- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1267 (388) กลุ่มขุนพลคนสำคัญ (ตอนฟรี)
บทที่ 1267 (388) กลุ่มขุนพลคนสำคัญ (ตอนฟรี)
บทที่ 1267 (388) กลุ่มขุนพลคนสำคัญ (ตอนฟรี)
บทที่ 1267 (388) กลุ่มขุนพลคนสำคัญ
“ฮัลโหล พี่ใหญ่ ผมเอง...จื้อเหอ...”
ในห้องผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลประชาชนอันดับหนึ่ง เมืองเจียงโจว อู๋จื้อเหอกำลังถือโทรศัพท์คุยกับพี่ชายคนโต อู๋จื้อหยาง ซึ่งอยู่ไกลถึงทางตอนเหนือของมณฑลซานซี
“พี่ครับผมอยากออกจากเจียงโจวแล้ว...”
“ออกจากเจียงโจว?” อู๋จื้อหยางถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง “นายจะไปไหน?”
“ผมอยากไปหยานจิงครับ” อู๋จื้อเหอตอบ
“ตอนนี้นายยังกล้าไปหยานจิงอีกเหรอ?! ไม่กลัวพ่อหักขานายรึไง?!” อู๋จื้อหยางฮึดฮัดขึ้นมาทันที ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องโง่เง่าของอู๋จื้อเหอกับเจิ้งหยูซิ่วล่ะก็ ตระกูลอู๋คงไม่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบขนาดนี้!
“งั้น...งั้นไปตอนเหนือของซานซีก็ได้ครับ ผมแค่ไม่อยากอยู่เจียงโจวอีกต่อไปแล้ว!” อู๋จื้อเหอรีบพูดทันที
“นายเจอปัญหาอะไรที่เจียงโจวรึเปล่า?” เสียงของอู๋จื้อหยางฟังดูเหมือนเริ่มจะจับพิรุธได้ เขารีบถามขึ้นมาอีกว่า “นายไปก่อเรื่องอีกแล้วใช่ไหม?”
“เปล่าเลย!” อู๋จื้อเหอกล่าวอย่างรีบเร่ง
“ก็แค่อยู่ในโรงพยาบาลมันน่าเบื่อเกินไป ไม่มีใครให้คุยด้วย แถมยังต้องถูกล้ออีก… อีกอย่าง แผลผมก็หายเกือบหมดแล้ว จริง ๆ ก็ควรจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ”
“ถ้างั้นก็ดี” อู๋จื้อหยางพูด “นายรอไปก่อน เดี๋ยวฉันจะส่งคนไปจัดการเรื่องย้ายโรงพยาบาลให้”
“ย้ายโรงพยาบาล?” อู๋จื้อเหอชะงัก
“ใช่ นายยังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้ ต้องย้ายเท่านั้น!” อู๋จื้อหยางกล่าวเสียงเข้ม “จนกว่าจะมั่นใจว่านายจะไม่เหลืออาการแทรกซ้อนใดๆ นายต้องอยู่ในโรงพยาบาล! ถ้าในระหว่างนี้เกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา พวกตระกูลจี้นั่นอย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบ!”
“พี่ครับ เข้าใจแล้ว รีบส่งคนมาช่วยจัดการให้ทีนะ ย้ายโรงพยาบาลก็ยังดีกว่าอยู่เบื่อๆที่นี่!” อู๋จื้อเหอรีบพูดทันที
“รู้จักรอบ้าง!” อู๋จื้อหยางพูดจบก็วางสายทันที
ในเวลานี้ เมื่อไรก็ตามที่เขาคิดถึงอู๋จื้อเหอและเจิ้งหยูซิ่ว หัวใจของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธ และแน่นอนว่าเขาไม่อยากพูดอะไรกับอู๋จื้อเหอไปมากกว่านี้แล้ว
แต่อู๋จื้อเหอกลับไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไหร่ ขอแค่ได้ออกจากเจียงโจว ต่อให้จะถูกด่าสักสองสามครั้งก็ไม่เป็นไร
ที่จริงแล้ว อู๋จื้อเหอแค่อยากจะหนีออกจากเจียงโจวให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะหลังจากที่จี้เฟิงมาหา และประโยคสุดท้ายก่อนออกจากห้องก็ยังดังก้องอยู่ในหัว ‘ไว้คราวหน้า ฉันจะมาเยี่ยมนายอีกนะ’
เวรเอ๊ย!
จะมาอีกเหรอ?!
อู๋จื้อเหอแทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด ไอ้จี้เฟิง! ไอ้สารเลวนี่มันเกินไปแล้ว! แค่มีฝีมือเหนือกว่าหน่อย ก็คิดจะมาหาเรื่องกันตามอำเภอใจหรือไง?!
แค่ก่อนหน้านี้อารมณ์ของเขาก็แย่พออยู่แล้ว อยู่โรงพยาบาลมาตั้งสองเดือน เบื่อแทบตายอย่างน้อยการที่เขาถูกส่งตัวไปอยู่ต่างจังหวัดที่มณฑลซานซี ถึงจะห่างไกลก็ยังพอเป็นคุณชายของบ้าน มีผู้หญิงคอยอยู่ข้าง ๆ มีคนเอาใจใส่
แต่ในโรงพยาบาลนี่ ไม่มีใครเลยจริงๆ...
ที่นี่คือเจียงโจวใครๆก็รู้ว่า ตระกูลอู๋กับตระกูลจี้มีความสัมพันธ์แบบไหน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งระหว่างพี่น้องจี้เฟิง จี้ช่าวเหลย กับอู๋จื้อเหอ ใครล่ะจะกล้าเสี่ยงโดนจี้ช่าวเหลยเล่นงานเพื่อมาเยี่ยมอู๋จื้อเหอ?
แค่มีสมองนิดหน่อยก็รู้ว่าควรหลีกให้ห่าง เรื่องบาดหมางระดับนี้ ใครจะกล้าเข้าไปยุ่ง?
สุดท้ายแล้ว อู๋จื้อเหอก็ทำได้แค่นั่งๆนอนๆ อยู่ในห้องผู้ป่วยทั้งวัน เข้าเน็ตบ้าง ดูทีวีบ้าง ไม่มีแม้แต่คนให้คุยด้วย ชีวิตแบบนี้ สำหรับคุณชายเสเพลอย่างเขาจะทนได้!
แต่แล้วจี้เฟิงก็ดันโผล่มาอีก! มันทำให้อู๋จื้อเหอแทบคลั่ง!
พร้อมกันนั้น เขายังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล เพราะเขารู้ดีว่า คนอื่นอาจจะกลัวเขา แต่จี้เฟิง ไม่เลยสักนิด!กลับกัน เขาต่างหากที่เริ่มรู้สึกกลัวจี้เฟิงเข้าให้แล้ว!
เรื่องนี้ทำให้อู๋จื้อเหอรู้สึกอับอายเล็กน้อย แต่เหนืออื่นใด ความกลัวและความหวาดระแวงกลับชัดเจนยิ่งกว่า
สำหรับคนบางคน การถูกดูหมิ่นและการนับถือตัวเองไม่ใช่เรื่องใหญ่! ความปลอดภัยของตัวเองต่างหาก ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เรื่องอื่นๆ สามารถตัดทิ้งได้หมด!
นี่คือสิ่งที่มองเห็นได้จากคนจำนวนมาก อย่างเช่น บางคนถูกกลั่นแกล้ง แต่เพราะอีกฝ่ายมีอิทธิพล ก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทน ไม่กล้าตอบโต้แม้แต่น้อย กลัวว่าหากเผลอขัดขืนจะโดนเอาคืนจนหมดทางสู้
ที่จริงแล้ว บางทีคนที่ชอบรังแกคนอื่นก็อาจไม่ได้เก่งจริง แค่ทำตัวกร่างเสียงดังเท่านั้นเอง!
เหมือนกับจี้เฟิงตอนนี้ เขาก็แค่ขู่ขวัญเท่านั้นเอง ถ้าอู๋จื้อเหอมีท่าทีแข็งข้อจริงๆล่ะก็ จี้เฟิงก็ไม่มีทางมาหาเรื่องเขาในโรงพยาบาลได้บ่อยนักหรอก เพราะยังไงอู๋จื้อเหอก็เป็นคนของตระกูลอู๋ ถ้าจี้เฟิงทำเกินไป คนในตระกูลอู๋ไม่มีทางอยู่นิ่งแน่
แต่มันก็เป็นเพราะ อู๋จื้อเหอ ‘กลัว’ เข้าให้แล้ว!
เอาล่ะตอนนี้เขากำลังจะได้ออกจากเจียงโจว! อยากรู้เหมือนกันว่าจี้เฟิงจะยังตามมารังควานเขาได้อีกไหม?!
แต่พอนึกถึงจี้เฟิงอีกครั้ง อู๋จื้อเหอก็ยังโมโหจนแทบกัดฟันกรอด เขาสบถด่าออกมาด้วยความแค้นใจ
“จี้เฟิง ไอ้เวรนี่! คอยดูนะ วันหนึ่งฉันจะหักแขนขาแกให้หมด! แล้วก็หรงซู่เยียน กับฉินซูเจี๋ย… พวกแกทั้งสามคน ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้พวกแกได้มีความสุขแน่!”
...............
“จี้เฟิงพรุ่งนี้ฉันจะไปเจียงโจวนะ ช่วยมารับฉันที่สนามบินด้วย!”
“แน่นอนอยู่แล้วล่ะ ภรรยาของฉันมาทั้งที สามีคนนี้จะไม่ไปรับได้ยังไงกัน!” จี้เฟิงหัวเราะเบาๆ พอฟังเสียงหวานใสของถงเล่ยที่ดังมาจากปลายสาย สีหน้าของเขาก็พลันสดใสขึ้นมาทันที รอยยิ้มบนใบหน้าไม่จางหายเลยแม้แต่น้อย
ส่วนถงเล่ยเองก็เป็นห่วงเขาไม่น้อย พอได้ยินข่าวที่หยานจิงว่าจี้เฟิงโดนจ้าวกั๋วเซิงจับตัวไปขัง เธอก็ใจหายวาบ พยายามโทรหาเขาทันทีแต่ก็ติดต่อไม่ได้ โทรหาเซียวหยูซวนก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก เพราะอีกฝ่ายบอกว่าจี้เฟิงไม่ยอมให้เธอยุ่ง
ถงเล่ยลองโทรหาเสี่ยวอิงกับจางเล่ยต่อ พวกเขาก็ยังไม่มีใครรู้รายละเอียดอีก ทำเอาเธอกระวนกระวายสุดๆ
โชคดีที่ผ่านไปแค่วันเดียว สุดท้ายเธอก็โทรหาจี้เฟิงได้ และรู้ว่าเขาปลอดภัยดี ถงเล่ยถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่หลังจากนั้นเธอก็ทนอยู่เฉยไม่ไหว รีบจองตั๋วเครื่องบินไปเจียงโจวทันที เธออยากไปหาเขาให้เร็วที่สุด
ก่อนที่จี้เฟิงจะมีปัญหา ถงเล่ยก็แค่คิดถึงเขาเล็กน้อย พอได้คุยโทรศัพท์กันบ้างก็รู้สึกสบายใจดี แต่พอรู้ว่าเขามีเรื่องขึ้นมา เธอก็ไม่มีทางสงบใจลงได้อีก
แม้ตอนนี้จะรู้ว่าเขาปลอดภัยแล้ว แต่ความรู้สึกหวาดหวั่นนั้นยังคงอยู่ ถงเล่ยจึงตัดสินใจไปหาเขาทันที
“ฉันหายไปตั้งนาน นายคิดถึงฉันบ้างไหม?” ถงเล่ยถามเบาๆ
“แน่นอนอยู่แล้ว ไม่เห็นเหรอว่าฉันโทรหาทุกวันเลย!” จี้เฟิงหัวเราะ
“จริงเหรอ?”
“แน่นอนสิ ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวเธอกลับมาเมื่อไหร่ จะได้รู้เลยว่าฉันคิดถึงเธอแค่ไหน!”
“……”
ทั้งสองคุยโทรศัพท์กันนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ถึงได้วางสายกันไป แต่ถึงอย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ยังรู้สึกค้างคา เหมือนยังคุยไม่พอ
ถงเล่ยเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามราวกับนางฟ้า ซึ่งยากจะหาใครเทียบได้ ถึงแม้จะมีนิสัยเย็นชาบ้าง แต่ต่อหน้าจี้เฟิงแล้ว เธอกลับไม่แสดงความเย็นชาออกมาเลย มีแต่ความคิดถึงอันอ่อนโยนที่แผ่วเบาและอบอุ่น
แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้หวานชื่นกันโจ่งแจ้งเหมือนคู่อื่นๆ แต่ความคิดถึงแบบเงียบๆนี้ กลับทำให้ความเย็นชาทั้งหมดของถงเล่ย ค่อย ๆ กลายเป็นความอ่อนหวานนุ่มนวล ราวกับสายน้ำไหลแผ่ว สะกดหัวใจคนฟังได้อย่างลึกล้ำ
นี่แหละ...คือถงเล่ย!
เธอไม่เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นเลย ความรู้สึกของเธอมักจะบางเบา ไม่ได้เร่าร้อนรุนแรง นั่นเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของเธอเอง
แต่เมื่อเธออยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว หรืออยู่กับจี้เฟิง ความสงบนิ่งราวเมฆบางของเธอกลับยิ่งน่าหลงใหล
“เจ้าบ้า! เร็วเข้า! รอแต่นายคนเดียวแล้วเนี่ย!” จู่ๆก็มีเสียงตะโกนจากห้องนั่งเล่นด้านนอก เป็นเสียงของจางเล่ย
“หมอนี่จริงๆ...”
จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและยิ้ม ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้องทำงานแล้วเดินลงไปข้างล่าง
วันนี้ภายในวิลล่าคึกคักเป็นพิเศษ เพราะจางเล่ย เฉินจิ้งยี่ และเสี่ยวอิงเพิ่งกลับมาจากเจียงหนาน ส่วนคนที่เคยออกมาให้การกับทางการเพื่อเล่นงานกลุ่มบริษัทชาง ตอนนี้ก็ถูกทางเมืองถงโจวและมณฑลเจียงหนานจัดการดูแลอย่างเหมาะสมเรียบร้อยแล้ว เมื่อเรื่องอื้อฉาวถูกเปิดโปงออกไปขนาดนี้ ไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่ที่กำลังจับจ้องอยู่ พวกเขาจะไม่จัดการให้ดีก็ไม่ได้
และด้วยเหตุนี้ ทุกคนที่มีส่วนร่วมในภารกิจโค่นล้มกลุ่มบริษัทชางในครั้งนี้ จึงมารวมตัวกันเกือบหมดแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าคนสำคัญที่มีบทบาทมากที่สุดสี่คนคือ จางเล่ย, เฉินจิ้งยี่, เสี่ยวอิงและไป๋จูโดยเฉพาะจางเล่ยกับเฉินจิ้งยี่ และเสี่ยวอิง ทั้งสามคนถือเป็นแนวหน้าในเจียงหนาน พวกเขาเสี่ยงชีวิตขุดคุ้ยหลักฐานเกี่ยวกับอาชญากรรมของชางฉงเหว่ย จนกระทั่งได้ผลลัพธ์ที่ยากจะปฏิเสธ ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงอย่างแท้จริง!
ส่วนไป๋จูก็รับหน้าที่ประสานงานอยู่ตรงกลาง โดยเฉพาะในช่วงที่จี้เฟิงถูกควบคุมตัวสอบสวน เขาคือคนที่ดูแลจัดการภาพรวมทั้งหมดในเวลานั้น เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญและแน่นอนว่ายังมีอีกหนึ่งบุคคลที่จี้เฟิงไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน นั่นคือ หวังซิน!
จี้เฟิงคิดว่า การมอบหมายให้หวังซินดูแลเรื่องข่าวกรอง เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมาเลยก็ว่าได้
รายงานลับแต่ละฉบับที่ละเอียดถี่ยิบ ราวกับเป็นหนังสือในห้องสมุดที่หยิบอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ จะหาอะไรก็รู้ได้ทันที นั่นแหละคือหวังซิน!
เพราะหวังซินเป็นผู้ที่จัดหาหลักฐานจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับกลุ่มบริษัทชางให้ จึงทำให้จี้เฟิงสามารถครองความได้เปรียบอย่างสิ้นเชิงและตั้งมั่นอยู่ในสถานะที่ไม่มีวันพ่ายแพ้!
หวังซินและจางเล่ยคือสองผู้ที่มีส่วนสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมที่มีความสามารถที่กินกันไม่ลงเลยทีเดียว!
ในเวลานี้จี้เฟิงก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาอีกครั้ง เพราะจากปฏิบัติการครั้งนี้ ความสามารถของจางเล่ยได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนจนไม่ต้องมีคำพูดใดๆเพิ่มเติม ถ้าเขาได้มาคุมหน่วยพิเศษที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นล่ะก็…
จี้เฟิงส่ายหัวเบาๆ ขจัดความคิดนี้ออกไป มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้!
หลังจากนั้น จี้เฟิงก็ไม่ครุ่นคิดอะไรต่ออีก วันนี้เป็นวันเลี้ยงฉลอง ทุกคนก็ควรจะกินดื่มให้เต็มที่ มีความสุขกับบรรยากาศก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันวันหลัง
ที่โต๊ะอาหาร จางเล่ยเล่าเรื่องราวต่างๆ อย่างมีชีวิตชีวา ทั้งประสบการณ์ที่ถงโจวและเหตุการณ์ที่พบในเจียงหนาน เฉินจิ้งยี่ก็เสริมรายละเอียดอยู่ข้างๆเป็นระยะ ส่วนจี้เฟิงและคนอื่นๆ ก็ฟังอย่างตั้งใจ พากันยิ้มและหัวเราะเป็นระยะ เพราะจางเล่ยช่างพูดได้น่าขันเหลือเกิน
งานเลี้ยงผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง จี้เฟิงก็ลุกขึ้นเตรียมจะออกไปสูบบุหรี่ เขาเพิ่งเดินออกมาที่สวนด้านนอก ไป๋จูก็ตามออกมาด้วย
“คุณจี้…” ไป๋จูเอ่ยเรียก สีหน้าดูเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ลังเล
จี้เฟิงเห็นท่าทีของเธอ เขาก็อดหัวเราะไม่ได้ “ตามออกมาทำไมอีกล่ะ? ถ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาเลย”
“คือ... เรื่องกัปตันเซียง…” ไป๋จูพูดขึ้น
“หือ?”
จี้เฟิงหัวเราะออกมาอย่างมีเลศนัยและถามว่า “อะไรล่ะ? พอเรื่องเงียบแล้ว หมอนั่นก็กลับมาเลยเหรอ? ข่าวไวดีนี่!”
“ไม่ใช่ค่ะคุณจี้ คุณเข้าใจกัปตันเซียงผิดแล้ว…” ไป๋จูรีบอธิบาย
จี้เฟิงยิ้มและส่ายหน้า “ไม่ต้องพยายามไกล่เกลี่ยหรอก ฉันเข้าใจว่าเธอลำบากใจที่ต้องอยู่ตรงกลาง กลับไปกินข้าวเถอะ”
“คุณจี้! คุณเข้าใจกัปตันเซียงผิดจริงๆนะคะ!” ไป๋จูเริ่มร้อนรน พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
.....จบบทที่ 1267~