- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1330 (451) เตรียมพร้อมรับมือ (ตอนฟรี)
บทที่ 1330 (451) เตรียมพร้อมรับมือ (ตอนฟรี)
บทที่ 1330 (451) เตรียมพร้อมรับมือ (ตอนฟรี)
บทที่ 1330 (451) เตรียมพร้อมรับมือ
แม้ว่าจี้เฟิงจะไม่ได้ข้อมูลที่สำคัญนักจากปากของถันเทียนเฟิง แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง เพราะเขามีการตัดสินใจและวิเคราะห์ของตนเองอยู่แล้ว
เพียงแค่จากคำพูดกระจัดกระจายไม่กี่คำของถันเทียนเฟิง จี้เฟิงก็สามารถต่อยอดความเข้าใจเกี่ยวกับหวางฉาวได้มากขึ้น อีกทั้งเมื่อย้อนคิดถึงการเผชิญหน้ากับ ‘นายน้อย’ ก็ยิ่งชัดเจนว่าหวางฉาวกำลังเร่งศึกษาวิจัยอย่างจริงจังในด้านพลังต่อสู้
การผสมผสานระหว่างศิลปะการต่อสู้โบราณและเทคโนโลยี!
นี่เองคือทิศทางการวิจัยในปัจจุบันของหวางฉาว หรืออย่างน้อยก็เป็นหนึ่งในเส้นทางที่พวกเขากำลังดำเนินการอยู่ และจนถึงตอนนี้ ดูเหมือนว่าหวางฉาวได้บรรลุผลลัพธ์ที่ไม่เลวเลย ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือถันเทียนเฟิง และนายน้อย ที่ต่างก็เป็น ‘ผลผลิต’ ของการผสมผสานนั้นอย่างแท้จริง!
“หวางฉาว…”
จี้เฟิงครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะส่ายหัวเบาๆ หากปล่อยให้หวางฉาวเติบโตต่อไปโดยไร้การควบคุม วันหนึ่งมันย่อมกลายเป็นหายนะใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนหรือกองกำลังใดก็ตาม ล้วนไม่อาจเพิกเฉยได้ทั้งสิ้น!
แต่น่าเสียดาย… ตอนนี้ดูเหมือนหวางฉาวกำลังขยายรากฐานอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งด้วยพลังของจี้เฟิงในตอนนี้ ก็ยังห่างไกลเกินกว่าจะยื่นมือไปถึง ทำได้เพียงรอให้พวกนั้นรุกล้ำเข้ามาก่อน แล้วค่อยรับมือและโต้กลับอย่างจำใจ
แม้จะฟังดูน่าหงุดหงิด แต่มันก็คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
แต่ถึงอย่างนั้น จี้เฟิงก็ไม่ใช่คนที่จะยอมรอให้ภัยมาถึงหน้าประตูบ้านแล้วค่อยสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอบโต้ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ต่อให้เขาจะพยายามนอนก็ไม่มีวันนอนหลับได้สนิทหรอก
เพราะเมื่อใดที่หวางฉาวส่ง ‘มนุษย์ดัดแปลง’ หรือ ‘นักรบติดอาวุธ’ มาลอบสังหาร เขาอาจถูกสังหารกลางดึกโดยไม่รู้ตัว หรือร้ายแรงยิ่งกว่านั้น ครอบครัวของเขาอาจไม่กล้าแม้แต่จะก้าวออกจากบ้าน ใช้ชีวิตบนท้องถนนอย่างหวาดผวา เพราะไม่รู้เลยว่าจะมีใครพุ่งเข้ามาฆ่าพวกเขาเมื่อไหร่ตอนไหน!
ชีวิตที่ต้องอยู่ในความหวาดกลัวและฝันร้ายทุกวัน… ไม่มีใครอยากเจอ และจี้เฟิงก็จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นแน่!
จริงอยู่ว่าเขาไม่กังวลนักว่าตัวเองจะต้องใช้ชีวิตแบบนั้น เพราะนี่คือแผ่นดินจีน หวางฉาวอยากเหิมเกริมในที่แห่งนี้ ก็คงต้องคิดให้รอบคอบหลายตลบ แต่สิ่งที่จี้เฟิงกังวลที่สุดคือ… หากวันหนึ่งเครือข่ายของหวางฉาวแทรกซึมลึกพอ จนพวกมันกล้าใช้ “สถานะกึ่งทางการ” มาจับคนที่ต่อต้านพวกมันกลางวันแสกๆ หรือถึงขั้นบังคับใช้มาตรการเปิดเผยตรงๆ วันนั้นทุกอย่างก็จะเลยเถิดจนหาทางแก้ไขไม่ได้อีกต่อไป
แม้ภายนอกจี้เฟิงจะดูสงบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ แต่ลึกในใจเขากลับรู้ดียิ่งกว่าผู้ใด… ว่าอิทธิพลของหวางฉาวในจีนยังคงแข็งแกร่งมาก และการแทรกซึมก็กำลังคืบคลานลึกขึ้นทุกที!
เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ก็ชวนให้ขนลุก… ทหารติดอาวุธของหวางฉาวนับเป็นสิบๆนาย พวกมันเข้ามาในแผ่นดินจีนได้อย่างไร?
อาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเช่นนั้น พวกมันไปหามาจากที่ไหน?!
แค่อาวุธและยุทโธปกรณ์ชั้นยอดพวกนั้นอย่างเดียว ต่อให้ไปหาตามตลาดมืดก็ยังแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้มา แล้วยิ่งเป็นจำนวนมากขนาดนั้น แต่หวางฉาวกลับสามารถหามาได้ครบ!
อีกทั้ง เหตุการณ์ที่ KTV เซิงซื่อ ตอนที่จางเล่ยต่อสู้กับกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้น ทำไมถึงไม่มีใครโทรแจ้งตำรวจเลยแม้แต่คนเดียว? หรือว่า… มีคนแจ้งไปแล้ว แต่ตำรวจเลือกที่จะไม่มากันแน่?
และตอนที่ “นายน้อย” ถูกตามล่า ในทีแรกเขาแทบไม่ต่างอะไรจากสุนัขเร่ร่อนที่ถูกขับไล่ หนีหัวซุกหัวซุนอย่างสิ้นท่า แต่พอถึงจังหวะที่กำลังจะถูกจับได้ ทำไมจู่ๆ เขากลับสามารถตัดสัญญาณขึ้นมาได้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย?
เห็นได้ชัดว่า นายน้อยไม่ได้เป็นคนทำสิ่งนี้อย่างแน่นอน เพราะถ้าหากเขามีความสามารถปิดกั้นสัญญาณได้ก็คงทำไปตั้งแต่แรกแล้ว ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้ตัวเองถูกตามล่าจนถึงที่สุดขนาดนั้น จะให้คิดว่าเขาเป็นพวกโรคจิตชอบทรมานตัวเองก็คงจะไม่ใช่...
ดังนั้นจึงมีแต่ข้อสรุปเดียว ต้องมีใครบางคนคอยช่วยอยู่เบื้องหลัง!
แล้วคนนั้น… เป็นเพียงคนๆเดียว? หรือว่าเป็นทั้ง ‘องค์กร’ กันแน่?
คำถามลักษณะนี้มีมากมายเกินไป มีเยอะจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี การที่จี้เฟิงไม่เอ่ยถึง ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รู้ เขาเพียงแต่เก็บซ่อนไว้ในใจ แล้วค่อยๆขุด ค่อยๆสืบ จัดการทีละขั้นตอน
หากเขารีบเปิดโปงเสียงดังตั้งแต่ต้น จนทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว่ากำลังถูกสงสัย แน่นอนว่าหลักฐานทั้งหมดคงถูกลบล้างสะอาดหมดแล้ว ใครจะไปโง่ทิ้งจุดอ่อนให้ใช้เล่นงานได้อีก?
ด้วยเหตุนี้เอง จี้เฟิงจึงยังคงสงบนิ่งไม่เผยพิรุธ และเริ่มวางแผน เตรียมการอย่างเงียบเชียบ
.......
ห้องประชุมใหญ่ กลุ่มบริษัทเถิงเฟย
อี้ซิงเฉิน หลิวซิน รวมไปถึงเหล่าทหารในหน่วยรบพิเศษ ต่างก็นั่งพร้อมอยู่โดยรอบโต๊ะประชุมทรงวงรี และที่น่าสังเกตคือ บนโต๊ะวงรีนั้นมีตั้งคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่กำลังเปิดวิดีโอคอลอยู่ มันกำลังปรากฏภาพของหวังซินที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ผ่านทางหน้าจอ
เมื่อจี้เฟิงเห็นสีหน้าและท่าทีจริงจังของทุกคนในห้อง เขาก็พยักหน้าในใจอย่างพอใจ
สีหน้าของ อี้ซิงเฉิน ยังคงเรียบสงบ มองดูมั่นคงหนักแน่น เปี่ยมด้วยบารมีแม่ทัพใหญ่ เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งนัก
ส่วนหลิวซิน ใบหน้าของเขานั้นกลับตึงเครียด เคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัด เพียงแค่มองก็รู้ว่านี่คือความเคยชินที่ถูกฝึกฝนมาตั้งแต่ในกองทัพ ความเคร่งครัดจริงจังที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ
สำหรับ เหยาจื้อเจี้ยน, กัวเถา หลิวเจ๋อจุน และลู่กัง แต่ละคนต่างก็เป็นบุคลากรที่โดดเด่นไม่แพ้กันเลยทีเดียว
อย่างน้อยๆ เท่าที่จี้เฟิงเคยพบมา นอกเหนือจากกำลังพลของกองทัพแล้ว เขายังไม่เคยเจอที่ไหนในภาคเอกชนที่สามารถสร้าง ‘หน่วยรบเฉพาะกิจ’ ที่เปี่ยมไปด้วยยอดฝีมือเช่นนี้ได้ ต่อให้เป็นบางหน่วยงานพิเศษของทางการ ก็ใช่ว่าจะมีบุคลากรที่แข็งแกร่งกว่าพวกเขา เพียงแต่ต่างกันตรงที่ อี้ซิงเฉินและพวกพ้องเชี่ยวชาญในภารกิจรบเฉพาะกิจในพื้นที่จำกัด มากกว่า
ยิ่งจี้เฟิงมองมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น แม้แต่คนที่จู้จี้เจ้าระเบียบที่สุดก็ไม่สามารถหาข้อบกพร่องของทีมเช่นนี้ได้
แม้ว่าประสิทธิภาพการรบของพวกเขายังคงมีช่องว่างให้พัฒนาขึ้นได้อีก แต่ความเฉียบคมของพวกเขาก็ไม่สามารถปิดบังได้ คนเหล่ามีความโดดเด่นอย่างแท้จริง เป็นยอดฝีมือในกลุ่มของเหล่ายอดฝีมือ!
แต่…
สายตาของจี้เฟิงกวาดไปรอบห้อง จับตามองสีหน้าและปฏิกิริยาของแต่ละคน ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ทุกคนที่ฉันเรียกประชุมครั้งในนี้ ไม่ใช่เพื่อมาร้องเพลงสรรเสริญพวกคุณ ไม่ใช่เพื่อเปิดงานเลี้ยงฉลองชัย หรือแม้แต่การประชุมเพื่อมอบรางวัล ดังนั้น… ก่อนอื่น ฉันจำเป็นต้องราดน้ำเย็นใส่พวกคุณสักกะละมัง!”
หลายคนถึงกับชะงักไปเล็กน้อย มีเพียงอี้ซิงเฉินกับหลิวซินเท่านั้นที่พยักหน้าช้าๆ ราวกับพอจะเดาออกว่าจี้เฟิงจะพูดอะไรต่อ
“ทุกคนครับ… ปฏิบัติการเมื่อคืนนี้ จะไม่ประสบความสำเร็จเลยหากไม่ได้อาศัยความร่วมแรงร่วมใจและการต่อสู้อย่างหนักของพวกคุณ ข้อนี้ผมขอขอบคุณจากใจจริง!”
เมื่อพูดจบ จี้เฟิงถึงกับ ลุกขึ้นก้มหัวให้ทุกคนในห้อง
เหล่าสมาชิกรีบลุกขึ้นยืนตามแทบไม่ทัน ยังไงเสีย จี้เฟิงก็คือเจ้านายสูงสุด การได้รับการคำนับเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่อาจรับได้โดยง่าย!
จี้เฟิงนั่งลงอีกครั้ง ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งลึก “แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมต้องชี้ให้เห็น นั่นคือปฏิบัติการเมื่อคืนนี้ เรียกได้ว่า ดุดัน รวดเร็ว เฉียบคมและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ไม่ชักช้าเลยแม้แต่น้อย นั่นสะท้อนให้เห็นถึงพลังการรบอันแข็งแกร่งและวินัยการต่อสู้ระดับสูงของพวกคุณ แต่พวกคุณไม่รู้สึกเหรอว่า ยังมีปัญหาใหญ่เรื่องการ ‘ประสานงาน’ กันอยู่?”
ทุกคนในห้องต่างอึ้งไปเล็กน้อย อี้ซิงเฉินกับหลิวซินหันมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าเบาๆ ยอมรับโดยไม่ต้องพูด
“ลองนึกดูสิ…” จี้เฟิงพูดพลางกวาดสายตามองรอบโต๊ะ “ถ้าไม่ต้องรอให้ฉันคอยคั่นกลางประสานงาน แต่พวกคุณสื่อสารกันได้โดยตรง หน่วยรบสามารถรับข่าวสารที่แม่นยำทันเวลา ส่วนฝ่ายข่าวก็สามารถโฟกัสหาข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นได้… แบบนั้น ประสิทธิภาพจะสูงกว่านี้อีกแค่ไหน?”
เขายกมือชี้ไปยังโน้ตบุ๊กบนโต๊ะ “นี่คือหัวหน้าฝ่ายข่าวสาร พวกคุณสามารถเรียกเขาว่า ‘หัวหน้าหวัง’ ได้”
เหล่าสมาชิกจึงหันไปทักทายหวังซินที่ปรากฏผ่านหน้าจออย่างกระตือรือร้น เพราะพวกเขารู้ดีว่า นับจากนี้ไป หลายเรื่องต้องพึ่งพาฝ่ายข่าวกรองเป็นหลัก
ทุกคนก็เข้าใจอยู่ในใจว่า ที่จี้เฟิงเรียกว่า ‘ฝ่ายข่าวสาร’ นั่นก็เป็นเพียงคำพูดบังหน้า ความจริงแล้วก็คือ ‘หน่วยข่าวกรอง’ ส่วนตัวของเขานั่นเอง!
“บอส… คุณหมายความว่า…” อี้ซิงเฉินเหมือนจะเดาได้ จึงเอ่ยอย่างลังเล “ให้เราทำงานร่วมกัน?”
“ไม่ใช่แค่ร่วมกัน!” จี้เฟิงพยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “สิ่งที่ฉันต้องการคือเราต้องมีระบบสื่อสารเฉพาะ ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งวิทยุสื่อสารหรือโทรศัพท์ แต่สามารถติดต่อกันได้ทันที และที่สำคัญ… คนอื่นไม่มีทางดักฟังได้! พูดง่ายๆ มันก็เหมือนเครือข่ายสื่อสารเฉพาะกลุ่ม—แบบ LAN—แต่จำกัดอยู่เฉพาะพวกเราเท่านั้น!”
เพราะจากภารกิจเมื่อคืน จี้เฟิงสังเกตชัดเจนว่า การติดต่อระหว่าง “หน่วยรบ” กับ “หน่วยข่าว” ติดขัดอยู่มาก แม้จะติดต่อกันได้ก็ต้องผ่านมือถือ ขณะที่วิทยุสื่อสารก็มีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง ทำให้หลายครั้งการเคลื่อนไหวชะลอตัวไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่มีข้อมูลทันทีเหมือนคนที่ ‘ตาบอดหูหนวก’
นี่คือประเด็นแรกที่จี้เฟิงต้องการแก้ไข ระบบสื่อสารกลาง
อี้ซิงเฉินกับหลิวซินสบตากันอีกครั้งแล้วพยักหน้าพร้อมกัน
“อุปกรณ์แบบนี้…” อี้ซิงเฉินพูดขึ้น “มันมีอยู่จริง และใช้กันค่อนข้างแพร่หลาย! อย่างกองทหารรับจ้างก็จะใช้อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระยะไกลหลายรูปแบบ ทั้งวิทยุคลื่นพิเศษหรือเครือข่ายไร้สายภาคสนาม ใช้ง่ายกว่ามือถือเยอะ และยังเลือกได้ว่าจะสื่อสารกับใครบ้างพร้อมๆกัน”
หลิวซินจึงเสริมทันที “ระหว่างปฏิบัติการ สามารถตั้งค่าให้อยู่ในคลื่นเดียวกันไว้ล่วงหน้า แบบนั้นจะไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวน และคนนอกก็ไม่มีทางดักฟังได้… แน่นอนว่านี่แค่ระบบพื้นฐาน ยังมีเครือข่ายไร้สายเข้ารหัสอื่นๆด้วย แต่ถ้ามีใครที่ฝีมือสูงพอ ก็ยังพอเจาะได้อยู่ คงต้องพึ่งหัวหน้าหวังช่วยดูแลเรื่องนี้แล้ว”
เสียงหวังซินดังมาจากคอมพิวเตอร์ทันที “หัวหน้าหลิวชมเกินไปแล้วค่ะ จริงๆจะเจาะระบบแบบนี้ก็ไม่ยากนักหรอก…”
อี้ซิงเฉินจึงพูดต่อ “อีกทางเลือกก็คืออุปกรณ์สื่อสารที่กองทัพเข้ารหัสไว้โดยเฉพาะ แต่ของพรรค์นั้นถือเป็นของต้องห้าม หาได้ยากมาก…” เขาหันไปมองจี้เฟิงพลางยิ้มบางๆ “…แต่อุปกรณ์ที่คนทั่วไปหายากนัก แต่ถ้าเป็นบอส อยากได้ก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปใช่ไหมครับ?”
....จบบทที่ 1330~