอให้ตกมาอยู่ในกำมือของฉันก่อน แล้วเราค่อยมาเคลียร์บัญชีกันช้าๆ!”
เช้าวันรุ่งขึ้นจี้เฟิงออกไปเที่ยวชมสถานที่ใกล้ๆ กับเซียวหยูซวนและถงเล่ย ถึงแม้เพราะเรื่องของฟางหมิงจะทำให้เขาไม่มีอารมณ์เที่ยวเท่าไหร่ แต่เขาไม่อยากให้เซียวหยูซวนกับถงเล่ยต้องพลอยเป็นกังวลตามไปด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่ยิ้มและพาเดินชมสถานที่ต่างๆ
พวกเขาเลือกไปตามแหล่งท่องเที่ยวในเมือง เช่น สุสานที่มีชื่อเสียงของจินหลิง รวมถึงพิพิธภัณฑ์ ซึ่งล้วนอยู่ในเขตเมืองหรือไม่ก็ไม่ไกลนัก เดินทางไปกลับสะดวกด้วยรถยนต์
อีกด้านหนึ่ง จี้ช่าวตงก็กำลังใช้เครือข่ายความสัมพันธ์จำนวนมาก เพื่อสืบหาต้นตอและประวัติของฟางหมิง แต่กลับไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะช่วงนี้เป็นวันหยุดยาววันชาติ อาจารย์และนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยการบินและอวกาศจินหลิงต่างก็หยุดหมด เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เวรไม่กี่คน ซึ่งบางคนตำแหน่งต่ำ ไม่มีข้อมูลให้สืบ บางคนก็ไม่มีอำนาจมากพอที่จะเข้าถึงเอกสารหรือแฟ้มสำคัญที่ต้องการได้
ทำให้ความคืบหน้าทางฝั่งจี้ช่าวตงเป็นไปอย่างล่าช้า
ในเวลาเดียวกัน ฟางหมิงก็กำลังอยู่กับคู่สามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่ง เขายิ้มกว้างขณะส่งสองแม่ลูกหลี่เยว่ฉินและหลี่เยี่ยนถงออกจากโรงแรม ก่อนจะหันกลับเข้าห้องพักกับคู่สามีภรรยาวัยกลางคนและเริ่มพูดคุยกันด้วยเสียงเบา
“พ่อ แม่!” ฟางหมิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม มองคู่สามีภรรยาที่อยู่ตรงหน้า
“อืม ลูกแม่ช่างว่านอนสอนง่ายจริงๆ!” หญิงวัยกลางคนหัวเราะคิกคัก
ส่วนชายวัยกลางคนนั้นกลับถามเสียงต่ำว่า “จากที่เห็นเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างแกกับหลี่เยี่ยนถง จะพัฒนาไปถึงขั้นสนิทแนบแน่นมากแล้วใช่ไหม? งั้นขั้นต่อไปก็สามารถเริ่มแผนได้แล้วสินะ?”
....จบบทที่ 1349~