- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1240 (361) ความลับเมื่อหลายสิบปีก่อน (ตอนฟรี)
บทที่ 1240 (361) ความลับเมื่อหลายสิบปีก่อน (ตอนฟรี)
บทที่ 1240 (361) ความลับเมื่อหลายสิบปีก่อน (ตอนฟรี)
บทที่ 1240 (361) ความลับเมื่อหลายสิบปีก่อน
“ฮัลโหล ฮัลโหลๆ...”
จี้เฟิงเรียกอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากอีกฝั่ง ต่อจากนั้นเพียงไม่นาน เสียงสายในโทรศัพท์ก็ตัดไปกลายเป็นเสียงสายไม่ว่าง เขาอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง “ยัยนี่เล่นอะไรของเธออีกแล้ว? ยังคงเป็นคนใจร้อนเหมือนเดิม... คุยอยู่ดีๆก็ตัดสายไปซะงั้น...”
สถานที่ตอนนี้คือแผงขายอาหารริมทาง ไม่ไกลจากคลับหลินจิง จี้เฟิง จี้ช่าวเหลย และเหอหงเหว่ย กำลังนั่งล้อมโต๊ะกันอยู่ บนโต๊ะวางจานเนื้อแพะย่างสองจานใหญ่ กับผักย่างและอาหารปิ้งย่างอื่นๆอีกหลายอย่าง ใต้โต๊ะยังมีเบียร์อีกสองลังวางอยู่
แม้จะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่สภาพอากาศยังคงร้อนอบอ้าว ช่วงค่ำๆผู้คนจึงมักจะออกมากินปิ้งย่าง ดื่มเบียร์ ราคาก็ไม่แพง และเมื่อคนมารวมตัวกันหลายๆคน บรรยากาศก็ยิ่งคึกคัก ถือเป็นความเพลิดเพลินที่ไม่เลวเลยทีเดียว
โดยเฉพาะตอนที่ดื่มกันจนเริ่มกรึ่ม บางคนถึงกับถอดเสื้อยืดออก พูดคุยกันเสียงดัง โห่ร้องเฮฮา แบบนี้น่าสนุกกว่าการไปนั่งกินข้าวในภัตตาคารหรูๆเสียอีก
แน่นอนโดยเฉพาะคนทางเหนือจะชื่อชอบกินแบบนี้มากกว่า แต่ทางใต้กลับไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก
ที่ทั้งสามคนมาที่นี่ ก็เป็นเพราะบังเอิญขับรถผ่านเจอแผงขายอาหารริมทางนี้เข้า และเห็นว่าคนยังไม่เยอะเท่าไหร่ พวกเขาจึงจอดรถแล้วเดินเข้ามา เลือกที่นั่งด้านในสุดของร้านแบบไม่ลังเล เพราะหากพูดคุยกันเสียงดังขึ้นมานิดหน่อย ก็ยังมั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครตั้งใจฟัง
ยิ่งไปกว่านั้น ที่โต๊ะถัดไปยังมีไป๋จูนั่งคุมอยู่ เพื่อป้องกันพวกที่คิดจะแอบฟังหรือมีเจตนาไม่ดีพวกเขาสามคนจึงสามารถพูดคุยกันได้อย่างสบายใจ
“น้องสาม ใครโทรมาเหรอ?” เห็นสีหน้าอึ้งๆ ของจี้เฟิง จี้ช่าวเหลยจึงอดถามไม่ได้
“หลี่ลู่หนาน น้องสาวของหลี่เว่ยตง ที่เป็นตำรวจน่ะ” จี้เฟิงตอบ
“ใครนะ?!”
จี้ช่าวเหลยถึงกับอึ้ง เขามองจี้เฟิงด้วยสีหน้าแปลกใจ ก่อนจะถามเสียงสูง “น้องสามนายไปรู้จักสนิทสนมกับหลี่ลู่หนานตั้งแต่เมื่อไหร่? ก่อนหน้านี้ไม่ใช่บอกว่าเป็นแค่เพื่อนธรรมดากันหรอกเหรอ? แล้วทำไมถึงโทรหากันตอนดึกแบบนี้?”
พอนึกถึงภาพที่หลี่ลู่หนานยืนขวางหน้าจี้เฟิงในคลับหลินจิง จี้ช่าวเหลยก็เริ่มคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
จี้เฟิงนี่มันร้ายจริงๆลงมือเร็ว แถมยังแม่นยำสุดๆ ถ้าหลี่ลู่หนานเป็นคนเรียบร้อยและใจเย็นกว่านี้อีกหน่อยล่ะก็ จะเรียกว่าเป็นสาวสวยเต็มตัวเลยก็ได้ แถมยังเป็นแบบที่ผู้ชายหลายคนชอบเสียด้วยสิ!
“พอเถอะพี่รอง ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะคุยเรื่องแบบนั้นหรอก” จี้เฟิงส่ายหน้า ไม่เก็บมาใส่ใจ “ตอนนี้สิ่งที่ผมอยากรู้ที่สุด คือตระกูลจ้าวที่พวกพี่พูดถึงนั่นมันเป็นใครมาจากไหน? ดูจากสีหน้าพวกพี่แล้ว เหมือนกับว่าตระกูลจ้าวนี่จะเป็นเหมือนตระกูลอันดับหนึ่งของทั้งประเทศจีนอย่างนั้นแหละ? ถึงขนาดคนๆหนึ่งในตระกูลจ้าว จะมาฆ่ามาแกงผมยังไงก็ได้ แถมผมยังไม่สามารถตอบโต้ได้อีก?”
“อย่าเพิ่งพูดมากเลยดื่มก่อนๆ ให้หัวเย็นลงหน่อย” เหอหงเหว่ยหัวเราะพลางพูด “ไหนๆพวกเราก็ออกมากันแล้ว จะพูดอะไรก็ค่อยๆว่ากันไปก็ได้”
เขาหยิบขวดเบียร์ขึ้นมา รินให้จี้ช่าวเหลยกับจี้เฟิงคนละแก้ว ก่อนจะยิ้มแล้วพูดต่อ “ฉันน่ะ ไม่เก่งเรื่องอื่นเลย แต่ฉันคิดว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันว่าตัวเองโอเคนะ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่แค่ไหน ปฏิกิริยาของฉันจะช้ากว่าคนอื่นหนึ่งจังหวะ แบบนี้ทำให้ฉันดูเหมือนไม่ค่อยเครียดไง”
“นั่นเขาเรียกว่ามีอารมณ์เยือกเย็น” จี้เฟิงพูด
“ก็ถือว่าพอใช้ได้อยู่” จี้ช่าวเหลยให้คำวิจารณ์แบบหักคะแนนเล็กน้อย
เหอหงเหว่ยหัวเราะออกมา เขารู้ดีว่าการได้ยินคำชมจากปากของจี้ช่าวเหลยน่ะยากแค่ไหน ดังนั้นเขาเลยไม่สนใจว่าคำพูดนั้นจะไพเราะหรือเปล่า
“เรื่องอารมณ์เยือกเย็นอะไรนั่น ช่างมันเถอะ” เหอหงเหว่ยยิ้มพลางยกแก้วชนกับทั้งสองคน “แต่ฉันว่าการคิดช้ากว่าคนอื่นหนึ่งจังหวะ มันทำให้เราได้คิดอย่างรอบคอบมากขึ้น เวลาทำอะไรก็จะรอบด้านขึ้น”
“นั่นคือเคล็ดลับของคุณเหรอ?” จี้เฟิงกระดกเบียร์ลงคอ ก่อนจะหัวเราะถาม
“จะเรียกว่าเคล็ดลับก็ได้มั้ง จริงๆแล้วมันก็เป็นแค่แนวทางการใช้ชีวิตแบบหนึ่งเท่านั้นเอง” เหอหงเหว่ยหัวเราะ “สมัยก่อนฉันนิสัยหุนหันพลันแล่นกว่านี้มาก แต่พอเจอเรื่องหนึ่งตอนอยู่มหาวิทยาลัย ก็เลยเปลี่ยนไป พอผ่านไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตแบบนี้มันก็ดีเหมือนกันนะ”
จี้เฟิงยิ้ม เขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “จริงทุกแนวทางมันก็มีข้อดีในแบบของตัวเอง”
เขารู้ดีว่าที่เหอหงเหว่ยพูดว่า ‘เคยเจอเรื่องร้ายแรงในมหาวิทยาลัย’ นั้น ความจริงคือเรื่องที่เคยโดนอู๋จื้อหยางเล่นงานเพราะผู้หญิง
แน่นอนว่าเรื่องราวในตอนนั้นเป็นอย่างไรโดยละเอียด จี้เฟิงเองก็ไม่รู้
แต่ดูจากท่าทีตอนนี้ เหอหงเหว่ยยังคงฝังใจกับมันอยู่ไม่คลาย เห็นได้ชัดว่า เหตุการณ์ในตอนนั้นสร้างบาดแผลไม่น้อย ไม่อย่างนั้นด้วยระดับของเหอหงเหว่ย ทั้งสถานะและวุฒิภาวะ คงไม่ยังมาคิดเล็กคิดน้อยถึงขนาดนี้
“เอาล่ะดื่มก็แล้ว ถึงเวลาคุยกันจริงๆได้หรือยัง?” จี้เฟิงชนแก้วกับเหอหงเหว่ยอีกครั้งก่อนจะกระดกลงไป แล้ววางแก้วลงพลางถาม
“จริงๆแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่รู้ ช่าวเหลยก็น่าจะรู้อยู่บ้างใช่ไหม?” เหอหงเหว่ยพยักหน้าแล้วหันไปถามจี้ช่าวเหลย “ผู้ใหญ่ในตระกูลจี้ก็น่าจะเคยเล่าให้นายฟังอยู่บ้างใช่ไหมล่ะ?”
“ก็เคยเล่าอยู่หรอก แต่ฉันไม่ค่อยได้อยู่หยานจิง เลยลืมไปแทบหมดแล้ว” จี้ช่าวเหลยส่ายหน้า “อีกอย่างนายก็อายุมากกว่าฉัน สองสามปี นายควรรู้อะไรมากกว่าฉัน ดังนั้นนายเป็นคนเล่าเถอะ!”
“ก็ได้ งั้นฉันจะเป็นคนเล่าเอง”
เหอหงเหว่ยพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “แต่ต้องบอกก่อนนะ ว่าฉันเองก็ไม่ได้รู้ลึกมาก โดยเฉพาะรายละเอียด ฉันคิดว่านอกจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ ในยุคนั้น คงไม่มีใครรู้ได้ชัดเจนกว่านั้นอีกแล้ว ดังนั้น ฉันจะเล่าแค่แบบคร่าว ๆ แล้วกัน โอเคไหม?”
จี้เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “เมื่อก่อนฉันไม่เคยรู้เลยนะว่าคุณชายเหอเป็นคนที่พูดจาเยิ่นเย้อได้ขนาดนี้!”
“ไอ้หมอนี่…” เหอหงเหว่ยส่ายหน้าแล้วอดหัวเราะไม่ได้ “ฉันพูดเยิ่นเย้อก็เพื่อให้นายได้ตั้งสติไว้ก่อน ยังไงซะ เรื่องนี้มันต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่หลายสิบปีก่อน…”
“เดี๋ยวก่อนนะ คุณชายเหอ นี่จะเล่านิทานให้เด็กฟังรึไง?” จี้เฟิงขมวดคิ้วแน่น “ผมไม่มีเวลามานั่งเล่นกับพวกคุณหรอกนะ ถ้าเรื่องที่คุณจะพูดมันไม่หนักแน่นพอ ผมมีเรื่องอื่นต้องไปจัดการ!”
จี้เฟิงเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมา ตอนนี้ชางฉงเหว่ยถูกเขาซัดไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าอีกฝ่ายมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งจริงอย่างที่ว่า คนในตระกูลชางรู้เรื่องเมื่อไหร่ ต้องรีบลงมือแน่นอน เขาเองก็ไม่อาจล้าหลังไปได้ ต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทางผู้นำมณฑลเจียงหนานรู้ว่า กลุ่มบริษัทชางซื่อมีปัญหาใหญ่ เพื่อเรียกความสนใจจากพวกเขาให้ได้
ถ้าเป็นแบบนี้ จี้เฟิงก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบก่อนทันที แถมยังได้เปรียบแบบขาดลอย เขาย่อมสามารถยืนหยัดในจุดที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ แต่ถ้าเขาเอาเวลามาเสียไปกับการฟังเรื่องไร้สาระแบบนี้ นั่นก็ถือว่าโง่สุดๆ ดังนั้นจี้เฟิงจึงไม่ได้ไว้หน้าเหอหงเหว่ยแม้แต่น้อย และเลือกที่จะพูดใส่ตรงๆไปเลย
จริงๆแล้วหลังจากเจอเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเหอหงเหว่ยกลับแน่นแฟ้นขึ้นเรื่องศักดิ์ศรีหรือหน้าตากลายเป็นเรื่องรอง แม้ว่าในกลุ่มคุณชายทั่วไป เรื่องพวกนี้จะถือว่าสำคัญมาก จนถึงขั้นที่ไม่มีหน้าก็อยู่ไม่ได้ แต่สำหรับจี้เฟิงแล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย
“นายไม่มีความอดทนหน่อยหรือไง?” เหอหงเหว่ยส่ายหัวพลางยิ้มขื่น “เมื่อกี้ฉันยังพูดอยู่เลย ว่าฉันคิดช้ากว่าคนอื่นครึ่งจังหวะ นายช่วยเข้าใจฉันหน่อยไม่ได้รึไง?”
“เพียะ!”
จี้เฟิงควักธนบัตรออกมาหลายใบจากกระเป๋า แล้วตบลงบนโต๊ะดังลั่น
“น้องสาม ใจเย็นหน่อย” จี้ช่าวเหลยรีบบอก “เจ้าหมอนี่มันแค่ต้องการให้นายควบคุมอารมณ์ อย่าเพิ่งใจร้อนไป!”
“ผมไม่ได้โมโหซะหน่อย แต่ขอล่ะมีอะไรก็รีบๆพูดเถอะ!” จี้เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ ต่อให้ในใจจะมีไฟโกรธอยู่ เขาก็ยังคิดอยู่เสมอว่าควรจะระบายมันออกยังไง เช่น จะเหยียบชางฉงเหว่ยให้จมดินแบบไหน โดยไม่เสียความควบคุม
“เรื่องนี้มันต้องย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน นายยังจำเหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งนั้นได้ไหม?”เมื่อเห็นว่าจี้เฟิงดื้อดึงเกินไป เหอหงเหว่ยก็เลิกผัดวันประกันพรุ่ง เริ่มเล่าเรื่องทันที
“ความวุ่นวายเมื่อหลายสิบปีก่อน?” จี้เฟิงชะงักเล็กน้อย จากนั้นจึงพยักหน้า เขาย่อมรู้ว่าเหอหงเหว่ยหมายถึงอะไร มันคือเหตุการณ์ใหญ่ที่สั่นคลอนทั้งประเทศ ไม่มีใครไม่เคยได้ยิน
“ตอนนั้นในเหตุการณ์ใหญ่ที่กวาดล้างไปทั่วประเทศ มีคนมากมายถูกประณาม ถูกส่งตัวไปชายแดน หรือไปยังสถานที่ทุรกันดารเพื่อทำงานหนัก ถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงความคิดอะไรบางอย่าง…” เหอหงเหว่ยเล่า
“ไม่รู้ว่ามีคนตายที่ค่ายแรงงานเท่าไหร่แล้ว แต่สถานการณ์ตอนนั้น พวกเราก็ไม่ได้เห็นกับตา มีแต่จินตนาการเอาเองทั้งนั้น…”
จี้เฟิงขมวดคิ้วแน่น เรื่องนี้มันไปโยงกับเหตุการณ์ในอดีตที่ไกลขนาดนั้นได้ยังไงกัน?
....จบบทที่ 1240~