- หน้าแรก
- The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ
- บทที่ 1158 (279) ความมั่นใจของถันเทียนเฟิง (ตอนฟรี)
บทที่ 1158 (279) ความมั่นใจของถันเทียนเฟิง (ตอนฟรี)
บทที่ 1158 (279) ความมั่นใจของถันเทียนเฟิง (ตอนฟรี)
บทที่ 1158 (279) ความมั่นใจของถันเทียนเฟิง (ตอนฟรี)
“คุณเฉินสมาชิกหลักของตระกูลถันน่าจะอยู่ที่เมืองหลานเจียงกันหมดใช่ไหม?” จี้เฟิงเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ระหว่างเดินทางไปตระกูลถัน
ก่อนหน้านี้ที่บ้านตระกูลเฉิน เฉินเหวินเจิ้นผู้อาวุโสของตระกูลเฉินได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลถันไว้ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งสาขาของเหล่าลูกหลานตระกูลถัน
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จี้เฟิงให้ความสำคัญไม่น้อย ในเมื่อครั้งนี้จะบุกไปหาเรื่องถึงตระกูลถันแล้ว ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจข้อมูลของอีกฝ่ายให้มากที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามข้อมูลที่อาของเขาให้มา ตระกูลถันแบ่งออกเป็นสายตรงและสายนอก ซึ่งพลังอำนาจของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกันมาก นอกจากนี้ยังมีลูกหลานของตระกูลถันบางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในเมืองหลานเจียง แต่ไปตั้งรกรากอยู่ที่เมืองฉาง มณฑลซีเจียงแทน
หากครั้งนี้ไม่สามารถกวาดล้างตระกูลถันให้สิ้นซากได้ และยังเหลือคนของพวกเขารอดไป นั่นอาจจะนำมาซึ่งปัญหาตามมาอีกไม่น้อยในภายหลัง
แต่จี้เฟิงเป็นคนที่ทำอะไรแล้วไม่ชอบปล่อยให้มีเศษเสี้ยวหลงเหลือ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินจิ่วเหยียนก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกล่าวว่า
“ตระกูลถันเป็นตระกูลใหญ่ขนาดนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะอยู่ที่เมืองหลานเจียงทั้งหมด จริงๆแล้วหากนับรวมลูกหลานสายรองของตระกูลถันด้วย พวกเขาก็มีอยู่ทั่วประเทศ แต่โดยหลักแล้ว ลูกหลานของตระกูลถันที่แท้จริงจะกระจุกตัวอยู่ที่เมืองหลานเจียงและเมืองฉาง!”
“แล้วคนของตระกูลถันในสองเมืองนี้ มีความแตกต่างกันยังไง?” จี้เฟิงถาม
“ความแตกต่างไม่ได้มากนัก จริงๆแล้วตระกูลถันเริ่มต้นจากเมืองฉาง แต่ต่อมาเมืองหลานเจียงพัฒนาเร็วกว่า และมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกกว่า อีกทั้งอาจจะมีเหตุผลอื่นที่พวกเขาพิจารณาด้วย นั่นจึงทำให้บุคลากรส่วนใหญ่ของตระกูลถันย้ายจากเมืองฉางไปตั้งรกรากที่หลานเจียง”
เฉินจิ่วเหยียนกล่าวต่อว่า “ในตอนนี้ ลูกหลานสายตรงของตระกูลถันส่วนใหญ่อยู่ที่หลานเจียง แน่นอนว่ายังมีบางส่วนที่อยู่ข้างนอก แต่สำหรับสมาชิกหลักที่เป็นกระดูกสันหลังของตระกูล พวกเขาล้วนอยู่ที่หลานเจียง ส่วนคนของตระกูลถันที่อยู่ในเมืองฉางนั้น ลูกหลานสายตรงมีไม่มากนัก”
จี้เฟิงพยักหน้าเบาๆก่อนถามต่อว่า “ถ้าอย่างนั้น ถ้าจัดการตระกูลถันที่เมืองหลานเจียงได้สำเร็จ ตระกูลถันก็จะเหลือแค่ลูกหลานสายตรงเพียงไม่กี่คน กับพวกสายรองเท่านั้นใช่ไหม?”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้!”
เฉินจิ่วเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงกล่าวอย่างลังเลว่า “แต่นอกจากสายรองและสายตรงแล้ว ตระกูลถันดูเหมือนจะยังมีอีกหนึ่งอำนาจแฝงอยู่…”
“โอ้?”
จี้เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม “อำนาจอะไร?”
“ที่จริงฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แค่เคยได้ยินคนพูดถึงอยู่บ้าง” เฉินจิ่วเหยียนกล่าว “ฉันเคยได้ยินมาว่า ตระกูลถันในมณฑลซีเจียง จริงๆแล้วเป็นเพียงสาขาหนึ่งของสำนักใหญ่ สำนักนั้นต่างหากที่เป็นอำนาจที่แท้จริง”
“สำนักงั้นเหรอ?!” จี้เฟิงถึงกับแปลกใจไม่น้อย เขาขมวดคิ้วแน่นแล้วถาม “สำนักอะไร?”
“ฉันก็ไม่แน่ใจในรายละเอียดนัก” เฉินจิ่วเหยียนส่ายหน้า “เพียงแต่ในอดีต ตอนที่ครอบครัวเราเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลถัน ฉันเคยดื่มกับลูกหลานคนหนึ่งของพวกเขา แล้วบังเอิญได้ยินเขาพูดถึงเรื่องนี้ แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้ใส่ใจอะไร เพียงแค่พอเธอถามขึ้นมา ฉันถึงนึกออก…”
“ตระกูลถันเป็นเพียงสาขาหนึ่งของสำนักที่แข็งแกร่ง?” จี้เฟิงพึมพำกับตัวเอง พลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
ขณะที่จางเล่ยซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งข้างคนขับกลับหัวเราะออกมา
“อย่าคิดมากเลย จะเป็นสำนักอะไรก็ช่างเถอะ ศัตรูมาเราก็รับมือไปตามสถานการณ์ ต่อให้พวกมันแข็งแกร่งแค่ไหนก็ต้องมีจุดอ่อนทั้งนั้น! อีกอย่าง ฝีมือดีแค่ไหนก็ยังมีขีดจำกัด ถ้าต้องเจอกับพวกปีศาจเฒ่าอะไรพวกนั้น เอาเครื่องยิงกระสุนไปตั้งซักกระบอกก็พอแล้ว!”
“ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว คำนิยามของความแข็งแกร่งก็เปลี่ยนไปด้วย” จางเล่ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เห็นไหมล่ะ คุณปู่เฉินเองยังซ่อน ‘ของดี’ ไว้ตั้งสองชิ้นเลย?”
“ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าเขาจะมีอาวุธซ่อนไว้ขนาดนี้!”
เฉินจิ่วเหยียน หัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “แต่ที่จางเล่ยพูดก็มีเหตุผลนะ ถึงแม้จะมีตำนานเล่าว่ามียอดฝีมือที่แข็งแกร่งจนกระสุนทำอะไรพวกเขาไม่ได้ แต่จนถึงตอนนี้ ฉันเองก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครที่ไม่กลัวกระสุนจริง ๆ!”
จี้เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
ความจริงแล้ว ตอนที่เฉินจิ่วเหยียนพูดถึงยอดฝีมือที่แข็งแกร่งจนกระสุนทำอะไรไม่ได้ จี้เฟิงก็รู้สึกสะกิดใจขึ้นมา เพราะเขาเองเคยเห็นกับตาตัวเองมาก่อน นั่นก็คือพวกมนุษย์ดัดแปลงขององค์กรหวางฉาว
แม้ว่าคนพวกนั้นจะไม่ใช่พวกยอดฝีมือจากโลกศิลปะการต่อสู้ แต่พลังของพวกเขาก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นจี้เฟิงจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลย หากจะมีสุดยอดฝีมือจากโลกศิลปะการต่อสู้ที่ไม่เกรงกลัวกระสุนจริงๆ อันที่จริงเขากลับเชื่อว่ามีอยู่จริงเสียด้วยซ้ำ!
“ตระกูลถันเป็นแค่สาขาหนึ่งของสำนักที่แข็งแกร่งงั้นหรือ…” จี้เฟิงพึมพำกับตัวเอง มือข้างหนึ่งลูบคางไปพลาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะเย็นๆ “ยิ่งสำนักแข็งแกร่งก็ยิ่งดี… ได้ประลองกับยอดฝีมือของจริง นับเป็นเกียรติอย่างหนึ่งเหมือนกัน!”
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งมากเพียงใด แต่จี้เฟิงกลับไม่รู้สึกหวาดกลัว ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกันภาพจากอดีตครั้งหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมองของเขา เป็นภาพตอนที่เขาเพิ่งฝึกฝนแอโรบิกเสริมสร้างร่างกายในห้องฝึกซ้อม ภายในแสงฉายภาพเสมือนจริง เขาเคยเห็นการต่อสู้ของสายลับพิเศษสองคนที่มีพลังระดับสุดยอด ไม่ว่าจะเป็นหมัดหรือเท้าที่ออกไป ล้วนเต็มไปด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล ภาพนั้นตราตรึงอยู่ในใจของเขาอย่างลึกซึ้ง
ตอนนี้สิ่งที่เขาหวังมากที่สุด ก็คือวันที่เขาจะไปถึงระดับเดียวกับพวกนั้น
หากเขามีพลังเช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าศัตรูจะเป็นสุดยอดฝีมือสักแค่ไหน เขาก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว ต่อให้เป็นกระสุนปืนก็อาจไม่สามารถทำอะไรเขาได้!
ขณะที่จี้เฟิงกำลังครุ่นคิด จางเล่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เฮ้ เจ้าบ้า! นายคิดว่าพวกคนของตระกูลถันจะทำหน้ายังไง ถ้าพวกมันได้เห็นสภาพของถันกว่างเฉียงที่เหมือนหมาขาดใจแบบนั้น?”
“สีหน้าแบบไหนงั้นเหรอ? ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์โดยกำเนิด โดนทำลายไปคนหนึ่ง ต่อให้พวกตระกูลถันไม่ร้องไห้ ก็คงโกรธจนตัวสั่นแน่!” จี้เฟิงหัวเราะเบาๆก่อนกล่าวต่อ “แต่สิ่งที่ฉันสนใจที่สุด คือสีหน้าของถันเทียนเฟิงหลังจากสู้กับนาย!”
“หึหึ…” จางเล่ยยิ้มกว้าง แต่ในดวงตากลับทอประกายเย็นเยียบ
เขาอัดอั้นมานานนับเดือนแล้ว และในที่สุด เวลาก็เดินมาถึงวันที่เขาจะได้ระบายความคับแค้น เขารอวันนี้มาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม!
มันนานเกินไปแล้ว!
......
ณ เมืองหลานเจียง เขตชานเมืองตะวันออก
ที่นี่มีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดกว้างขวาง
บริเวณนี้เป็นเขตเมืองเก่าของหลานเจียง แต่หลังจากที่เมืองใหม่ถูกสร้างขึ้น คุณภาพอากาศในย่านนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดของเมือง ส่งผลให้เหล่ามหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพลจำนวนมากตัดสินใจเลือกตั้งรกรากที่นี่
แน่นอนว่าเมื่อลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาจับจองพื้นที่ ราคาที่ดินก็พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว พื้นที่บางแห่งที่แพงที่สุด มีราคาสูงกว่าเมืองเจียงโจวเสียอีก
และตระกูลถันก็ครอบครองคฤหาสน์หลังหนึ่งอยู่ที่ชานเมืองตะวันออกของหลานเจียง!
ภายในคฤหาสน์แห่งนี้ ประดับด้วยภูเขาจำลอง สายน้ำ สนามหญ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แม้แต่สระว่ายน้ำก็มีทั้งในร่มและกลางแจ้ง ยังไม่นับรวมสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆอีกมากมาย
คฤหาสน์แห่งนี้ไม่ใช่แค่บ้านธรรมดาๆ เมื่อก้าวเข้ามาจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทำให้สัมผัสได้ถึงชีวิตที่แท้จริงของชนชั้นสูง
นี่แหละตระกูลถัน!
คฤหาสน์ของตระกูลถันแตกต่างจากคฤหาสน์ทั่วไป ภายในพื้นที่กว้างใหญ่นี้ มีคฤหาสน์ย่อยอีกเป็นสิบหลัง รวมถึงอาคารประเภทอื่นๆ เพียงพอสำหรับคนหลายร้อยคนอาศัยอยู่ได้พร้อมกัน
ใจกลางเขตคฤหาสน์ของตระกูลถัน มีคฤหาสน์หลังหนึ่งที่โอ่อ่าหรูหราเป็นพิเศษ
ในเวลานี้มีผู้คนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งสนทนาอยู่ภายในห้องรับแขกของคฤหาสน์หลังนี้ บุคคลที่นั่งอยู่ตรงกลางของห้องอย่างสง่าผ่าเผยคือเจ้าบ้านของตระกูล ส่วนคนที่เหลือนั่งอยู่แยกเป็นสองฝั่ง ขณะที่บางคนยืนอยู่ด้านหลังของเก้าอี้ บรรยากาศภายในแสดงให้เห็นถึงลำดับชั้นอำนาจของแต่ละคนได้อย่างชัดเจน
หนึ่งในนั้นเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นเขาคือ ถันเทียนเฟิง คุณชายของตระกูลถัน ผู้เคยตั้งใจจะทำลายใบหน้าของจางเล่ยให้แหลก!
“หัวหน้าตระกูลหากให้ข้าพูด เราควรไปที่ตระกูลเฉินโดยตรง ไปถามเฉินเหวินเจิ้นให้ชัดเจนว่าเขาจะเลือกตระกูลเฉิน หรือเลือกเจ้าหนุ่มไร้ค่าเป็นเขยของบ้านกันแน่!” ชายชราที่มีเส้นผมแซมขาวคนหนึ่งกล่าวเสียงหนักแน่น “แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ เฉินเหวินเจิ้นจะตัดสินใจเลือกแล้ว ข้าได้ยินมาว่าเขายอมรับเจ้าหนุ่มนั่นเข้าตระกูลไปแล้ว! นี่มันหมายความว่าเขาต้องการตัดความสัมพันธ์กับตระกูลถันของพวกเราอย่างนั้นหรือ?!”
“ตัดความสัมพันธ์งั้นรึ? เฉินเหวินเจิ้นมีปัญญาทำอย่างนั้นด้วยหรือ?”
ชายชราอีกคนแค่นเสียงเย็นชา สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “ข้าไม่ได้ดูถูกเขาหรอกนะ แต่ถึงแม้เฉินเหวินเจิ้นจะเป็นปรมาจารย์โดยกำเนิดเช่นกัน แต่จิตใจของเขาขี้ขลาดยิ่งกว่าหนูเสียอีก ไม่มีทางกล้าทำให้ตระกูลถันของเราขุ่นเคืองแน่นอน!”
“แต่ถ้าเขากล้าทำจริงๆล่ะ?!” อีกคนหนึ่งตั้งคำถามขึ้นมา “อย่าลืมนะว่าการที่เทียนเฟิงแต่งงานกับหลานสาวของตระกูลเฉิน จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเรามากเพียงใด ไม่เพียงแค่ทำให้พวกเราค่อยๆ กลืนกินกลุ่มธุรกิจเฉินกรุ๊ปได้เท่านั้น แต่ยังทำให้เทียนเฟิงสามารถใช้ชีวิตอยู่กับนางได้อย่างราบรื่น! แต่ถ้าเฉินเหวินเจิ้นเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่ได้อะไรเลย!”
“เขาไม่กล้าหรอก!”
ชายชราคนเดิมชะงักไปก่อนจะตวาดเสียงดัง “หากตระกูลเฉินกล้าทำเช่นนั้นจริงๆ ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ในเมืองหลานเจียงต่อไปได้! ไม่สิ… อย่าหวังว่าจะอยู่ในมณฑลซีเจียงได้เลย! เชื่อข้าเถอะ เฉินเหวินเจิ้นไม่มีความกล้าขนาดนั้นแน่นอน!”
ผู้คนที่เหลือในห้องต่างพากันสนทนาไปมา ส่วนใหญ่มั่นใจว่าตระกูลเฉินไม่มีทางหาญกล้าปฏิเสธถันเทียนเฟิง และเลือกเด็กหนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้มาแทนเด็ดขาด อีกทั้งยังไม่คิดว่าเฉินเหวินเจิ้นจะยอมทิ้งตระกูลตัวเองเพื่อเจ้าหนุ่มนั่น!
อย่างไรก็ตามยังมีบางคนที่คิดว่าควรเตรียมการป้องกันไว้เผื่อฉุกเฉิน หากเฉินเหวินเจิ้นเปลี่ยนใจจริงๆ อย่างน้อยพวกเขาจะได้มีแผนรับมือ
“พวกเรามัวแต่มาเถียงกันที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร น้องสามได้ไปสืบข่าวจากตระกูลเฉินแล้ว รอให้เขากลับมา พวกเราก็จะรู้แน่ว่า ตระกูลเฉินมีท่าทีอย่างไรกันแน่” ในขณะนั้นเอง ชายชราที่นั่งอยู่ตำแหน่งผู้นำของตระกูลถันเอ่ยขึ้น บุคคลผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ ถันกว่างเฟิง หัวหน้าคนปัจจุบันของตระกูลถัน
ทันทีที่เขาเอ่ยปากทุกคนก็หยุดโต้เถียงกันทันที
“ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านอาวุโสทั้งหลาย ที่จริงข้าเห็นว่า พวกเราไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเกินไป!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบลง ผู้คนในห้องหันไปมองตามเสียงนั้น แล้วก็พบว่าผู้พูดก็คือ ถันเทียนเฟิง บุตรชายคนที่สี่ของประมุขตระกูลถัน
“เทียนเฟิงเจ้ามีเหตุผลอะไรถึงพูดเช่นนั้น?” ถันกว่างเฟิง มองไปยังบุตรชายของตนและถามขึ้น
“ว่าที่เขยของตระกูลเฉินคนนั้น ข้าเคยพบมาก่อน” ถันเทียนเฟิง กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “เขามันก็แค่เด็กหนุ่มไร้ค่าคนหนึ่ง แม้จะฝึกฝนศิลปะการต่อสู้มาบ้าง แต่กระทั่งมือเดียวของข้ายังป้องกันไม่ได้ เรื่องอื่นๆก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย!”
“เมื่อเปรียบเทียบกับข้า เขาไม่มีทางเทียบติดเลย! ถ้าหากเฉินเหวินเจิ้นไม่ได้แก่จนเลอะเลือนไปเสียก่อน เขาจะต้องรู้แน่ๆว่าควรเลือกใครถึงจะถูกต้อง!”
ใบหน้าของถันเทียนเฟิงเต็มไปด้วยความมั่นใจราวกับเขามั่นใจในชัยชนะที่อยู่ตรงหน้าแล้ว!
....จบบทที่ 1158~