- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1272 (393) บริษัทเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ (ตอนฟรี)
บทที่ 1272 (393) บริษัทเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ (ตอนฟรี)
บทที่ 1272 (393) บริษัทเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ (ตอนฟรี)
บทที่ 1272 (393) บริษัทเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์
“พี่หยูซวนมาได้ไงอ่ะ? ไม่ต้องไปทำงานเหรอ?” ถงเล่ยเอ่ยถามเสียงใส
ที่หน้าอาคารผู้โดยสารขาออก พวกจี้เฟิงก็มารับถงเล่ยได้อย่างราบรื่น พอเห็นว่าเซียวหยูซวนมาด้วย ถงเล่ยก็ยิ่งดีใจ รีบยื่นกระเป๋าให้จี้เฟิงถือ แล้วคล้องแขนหยูซวนทันที เธอมีเพื่อนสนิทอยู่ไม่กี่คน พอเจอเซียวหยูซวนก็เลยดีใจมากเป็นพิเศษ
“คุณนายใหญ่มาถึงด้วยตัวเอง ฉันเป็นแค่คนตัวเล็กๆ จะกล้าไม่มาต้อนรับได้ยังไงกันล่ะ?” เซียวหยูซวนหัวเราะเบาๆ “ถ้าคุณนายบ้านใหญ่รู้สึกว่าฉันไม่ให้เกียรติ เดี๋ยวคงโดนกลั่นแกล้งแน่ๆ เลยสิ~”
ถงเล่ยรู้ดีว่าเซียวหยูซวนแค่พูดหยอกเล่น จึงไม่ได้ตอบอะไร นอกจากยิ้มบางๆออกมาเท่านั้น จริงๆแล้วเธอไม่ใช่คนช่างพูดนัก แต่ก็แยกออกว่านั่นเป็นการล้อกันอย่างมีไมตรี เวลาอยู่กับเซียวหยูซวน เธอมักไม่ค่อยพูดเล่นเองเท่าไหร่ แต่หยูซวนกลับเป็นฝ่ายพูดจาเฮฮาแทน ทำให้บรรยากาศไม่เงียบจนเกินไป
จางเล่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เขารู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ผู้ชายไม่ควรสอดปาก
จี้เฟิงเองก็ไม่ได้สนใจบทสนทนานั้นเหมือนกัน บางทีเรื่องของผู้หญิงก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไว้จะดีที่สุด เขาเลยเรียกเสี่ยวอิงไปด้านข้าง แล้วกระซิบพูดเบาๆ กับเธอสองสามคำ
“ตั๋วเครื่องบินไปหยานจิงเหรอคะ?!” เสี่ยวอิงตาโต ถงเล่ยเพิ่งกลับมาแท้ๆ ทำไมจี้เฟิงถึงจะไปหยานจิงอีกแล้วล่ะ?
“ชู่…” จี้เฟิงถลึงตา ทำสัญญาณให้เงียบเสียงลง “เบาๆหน่อยสิ”
เสี่ยวอิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มแล้วพยักหน้า “เข้าใจแล้ว งั้นอีกวันสองวันฉันจะจองตั๋วให้”
จี้เฟิงยกนิ้วโป้งให้เธอ แต่แล้วก็เหมือนยังไม่ค่อยวางใจนัก จึงเน้นเสียงเบาๆอีกครั้ง “เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับก่อน ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด จำไว้นะ!”
“รับทราบ!” เสี่ยวอิงทำหน้าจริงจังทันที แล้วพยักหน้ารับหนักแน่น ถ้าจี้เฟิงสั่งงานด้วยท่าทีจริงจังแบบนี้ แสดงว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา เธอก็ต้องรับมือให้เหมาะสม
เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเสี่ยวอิง จี้เฟิงก็ยิ้มพอใจและพยักหน้าให้ ในบรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ข้างตัวเขาตอนนี้ คนที่เขาไว้ใจได้จริงๆก็คือเสี่ยวอิง
นอกจากนั้น ก็ยังมีอี้ซิงเฉินและอีกไม่กี่คนที่ไว้ใจได้ ส่วนไป๋จูและหานเซิ่น…จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ไม่ว่าจะมีพิรุธหรือไม่ อย่างน้อยในตอนนี้เขาก็ไม่กล้าเชื่อใจพวกเธอเต็มร้อย เรื่องสำคัญบางอย่าง… เขาจะไม่มีวันมอบหมายให้พวกเธอจัดการเด็ดขาด
เรื่องที่จี้เฟิงสั่งไว้กับเสี่ยวอิงในครั้งนี้ก็สำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องการเก็บเป็นความลับ เขาจึงไตร่ตรองแล้วไตร่ตรองอีก ก่อนจะตัดสินใจมอบหมายหน้าที่นี้ให้เธอ
ระหว่างทางกลับบ้าน เซียวหยูซวนกับถงเล่ยนั่งรถวอลโว่กลับไปด้วยกัน ส่วนจี้เฟิงกับคนอื่นๆ ก็ยังคงนั่งรถ BMW X6 คันเดิมกลับตามเส้นทางเดิม
เมื่อเห็นสองสาวนั่งอยู่ในรถด้วยสีหน้ามีความสุข จี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะเกาหัวเบาๆ ‘ยังมีเรื่องของซูหยวนที่ยังไม่ได้เคลียร์เลย…’
ที่แย่กว่านั้นคือ ดูเหมือนเซียวหยูซวนจะรู้บางอย่างเข้าแล้วด้วย…
จี้เฟิงนึกภาพตามอยู่เงียบๆ ‘ถ้าผู้หญิงทั้งสามมานั่งรวมกัน มันจะเป็นยังไงกันนะ…’
แต่พอคิดไปได้แค่ครู่เดียว เขาก็รีบเบรกความคิดตัวเองทันที
ถงเล่ยเป็นหญิงสาวผู้เลอโฉม แต่กลับมีนิสัยเงียบขรึมเย็นชา ไม่ถนัดเรื่องการเข้าสังคม ขณะที่เซียวหยูซวนกลับเฉลียวฉลาด เจ้าเสน่ห์ และมีบุคลิกเหมือนนางฟ้ามารยาที่สามารถทำให้ผู้ชายตกอยู่ในภวังค์ได้โดยง่าย
ส่วนซูหยวนนั้น เป็นผู้หญิงที่ผ่านชีวิตอันยากลำบากมาไม่น้อย แต่ก็เข้มแข็งและมีความสามารถสูง เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่รวมเอาความแกร่ง ความมุ่งมั่น และความงดงามเข้าไว้ด้วยกัน
หากจะพูดถึงข้อด้อยของซูหยวน ก็คงเป็นภาพลักษณ์ที่ติดกลิ่นอายของโลกกลางคืนอยู่เล็กน้อย
จี้เฟิงไม่กล้ายืนยันเลยว่า ถ้าซูหยวนต้องไปยืนเคียงข้างถงเล่ยกับเซียวหยูซวน จะเกิดภาพแบบไหนขึ้น
แม้จะไม่พูดถึงเรื่องอื่น แค่คิดว่าถงเล่ยจะสามารถยอมรับผู้หญิงอย่างซูหยวนได้หรือไม่… ก็น่ากังวลแล้ว
ที่ถงเล่ยยอมรับเซียวหยูซวนได้ ก็เพราะทั้งสองเคยรู้จักกันมาก่อน มีพื้นฐานความเข้าใจร่วมกัน และตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันช่วงหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาไปสู่ความสนิทใจ
แต่กับซูหยวน ถงเล่ยแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆมาก่อนเลย และด้วยนิสัยของเธอที่ค่อนข้างเย็นชา พอเห็นผู้หญิงที่ดูมีภาพลักษณ์โลกกลางคืนแบบนั้น ก็คงรู้สึกขัดตาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการจะยอมรับให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
จี้เฟิงไม่กล้าเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้แน่ เพราะถ้าเกิดปัญหาในบ้านขึ้นมาแล้วล่ะก็ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ไม่ตกเลย
ยังไงก็ตามเขาก็ไม่มีทางทนเห็นถงเล่ยต้องเสียใจแน่ๆ ดังนั้นเรื่องนี้…เขาควรจะพักไว้ก่อน
ที่จริงเขาคิดเรื่องนี้มานานมากแล้ว แต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้สักที สำหรับคนที่ตัดสินใจรวดเร็วเด็ดขาดอย่างเขา เรื่องนี้เรียกว่าเป็นกรณีหายากเลยทีเดียว
ระหว่างที่จี้เฟิงกำลังคิดฟุ้งไปเรื่อย รถก็แล่นเข้าสู่การจราจรที่แน่นขนัดกลางเมืองแล้ว…
...............
หลังจากกลับถึงบ้าน ชีวิตของจี้เฟิงก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ระหว่างนี้เขาได้โทรหาอารอง ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมเยียนสักหน่อย
เพราะก่อนหน้านี้ ตอนเขาออกจากห้องสอบสวนของกองกำกับการตำรวจเจียงโจว อารองเคยบอกเขาทางโทรศัพท์ว่าจะกลับมาในวันถัดไป จี้เฟิงจึงคิดว่าควรไปพบเพื่อยืนยันข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับตระกูลจ้าว เพื่อจะได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์คล้ายกันในอนาคตอย่างเหมาะสม
แต่พอโทรไป เขากลับพบว่าอารองยังไม่ได้กลับเจียงโจว เพราะเปลี่ยนแผนกะทันหัน ออกเดินทางไปดูงานที่อื่นแทน จี้เฟิงจึงทำได้เพียงรอต่อไป
สองวันต่อมา ภาคเรียนใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นตามกำหนด
จากวันนี้เป็นต้นไป จี้เฟิง ถงเล่ย และเพื่อนๆ ก็กลายเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สามของมหาวิทยาลัยสหสาขาอย่างเป็นทางการ นับเป็นปีที่สามแล้วนับตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่เจียงโจว
ทว่าในวันเปิดเรียนวันแรก จี้เฟิงก็หนีเรียนอีกตามเคย
เพราะบังเอิญว่าวันนี้เป็นวันก่อตั้งบริษัท ‘เถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์’ อย่างเป็นทางการ
สำนักงานใหญ่ของเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ตั้งอยู่ในตึกสำนักงานของกลุ่มบริษัทเถิงเฟย ส่วนฐานการผลิตใช้โรงงานของหมิงกวงอิเล็กทรอนิกส์ และในด้านเทคโนโลยี บริษัทได้จัดตั้งฝ่ายวิจัยและพัฒนา พร้อมห้องทดลองขึ้น โดยบุคลากรส่วนใหญ่ที่ดึงมาจากกลุ่มหรงเผิงก็กำลังเริ่มแสดงฝีมือในตำแหน่งสำคัญ
สำหรับด้านซอฟต์แวร์และโปรแกรมนั้น เป็นหน้าที่ของบริษัทเถิงเฟยเน็ตเวิร์กที่ให้การสนับสนุน โดยมีหวังซินและหยางหยูเป็นผู้นำทีม ซึ่งฝีมือของพวกเขาไม่ต้องพูดถึง และสมาชิกในทีมก็ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือตามคำว่า “ขุนพลฝีมือดี ย่อมไม่มีลูกน้องไร้ฝีมือ”
ด้วยเหตุนี้เถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่งก่อตั้ง จึงเปรียบเสมือนศูนย์รวมของเหล่าอัจฉริยะอย่างแท้จริง!
กลุ่มเถิงเฟยและหมิงกวงอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันลงทุน และจัดตั้งฝ่ายบริหารร่วมกัน โดยได้รับคำแนะนำจากฮั่นจงให้แต่งตั้งหลี่ซินเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทใหม่ และรายงานตรงต่อเถิงเฟยกรุ๊ปกับหมิงกวงอิเล็กทรอนิกส์
พูดอีกอย่างคือ หลี่ซินต้องรายงานตรงต่อฮั่นจงกับเซียวหยูซวนเท่านั้น เพราะตัวเขาเองก็เป็นประธานของหมิงกวงอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ดังนั้นจะว่าต้องรายงานใคร ก็เท่ากับรายงานตัวเองนั่นแหละ
ส่วนทีมผู้บริหารคนอื่นๆ นอกจากจะดึงคนจากเถิงเฟยกรุ๊ปและหมิงกวงมาเสริม ยังรวมไปถึงทีมผู้บริหารฝีมือดีที่ดึงตัวมาจากหรงเผิงกรุ๊ปด้วย
กล่าวได้ว่าตั้งแต่วันแรกที่เถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์เปิดตัว ก็มีทีมที่เปี่ยมด้วยความสามารถ มีเทคโนโลยีจากเถิงเฟยเน็ตเวิร์กเป็นหัวใจหลัก และมีทุนสนับสนุนมหาศาลจากเถิงเฟยกรุ๊ป
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขามีเทคโนโลยี “ม่านแสงเสมือน 3 มิติ” ที่ไม่เคยมีวางขายในตลาดมาก่อน เป็นไม้เด็ดในการเจาะตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า!
องค์ประกอบแห่งความสำเร็จครบถ้วนสมบูรณ์ การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์จึงแทบจะเป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้
และที่ทำให้ทุกคนตกใจยิ่งกว่าคือ หลังจากพิธีตัดริบบิ้นเปิดบริษัทเสร็จสิ้น ที่งานแถลงข่าวเปิดตัวบริษัท หลี่ซิน ผู้จัดการทั่วไป ยังได้เผยข่าวใหญ่ชิ้นหนึ่งออกมาซึ่งทำให้ทั้งวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าสั่นสะเทือนในทันที
“เรียนสื่อมวลชนทุกท่าน วันนี้เป็นวันสำคัญของการก่อตั้งเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ นับจากนี้ กลุ่มบริษัทเถิงเฟยของเราจะมุ่งมั่นพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ราคาย่อมเยา ใช้งานได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสะดวกสบายยิ่งขึ้น…”
ภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมระดับดาวที่อยู่ใกล้สำนักงานใหญ่ของเถิงเฟยกรุ๊ป งานแถลงข่าวเกี่ยวกับการก่อตั้งเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ก็กำลังจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
เมื่อหลี่ซินจ้องมองลงไปยังกลุ่มผู้สื่อข่าวจากสื่อเกือบร้อยสำนักที่นั่งอยู่ด้านล่าง ใบหน้าของเขาซินยังคงสงบนิ่ง มั่นคง ไม่มีร่องรอยของความประหม่าเลยแม้แต่น้อย เขาพูดแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ด้วยจังหวะที่พอดี ชัดเจน และเปล่งเสียงได้ชัดถ้อยชัดคำ
ฮั่นจงในฐานะผู้จัดการทั่วไปของกลุ่มบริษัทเถิงเฟยก็นั่งอยู่บนเวทีด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าจำเป็นต้องเข้าร่วมงาน
ส่วนจี้เฟิงนั้นยืนอยู่บนระเบียงชั้นสอง พิงราวกั้น พลางมองลงไปยังงานแถลงข่าวเบื้องล่าง เขาแย้มยิ้มบางๆอย่างพอใจ
ตั้งแต่วันที่หลี่ซินได้รับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของเถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ ก็เท่ากับว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่ระบบของกลุ่มเถิงเฟยอย่างเต็มตัว การวางหมากของฮั่นจงในครั้งนี้ ถือว่ายอดเยี่ยมจริงๆ
‘แทรกซึมอย่างแนบเนียนสินะ…’
“ธุรกิจผลิตยาเริ่มเดินหน้าได้อย่างมั่นคงแล้ว วงการเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เริ่มทะลุทะลวงสำเร็จ งั้นลำดับถัดไปก็คงต้องเป็นอุตสาหกรรมหนักสินะ?” จี้เฟิงพึมพำกับตัวเอง
ในสมองของเขา มีคลังความรู้ด้านเครื่องจักรกลมากมายมหาศาล หากสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นของจริงได้ ก็จะช่วยผลักดันให้การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักของจีนทะยานขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลสะเทือนไปยังหลายๆด้านในระยะยาว
แต่จี้เฟิงเองก็รู้ดีว่า การจะรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและอุตสาหกรรมหนักนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อย่างน้อยที่สุด จากสภาพเทคโนโลยีและฐานการผลิตของจีนในตอนนี้ แม้แต่แค่การสร้างเครื่องจักรพื้นฐานตามข้อมูลที่เขามีในสมอง ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องยาก
ยังไม่นับเรื่องอื่น แค่ “เครื่องกลึง” เครื่องเดียว ก็ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และที่ได้มาก็มักเป็นรุ่นที่ตะวันตกเขาทิ้งแล้วทั้งนั้น จีนเลยยังตามหลังอยู่หนึ่งรุ่น สองรุ่น หรือมากกว่านั้นตลอดเวลา
ถ้าไม่มีเครื่องจักรที่มีคุณภาพสูงทั้งด้านเทคนิคและวัสดุ ก็ย่อมไม่สามารถผลิตเครื่องกลที่ดีได้เลย มันก็แค่ฝันกลางวันเท่านั้น
เครื่องกลึง หรือที่เรียกว่า “เครื่องแม่” ของวงการผลิตเครื่องจักร ก็คืออุปกรณ์สำหรับแปรรูปวัตถุดิบโลหะให้กลายเป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักร กล่าวคือเป็นเครื่องจักรที่ใช้สร้างเครื่องจักรอีกทีหนึ่ง
แค่นี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าเครื่องกลึงนั้นสำคัญเพียงใด
แต่น่าเสียดาย เทคโนโลยีด้านนี้ของจีน แม้จะไม่ถึงกับล้าหลังจนรับไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังห่างไกลมาก
นี่ไม่ใช่การเห่อของนอกหรือดูถูกตัวเอง แต่เป็นความจริง!
ดังนั้นหากจี้เฟิงจะรุกเข้าสู่วงการเครื่องจักรกล สิ่งที่เขาต้องเตรียมตัวอันดับแรกก็คือ หาวิธีนำเข้าเครื่องกลึงจากต่างประเทศให้ได้ก่อน และเขาก็เริ่มคิดวางแผนล่วงหน้าแล้ว…
ทว่าระหว่างที่จี้เฟิงกำลังคิดอย่างลึกซึ้ง เสียงฮือฮาและความอลหม่านก็ดังขึ้นจากด้านล่างของงานแถลงข่าว ราวกับเกิดเหตุไม่คาดฝันบางอย่างขึ้น!
....จบบทที่ 1272~