เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 132 เหตุการณ์ในโรงเรียนอนุบาล

บทที่ 132 เหตุการณ์ในโรงเรียนอนุบาล

บทที่ 132 เหตุการณ์ในโรงเรียนอนุบาล


บทที่ 132 เหตุการณ์ในโรงเรียนอนุบาล

ทันทีที่รถจอดฉินซูเจี๋ยก็รีบเปิดประตูและวิ่งลงจากรถอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าไปในโรงเรียนอนุบาล เธอรีบจนไม่ทันได้บอกกล่าวอะไรกับจี้เฟิง

“คุณจี้ได้โปรดรอในรถสักครู่” คนขับรถหวังไม่ลืมที่จะบอกกับจี้เฟิง เขากล่าวอย่างรวดเร็วและวิ่งตามฉินซูเจี๋ยไปทันที

เมื่อไม่เหลือใครอยู่ในรถ และยังมีเรื่องเกิดขึ้นกับเด็ก ไม่ว่าเป็นใครก็คงจะนั่งรออยู่ในรถเฉยๆไม่ได้ จี้เฟิงจึงวางกระเป๋าและเปิดประตูรถเดินตามออกไป

มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งยืนอยู่ที่สนามเด็กเล่น มีทั้งเด็กอนุบาลและผู้ใหญ่ที่น่าจะเป็นผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้น จี้เฟิงที่มองเห็นจากระยะไกลจึงพอจะเดาได้ว่าตรงนั้นน่าจะเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องที่เกิดขึ้น

จี้เฟิงลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็รีบเดินไปยังสนามเด็กเล่นที่มีกลุ่มคนมุงอยู่

“ไม่สำคัญว่าวันนี้ใครจะมาที่นี่ แต่คุณต้องมีคำอธิบายให้กับเรา ถ้าไม่อย่างนั้นก็อย่ามาโทษฉันแล้วกันถ้าเกิดอะไรขึ้นกับโรงเรียนของคุณ!”

ทันทีที่จี้เฟิงเข้าใกล้ฝูงชน เขาก็ได้ยินเสียงที่แหลมบาดหูจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างใน มันทำให้หูของเขาแทบชา ผู้หญิงคนนี้ดูเป็นคนปากร้ายไม่เบา

จี้เฟิงรีบขยับเข้าไปใกล้ตรงใจกลางของกลุ่มคนที่กำลังมุงอยู่ เขาสามารถหาช่องทางเบียดแทรกเข้าไปได้อย่างเงียบเชียบ และฉากตรงหน้าก็ทำให้เขาถึงกับขมวดคิ้วทันที

ภาพที่เขาเห็นคือ คนขับรถของฉินซูเจี๋ยตอนนี้ยืนอยู่ตรงกลางมีฉินซูเจี๋ยกำลังดึงเด็กผู้หญิงอายุประมาณสามขวบที่กำลังร้องไห้ไปปลอบและลูบแก้มของเธอเบาๆอยู่ที่ด้านหลังของคนขับรถหวัง บนใบหน้าที่ไร้เดียงสาของเด็กหญิงมีร่องรอยของการถูกตบอยู่ที่แก้มทั้งสองข้างของเธออย่างชัดเจน

ถัดจากเด็กหญิงตัวน้อยก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งยืนอยู่เธอมีสีหน้าเศร้ามอง ผู้หญิงคนนี้น่าจะมีอายุประมาณ 20 กลางๆดูเหมือนว่าเธอเพิ่งจบมหาวิทยาลัยและน่าจะเป็นครูที่อยู่ในโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้

คนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับคนขับรถหวังมีผู้ชายรูปร่างกำยำสวมใส่สร้อยทองเส้นหนารอบคอและนิ้วมือที่เต็มไปด้วยแหวนทอง ชายคนนี้น่าจะอายุสามสิบเขามีสีหน้าหยิ่งผยองและอวดดีกำลังจ้องมองคนขับรถหวังอย่างดุร้าย

ข้างๆชายคนนี้มีผู้หญิงหน้าตาดีแต่ดูร้ายๆกับเด็กผู้ชายอายุประมาณสามหรือสี่ขวบ แต่สิ่งที่ทำให้จี้เฟิงรู้สึกมองบนเล็กน้อยคือสีหน้าท่าทางที่เย่อหยิ่งของเด็กผู้ชายซึ่งเหมือนกับผู้ชายคนนั้นทุกกระเบียดนิ้ว

ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็คงจะพอทำให้จี้เฟิงเดาได้ไม่ยากว่าเด็กน้อยที่เป็นลูกสาวของฉินซูเจี๋ยนั้นมีความขัดแข้งกับเด็กผู้ชายที่หน้าตาเย่อหยิ่ง อย่างไรก็ตามรอยตบทั้งสองข้างบนแก้มของเด็กหญิงก็ทำให้จี้เฟิงขมวดคิ้วและมีสีหน้าที่ตึงเครียด

“คุณผู้ปกครองคะ ตอนนี้ดิฉันว่าใจเย็นๆก่อนดีกว่าค่ะ เพราะการที่พวกคุณทะเลาะกันที่นี่มันไม่ดีสำหรับเด็กๆ!” ครูอนุบาลสาวพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว จากที่มองเขาก็พอจะรู้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความมั่นใจในอิทธิพลของฝ่ายตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่พวกเขาจะยอมจบเรื่องนี้ลงง่ายๆ

โดยเฉพาะฉินซูเจี๋ย จากท่าทางและสายตาที่ดูเป็นกังวล ในฐานะคนเป็นแม่ที่ลูกสาวถูกตบตี เธอไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามก่อนที่ฉินซูเจี๋ยจะทันได้เอ่ยปาก ผู้หญิงที่หน้าตาดูร้ายๆที่ตอนนี้ยืนประจันหน้ากับคนขับรถหวังก็ตะโกนด้วยเสียงที่แหลมเล็กบาดหู “ใจเย็น? ฝันไปเถอะ! ลูกชายของเราไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ฉันเลี้ยงลูกมาอย่างทะนุถนอมไม่เคยตีเขาแม้แต่ครั้งเดียว แล้วอยู่ดีๆก็ถูกเด็กที่พ่อแม่ไม่สั่งสอนมาทำร้าย แล้วยังจะให้ฉันใจเย็นและยอมจบเรื่องนี้อีกงั้นเหรอ?!”

“คือ..” คุณครูสาวก็รู้สึกอับอายในความบกพร่องในหน้าที่ไม่น้อย เพราะอันที่จริงเรื่องนี้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของเธอ แต่เธอเป็นเพียงแค่หญิงสาวที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาหมาดๆจึงไม่มีประสบการณ์และความสามารถพอที่จะจัดการกับเรื่องนี้ได้

คุณครูสาวรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เธอโทรหาครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลนานเกินกว่าสิบนาทีแล้วแต่ครูใหญ่ก็ยังไม่มา แล้วฉันจะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้?!

“นังผู้หญิงไร้สมองเธอยังจะกล้าปกป้องเด็กนั่นทั้งๆที่มันทำผิดอีกงั้นเหรอ?” เมื่อเห็นว่าฉินซูเจี๋ยไม่ได้ตอบโต้ แต่กลับนั่งยองๆจับมือเล็กๆของลูกสาวและลูบแก้มของเธอเบาๆอย่างอ่อนโยนโดยไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย ผู้หญิงปากร้ายก็โมโหและพูดจาเหน็บแนมอย่างหยาบคาย “นังเด็กไม่มีพ่อลูกของเธอมันมาข่วนลูกชายฉัน ให้มันมาขอโทษลูกฉันเดี๋ยวนี้!”

“คุณผู้หญิงถ้าคุณหยาบคายอีกครั้งอย่าหาว่าผมไม่เตือน!” เมื่อคนขับรถหวังเห็นผู้หญิงปากร้ายคนนั้นก่นด่าอย่างหยาบคายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงกล่าวเตือนด้วยใบหน้าขมึงทึง

“ว่าไงนะ?!”

ชายร่างกำยำข้างๆหญิงสาวปากร้ายถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนอย่างคุณจะทำอะไรได้? หรือเก่งแต่ปาก!”

คนขับรถหวังขมวดคิ้วเขาหันไปมองที่ฉินซูเจี๋ยและพบว่าเธอยังคงนั่งยองๆเพื่อปลอบโยนลูกสาวของเธอ เขาจึงทำได้แค่เพียงกัดฟันอดทนและไม่ได้โต้ตอบอะไรออกไป อย่างไรก็ตามสีหน้าของเขาในเวลานี้กลับน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว

เมื่อเห็นว่าคนขับรถหวังไม่กล้าเถียง ผู้หญิงปากร้ายก็ได้ใจมากขึ้นเธอตะโกน “นี่! นังผู้หญิงสารเลวอย่ามัวแต่หลบอยู่ข้างหลังแสร้งทำตัวหน้าสงสาร และรีบพาอิเด็กพันทางนั่นมาขอโทษลูกชายของฉันและชดใช้ค่าเสียหายเดี๋ยวนี้!”

จี้เฟิงเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้พูดและไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆออกมา อย่างไรก็ตามหากมีคนที่คุ้นเคยสนิทสนมกับเขาอยู่ที่นี่ด้วยจะรู้ได้ในทันทีว่าจี้เฟิงในเวลานี้เต็มไปด้วยความโกรธ

“ไอ้เด็กพันทาง!”

คำๆนี้เป็นคำที่จี้เฟิงคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันอยู่กับเขามาตลอดตั้งแต่เล็กจนโต เพียงเพื่อกำจัดคำนี้ ไม่รู้ว่าเขาต้องต่อสู้กับคนอื่นมากี่ครั้ง จนเมื่อเวลาผ่านไปพร้อมกับเขาที่เติบโตขึ้น คำๆนี้มันก็ค่อยๆจางหายไป

แต่ตอนนี้เขากลับต้องมาได้ยินมันอีกครั้ง แม้ว่าคนที่พูดจะไม่ได้หมายถึงเขาก็ตาม แต่มันก็เพียงพอที่จะกระตุ้นความโกรธที่อยู่ในใจของเขาขึ้นมาอีกครั้ง คำว่าไอ้เด็กพันทางถือว่าเป็นความอัปยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเขา!

จี้เฟิงยืนกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆพยายามข่มใจที่จะไม่ยุ่งกับเรื่องที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้อง เขาได้แต่เพียงสงสัยว่าฉินซูเจี๋ยจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร แม้ว่าพ่อของเด็กผู้ชายคนนั้นดูจะเป็นคนที่พอจะมีอิทธิพลอยู่บ้าง แต่จี้เฟิงก็มั่นใจในระดับหนึ่งว่าภูมิหลังของฉินซูเจี๋ยก็ไม่น่าจะด้อยไปกว่าผู้ชายที่เย่อหยิ่งคนนั้นแน่นอน

ฉินซูเจี๋ยปลอบโยนลูกสาวของเธออย่างนุ่มนวลจนกระทั่งลูกสาวของเธอหยุดร้องไห้ ฉินซูเจี๋ยจึงยืนขึ้นและค่อยๆหันหน้ากลับมาและจูงมือเล็กๆของเด็กหญิงไปที่ด้านหน้าของคนขับรถหวังและส่งให้คนขับรถหวังอุ้มเธอไว้

จากนั้นเธอก็มองไปที่พ่อแม่ของเด็กชายตัวน้อยด้วยสายตาที่เย็นชาอยู่ครู่หนึ่งและหันไปมองครูสาวและถามอย่างใจเย็น “วันนี้เกิดอะไรขึ้น?”

ครูสาวไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับการจ้องมองของฉินซูเจี๋ย แต่หลังจากที่ครูสาวเหลือบมองไปที่เด็กหญิงเธอก็เปิดปากพูดออกมาเบาๆว่า “เรื่องมันเกิดขึ้นในตอนที่ผู้ปกครองท่านอื่นๆกำลังมารับลูกๆของพวกเขา แต่ฉินหยุนเหยายังไม่มีใครมารับ โจวเสี่ยงกังจึงบอกกับฉินหยุนเหยาว่าเธอเป็นเด็กที่ไม่มีใครรัก เลยไม่มีใครมารับเธอ ...”

ทันใดนั้นสายตาของฉินซูเจี๋ยก็เย็นลงและเธอก็ถามว่า “แล้วยังไงต่อ?”

“จากนั้นฉินหยุนเหยาก็จ้องมองโจวเสี่ยวกังและปรากฏว่า...” ครูสาวเหลือบมองไปที่พ่อแม่ของเด็กน้อยโจวเสี่ยวกังและพูดอย่างกล้าๆกลัวๆ“จากนั้นแม่ของโจวเสี่ยวกังก็ดุฉินหยุนเหยาว่าเป็นเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน ฉินหยุนเหยาจึงโกรธและข่วนโจวเสี่ยวกัง แล้ว... แม่ของโจวเสี่ยงกังก็เข้ามาตบฉินหยุนเหยาสองครั้ง.. คุณฉิน ฉันขอโทษจริงๆ ฉันขอโทษที่ไม่สามารถหยุดเรื่องนี้ได้ทัน!”

ฉินซูเจี๋ยพยักหน้าและพูดว่า “ฉันเข้าใจ ฉันคงว่าอะไรคุณไม่ได้ถ้าคุณได้พยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว”

ครูสาวถอนหายใจเบาๆด้วยความโล่งอก

หลังจากที่รับฟังเรื่องราวทั้งหมดฉินซูเจี๋ยก็หันไปทางพ่อแม่ของโจวเสี่ยวกังแล้วถามอย่างใจเย็น “สำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ คุณมีอะไรจะพูดมั้ย?”

แม้ว่าน้ำเสียงของเธอจะสงบ แต่ทุกคนที่มุงดูอยู่ต่างรับรู้ได้ว่าภายใต้น้ำเสียงที่สงบนั้นแฝงไปด้วยความโกรธที่อาจจะระเบิดออกมาได้ทุกเวลา เพราะไม่ว่าจะเป็นใครหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับลูกของตนเองที่ถูกคนอื่นดุด่าและตบตีคนเป็นพ่อแม่จะไม่มีวันยอมทนรับเรื่องนี้ได้ง่ายๆอย่างแน่นอน แล้วนับประสาอะไรกับฉินซูเจี๋ยที่เป็นถึงเจ้าของบริษัทจิวเวลรี่

“มีสิ ก็ลูกของเธอข่วนลูกชายของฉัน เธอก็ต้องรับผิดชอบให้ลูกสาวของเธอมาขอโทษลูกชายของฉันพร้อมกับเธอต้องชดใช้ค่าเสียหายทางจิตใจและร่างกายของลูกชายฉันด้วย!” หญิงสาวปากร้ายพูดขึ้นทันที

แต่ดวงตาของผู้ชายร่างกำยำที่ยืนข้างๆเธอสว่างขึ้นเมื่อมองไปที่เรือนร่างที่งดงามอย่างไม่มีใครเทียบได้ของฉินซูเจี๋ย ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความโลภและหื่นกระหายจนแทบจะกลืนกินฉินซูเจี๋ยได้ในคำเดียว

จู่ๆพ่อแม่ของเด็กๆในโรงเรียนอนุบาลต่างก็เริ่มพูดคุยซิบซิบกัน ทุกคนได้ยินสิ่งที่ครูสาวเล่าว่าผู้หญิงที่หน้าตาดีแต่ปากร้ายคนนี้ดุด่าลูกคนอื่นและยังตบตีเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อฉินหยุนเหยาอีกด้วย แต่พวกเธอกลับต้องการคำขอโทษและเงินชดเชย นี่มันมันมากเกินไป

อย่างไรก็ตามไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ เพราะเมื่อแวบแรกที่มองชายร่างกายกำยำที่สวมใส่ทองคนนี้พวกเขาก็พอจะเดาได้ว่าผู้ชายคนนี้คงมีอิทธิพลหรืออำนาจมากพอที่อาจจะทำให้พวกเขาเดือดร้อนได้ถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของพวกเขา

ดังนั้นทุกคนจึงทำแค่แอบกระซิบกระซาบและแอบมองไปที่ฉินซูเจี๋ยว่าเธอจะมีปฏิกิริยา

อย่างไรก็ตามเธอกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเขาคิดไว้ว่าเธอจะทำอย่างสิ้นเชิง ฉินซูเจี๋ยมีทีท่าไม่แยแสกับเรื่องนี้ เธอพยักหน้าและพูดว่า “ลูกสาวของฉันทำร้ายลูกชายของคุณจริง ดังนั้นพวกเราควรขอโทษและชดเชยความเสียหายอย่างเหมาะสม คุณต้องการให้ฉันชดใช้เงินเป็นจำนวนเท่าไหร่?”

หญิงสาวปากร้ายตาโตและรู้สึกตื่นเต้นทันทีเมื่อได้ยิน เธอตะโกนเสียงดังว่า “หนึ่งแสน! เงินจำนวนหนึ่งแสนหยวนเป็นค่าทำขวัญที่ลูกของเธอทำกับลูกชายอันแสนมีค่าของฉัน และถ้าขาดไปแม้แต่หยวนเดียวเรื่องนี้จะต้องไม่จบง่ายๆแน่!”

“ตกลง ฉันจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งแสนตามที่คุณเรียกร้องมา!” ฉินซูเจี๋ยพยักหน้าทันทีและพูดกับคนขับรถหวังที่อยู่ข้างๆเธอ “เฒ่าหวัง รบกวนไปหยิบกระเป๋าของฉันที่รถมาให้หน่อยได้มั้ยคะ”

แม้ว่าคนขับรถหวังจะยังรู้สึกงงงวย แต่เขาก็พยักหน้าและทำตามคำสั่งทันที

จี้เฟิงที่เฝ้าดูอยู่เงียบๆเขารู้ดีว่าฉินซูเจี๋ยจะไม่มีทางยอมแพ้ให้กับเรื่องนี้ง่ายๆอย่างแน่นอน เธอจะต้องมีแผนการอะไรบางอย่าง เพียงแค่ว่าตอนนี้ยังไม่มีใครเห็นเงินจำนวนหนึ่งแสนหยวนจริงๆ จึงไม่มีใครรู้ว่าฉินซูเจี๋ยต้องการจะทำอะไรกันแน่

หลังจากนั้นไม่นานคนขับรถหวังก็เดินกลับมาพร้อมกระเป๋าใบหนึ่ง เขาส่งให้ฉินซูเจี๋ย

“คุณบอกว่าคุณต้องการให้ฉันชดใช้ให้เป็นจำนวนเงินหนึ่งแสนหยวนใช่มั้ย?” ฉินซูเจี๋ยถามเบาๆหลังจากรับกระเป๋าจากคนขับรถหวัง

“ถูกต้อง ลูกชายของฉันเป็นคนบอบบางมาก คุณจะจ่ายน้อยกว่าหนึ่งแสนหยวนไม่ได้หรอกนะ!” หญิงสาวปากร้ายกล่าวอย่างเหยียดหยาม

“คุณแน่ใจใช่มั้ยว่าค่าชดเชยในเรื่องนี้คือเงินจำนวนหนึ่งแสนหยวน!” ฉินซูเจี๋ยถามย้ำอีกครั้ง

“เอ๊ะ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง! ฉันบอกว่าหนึ่งแสนก็หนึ่งแสนสิ ยืดเยื้อเพราะไม่มีปัญญาจะจ่ายก็พูดมาตรงๆ!” หญิงสาวปากร้ายตะคอกอย่างดูถูก

“โอเค หนึ่งแสนหยวน ไม่มีปัญหา!” ฉินซูเจี๋ยหยิบเช็คจากกระเป๋าของเธอและเขียนตัวเลขจำนวนหนึ่งแสนและยื่นให้คนขับรถหวังนำไปส่งให้กับผู้หญิงปากร้ายคนนั้น “นี่คือเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งแสนหยวน คุณสามารถนำไปขึ้นเงินได้ตลอดเวลา”

“เฮือก~!”

ฝูงชนที่มุงอยู่โดยรอบต่างอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ สำหรับครอบครัวทั่วไปเงินจำนวนนี้เป็นเงินจำนวนที่เยอะมาก ไม่มีใครคาดคิดว่าผู้หญิงแสนสวยคนนี้จะจ่ายเงินหนึ่งแสนหยวนโดยไม่ลังเลราวกับว่าเธอกำลังจ่ายเงินเพียงแค่สิบหยวนเท่านั้น

ผู้หญิงปากร้ายเมื่อได้รับเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งแสนหยวนแล้วใบหน้าของเธอก็แสดงความภาคภูมิใจมากขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อหันไปเห็นสามีของเธอที่กำลังมองฉินซูเจี๋ยด้วยแววตาหื่นกระหาย ความโกรธก็มาแทนที่ความภาคภูมิใจเมื่อครู่ของเธอทันที แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาดุด่าสามี เธอจึงทำได้แค่เพียงมองไปที่ฉินซูเจี๋ยด้วยแววตาที่แทบจะลุกเป็นไฟ

“จ่ายเงินแล้วก็จริง แต่เธอลืมอะไรไปหรือเปล่า? เธอยังไม่ได้กล่าวขอโทษฉันกับลูก!” หญิงสาวปากร้ายพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ

ฉินซูเจี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเธอก็ก้มลงไปกอดลูกสาวของเธอและกระซิบเบาๆ “เหยาเหยา หนูข่วนเพื่อนใช่มั้ยคะ เพราะฉะนั้นหนูต้องขอโทษเพื่อนกับคุณแม่ของเขา หนูรู้ใช่มั้ยคะ?”

เด็กหญิงตัวเล็กๆพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “คุณน้าหนูทำให้คุณน้าโกรธ หนูขอโทษอย่าโกรธหนูเลยนะคะ”

จากนั้นเด็กหญิงก็หันไปพูดกับโจวเสี่ยวกัง “โจวเสี่ยวกังฉันขอโทษ”

“ฉันขอโทษ!” ฉินซูเจี๋ยก็พูดขอโทษเช่นกัน

“เหอะ!”

หญิงสาวปากร้ายตะคอกอย่างเย่อหยิ่ง “สั่งสอนลูกสาวของเธอให้ดีๆหน่อยก็แล้วกัน ไม่งั้นคนอื่นเขาจะคิดว่าเด็กคนนี้ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอน!”

หลังจากพูดจบ หญิงสาวปากร้ายก็จับแขนสามีของเธอและจูงมือโจวเสี่ยงกังลูกชายของเธอด้วยมืออีกข้างก่อนที่จะสะบัดหน้าพร้อมกับหมุนตัวเพื่อเดินออกไป

ในขณะนั้นเองเสียงของฉินซูเจี๋ยก็ดังขึ้น “เดี๋ยวก่อน!”

…จบบทที่ 132~❤️

จบบทที่ บทที่ 132 เหตุการณ์ในโรงเรียนอนุบาล

คัดลอกลิงก์แล้ว