- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1220 (341) ถอนรากถอนโคน (ตอนฟรี)
บทที่ 1220 (341) ถอนรากถอนโคน (ตอนฟรี)
บทที่ 1220 (341) ถอนรากถอนโคน (ตอนฟรี)
บทที่ 1220 (341) ถอนรากถอนโคน
จี้เฟิงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มชางที่หวังซินส่งมาไว้ทั้งหมด แต่เอกสารบัญชีของกลุ่มชาง เขากลับส่งต่อให้ฮั่นจงทันที
เมื่อมาถึงสำนักงานใหญ่ของกลุ่มเถิงเฟย จี้เฟิงก็ตรงไปหาฮั่นจง
“บอสไฟล์บัญชีที่คุณส่งมาให้ฉันนั่นมันอะไร? ดูแล้วเหมือนจะเป็นบัญชีของกลุ่มชางที่เจียงหนาน…นายคิดจะลงมือกับพวกเขาเหรอ?” ฮั่นจงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ฮั่นจงไปตามคนฝ่ายบัญชีของกลุ่มมาดูบัญชีพวกนี้ให้หน่อย” จี้เฟิงตอบเรียบๆ “จำไว้นะ ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น ตอนนี้ยังไม่บอกว่าจะลงมือหรือไม่ แต่สิ่งแรกที่ต้องทำคือ หาว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
แค่นั้นฮั่นจงก็เข้าใจทันที ถึงจี้เฟิงจะยังไม่พูดให้ชัด แต่ก็เห็นได้ชัดเจนว่าเขาเริ่มจ้องจะลงมือกับกลุ่มชางแล้ว
บางอย่างไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆ ฮั่นจงรู้จักจี้เฟิงมาสองปี ย่อมเข้าใจนิสัยเขาดีอยู่แล้ว
ฮั่นจงพยักหน้าแล้วพูดว่า “โอเค งั้นฉันจะให้เทียนหนาน หัวหน้าฝ่ายบัญชีของเราเป็นคนตรวจสอบให้ เธอเป็นพนักงานเก่าที่เคยทำงานอยู่โรงงานยาเซียวมาก่อน เชื่อใจได้แน่นอน”
“อืม นายจัดการตามที่เห็นสมควรก็แล้วกัน ขอแค่มีมาตรฐานเดียวเรื่องนี้ต้องเป็นความลับ” จี้เฟิงกำชับ
ชางฉงเหว่ยไม่ได้มาแบบลำพังอย่างแน่นอน เบื้องหลังเขาต้องมีคนที่มีอิทธิพลสูงคอยหนุนอยู่ ถ้าจะลงมือกับกลุ่มชางจริงๆ เรื่องความลับก็ถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะถ้าแพร่งพรายออกไป อาจถูกขัดขวางก่อนลงมือจริงได้
“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้ดี” ฮั่นจงพยักหน้ารับ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่มีเรื่องจะบอกนายหน่อยนะ พวกประธานใหญ่จากกลุ่มธุรกิจใหญ่ในเจียงโจว นัดจัดงานพบปะนักธุรกิจกัน วันมะรืนตอนกลางคืน ที่คลับหลินจิง เมื่อวานฉันได้รับบัตรเชิญมาแล้ว นายสนใจไปด้วยกันไหม?”
“งานพบปะนักธุรกิจ?” จี้เฟิงเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง “ที่คลับหลินจิง?”
ตอนยังอยู่หยานจิง เขาเคยร่วมงานลักษณะนี้มาก่อน ตอนนั้นไปในฐานะคนติดตามของจี้ช่าวเหลย และในงานเดียวกันนั้นเอง เขาได้เจอกับอู๋จื้อเหอกับเจิ้งหยูซิ่วเป็นครั้งแรก
จากประสบการณ์ตอนนั้น จี้เฟิงพอเข้าใจได้ว่างานแบบนี้ก็มีข้อดีอยู่ไม่น้อย คนในแวดวงธุรกิจจะมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน บางทีก็หลุดข้อมูลสำคัญ หรือไม่ก็คุยเปิดกันในเรื่องความร่วมมือได้บ้าง มันสบายกว่าการเจรจาในห้องประชุมแบบทางการเยอะ และก็มีเป้าหมายชัดเจนกว่า ถือเป็นเวทีที่น่าสนใจ
แต่ที่เขาให้ความสนใจไม่ใช่ตัวงาน... หากเป็นเพราะสถานที่คลับหลินจิง เขาคุ้นเคยกับคลับแห่งนี้ดี เพราะเจ้าของคลับหลินจิงไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหลี่เว่ยตง ลูกชายของนายกเทศมนตรีเมืองเจียงโจวหลี่เป่าหยวนและยังเป็นพี่ชายของหลี่ลู่หนานอีกด้วย
จี้เฟิงอดหัวเราะเบาๆไม่ได้ เพราะเมื่อก่อนเขาเคยก่อเรื่องในคลับแห่งนี้อย่างใหญ่หลวง คิดย้อนกลับไปก็เหมือนมันผ่านมานานมากแล้ว
“ถ้าฉันว่าง ก็คงไปแวะดูหน่อยก็ได้” จี้เฟิงยิ้มบางๆ “แต่ตอนนี้ยังตอบไม่ได้หรอก”
“โอเค งั้นถ้านายว่างก็โทรหาฉันด้วยล่ะ” ฮั่นจงพูด “บอกล่วงหน้าหน่อยก็ดี จะได้เตรียมตัวทัน”
“จริงสิ ยังมีอีกเรื่องนึง” ฮั่นจงพูดต่อ “ตอนนี้บริษัทใหม่ที่เราก่อตั้งร่วมกับหมิงกวงอิเล็กทรอนิกส์ ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ทั้งคน ทั้งโครงสร้าง ขาดแค่นายตั้งชื่อบริษัทเท่านั้น”
“แค่ชื่อนี่เอง งั้นก็เรียกว่า เถิงเฟยอิเล็กทรอนิกส์ไปเลยสิ” จี้เฟิงหัวเราะ
ฮั่นจงได้ยินแบบนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ คำพูดของจี้เฟิงมันฟ้องชัดว่าเขากำลังคิดจะดึงหลี่ซินและบริษัทหมิงกวงมาเป็นพวกด้วย ซึ่งในใจฮั่นจงเองก็อยากร่วมงานกับหลี่ซินอยู่เหมือนกัน แต่เรื่องนี้เร่งไม่ได้นัก ต้องค่อยๆเดินเกมอย่างรอบคอบ
“เปลี่ยนชื่อเถอะ ชื่อนั้นฟังดูแข็งไปหน่อย” ฮั่นจงหัวเราะ
จี้เฟิงส่ายหน้าแล้วยิ้ม “แล้วแต่นายเลย ฉันไม่ถนัดเรื่องพวกนี้ จะตั้งชื่ออะไรก็เอาที่เห็นว่าเหมาะสมละกัน”
“งั้นฉันจะคุยกับหลี่ซิน แล้วช่วยกันคิดชื่อขึ้นมาสักชื่อ” ฮั่นจงพูดด้วยรอยยิ้ม “ยังไงก็เป็นผลจากความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย จะตั้งชื่อโดยไม่ถามเขาก็ดูแปลกๆใช่ไหมล่ะ?”
“พูดถึงหลี่ซินฉันว่า นายควรเร่งเครื่องอีกหน่อยนะ พยายามดึงเขามาให้ได้ในเร็วที่สุด ถ้าคนแบบนั้นมาร่วมงานกับเถิงเฟยได้ มันจะช่วยลดภาระของนายลงไปเยอะเลย แถมกลุ่มของเราก็จะพัฒนาได้ไวขึ้นอีกด้วยว่าไหม?” จี้เฟิงยิ้ม
“ฉันก็อยากได้นะ แต่หลี่ซินเขายังไม่ตัดสินใจเลย ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะเขายังห่วงโรงงานเดิมของเขาอยู่” ฮั่นจงตอบ “คงต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป อย่าเร่งดีกว่า”
จี้เฟิงพยักหน้า “ก็จริง จะไปบังคับเขาก็คงไม่ใช่ จะให้ล่ามมัดตัวมานี่ก็คงไม่ไหว ชื่อบริษัทใหม่นายกับเขาช่วยกันคิดเลยก็แล้วกัน แต่ตอนเปิดตัวบริษัท อย่าลืมชวนฉันไปด้วยล่ะ ฉันจะได้ไปแจมด้วย”
“แน่นอน ต้องชวนนายอยู่แล้ว” ฮั่นจงยิ้มตอบ
ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองไม่มีระยะห่างแบบเจ้านายกับลูกน้องมากนัก พวกเขาสนิทกันเหมือนเพื่อน พอคุยกันจึงดูสบายๆเป็นกันเองมาก
หลังจากนั้น ทั้งสองก็พูดคุยกันเรื่อยเปื่อยอีกสักพัก
เมื่อจี้เฟิงได้รู้ว่าตอนนี้เทคโนโลยีทีวี 3D ได้รับการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาก็พอใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีทริกเกอร์สำหรับเทคโนโลยีภาพลวงตาสามมิติที่เขามอบให้ หมิงกวงอิเล็กทรอนิกส์ก็เพียงแค่ต้องปรับไลน์การผลิตใหม่ ทำให้ทริกเกอร์นั้นกลายเป็นชิปแบบฝังตัว แล้วติดตั้งเข้าไปในเมนบอร์ด จากนั้นก็ค่อยปรับหน้าจอแสดงผลอีกเล็กน้อย เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ
แน่นอนว่าฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ความจริงแล้วขั้นตอนพวกนี้ล้วนต้องใช้เวลาและความชำนาญสูงมากถึงทำสำเร็จได้ในที่สุด และก็เป็นเพราะแบบนี้แหละจึงใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ ก็คือการเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการตลาดอย่างเป็นทางการ
ฮั่นจงยกคิ้วขึ้นด้วยความตื่นเต้น “เรื่องการตลาดน่ะไม่ต้องห่วงเลย ตอนนี้เทคโนโลยี 3D ที่ใช้ในทีวียังต้องพึ่งแว่นตา 3D กับหน้าจอแบบพิเศษ ซึ่งยุ่งยากมาก แต่ของเรานี่ล้ำไปไกลแล้ว ของคนอื่นเทียบไม่ติดแน่นอน เดี๋ยวก็ได้เห็นกันว่า พอเราเปิดตัวสินค้าลงตลาดเมื่อไหร่ รับรองสะเทือนทั้งวงการแน่!”
“แต่ต้องไม่ลืมความมั่นคงนะ ต้องรุกแบบมีแบบแผน อย่าบุ่มบ่าม” จี้เฟิงเตือนด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ
ฮั่นจงยกนิ้วทำท่าโอเค “ฉันจัดการเอง สบายใจได้เลย”
“เจ้าบ้านี่…” จี้เฟิงส่ายหน้าแล้วยิ้ม ก่อนจะล้วงเอาบุหรี่สองซองจากกระเป๋าโยนลงบนโต๊ะ “เอาไปสูบซะ เก็บไว้ให้ดี อย่าให้ใครขโมยไปได้ล่ะ”
แววตาฮั่นจงเป็นประกายขึ้นมาทันที “ของพิเศษเหรอ? แหะๆงั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ”
เขารู้ดีว่าอะไรที่จี้เฟิงหยิบมาแจก มักไม่ธรรมดา โดยเฉพาะของแบบนี้ ถ้าเอากลับบ้านไปให้พ่อซองนึง ก็เหมือนได้ ‘ตราอาญาสิทธิ์’ ดีๆนี่เอง
ตอนรู้จักกับจี้เฟิงได้ไม่นาน ฮั่นจงก็เคยได้รับบุหรี่พิเศษแบบนี้มาแล้วสองซอง เขาเอากลับไปให้พ่อ ซึ่งพอพ่อเขาได้ของเข้าไปก็ดีใจสุดๆ แถมยังเคยพูดว่า บุหรี่พวกนี้ช่วยให้เขาติดต่อธุรกิจสำเร็จไปสองดีลใหญ่ๆด้วย
จี้เฟิงหัวเราะ “ตอนนี้ฉันก็เหลือไม่มากแล้วเหมือนกัน ไว้คราวหน้ากลับหยานจิงจะไปแอบขโมยจากคุณปู่มาเพิ่มให้ละกัน สองซองนี้นายเก็บไว้เลยสูบให้เต็มที่”
ฮั่นจงพยักหน้าแบบไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ในฐานะเพื่อนกัน เขารู้ดีว่าจี้เฟิงพูดแบบนี้เพราะอยากให้เขาเก็บบุหรี่ไว้ใช้เอง ส่วนคุณพ่อของเขาน่ะ เดี๋ยวก็มีคนจัดให้เพิ่มอีกอยู่แล้ว
“นายเล่นให้บุหรี่แค่สองซอง แล้วหวังจะให้ฉันทำงานถวายชีวิตเลยเรอะ? ไม่ไหวๆแบบนี้ต้องเพิ่มนะ เดือนละอย่างน้อยสองซอง” ฮั่นจงแกล้งพูดขึ้น
“ได้เลย!” ทั้งสองสบตากันก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างสบายใจ
……………
หลังออกจากสำนักงานใหญ่ของกลุ่มเถิงเฟย จี้เฟิงกับจางเล่ยก็ตรงไปยังกรมตำรวจเมืองเจียงโจวทันที
‘ให้เวลาเจิ้งหยวนซานไปตั้งสามวันแล้ว เขาน่าจะคิดข้ออ้างดีๆได้แล้วล่ะนะ’ จี้เฟิงมองตึกสำนักงานเบื้องหน้าแล้วพึมพำในใจ
เขาไม่เคยคิดเลยว่าเจิ้งหยวนซานจะกล้าเล่าทุกอย่างให้ฟังแบบตรงไปตรงมา ถ้ามันพูดได้ง่ายขนาดนั้น ตอนที่เกิดเหตุการณ์ลอบสังหารใหม่ๆ เขาก็คงพูดผ่านโทรศัพท์ไปแล้ว
“ไปกันเถอะ เล่ยซือ”
ทั้งสองก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าไปในอาคาร ก่อนจะมุ่งตรงไปยังห้องทำงานของเจิ้งหยวนซาน
“อ้าว เสี่ยวเฟิง มาแล้วเหรอ!” พอเห็นจี้เฟิงกับจางเล่ย เจิ้งหยวนซานก็เดินอ้อมโต๊ะออกมาต้อนรับทันที “เชิญนั่งๆ!”
จากนั้นเขาก็เดินไปล็อกประตูห้องด้วยตัวเอง ก่อนจะลงมือชงชาให้ทั้งคู่ แต่จางเล่ยรีบลุกขึ้นไปแย่งกาน้ำชามาจากมือลุงทันที
ล้อเล่นน่า…ในฐานะหลานชาย จะปล่อยให้ลุงรินชาให้ตัวเองหน้าตาเฉยได้ไงล่ะ?
เจิ้งหยวนซานก็ปล่อยเลยตามเลย เขาแค่ยื่นบุหรี่ให้จี้เฟิง แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม “เสี่ยวเฟิง สองสามวันนี้คงอึดอัดน่าดูใช่ไหม? มีเคืองลุงบ้างรึเปล่า?”
จี้เฟิงส่ายหน้ายิ้มบางๆ “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ พอได้ยุ่งๆหน่อยก็ลืมๆไปแล้ว”
“ตอนนี้ก็ช่วงปิดเทอมนี่นา แล้วช่วงนี้นายยุ่งอะไรอยู่ล่ะ?” เจิ้งหยวนซานถามขึ้นด้วยความแปลกใจปนหัวเราะ
“อยู่ๆก็โดนลอบสังหาร แล้วดูเหมือนว่าเหล่าคุณตำรวจก็ไม่คิดจะช่วยอะไรเลย แถมยังไม่ให้ข้อมูลอะไรผมแม้แต่นิดเดียว ผมเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวเองยังไงล่ะครับ” จี้เฟิงพูดยิ้มๆ “อย่างน้อยก็ต้องรู้จักปกป้องตัวเองไว้ก่อน ไม่อย่างนั้น วันดีคืนดีโดนโยนลงคูน้ำไปก็คงไม่มีใครออกมาช่วยพูดแทนผมหรอก”
เจิ้งหยวนซานได้ยินแล้วก็ได้แต่หัวเราะฝืดๆ แต่ในใจกลับรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาทันที คำพูดของจี้เฟิง ฟังดูเหมือนพูดเล่น แต่ความจริงแล้วคือการ ตัดพ้อแบบแฝงนัย อย่างชัดเจน
เขารู้ดีว่าคำพูดพวกนั้นมีเป้าหมายชัดเจน พูดให้เขาฟังโดยเฉพาะ
จี้เฟิงพูดก่อนเลยว่าเขาโดนปิดบัง โดนเพิกเฉย ไม่มีคำอธิบายใดๆ แบบนี้มันชัดเลยว่าเป็นการบ่น หรือไม่ก็ตำหนิอย่างตรงๆ เลยด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะตรงที่เขาประชดว่าตัวเองอาจจะโดนโยนลงคูน้ำเข้าให้ วันหนึ่งแล้วไม่มีใครช่วยออกหน้าปกป้อง… พูดแบบนี้มันตีหน้าตรงถึงระบบรักษาความปลอดภัยของเจียงโจวเลยนะแถมยังถือว่าเป็นการ ตบหน้าเจิ้งหยวนซาน ไปตรงๆด้วย
แต่สิ่งที่ทำให้เจิ้งหยวนซานรู้สึกระแวงมากที่สุด ก็คือคำพูดท้ายๆของจี้เฟิง
‘ถ้าตำรวจไม่ช่วย ผมก็จะหาทางจัดการเอง…’
แล้วเขาจะจัดการยังไง?
เห็นได้ชัดว่าจี้เฟิงต้องการที่จะสืบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แล้วก็อาจจะลงมือ ‘ตอบแทน’ คนที่ทำเรื่องนี้กับเขาด้วยมือของเขาเอง!
ถ้าเรื่องถึงขั้นนั้น ถ้าจี้เฟิงคิดจะล้างแค้นด้วยวิธีของตัวเอง เจิ้งหยวนซานกล้าพูดเลยว่า ต่อให้ทั้งเมืองเจียงโจวต้องลุกเป็นไฟ จี้เฟิงก็ทำได้จริงๆ
“เสี่ยวเฟิง เรื่องนี้…ฉันต้องขอยอมรับตามตรงว่าฉันจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่” เจิ้งหยวนซานยิ้มเจื่อนๆ แล้วพยักหน้าเบาๆ “แต่ลุงคนนี้ก็หวังว่านายจะเข้าใจลุงบ้างนะ”
“หืม? ผมไม่ได้หมายถึงลุงหรอกครับ?” จี้เฟิงแสยะยิ้มนิดๆ “เพราะงั้นผมต้องเข้าใจลุงเรื่องอะไรล่ะครับ?”
....จบบทที่ 1220~