เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1215 (336) สืบเรื่องชางฉงเว่ย (ตอนฟรี)

บทที่ 1215 (336) สืบเรื่องชางฉงเว่ย (ตอนฟรี)

บทที่ 1215 (336) สืบเรื่องชางฉงเว่ย (ตอนฟรี)


บทที่ 1215 (336) สืบเรื่องชางฉงเว่ย

“ได้เรื่องอะไรบ้าง?” จี้เฟิงเดินพรวดพราดเข้ามาในห้องทำงานของหวังซินด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง รีบถามขึ้นทันที

แค่ได้ยินชื่อไอ้สารเลวชางฉงเว่ย อารมณ์ของจี้เฟิงก็ขุ่นมัวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เขามั่นใจมาก ว่าเหตุการณ์ลอบสังหารที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันต้องเกี่ยวข้องกับชางฉงเว่ยแน่นอน ไม่แน่ว่าในกลุ่มคนที่ลงมือนั้น อาจมีบางส่วนที่ชางฉงเว่ยเป็นคนส่งมาก็ได้

เพราะถ้าย้อนกลับไปฟังบทสนทนาที่เขาคุยกับเจิ้งหยวนซาน จี้เฟิงก็พอจะจับสังเกตได้ ว่าเจิ้งหยวนซานเองก็รู้จักชางฉงเว่ยเหมือนกัน แต่กลับไม่ยอมพูดอะไรออกมาตรงๆ แค่ตอบกำปั้นทุบดินหนึ่งประโยค แล้วก็เปลี่ยนเรื่องไปเลย

ตอนนั้นจี้เฟิงก็แค่ไม่อยากซักถามต่อ เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้ถามไปก็ไม่มีทางได้คำตอบที่น่าพอใจจากเจิ้งหยวนซานอยู่ดี

แต่…นั่นไม่ได้แปลว่าเขาจะลืมไอ้ชางฉงเว่ยไปซะแล้ว อยู่ดีๆถูกลอบสังหาร แถมเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต่อให้ใครจะมาพูดปลอบยังไง จี้เฟิงก็ไม่มีทางล้มเลิกความคิดเรื่องการล้างแค้นแน่นอน

ขอแค่มีโอกาส ขอแค่เล็งเป้าได้ชัดเจน เขาจะไม่ปรานีเด็ดขาด ไม่ว่าใครจะเข้ามาขวาง จี้เฟิงก็จะหาวิธีจัดการให้ได้อย่างเฉียบขาด และครั้งนี้…เขาก็เรียนรู้บทเรียนมาแล้ว จะไม่มีการให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามอีกเด็ดขาด ถ้ายังไม่พร้อมก็จะไม่ลงมือ แต่ถ้าต้องลงเมื่อไหร่ จะเป็นการลงมือแบบตัดสินชะตาในครั้งเดียว ฟาดให้จบ ไม่เปิดโอกาสให้ลุกขึ้นมาได้อีก ไม่มีทางให้โอกาสเด็ดขาด

“บอสนั่งพักก่อนเถอะค่ะ ฟังฉันเล่าให้จบก่อน” หวังซินเห็นสีหน้าจี้เฟิงที่ดูร้อนรนก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย “ดูคุณแล้ว ถ้าฉันรีบบอกตอนนี้ คุณก็คงฟังไม่รู้เรื่องหรอก”

จี้เฟิงจุดบุหรี่ สูดควันเข้าปอดแล้วพยักหน้า “งั้นก็ได้ เล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นเลย ขอแบบละเอียดสุดๆ ไม่ต้องเว้นแม้แต่บรรพบุรุษรุ่นที่สิบแปดของมัน เอามาให้หมด”

“บอส…คงจะไม่ได้ตามที่คุณหวังไว้ขนาดนั้น” หวังซินพูดพลางยิ้มแห้งๆ อย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย

จี้เฟิงชะงักเล็กน้อย “หมายความว่ายังไง สืบไม่ได้เหรอ”

“สืบได้น่ะสืบได้ค่ะ แต่ไม่ละเอียดแบบที่คุณต้องการ ตรงกันข้าม…บางอย่างยังดูแปลก ๆ ด้วยซ้ำ” หวังซินส่ายหน้าแล้วเดินไปนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ “เอาเป็นว่า ฉันเล่าให้ฟังเลยดีกว่า”

หวังซินพิมพ์อะไรบางอย่างลงบนแป้นพิมพ์สองสามครั้ง จากนั้นก็จ้องหน้าจอแล้วพูดว่า “ข้อมูลของชางฉงเว่ยคนนี้ จริงๆแล้วมีน้อยมาก…”

“ให้ฉันดูเองดีกว่า!” จี้เฟิงลุกขึ้นทันทีแล้วเดินอ้อมมายืนอยู่ด้านหลังของหวังซิน

แต่พอเขาเห็นข้อมูลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาก็ถึงกับตกใจ “หวังซินทำไมข้อมูลมันถึงได้น้อยขนาดนี้”

บนหน้าจอมีเพียงตารางรูปแบบคล้ายประวัติย่อ เป็นเพียงแบบฟอร์มลงทะเบียนข้อมูลง่ายๆเท่านั้น จี้เฟิงกวาดตามองคร่าวๆ แล้วก็พบว่านี่คือข้อมูลระดับการเข้าถึงที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน

“บอสฉันเข้าไปในฐานข้อมูลของสถานีตำรวจเมืองแล้วนะคะ แต่ไม่เจอข้อมูลของชางฉงเว่ยเลย จากนั้นฉันก็ทำตามที่คุณบอก เจาะเข้าไปในเครือข่ายของสนามบินนานาชาติเจียงโจว ถึงได้เจอข้อมูลบางอย่าง” หวังซินอธิบาย “แต่เดิมฉันตั้งใจจะเข้าไปที่ฐานข้อมูลของตำรวจโดยตรง เพื่อจะสืบเรื่องชางฉงเว่ยให้ละเอียดกว่านี้ แต่เพราะเวลาค่อนข้างจำกัด แถมไฟร์วอลล์ของที่นั่นก็แข็งพอตัว…”

“เข้าใจแล้ว” จี้เฟิงพยักหน้า “แค่นี้ก็ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว”

“ขอโทษค่ะ!” หวังซินรู้สึกผิดอยู่ในใจ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จี้เฟิงมอบภารกิจสืบข้อมูลให้เธอโดยตรง แต่เธอกลับไม่สามารถหาข้อมูลได้ตามที่เขาต้องการ จึงอดรู้สึกเสียใจไม่ได้

เธอแอบตั้งใจไว้ในใจ ว่าจะต้องเจาะเข้าไปในระบบของตำรวจให้ได้ และหาข้อมูลของชางฉงเว่ยมาให้หมด!

จี้เฟิงกลับส่ายหัวช้าๆแล้วพูดว่า “เธอทำได้ดีมากแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ตอนนี้ฉันก็คงรู้อะไรเกี่ยวกับหมอนั่นแค่ชื่อเท่านั้น แทบจะตาบอดสนิท”

สายตาของเขาหยุดอยู่ที่แบบฟอร์มบนหน้าจอ ในภาพถ่ายประจำเอกสารนั้น เป็นใบหน้าที่เขาคุ้นเคยดี ชางฉงเว่ย

ถึงแม้ในเอกสารนี้ ชางฉงเว่ยจะดูหนุ่มกว่า และรูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่จี้เฟิงมั่นใจแน่นอนว่า คนในภาพก็คือไอ้หมอนั่น

เพียงแต่ข้อมูลในนี้มีเพียงรายละเอียดพื้นฐานไม่กี่อย่าง เช่น หมอนี่เดินทางมาถึงเจียงโจวเมื่อสามวันก่อน และมีข้อมูลบัตรประชาชนแนบไว้เท่านั้น

“มณฑลเจียงหนาน…” จี้เฟิงพึมพำออกมา พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

จากข้อมูลในบัตรประชาชน ชางฉงเว่ยเป็นคนมณฑลเจียงหนาน ที่อยู่ระบุไว้ว่าอยู่ที่เมืองถงโจวในเจียงหนาน

แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลบนบัตรประชาชนมีอยู่น้อยมาก นอกจากที่อยู่และวันเดือนปีเกิดแล้ว ก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติมอีกเลย

“หวังซินในเมื่อรู้แล้วว่าเขาเป็นคนเมืองถงโจว มณฑลเจียงหนาน แบบนี้ก็ง่ายขึ้นแล้วล่ะสิ” จี้เฟิงพูด “เธอสามารถเจาะเข้าไปในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจเมืองเจียงโจวได้ ฉันว่า...ของเมืองถงโจวนี่ก็คงไม่ยากเกินความสามารถเธอหรอกใช่ไหม?”

หวังซินพยักหน้าทันที “ใช่ค่ะ ฉันเจาะเข้าไปในฐานข้อมูลของตำรวจเมืองถงโจวได้แน่นอน จะลองสืบหาข้อมูลละเอียดเพิ่มเติมของคนคนนี้”

จี้เฟิงพยักหน้าตอบ “ดี งั้นหาเวลาลองดู ถ้ามีอะไรคืบหน้า ติดต่อฉันทันที”

“บอสฉันเข้าไปได้เดี๋ยวนี้เลยก็ยังได้!” หวังซินพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

แต่จี้เฟิงกลับส่ายหน้าเบาๆ “หวังซินยังไม่ต้องรีบร้อน ทุกเรื่องควรวางแผนก่อนแล้วค่อยลงมือ ลองคิดให้รอบคอบก่อนว่า จะใช้วิธีไหนที่ปลอดภัยที่สุด อย่ารีบร้อนจนไปเปิดเผยตัวเอง แถมฉันเองก็ต้องคิดเหมือนกัน ว่าจะหาวิธีเข้าถึงให้ปลอดภัยที่สุดได้ยังไง”

“ค่ะ” หวังซินพยักหน้ารับคำ

“งั้นก็เอาแบบนี้ เธอทำงานต่อเถอะ ส่วนฉันก็คงต้องกลับแล้ว” จี้เฟิงปลอบเธออย่างอ่อนโยน “หวังซินเธอไม่ต้องวิตกกังวลมากนักหรอกนะ การสืบสวนมันต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน เธอสืบจนเจอข้อมูลตัวตนของชางฉงเว่ยได้แล้ว แล้วก็รู้ว่าที่อยู่ของเขาคือเมืองถงโจว แบบนี้ก็เข้าใกล้เป้าหมายไปอีกขั้นแล้ว ที่เธอรู้สึกแย่น่ะ ก็แค่เพราะเธอรีบอยากได้ผลให้ฉันเห็นเท่านั้นเอง…ไม่ต้องเร่ง ค่อยๆทำไป”

“ค่ะ” หวังซินพยักหน้าอีกครั้ง สีหน้าเริ่มผ่อนคลายลง

จี้เฟิงยังพูดปลอบอีกสองสามประโยค แล้วก็ย้ำให้เธอค่อยๆสืบ พร้อมกับให้ระวังความปลอดภัยตัวเองก่อนเป็นหลัก จากนั้นเขาก็ออกจากบริษัทเครือข่ายเถิงเฟย

“คุณจี้เราจะไปไหนต่อดี” ไป๋จูถามขึ้น ขณะจี้เฟิงกลับมานั่งในรถ

“กลับบ้าน” จี้เฟิงตอบเรียบๆ

เซียงหยงซานติดต่อไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขายังอยู่ในค่ายทหารหรือไม่ จึงไม่สะดวกจะบุกเข้าไปหา ส่วนทางเจิ้งหยวนซานนั้นไม่ต้องหวังอะไรเลย ยิ่งมีคำสั่งจากท่านพ่อและท่านอารองออกมาแบบนั้น จี้เฟิงถึงกับไม่มีสิทธิ์จะกดดันฝ่ายนั้นด้วยซ้ำ…

ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก นอกจากกลับบ้านแล้วรอข่าวต่อไปเท่านั้น

...............

หลังจากนั้นเกือบทั้งวัน จี้เฟิงแทบไม่มีอะไรให้ทำอีก เขาเลยไม่คิดฟุ้งซ่านให้เปลืองพลังงาน ไม่อยากให้ตัวเองหงุดหงิดไปมากกว่านี้

พอกินข้าวกลางวันเสร็จ เขาก็ไปเอนตัวนอนบนเก้าอี้เอนหลังในสวนหลังบ้าน แล้วโทรคุยกับถงเล่ยยาวเหยียด โทรกันยาวจนกระทั่งแบตมือถือหมด

กว่าที่จะวางสาย เวลาก็ล่วงเลยมาถึงช่วงบ่ายแก่ๆแล้ว

ด้านไป๋จูก็อยู่ที่สวนหลังบ้านเช่นกัน แต่เธอไม่ได้มานั่งพักผ่อนเหมือนจี้เฟิง กลับใช้โอกาสนี้ในการฝึกยิมนาสติกแทน

เพราะเวลาที่จี้เฟิงว่างแบบนี้นับว่าน้อยมาก เวลาผ่อนคลายแบบนี้หาได้ยากเต็มที ไป๋จูจึงไม่ยอมปล่อยให้เสียเปล่า เธอรีบคว้าโอกาส ขอให้จี้เฟิงช่วยชี้แนะ

ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าหน่วยย่อย แน่นอนว่าต้องทุ่มเทมากกว่าเดิม

จี้เฟิงก็ไม่ปิดบังอะไรเลย ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เขาเคยฝึกแอโรบิกอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นจุดที่ควรระวัง ท่าที่ควรปรับ เทคนิคในแต่ละช่วง หรือแม้แต่นิสัยที่ควรสร้างระหว่างฝึก เขาก็สอนให้หมดแบบไม่กั๊ก

ตอนนี้สิ่งที่จี้เฟิงสามารถทำได้ก็มีเพียงเท่านี้แล้ว เขาคิดว่าการฝึกแอโรบิก แม้จะดูง่ายกว่า ศิลปะการต่อสู้ แต่ในแก่นแท้แล้ว แทบจะไม่ต่างกันเลย

ไม่ว่าจะเป็นแอโรบิกหรือศิลปะการต่อสู้ ล้วนต้องอาศัยความพยายามอย่างหนัก และต้องมี “จิตตระหนักรู้” หรือความเข้าใจในสิ่งที่ฝึกเหมือนกันทั้งนั้น

ดังนั้นจี้เฟิงจึงได้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองเข้าใจให้ไป๋จูหมดแล้ว ส่วนเธอจะพัฒนาไปได้แค่ไหน นั่นก็ขึ้นอยู่กับ ‘พรสวรรค์’ และ ‘ความพยายาม’ ของเธอเอง ไม่ใช่สิ่งที่จี้เฟิงจะกำหนดได้

แต่ถึงอย่างนั้น จี้เฟิงก็ยังต้องยอมรับว่า ไป๋จูพยายามอย่างหนักมาก ขนาดที่เรียกได้ว่า ‘แทบเอาชีวิตเข้าแลก’

ในตอนนี้ ไป๋จูตั้งใจฝึกหนักยิ่งกว่าตอนที่จี้เฟิงฝึกในช่วงแรกเสียอีก

“ฮู่ว…ฮู่ว…”

เสียงหอบหายใจถี่ๆ ดังขึ้นไม่ขาดสาย

ไป๋จูกำลังทำท่าออกกำลังกายคล้ายโยคะ ขายันพื้นข้างเดียว เหงื่อเปียกชุ่มทั้งตัวจนเส้นผมแนบติดกับหน้าผาก ใบหน้าแดงก่ำ ร่างกายเริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอก็ยังไม่หยุดฝึก

เธอยังคงกัดฟันฝืนต่อไป ไม่มีทีท่าจะยอมแพ้เลยแม้แต่นิดเดียว

พอมองดูใกล้ๆจี้เฟิงก็เห็นแวว ‘ดุดัน’ บางอย่างในดวงตาของไป๋จู ซึ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจไม่น้อย

เธอกำลังกัดฟันฝืนอะไรกันแน่

จริงๆแล้วตั้งแต่รู้จักกันมา จี้เฟิงก็ไม่เคยเข้าใจไป๋จูอย่างแท้จริงเลย ผู้หญิงคนนี้ หรือจะเรียกให้ถูกก็คือ ‘เด็กสาวคนนี้’ มักจะปิดกั้นตัวเองเสมอ ไม่เปิดใจให้ใครเข้าถึง และไม่เคยแสดงความคิดในใจออกมาอย่างตรงไปตรงมา

จนถึงตอนนี้ จี้เฟิงยังคงไม่รู้เลยว่าในใจของไป๋จูคิดอะไรอยู่

อย่างตอนนี้ชัดเจนว่าเธอกำลัง ‘ฮึดสู้’ อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าเธอสู้เพื่ออะไร

อย่างไรก็ตาม เขารู้สิ่งหนึ่งแน่ๆ ไป๋จูต้องเจ็บปวดอยู่ข้างใน

‘ดูท่า...คงต้องหาจังหวะพูดคุยกันจริงจังแล้ว’ จี้เฟิงคิดในใจ

ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับไป๋จูดีขึ้นเยอะแล้ว เธอเองก็เริ่มเข้ากันได้ดีกับเซียวหยูซวน แต่ถึงอย่างนั้นไป๋จูก็ยังไม่ได้ ‘กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้’ อย่างแท้จริง

มันต้องใช้เวลา…

บางทีเมื่อถึงวันนั้น จี้เฟิงอาจจะได้รู้ว่า ผู้หญิงที่เคยเป็นนักฆ่า ผู้หญิงที่เคยเป็นสมาชิกขององค์กร ‘หวางฉาว’ ผู้หญิงที่ถูกฝังระเบิดชีวภาพไว้ในร่างกาย เธอมีอดีตแบบไหนกันแน่ เพราะคนที่ต้องถูกฝังระเบิดไว้ในร่าง…คงไม่มีใครรู้สึกมีความสุขนักหรอก

ผู้หญิงคนนี้…ต้องมีอดีตที่เจ็บปวดไม่ธรรมดาแน่นอน

“Rrrrr~~!”

ขณะที่จี้เฟิงกำลังคิดอยู่นั้น มือถือก็ดังขึ้น เขาเหลือบมองหน้าจอไปแวบหนึ่ง แล้วก็ต้องตกใจ เพราะคนที่โทรมาคือ “เหอหงเหว่ย”

นี่มันคนที่โผล่มายากสุดๆ ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆล่ะก็ หมอนี่แทบไม่เคยติดต่อจี้เฟิงเลย อยู่ๆโทรมาแบบนี้ ต้องมีเรื่องด่วนแน่

จี้เฟิงหยิบมือถือขึ้นมากดรับ แต่พอกำลังจะกดปุ่ม…หน้าจอกลับดับวูบลงทันที

“...ให้ตายสิ!” จี้เฟิงถึงกับหางตากระตุก

“ดีจริงๆเลย มือถือทหารอะไรวะ สำคัญทีไร แบตหมดทุกที มีไฟอยู่แค่นี้เนี่ยนะ?!”

มือถือแบตหมด ปิดเครื่องไปโดยอัตโนมัติ...

จบบทที่ 1215~

จบบทที่ บทที่ 1215 (336) สืบเรื่องชางฉงเว่ย (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว