เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 151 เด็กเกเรจี้ช่าวหยิน

บทที่ 151 เด็กเกเรจี้ช่าวหยิน

บทที่ 151 เด็กเกเรจี้ช่าวหยิน


บทที่ 151 เด็กเกเรจี้ช่าวหยิน

สองพี่น้องจี้ช่าวตงและจี้ช่าวเหลยต่างมองหน้าและยิ้มอย่างขมขื่นในเวลาเดียวกัน

“เสี่ยวเฟิงฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าวิธีที่นายพูดมันก็เป็นวิธีที่ดีมาก แต่.. เสี่ยวหยินยังเด็กอยู่ ปีนี้เขาเพิ่งจะอายุได้สิบห้าสิบหกปีเอง ฉันไม่อยากใช้วิธีที่รุนแรงเกินไปนักกับเขา..” จี้ช่าวเหลยกล่าวด้วยรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว

แม้ว่าพวกเขาอยากจะปกป้องน้องชายมากแค่ไหนแต่เขาก็ต้องใส่ใจกับคำพูดของจี้เฟิง คุณต้องรู้ก่อนว่าในตระกูลจี้นั้น ถึงแม้จี้เฟิงจะอายุน้อยกว่า แต่ตัวตนของเขานั้นสำคัญมาก เพราะเขาคือลูกชายของลูกชายคนโตแห่งตระกูลจี้ ถ้าหากเป็นในสมัยโบราณเขาจะเป็นทายาทในอนาคตผู้ซึ่งจะขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปต่อจากพ่อของเขา

แม้ว่านี่จะไม่ใช่ยุคสมัยโบราณ แต่วัฒนธรรมและกฎดั้งเดิมหลายอย่างของจีนยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะกับบางตระกูลที่เป็นตระกูลใหญ่ พี่ชายทั้งสองคนของจี้เฟิงได้รับการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและกฎสมัยโบราณมาตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นคำพูดของจี้เฟิงจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้

ถ้าจี้เฟิงบอกเรื่องจี้ช่าวหยินกับคุณปู่ของพวกเขาซึ่งเป็นผู้นำตระกูลจี้ เกรงว่าไม่เพียงแต่จี้ช่าวหยินเท่านั้นที่จะถูกตำหนิ เพราะแม้แต่จี้เจิ้นกั๋วพ่อของพวกเขาก็น่าจะโดนคุณปู่ตำหนิไปด้วย และถ้าหากเรื่องนี้ทำให้คุณปู่ของพวกเขาโกรธมาก มันก็อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

ดังนั้นเมื่อจี้ช่าวเหลยอยากจะห้ามปราบจี้เฟิงจึงทำได้แค่เพียงพูดห้ามอย่างอ้อมๆเท่านั้น

จี้เฟิงส่ายหัว “ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก พี่ใหญ่พี่รองผมว่าถ้าจะฝึกก็ต้องฝึกตั้งแต่อายุยังน้อยๆจะไม่ดีกว่าเหรอครับ หรือเราจะรอให้เขาเติบโตกลายมาเป็นลูกคนรวยที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แล้วรอให้พวกเราคอยตามเช็ดตามเก็บ?”

ทั้งจี้ช่าวตงและจี้ช่าวเหลยต่างเงียบ เห็นได้ชัดว่าคำพูดของจี้เฟิงนั้นแทงใจดำพวกเขาทั้งคู่ พวกเขาถึงกับรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

“งั้นก็ช่างมันเถอะ เรายังไม่ต้องรีบพูดถึงเรื่องนี้กันในตอนนี้ เอาไว้รอผมให้ผมได้เจอกับจี้ช่าวหยินก่อนผมจะได้ถามความต้องการของเขาด้วยตัวเองเลย!” เมื่อเห็นว่าจี้ช่าวตงและจี้ช่าวเหลย ไม่สามารถตัดสินใจในเรื่องนี้ได้ จี้เฟิงจึงยิ้มและพูดตัดบท “บางทีจี้ช่าวหยินเขาอาจจะอยากพัฒนาตัวเองและตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกองทัพด้วยตัวเองเลยก็ได้!”

“เอาล่ะ งั้นเราก็ไปกันเถอะ!” จี้ช่าวตงได้แต่ยิ้มและส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่เขาเองก็ไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเด็ดขาด

ทั้งสามคนเดินมาที่ซอยเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากลานบ้าน ซึ่งมีรถ BMW x6 ของจี้ช่าวเหลยจอดอยู่

จี้ช่าวเหลยก้าวไปและกำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ แต่ทันใดนั้นจี้เฟิงก็คว้าข้อมือของเขาไว้ “ช้าก่อนพี่รอง!”

“มีอะไรเหรอ?” จี้ช่าวเหลยสะดุ้ง

จี้เฟิงขมวดคิ้วและมองไปที่ประตูรถจากนั้นเขาก็จ้องไปตรงที่มือจับของประตูแล้วพูดขึ้นว่า “ถ้าผมคิดไม่ผิด รถคนนี้น่าจะถูกเปิดออกหลังจากที่เราออกไป”

“อะไรนะ?!” ดวงตาของจี้ช่าวเหลยเบิกกว้างทันที เขาขมวดคิ้วและพูดว่า “ได้มีคนเข้าไปในรถหรือเปล่า”

จี้เฟิงพยักหน้าและพูดว่า “ใช่ พี่รองจำได้ไหมตอนที่เราออกมาจากคลับ เราก็ไม่ได้แวะที่ไหนพวกเราตรงขึ้นรถและมาที่นี่ทันที ตอนนั้นพี่รองอาจจะไม่ได้ใส่ใจ แต่ตอนนั้นพี่รองมีคราบชาติดอยู่ที่มือ!”

จี้เฟิงชี้ไปที่มือจับที่ประตูรถ “แต่ตอนนี้ไม่มีร่องรอยของคราบน้ำชา หรือแม้แต่รอยนิ้วมือก็ไม่มีราวกับว่ามีคนตั้งใจที่จะเช็ดมันออก!”

ใบหน้าของจี้ช่าวเหลยเริ่มมืดมน เห็นได้ชัดว่าทุกสิ่งที่จี้เฟิงพูดนั้นฟังดูสมเหตุสมผลมาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตอนที่เขาปิดประตูเขาก็มาถึงที่ลานบ้านของครอบครัวเรียบร้อยแล้ว และคราบชาบนมือของเขาก็แทบจะไม่มีแล้ว แต่รอยนิ้วมือยังคงถูกทิ้งไว้ตรงที่จับของประตูรถอย่างสมบูรณ์ และถ้านับเวลาตั้งแต่ที่พวกเขาออกมาจากคลับจนมาถึงลานบ้านรอยนิ้วมือที่ติดอยู่ตรงที่จับประตูรถจะต้องทิ้งร่องรอยไว้อย่างชัดเจนมากขึ้น

แต่ตอนนี้ตรงที่จับประตูรถไม่เหลือรอยนิ้วมือใดๆไว้เลยนั่นหมายความว่ามันถูกเช็ดออก! เพราะมีคนเปิดประตูรถเพื่อเข้าไปข้างในจริงๆ  โดยปกติแล้วถ้ามีคนอื่นพยายามที่จะเข้าไปในรถ สัญญาณเตือนภัยจะดังขึ้นโดยอัตโนมัติและจะดังไปที่คอมพิวเตอร์พกพา(PDA)ของจี้ช่าวเหลยด้วย แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจี้ช่าวเหลยจะต้องรู้โดยทันที

อย่างไรก็ตามเขากลับไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยหรือเสียงแจ้งเตือนใดๆเลย ซึ่งหมายความว่ามีคนทำให้เครื่องส่งสัญญาณเตือนภัยหยุดทำงาน

“ปัง!” จี้ช่าวเหลยเตะรถด้วยความโมโห “ไอ้ชั่วคนไหนมันกล้ามาลองดีกับฉันวะ!”

จี้ช่าวตงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ฉันคิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้มันชักจะแปลกๆ ฉันได้จ้างหมอปลอม รถของนายยังถูกคนอื่นบุกรุกและมีการเช็ดรอยนิ้วมือออกเพื่อทำลายหลักฐาน ทั้งหมดนี้มันจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงๆน่ะเหรอ?”

ใบหน้าของจี้ช่าวเหลยกลายเป็นสีแดงจนเกือบจะดำ “มีใครบางคนต้องการจัดการกับตระกูลจี้ของเรา!”

“มันเป็นเรื่องที่แย่มากที่ใช้วิธีลอบกัดอย่างผิดกฎหมายแบบนี้!” จี้ช่าวตงกล่าวด้วยใบหน้าที่ดำมืดและพูดอย่างเย็นชา “ถ้าเรื่องพวกนี้เกิดจากฝีมือของฝ่ายตรงข้ามของตระกูลเราจริงๆ พวกมันคงบ้าไปแล้ว และไม่ว่าพวกมันจะทำสำเร็จหรือไม่ จุดจบของพวกมันต้องไม่สวยแน่!”

ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ทุกคนต่างปฏิบัติตามกฎ และไม่ว่าพวกเขาจะต่อสู้กันมาขนาดไหนพวกเขาจะไม่ใช้วิธีโจมตีกันแบบนี้ แต่ถ้าหากคุณทำเช่นนั้นก็จะไม่มีใครยอมอย่างแน่นอน และคุณต้องรู้ด้วยว่าทุกคนต่างเป็นคนที่มีฐานะ ยิ่งไปกว่านั้นจี้เจิ้นกั๋วเป็นถึงผู้นำระดับสูง หากมีคนโจมตีเขาเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการต่อต้านคนทั้งประเทศ คงไม่มีใครโง่ขนาดนั้น

แล้วใครกันที่กล้าจนถึงขนาดมาทำเช่นนี้กับพวกเขา?

พี่น้องสามคนแห่งตระกูลจี้ต่างมองหน้ากันและพวกเขาก็เห็นสีหน้าแห่งความงุนงงในสายตาของกันและกัน เรื่องนี้มันผิดปกติมาก

“ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครพวกเราก็ต้องหาตัวให้พบ ไม่เช่นนั้นตระกูลจี้ทั้งหมดจะไม่มีวันสงบสุข!” จี้ช่าวตงกัดฟัน

จี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยต่างพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน “ครับพี่ใหญ่ เราต้องหาตัวมันมาให้ได้!”

“เอาล่ะ ไว้เราค่อยมาพูดถึงเรื่องนี้กันทีหลัง ตอนนี้พวกเราไปหาช่าวหยินกันก่อนดีกว่า ปล่อยให้อาสามตรวจสอบและเค้นความจริงจากไอ้หมอปลอมนั่นไปก่อน”

“ใช่!” จี้ช่าวเหลยพยักหน้า เขาเชื่อใจจี้เจิ้นผิงอาสามของเขามากในฐานะกัปตันทีมเรดแอร์โรว์การทำสิ่งนี้ไม่เกินความสามารถของเขาอย่างแน่นอน

“แล้วนี่... จะไม่เกิดปัญหาอะไรใช่มั้ย?” จี้ช่าวตงชี้ไปที่รถและถาม

“ผมก็ตอบไม่ได้จนกว่าผมจะได้เข้าไปในรถ แต่หลังจากที่เข้าไปแล้วพวกพี่ก็อย่าเพิ่งพูดอะไร” จี้เฟิงกล่าวพร้อมกับพยักหน้าส่งสัญญาณให้จี้ช่าวเหลยเปิดประตูรถ หลังจากนั้นจี้เฟิงก็รีบเดินเข้าไปในรถและสังเกตมันอย่างระมัดระวังและพูดขึ้นว่า “พี่รองเอากล่องเครื่องมือมาให้ผมหน่อย”

จี้ช่าวเหลยเดินไปที่ท้ายรถและนำกล่องเครื่องมือมาส่งให้จี้เฟิง

จี้เฟิงหยิบไขควงและเปิดแผงหน้าปัดรถยนต์ออกมา จากนั้นเขาก็หยิบวัตถุสีดำขนาดเล็กประมาณแมลงเต่าทองออกมา และเมื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ก็พบว่าวัตถุสีดำชิ้นนี้คล้ายกลับโทรศัพท์มือถือแต่มันมีขนาดเล็กมาก

ใบหน้าของจี้ช่าวเหลยเปลี่ยนไปทันที เขารู้ว่าสิ่งนี้มันคือเครื่องดักฟัง

จี้เฟิงค้นหายังจุดอื่นๆต่อจนแน่ใจว่าเขาไม่พบอะไรแล้ว จึงพูดขึ้นว่า “พี่รอง ผมว่าพี่เอาของพวกนี้ส่งให้อาสามช่วยตรวจสอบดูดีกว่า!”

จี้ช่าวเหลยพยักหน้า พร้อมกับรับเครื่องดักฟังเล็กๆมา เขาดูมันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง และพบว่ามันเป็นเครื่องดักฟังของทางการทหาร ยิ่งไปกว่านั้นการระงับสัญญาณเตือนของรถ BMW ได้อย่างเงียบเชียบก็ไม่น่าจะใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามารถทำได้

จี้ช่าวเหลยลงจากรถและเดินกลับเข้าไปในบ้าน มีเพียงจี้ช่าวตงและจี้เฟิงเท่านั้นที่นั่งรออยู่ในรถ ทั้งคู่ต่างไม่ได้พูดอะไรกันแม้แต่คำเดียวและดูเหมือนว่าพวกเขากำลังคิดและกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สิบนาทีต่อมาจี้ช่าวเหลยก็เดินกลับมาพร้อมกับทำหน้าตาแปลกๆ “พี่ใหญ่ เสี่ยวเฟิง เมื่อกี้ตอนที่ฉันกลับเข้าไปในบ้าน อาสามโทรมาพอดี อืม.. เหมือนเขาจะรู้แล้วว่าใครเป็นคนทำ”

เมื่อเห็นใบหน้าแปลกๆของจี้ช่าวเหลย จี้ช่าวตงและจี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นว่าใครกันที่กล้าใช้วิธีสกปรกมาจัดการกับคนในตระกูลจี้ มันเป็นทั้งเรื่องที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คนในวงสังคมชั้นสูง แต่เมื่อมองไปที่ท่าทีและสีหน้าที่เปลี่ยนไปของจี้ช่าวเหลยในตอนนี้ดูเหมือนกับว่าความโกรธของเขาเริ่มจางหายไปซึ่งไม่เหมือนกับสีหน้าและท่าทางที่ดูโกรธมากของเขาเมื่อตอนก่อนหน้านี้

“เกิดอะไรขึ้น?” จี้ช่าวตงถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ ไม่ว่าคนที่ต้องการจัดการกับตระกูลจี้จะเป็นใครก็ตาม จี้ช่าวตงจะไม่อภัยให้เป็นอันขาด โดยที่ไม่ต้องพูดถึงว่าอีกฝ่ายให้หมออัจฉริยะจอมปลอมอาศัยช่องโหว่จากความเป็นห่วงพ่อของเขาเข้ามาเพื่อทำให้พ่อของเขาต้องรู้สึกเจ็บปวดและถ้าไม่ได้จี้เฟิงพ่อของเขาอาจตกอยู่ในอันตรายมากกว่านี้ เมื่อนึกถึงสิ่งนี้จี้ช่าวตงก็รู้สึกละอายและอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก

จี้ช่าวเหลยถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ.. อาสามบอกว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับเสี่ยวเฟิง..”

“หือ? มันมีอะไรเกี่ยวข้องกับผม?” จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ เขาเพิ่งจะเคยมาที่เจียงโจวเป็นครั้งแรก ถ้าจะพอนึกออกก็มีแค่เรื่องที่ทำให้อู๋ฉางฉุนพี่เขยของฮูซู่ฮุ่ยโกรธแค้นอยู่บ้าง ที่เหลือก็จะมีอู๋เฉียนลูกน้องคนสนิทของจี้ช่าวหยิน ส่วนคนอื่นๆนอกเหนือจากนี้เขาก็นึกไม่ออกจริงๆ

สำหรับรองผู้บัญชาการหวังที่มีความขัดแย้งกับเขาระหว่างการฝึกทหาร ตอนนี้น่าจะอยู่ในขั้นตอนการจัดการของทางการอยู่และนอกจากนี้มันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เขาจะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับอาสองของเขา มันจึงยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะวางแผนการสร้างเรื่องหมออัจฉริยะจอมปลอมนั่นมาหลอกพี่ใหญ่เพื่อแสร้งว่ามาทำการรักษาถึงบ้านของเลขาธิการคณะกรรมการพรรคแบบนี้

“พี่รองอธิบายให้ชัดๆหน่อยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครเป็นคนทำแล้วทำไมมันถึงเกี่ยวข้องกับผม!” จี้เฟิงกล่าว

“อันที่จริงฉันก็ไม่ค่อยจะแน่ใจในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก แต่เท่าที่รู้อาสามบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ต้องกังวล มันก็แค่คนบางคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เฮ้อ.. เอาเป็นว่าถ้านายอยากจะรู้รายละเอียดที่เหลือ นายก็แค่โทรหาอาสามของนายด้วยตัวเองก็แล้วกัน ฉันถามเขาและฉันก็ได้คำตอบมาเพียงเท่านี้” จี้ช่าวเหลยดูหดหู่มากนั่นเป็นเพราะเขารู้สึกกลัวอาสามของเขามาก จี้ช่าวเหลยเคยเป็นเด็กเกเรมาก่อนเหมือนกัน และเขาก็เคยโดนจี้เจิ้นผิงจับได้และทุบตีทุกครั้งหลังมื้ออาหารและถึงกับขู่ว่าจะโยนเขาเข้ากองทัพ จนทำให้จี้ช่าวเหลยกลัวและไม่กล้าทำตัวเกเรอีกต่อไป

นี่จึงเป็นสาเหตุที่จี้ช่าวเหลยรู้สึกกลัวจี้เจิ้นผิงอาสามของเขาเป็นพิเศษ และเมื่อเห็นว่าอาสามของเขาไม่อยากพูดมากกว่านี้เขาจึงไม่กล้าที่จะถามอะไรอีก

จี้เฟิงพยักหน้าด้วยความสงสัย ในเมื่ออาสามของเขาบอกว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ดังนั้นมันก็จะต้องไม่ใช่ปัญหาใหญ่อย่างที่เขาบอก แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น เขาก็จะลืมเรื่องนี้ไปก่อนแล้วค่อยหาโอกาสไปถามอาสามอีกครั้ง

เมื่อคิดได้ดังนี้จี้เฟิงจึงยิ้มและพูดว่า “งั้นเราก็ไปกันเถอะ”

..........

พวกเขาทั้งสามคนมาที่โรงเรียนมัธยมที่ 13 ในเจียงโจวซึ่งเป็นสถานศึกษาของจี้ช่าวหยิน ที่นี่เป็นโรงเรียนมัธยมที่สำคัญแห่งหนึ่งในเจียงโจว แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับโรงเรียนในสิบอันดับแรก

จี้ช่าวหยินได้มาเรียนที่นี่ซึ่งเป็นสิ่งที่จี้เจิ้นกั๋วแสดงให้เห็นว่าเด็กๆตระกูลจี้ไม่จำเป็นต้องพิเศษไปกว่าคนอื่นและนอกจากนี้ตราบใดที่พวกเขามีความสามารถพวกเขาก็จะสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่

แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของจี้ช่าวหยินไม่เหมือนกับสิ่งที่จี้เจิ้นกั๋วจินตนาการไว้ ในตอนแรกเขาคิดว่าที่จี้ช่าวหยินเป็นเด็กที่ไม่ค่อยสนใจเรียนและเกเรนั่นเป็นเพราะเขายังเด็กและเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยนี้ จี้เจิ้นกั๋วจึงยังไม่ได้สนใจและจัดการเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่ถ้าเขาเติบโตขึ้นแล้วยังเป็นคนแบบนี้เกรงว่าตระกูลจี้คงมีลูกคุณหนูเอาแต่ใจแต่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเข้าจริงๆ

ในตอนที่จี้เฟิงอยู่บนรถไฟขณะเดินทางมาที่เจียงโจว เขาได้ยินชื่อจี้ช่าวหยินจากอู๋จุ้นเจี๋ย และเมื่ออู๋จุ้นเจี๋ยแสดงความภาคภูมิใจว่าลูกพี่ลูกน้องของเขากับจี้ช่าวหยินนั้นเป็นคนสนิทกัน ในตอนที่จี้เฟิงได้ยินเรื่องนี้ เขาก็คิดว่าจี้ช่าวหยินคนนี้อาจจะเป็นเด็กที่บ้าอำนาจก็เป็นได้

และข้อเท็จจริงต่างก็ได้พิสูจน์แล้วว่าจี้เฟิงนั้นเดาไม่ผิด แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้พบกัน แต่จี้เฟิงก็พอจะรู้สถานการณ์ของจี้ช่าวหยินทั้งหมดแล้ว

“โทรหาช่าวหยินก่อน แล้วบอกให้เขารอเราที่ประตูโรงเรียน” จี้ช่าวตงกล่าว

จี้ช่าวเหลยพยักหน้าและกดหมายเลขของจี้ช่าวหยิน ... ไม่มีใครรับสาย แม้ว่าจะลองโทรติดต่อใหม่อีกหลายครั้งก็ตาม

จี้ช่าวตงมองไปที่นาฬิกาข้อมือและพูดว่า “ตอนนี้ช่าวหยินอาจจะกำลังเรียนอยู่ มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะปิดเสียงโทรศัพท์ เราไปที่โรงเรียนเขาเลยก็แล้วกัน!”

“โอเค!”  จี้ช่าวเหลยยิ้มเล็กน้อยและแตะคันเร่ง BMW X6 ก็พุ่งทะยานออกไปราวกับจรวดและหายไปที่จุดสิ้นสุดของถนนในพริบตา

…จบบทที่ 151~❤️

จบบทที่ บทที่ 151 เด็กเกเรจี้ช่าวหยิน

คัดลอกลิงก์แล้ว