- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1306 (427) มีการประมาทบางประการ (ตอนฟรี)
บทที่ 1306 (427) มีการประมาทบางประการ (ตอนฟรี)
บทที่ 1306 (427) มีการประมาทบางประการ (ตอนฟรี)
บทที่ 1306 (427) มีการประมาทบางประการ
จี้เฟิงถึงกับสะดุ้งเฮือกในใจ “อาสอง… มีใครพูดอะไรหรือเปล่า?”
“เธอคิดว่าจะมีใครพูดอะไรออกมางั้นเหรอ?” จี้เจิ้นกั๋วพูดเสียงเรียบ “ถ้ารอจนถึงวันที่มีใครพูดอะไรออกมาจริงๆ มันก็คงสายเกินไปแล้ว!” จี้เจิ้นกั๋วกล่าว
จี้เฟิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครพูดอะไร ไม่อย่างนั้นอาสองของเขาคงไม่พูดด้วยน้ำเสียงกล่าวเตือนแบบนี้แน่
“แต่จำไว้นะ ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครพูดอะไร… มันก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครจับตาดูเธออยู่” จี้เจิ้นกั๋วพูดต่อ “ปัญหามันอยู่ตรงที่ ตัวตนของเธอ… กับสิ่งที่เธอสร้างออกมา มันโดดเด่นเกินไปแล้ว”
จี้เฟิงเข้าใจในทันที ในฐานะหลานชายสายตรงของตระกูลจี้ การจะไม่ถูกจับตามองเลยนั้น… แทบเป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่แค่คนสองคนแน่ที่จะสนใจเขา แต่คงมีคนมากมายกำลังเฝ้าดูเขาอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องสงสัยเลย
ดังนั้นทุกการกระทำของเขา ย่อมตกเป็นที่สนใจของหลายสายตา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทั้งกระแสไฟชีวภาพ ผงลดน้ำหนักคังหยวน หรือแม้แต่ทีวี 3D ที่เพิ่งเปิดตัวออกมา แต่ละอย่างล้วนเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป แน่นอนว่าต้องมีคนวงในที่มองเห็นความผิดปกติ และนั่นแหละคือเหตุผลที่อาสองเตือนเขาในวันนี้
“ถ้าตอนนี้ฉันถามแกว่า ไอ้ของพวกนั้นมันมาจากไหน เธอจะตอบฉันยังไง?” จี้เจิ้นกั๋วถามขึ้นมาทันที
จี้เฟิงถึงกับชะงักไป
พูดตามตรง… เขาเองก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง!
จะบอกว่าเป็นผลงานของทีมวิจัยในบริษัท? ฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย! แค่ตรวจสอบนิดเดียวก็จับโป๊ะแตกได้แล้ว!
งั้นจะบอกว่าเป็นเขาคิดค้นเอง? เหตุผลห่วยยิ่งกว่าแบบแรกอีก! เด็กเรียนเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งจะมีความสามารถสร้างของแบบนี้ได้ยังไง?
สุดท้ายถึงจะสืบย้อนกลับมาก็จะจบที่ตัวเขาอยู่ดี และเขาก็ไม่สามารถให้คำอธิบายที่สมบูรณ์แบบได้ เว้นเสียแต่ว่า… จะเปิดเผยเรื่อง ‘สมองอัจฉริยะหมายเลข 1’ ออกมา แต่แน่นอนว่า นั่นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
“จะทำอะไร… ต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงมือ ถึงเธอจะเป็นคนฉลาด เติบโตไว แต่สุดท้ายก็ยังมีความประมาทอยู่…”
จี้เจิ้นกั๋วมองสีหน้าจี้เฟิง แล้วก็ได้คำตอบที่ต้องการ เขารู้ว่าเด็กคนนี้คงตอบคำถามที่เขาถามไม่ได้!
“ไม่ว่าเทคโนโลยีพวกนั้นของเธอจะมาจากไหน ต่อให้มันมาจากทางที่ไม่ชัดเจน… เธอก็ต้องหาทางแปลงมันให้กลายเป็นทางที่โปร่งใส อย่าคิดว่าเพราะตัวเองมีสถานะอยู่แล้วจะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้ นิสัยแบบนั้นไม่ดีเอาเสียเลย!” จี้เจิ้นกั๋วพูดเสียงหนักแน่น
จี้เฟิงรีบพยักหน้า สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ครับอาสอง ผมเข้าใจแล้วครับ!”
“อืม เข้าใจแล้วก็ดี” จี้เจิ้นกั๋วพยักหน้าช้าๆ “ไหนๆที่ผ่านมาเธอก็พลาดไปแล้ว ก็หาทางแก้ไขซะ ต่อไป…พยายามทำให้มันสมบูรณ์กว่านี้”
“ครับ!” จี้เฟิงตอบรับอย่างตั้งใจ
พูดตามตรงถ้าไม่ใช่อาสองยกเรื่องนี้ขึ้นมาในวันนี้ เขาก็คงยังไม่ทันได้ใส่ใจประเด็นนี้ด้วยซ้ำ แต่ในตอนนี้จี้เฟิงรู้แล้วว่า อาสองของเขา… ต้องรู้อะไรมากกว่าที่พูดออกมาแน่ๆ เพียงแค่เลือกจะไม่บอกเท่านั้นเอง!
“นอกจากนี้… ยังมีอีกเรื่องเล็กๆอีกเรื่องหนึ่ง” จี้เจิ้นกั๋วพูดต่อ “วันนี้มีคนจากฝ่ายสถาบันวิจัยกองทัพมาหาฉัน เขาอยากติดต่อเถิงเฟยกรุ๊ปผ่านทางเทศบาลเมือง พวกเขาบอกว่าเทคโนโลยีทีวี 3D ของเถิงเฟย ถ้าปรับแก้เล็กน้อย จะช่วยในการวิจัยได้อย่างมากต่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ อยากให้ทางเทศบาลช่วยเป็นสะพานเชื่อมให้หน่อยเธอคิดว่าไง?”
“เอ่อ…” จี้เฟิงถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง
กองทัพ… สนใจเทคโนโลยีภาพลวงตาสามมิติที่เขาถืออยู่?
นั่นเป็นเรื่องดี!
ถ้าเป็นไปได้จี้เฟิงก็ยินดีจะถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้ทางทหารอยู่แล้ว แต่ในส่วนที่เอาไปใช้เชิงพาณิชย์หรือพลเรือน เขาจะไม่ยกให้เด็ดขาด
แต่ปัญหาคือ... เขาจะอธิบายเทคโนโลยีให้พวกเขาฟังว่ายังไง?
จะให้เขาบอกอีกฝ่ายไปตรงๆเลยว่า เทคโนโลยีนี้มีดียังไง ยอดเยี่ยมขนาดไหน... แบบนั้นมันไม่เท่ากับว่าเป็นการยอมรับตามตรงเลยหรอว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขา?
แต่ถ้าจะให้ส่งต่อให้ทีมวิจัยของบริษัทไปคุยกับกองทัพ ปัญหาคือไม่มีใครที่เข้าใจเทคโนโลยีภาพลวงตาสามมิตินี้เลย ต่อให้สอนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว!
นี่มันตรงกับสิ่งที่อาสองพูดเป๊ะถ้าตอบไม่ได้ว่าต้นตอของเทคโนโลยีมาจากไหน ก็ต้องหาทางแปลงมันให้โปร่งใส… คำพูดเมื่อกี้ของอาสองนี่มันแทงใจดำชัดๆ เพราะตอนนี้ปัญหาก็โผล่มาให้เห็นตรงหน้าแล้ว!
“ทำไมล่ะ มีปัญหาเหรอ?” จี้เจิ้นกั๋วมองมา
จี้เฟิงยิ้มแห้งๆ “ก็มีนิดหน่อยครับ… แต่สามารถแก้ได้ คำถามคือ…จะคุยกับกองทัพยังไงดี? จะยกให้ฟรีๆหรือว่า…”
“เรื่องของธุรกิจก็คุยแบบธุรกิจ!” จี้เจิ้นกั๋วตัดบทเสียงเข้ม “ตามใจมากไปนัก มันก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี!”
จี้เฟิงเข้าใจทันที หลังจากคิดเงียบๆไปพักหนึ่ง เขาก็พยักหน้า “งั้น… อาสองช่วยจัดคนมาติดต่อที่เถิงเฟยกรุ๊ปเถอะครับ เดี๋ยวทางเราจะมีคนต้อนรับ”
“ได้” จี้เจิ้นกั๋วพยักหน้าก่อนพูดต่อ “อีกอย่าง ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเถิงเฟยกรุ๊ปน่ะ ต้องแยกให้ชัดเจน อย่าให้มันพันกันมั่ว”
“ครับ…” จี้เฟิงพยักหน้าช้าๆอย่างครุ่นคิด อาสองพูดมาแบบนี้แปลว่ามีความหมายแฝงอยู่แน่ เพียงแต่ตอนนี้เขายังไม่เข้าใจทั้งหมดเท่านั้นเอง
“พอแล้วล่ะ ออกไปกินข้าวกันเถอะ” จี้เจิ้นกั๋วเห็นว่าคุยจนได้ผลแล้ว น้ำเสียงและสีหน้าก็อ่อนลงเล็กน้อย
“ว่าแต่อาสอง ผมมีอีกเรื่องอยากถาม…” จี้เฟิงพูดขึ้นมา “เถิงเฟยกรุ๊ปอาจจะรุกเข้าสู่ด้านอุตสาหกรรม ตอนนั้นเราน่าจะต้องนำเข้าเครื่องจักรกลหนักที่ล้ำสมัย… ผมได้ยินมาว่าอาหญิงของผมที่อยู่ต่างประเทศ…”
“เรื่องนั้นไว้พูดทีหลัง” จี้เจิ้นกั๋วโบกมือห้ามทันที
จี้เฟิงถึงกับชะงักไป ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ดูเหมือนว่าอาสองคงไม่อยากพูดตอนนี้สินะ…
จี้ช่าวเหลยที่เดินอยู่ข้างๆก็ยักไหล่เบาๆ
จี้เฟิงเข้าใจทันที เห็นได้ชัดเลยว่างานนี้ต้องมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ก็มีบางอย่างที่เขายังไม่เข้าใจ
แต่เขาเองก็ไม่จำเป็นรีบร้อนหาคำตอบในตอนนี้ ยังไงซะวันหนึ่งก็ต้องรู้จนได้อยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น การที่เถิงเฟยกรุ๊ปจะบุกเข้าสู่วงการอุตสาหกรรม… เป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจไว้แน่นอนแล้ว
จี้เฟิงไม่มีทางยอมปล่อยให้ความรู้มากมายในหัวของตัวเองต้องสูญเปล่าไปเฉยๆ แน่นอนว่าเขาจะเอาความรู้นั้นไปใช้ยังไง จะขยายเข้าสู่แวดวงอื่นแบบไหน… เรื่องนี้ยังต้องคิดให้รอบคอบ
อย่างน้อยที่สุด… เขาต้องไม่ทำให้ซ้ำรอยแบบตอนนี้อีก ที่แม้แต่ที่มาของเทคโนโลยียังอธิบายให้ใครฟังไม่ได้!
ตอนกินข้าวจี้เจิ้นกั๋วเองก็เหมือนพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ของบ้านอื่นๆ ที่ไม่ค่อยพูดคุยบนโต๊ะอาหาร ซึ่งตรงกันข้ามกับอาสะใภ้ ที่คอยตักกับข้าวให้เขาไม่หยุด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู ดูก็รู้ว่าเธอรักและเอ็นดูเขามาก
อาหารเย็นไม่มีอะไรพิเศษนัก… แต่กลับอบอุ่นอย่างประหลาด หลังจากทานข้าวเสร็จ จี้เฟิงก็นั่งเล่นอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะขอตัวลาอาสองกับอาสะใภ้ เตรียมจะขับรถกลับ
จี้ช่าวเหลยเดินไปส่งเขาถึงชั้นล่าง
“พี่รอง… เรื่องอาหญิง มีอะไรที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า?” ตอนเดินลงบันได จี้เฟิงถามขึ้นมาเงียบๆ
ลองนับดูแล้ว ตั้งแต่เขากลับมารับสถานะเป็นคนตระกูลจี้ ก็ผ่านมาเกือบสองปีแล้ว แต่ไม่ว่าจะช่วงปีใหม่ หรือเวลาไปเยี่ยมเยียนที่หยานจิง… เขาก็ไม่เคยได้ยินใครพูดถึง ‘อาหญิง’ คนนี้เลย
ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยเจอหน้าด้วยซ้ำ
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนที่มีเรื่องโรงงานยา แล้วเขาติดต่อผ่านพี่รอง ให้ช่วยใช้เส้นสายของอาหญิงในต่างประเทศนำเข้าเครื่องจักรบางส่วนมา... เขาอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าตัวเองมีอาหญิงอยู่คนหนึ่ง!
มันก็ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ หรือจริงๆแล้ว… มีเรื่องอะไรซ่อนอยู่จริงๆ?
แต่จี้ช่าวเหลยกลับส่ายหน้ายิ้มบางๆ “น้องสามเรื่องนี้ฉันเองก็ตอบนายไม่ได้จริงๆ จะว่าไงดี…ถึงฉันจะติดต่อกับอาหญิงของนายได้ก็เถอะนะ แต่นายก็รู้นิสัยบ้านเรานี่ ตาเฒ่าพ่อฉันเขาไม่ค่อยเล่าอะไรหรอก เขาพูดน้อยมาก ถ้าจะพูดก็พูดให้เป็นปริศนา ชอบปล่อยให้เราเดาเอาเอง คิดเอาเอง ก็นั่นแหละ ต่อให้ฉันอยู่บ้านนี้มานาน ฉันก็ยังไม่รู้อะไรมากหรอก!”
“แล้วพี่ไม่รู้เลยสักนิดเหรอ?” จี้เฟิงถามต่อด้วยความอยากรู้
“ถ้าถามว่ารู้มั้ยก็พอรู้อยู่บ้างแหละนะ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร” จี้ช่าวเหลยพูดยิ้มๆ “อาหญิงของนายน่ะ เขาไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่สาวๆแล้ว เห็นว่าไปตั้งรกรากที่อเมริกา แต่จริงๆเธอมีธุรกิจในหลายประเทศเลยนะ แถมธุรกิจก็ไม่ใช่เล็กๆเลยล่ะ”
“หืม? มีธุรกิจหลายประเทศ?” จี้เฟิงตกใจไม่น้อย
“แต่ฉันได้ยินมาว่า ที่เขาไม่ค่อยกลับมาเหมือนคนอื่นๆ เห็นว่าเพราะมีปัญหากับคุณปู่…” จี้ช่าวเหลยพูดต่อ
“มีปัญหากันเหรอ?!”
จี้เฟิงอุทานเสียงเบา อาหญิงมีปัญหากับคุณปู่งั้นเหรอ? เขาก็เคยได้ยินคนพูดแว่วๆ มา เหมือนกัน แต่เขาไม่คิดว่าพี่รองก็จะพูดแบบเดียวกัน
“ฉันเองก็ไม่รู้รายละเอียดหรอกนะ ลองคิดดูสิ คุณปู่มีลูกสาวคนเดียวแท้ๆ แต่กลับมีปัญหากัน ฟังแค่นี้ก็ดูซับซ้อนแล้วใช่ไหมล่ะ?” จี้ช่าวเหลยยักไหล่ “ฉันว่านะเราสองคนอย่าเดาไปเองเลย ถ้าไม่รู้อะไรแน่ๆ นั่งเดากันตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
“งั้นถ้าผมอยากซื้อเครื่องจักรหรือนำเข้าอุปกรณ์บางอย่าง ผมสามารถติดต่อผ่านอาหญิงได้ไหม?” จี้เฟิงถามขึ้น
“อันนี้ก็แล้วแต่ ว่าแต่นายรีบเหรอ?” จี้ช่าวเหลยถามกลับ
“ตอนนี้ยังไม่รีบมาก” จี้เฟิงส่ายหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย นายลองหาเวลาไปหยานจิง ไปคุยกับคุณปู่ดู บางทีอาจได้รู้อะไรเพิ่มเติมก็ได้” จี้ช่าวเหลยแนะ “แต่ฉันไม่กล้าหรอกนะ ก็อย่างที่นายรู้แหละ ไปทีไรมีแต่โดนด่าทุกที!”
จี้เฟิงยิ้มพลางพยักหน้าเบาๆ ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้คุยกับอาสองจนได้ข้อมูลสำคัญอะไรเพิ่ม แต่เขาก็มั่นใจแล้วว่า เรื่องของอาผู้หญิงต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่แน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นด้วยประสบการณ์และสติปัญญาของคุณปู่ ในฐานะหัวหน้าตระกูล ผ่านเรื่องราวมาทั้งชีวิต ต่อให้เคยมีบาดหมางหรือความขัดแย้งอะไรกับลูกสาว ก็คงมองข้ามไปนานแล้ว ถึงยังไง… พ่อกับลูกสาว จะมีความแค้นอะไรกันได้มากมาย?
ดังนั้นจี้เฟิงจึงมั่นใจ การที่อาไม่กลับมา ต้องมีเหตุผลอื่นแน่นอน
แต่เขาก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไปในไม่ช้า ตอนนี้พูดถึงเรื่องพวกนั้นยังเร็วเกินไป ถึงเถิงเฟยกรุ๊ปจะต้องเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมในอนาคต แต่ทั้งหมดนั่น… มันต้องใช้เวลา ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆเตรียมการไปก็ยังไม่สาย
หลังจากกลับถึงบ้าน จี้เฟิงก็ตรงดิ่งเข้าห้องทำงานทันที เขาต้องรีบเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีภาพลวงตาสามมิติเอาไว้ ถ้าปล่อยให้ตัวเองไม่มีอะไรเตรียมไว้เลย แล้วจู่ๆวันไหนอาสองส่งคนพาพวกผู้เชี่ยวชาญจากกองทัพมาที่เถิงเฟยกรุ๊ปขึ้นมา เขาคงอธิบายอะไรไม่ถูกแน่ จะให้สุ่มจับวิศวกรคนไหนไปยืนโม้แก้ขัดก็คงไม่ไหว
โชคยังดีที่ในคอมพิวเตอร์ของเขามีข้อมูลด้านนี้อยู่บ้าง นั่นเป็นไฟล์ที่เขาเก็บเอาไว้ตั้งแต่ตอนทำโปรเจกต์ทริกเกอร์ (Trigger Device) ตอนนั้น ตอนนี้แค่จัดระเบียบเพิ่มอีกหน่อย ก็น่าจะเอาไว้ใช้ต่อได้แล้ว
แน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะตอนนั้นจี้เฟิงตั้งใจแค่พัฒนาอุปกรณ์ทริกเกอร์ ด้วยเงื่อนไขในเวลานั้นจริงๆ เขาไม่มีทางเอาเทคโนโลยีภาพลวงตามาใช้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบได้ และในมุมกลับกันการที่เทคโนโลยียังไม่สุดโต่งเกินไปก็ดีเหมือนกัน
อย่างน้อย… จะได้ไม่ล้ำหน้าโลกจนทำให้ใครตกใจ
“Rrrr~…”
ขณะที่จี้เฟิงกำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นกะทันหัน เขาเอื้อมมือหยิบมารับสายโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
“ฮัลโหล… ผมจี้เฟิง”
เสียงตื่นตกใจดังมาจากปลายสาย
.....จบบทที่ 1306~