เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 117 หลงทาง!?

บทที่ 117 หลงทาง!?

บทที่ 117 หลงทาง!?


บทที่ 117 หลงทาง!?

“จี้เฟิง.. ในอนาคตนายคิดว่าเราจะยังเป็นแบบนี้กันอยู่มั้ย?” ถงเล่ยที่อยู่ในอ้อมแขนของจี้เฟิงโน้มตัวไปซบไหล่ของเขาและถามขึ้น

“แน่นอนสิ!” จี้เฟิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ทำไมจู่ๆถึงถามอะไรแบบนี้ล่ะ?”

ถงเล่ยส่ายหัวเล็กน้อยและพูดว่า “ฉันแค่กลัวว่าทั้งหมดนี้มันจะไม่เป็นความจริง เพราะในตอนแรกเนื่องจากสถานภาพในครอบครัวของนายไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ฉันจึงกังวลว่าครอบครัวของฉันจะไม่เห็นด้วยกับการคบหากันของเรา แต่แล้วจู่ๆสถานะของนายก็เปลี่ยนไป ฉันจึงกลัวว่าเรื่องนี้มันอาจจะเป็นเพียงแค่ความฝันของฉัน!”

จี้เฟิงกอดถงเล่ยแน่นขึ้น เขารู้ว่าส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาเพิ่งมาถึงเมืองที่ไม่คุ้นชิน ถงเล่ยจึงมีความรู้สึกเป็นกังวลและอ่อนไหวมากกว่าปกติ

“มันคือเรื่องจริงทั้งหมด ไม่ต้องคิดมาก!” จี้เฟิงมองไปที่ใบหน้าที่สวยงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ของถงเล่ยและอดไม่ได้ที่จะจูบเธอ

“คนบ้า!”

ทันใดนั้นถงเล่ยก็อดไม่ได้ที่จะดุจี้เฟิงอย่างเขินๆ เธอพูดด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย “จะทำอะไร มีคนอื่นอยู่เยอะแยะ!”

เมื่อเห็นว่าถงเล่ยกลับมาเป็นปกติจี้เฟิงก็อดหัวเราะไม่ได้

“จี้เฟิงเรากลับกันเถอะ พรุ่งนี้ฉันจะไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาและรับตำราเรียนด้วย แถมพรุ่งนี้ก็เป็นวันแรกที่มีการฝึกทหารของนักศึกษาใหม่” ถงเล่ยพูดเบาๆ

จี้เฟิงพยักหน้าและยิ้ม เขารู้สึกเอ็นดูแฟนสาวของเขาและอดไม่ได้ที่จะจิ้มเบาๆไปที่ปลายจมูกของเธอ “เล่ยเล่ยถ้าเธอไม่อยากฝึกทหารฉันจะหาทางช่วยเธอเอง!”

“ไม่เป็นไร!” ถงเล่ยย่นจมูกอย่างน่ารัก “ฉันอยากใช้โอกาสนี้ออกกำลังกายดูบ้าง ฉันว่าตอนนี้เรากลับกันเถอะ!”

เธอผลักจี้เฟิงเบาๆ โดยไม่มีเหตุผล

เมื่อเห็นจี้เฟิงส่ายหัวและยิ้มให้กับเธอ เธอก็แสดงรอยยิ้มหวานที่เต็มไปด้วยความรักของเธอกลับไป

“เขายังคงเป็นจี้เฟิงคนเดิม แม้ว่าสถานะของเขาจะเปลี่ยนไป แต่เขานั้นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เขายังคงรักฉันเหมือนเดิม”

………

จี้เฟิงเรียนเอกการจัดการเศรษฐกิจ และการจัดการเศรษฐกิจที่จี้เฟิงเลือกเรียนนี้ เพิ่งจะก่อตั้งมาได้เพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น ซึ่งค่อนข้างที่จะใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับอายุของสหพันธ์มหาวิทยาลัยเจียงโจวซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า 90 ปี ถ้าเปรียบเทียบสหพันธ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบันเป็นชายชราผู้ชาญฉลาดที่มีประสบการณ์มากมายและมีรากฐานที่แข็งแกร่ง วิชาเอกของจี้เฟิงก็เทียบได้กับชายหนุ่มวัยรุ่นที่ยังไร้ประสบการณ์

อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับเอกวิศวกรรมนิวเคลียร์และเอกโบราณคดี เอกการจัดการเศรษฐกิจนั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างดีและเป็นที่นิยมพอสมควร

เพราะใครๆต่างก็รู้ว่านักศึกษาที่เรียนวิชาเอกการจัดการเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ที่เรียนจบมาจากสหพันธ์มหาวิทยาลัยเจียงโจวโดยตรง จะกลายเป็นบุคลากรที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างแย่งชิงตัว และพวกเขาสามารถเริ่มต้นอาชีพในบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย

คนที่จบมาจากสาขาวิชานี้ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพพนักงานออฟฟิศที่มีสวัสดิการและเงินเดือนที่มั่นคง หนุ่มๆที่เรียนจบจากสาขานี้จึงเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ และแน่นอนว่าจำนวนผู้สมัครก็สูงมาก

ตัวอย่างเช่นในปีนี้นักศึกษาของวิชาเอกการจัดการเศรษฐกิจของสหพันธ์มหาวิทยาลัยเจียงโจว มีนักศึกษามากกว่า 1,000 คน และมากกว่า 20 คลาส คุณลองคิดดูง่ายๆว่า ถ้าหากมีคนไม่มากนักในสาขาวิชาการจัดการเศรษฐกิจและภาษาต่างประเทศ แล้วอาศัยเพียงแค่สาขาวิชาโบราณคดี คงไม่ต้องถามว่าสหพันธ์มหาวิทยาลัยจะมีนักศึกษากี่หมื่นคน แต่ต้องถามว่ามีนักศึกษากี่พันคน

สำหรับวิชาเอกโบราณคดีในปีนี้มีนักศึกษาเพียง 20 คนจากทั่วประเทศเท่านั้นที่เลือกวิชาเอกนี้ เพราะฉะนั้นเราก็คงจะพอนึกภาพออกได้ว่าวิชาเอกโบราณคดีได้รับความนิยมน้อยขนาดไหน

เป็นเพราะจำนวนคนในสาขาวิชาต่างๆไม่สม่ำเสมอกัน สิ่งนี้จึงทำให้จี้เฟิงกำลังพบกับความลำบาก

คุณรู้ไหมว่าเฉพาะที่สหพันธ์มหาวิทยาลัยเจียงโจวแห่งเดียว ก็มีอาคารสอนมากกว่า 20 อาคาร โดยที่ยังไม่นับอาคารที่มีห้องการบรรยายมัลติมีเดีย หอประชุมและห้องเรียนอื่นๆอีกมากมายสำหรับวัตถุประสงค์อื่นๆ

ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่กล่าวมานั้น ทำให้วันแรกในการมาเรียนของจี้เฟิงต้องเผชิญกับปัญหาที่เขาเองก็คาดไม่ถึง... เขาหลงทาง!

ในความเป็นจริง จี้เฟิงนั้นก็มีแผนที่ของมหาวิทยาลัยอยู่ในมือตามคำแนะนำของผู้จัดการหอพักที่แนะนำให้เขาซื้อมาเมื่อตอนเช้า และในตอนนี้เขาก็กำลังมองหาห้องเรียนของเขาในแผนที่ และเดินไปเรื่อยๆตามชั้นล่างของแต่ละอาคาร แต่เขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอาคารใดเป็นอาคารใดและไว้ใช้ทำอะไรกันแน่

จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะก่นด่าในใจ เขาไม่รู้ว่าคนที่สร้างอาคารเหล่านี้จะทำให้มันลึกลับซับซ้อนไปเพื่ออะไร ทำไมถึงไม่มีป้ายกำกับไว้ที่ชั้นบนเด่นๆที่ด้านหน้าอาคาร ยกตัวอย่างเช่นเขาจะรู้ได้ว่าอาคารนี้คืออาคาร 16 ก็ต่อเมื่อเขาได้เดินผ่านมันไปแล้ว

จี้เฟิงเกาหัวอย่างช่วยไม่ได้ เขามองลงไปที่แผนที่ในมือ จากนั้นเขาก็ได้แต่ส่ายหัวและยิ้มอย่างขมขื่น

เขาไม่เคยคิดเลยว่าในวันแรกที่เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเขาจะพบกับปัญหาที่กระจิ๊บกระจ้อยเช่นนี้ แต่ถึงมันจะเป็นปัญหาเล็กๆ แต่เขาก็แก้มันไม่ได้จริงๆ

“คณะเศรษฐศาสตร์และการเงิน!” จี้เฟิงค่อยๆมองไปที่แผนที่อย่างช้าๆโดยละเอียด และทันใดนั้นดวงตาของเขาก็สว่างขึ้น จากนั้นเขาก็พบว่าจริงๆแล้วอาคารการเรียนการสอนที่ดูซับซ้อนเหล่านี้ถูกแบ่งออกตามวิทยาเขตและสาขาวิชาต่างๆ!

จี้เฟิงพบคณะเศรษฐศาสตร์และการเงินในแผนที่ทันที วิชาเอกของเขาคือการจัดการเศรษฐกิจซึ่งเขาจะต้องเรียนวิชานี้ด้วย จี้เฟิงเดินตามแผนที่ไปยังอาคารเรียนของเขาทันที

จู่ๆเขาก็นึกเสียใจขึ้นมาและบ่นพึมพำกับตัวเอง “รู้งี้ฉันน่าจะกินมื้อเช้ามาซะก็ดี!”

สาเหตุที่จี้เฟิงไม่ได้กินข้าวเช้านั้นก็มีเหตุผล

เนื่องจากความยากจนของเขา จี้เฟิงจึงไม่ค่อยได้กินอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียนมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยเฉพาะเมื่อแม่ของเขาต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปขายผักนั่นจึงทำให้จี้เฟิงเคยชินกับการไม่ได้กินอาหารเช้า

แม้ว่าแม่ของเขาจะทิ้งเงินเป็นค่าอาหารเช้าไว้ให้เขาทุกครั้ง แต่ด้วยนิสัยของเขาแล้ว เขาเลือกที่จะไม่ใช้เงิน

และแม้ว่าในตอนนี้จี้เฟิงจะไม่ได้มีชีวิตที่ยากจนแบบเดิมอีกต่อไป แต่จี้เฟิงก็ยังคงเคยชินกับการที่ไม่ได้กินอาหารเช้า และก็ยังเป็นแบบนั้นจนถึงปัจจุบัน เมื่อเช้าตู้เส้าเฟิงและคนอื่นๆ ได้ชักชวนจี้เฟิงให้ไปกินข้าวเช้าด้วยกันก่อนที่จะเข้าเรียนวิชาแรก แต่จี้เฟิงก็ปฏิเสธ เขาเลือกที่จะไปห้องเรียนก่อนล่วงหน้าเพื่อทำความคุ้นเคยกับสถานที่

เพราะหนึ่งในกฎของสายลับคือการต้องไปทำความรู้จักกับสถานที่รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆโดยรอบก่อน ไม่ว่าจะเป็นการลงมือปฏิบัติการเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะจะได้รู้ถึงทางหนีทีไล่เอาไว้เมื่อเกิดเหตุที่ไม่คาดคิด

แต่จี้เฟิงก็คิดไม่ถึงจริงๆว่าเขาต้องมาเจอกับสถานการณ์ที่น่าอับอายอย่างการหลงทางในมหาวิทยาลัยของตัวเองเช่นนี้

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้จี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและเดินอย่างรวดเร็วไปยังอาคารสอนตามที่แผนที่ระบุไว้

ในที่สุดจี้เฟิงก็มาถึงห้องเรียน เขารู้สึกประหลาดใจทันทีเมื่อเห็นว่ามีนักศึกษามากมายนั่งรออยู่ในห้องเรียนแล้วรวมถึงตู้เส้าเฟิงและเพื่อนร่วมหอของเขาอีกสองคน

จี้เฟิงที่เดินไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนร่วมห้องของเขาจึงถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ทำไมพวกนายสามคนมาถึงเร็วขนาดนี้?”

“ช้าไปด้วยซ้ำ พวกเรามาหลังจากที่กินอาหารเช้าเสร็จแล้ว ว่าแต่พี่จี้เถอะ ทำไมมาเอาป่านนี้?” ตู้เส้าเฟิงพูดอย่างรวดเร็ว

จี้เฟิงเกาหัว เขารู้ว่าเขาเสียเวลาไปกับการตามหาห้องเรียนของเขา แต่เขาจะไม่ยอมบอกเรื่องที่น่าอายเช่นนี้โดยเด็ดขาด เขาเพียงแค่ยิ้มและพูดว่า “ฉันเดินดูอะไรไปเรื่อยน่ะ เลยมาช้าไปนิดหน่อย”

ทั้งสี่คนพูดคุยและหัวเราะกัน จี้เฟิงอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปรอบๆห้องเรียน นักศึกษาเหล่านี้คือคนที่จะใช้เวลาร่วมกันกับเขาในอีกสี่ปีข้างหน้า มันจำเป็นที่จะต้องทำความรู้จักกับพวกเขาไว้บ้าง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเอกนี้ไม่ค่อยมีความกดดันมากนักหรืออย่างไร เพราะเห็นได้ชัดว่าจากนักศึกษาทั้งหมด 40 กว่าคน เป็นนักศึกษาหญิงเกินครึ่งและมีนักศึกษาชายเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

จี้เฟิงก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นเรื่องดีได้หรือไม่ที่ชั้นเรียนมีเด็กผู้ชายน้อยกว่าเด็กผู้หญิง เรียกได้ว่าห้องเรียนนี้ถูกปกครองโดยนักศึกษาสาว

เนื่องจากถงเล่ยแฟนสาวที่สวยมากๆของเขาจึงทำให้จี้เฟิงไม่คิดที่จะสนใจผู้หญิงคนอื่นๆมากนัก ดังนั้นสายตาของเขาจึงทำแค่มองนักศึกษาผู้หญิงเหล่านั้นอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะจดจำใบหน้าของพวกเธอเอาไว้เท่านั้น

แม้จี้เฟิงจะพบว่ามีเด็กผู้หญิงหลายคนในชั้นเรียนที่หน้าตาดี แต่ก็ไม่มีผู้หญิงคนไหนเทียบได้กับถงเล่ย เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวและยิ้ม ถงเล่ยผู้งดงามหาตัวจับยากราวกับนางฟ้าที่มาจุติบนโลกมนุษย์ ผู้หญิงแบบนี้จะมีให้พบเห็นอย่างง่ายๆได้อย่างไร? (สวยเกิ๊น- -“)

ดังนั้นจี้เฟิงจึงหันมาสนใจเด็กผู้ชายในชั้นเรียนอย่างรวดเร็ว และเขาก็ค้นพบว่ามีเด็กผู้ชายที่โดดเด่นไม่น้อยในชั้นเรียนนี้ ตัวอย่างเช่นเพื่อนร่วมห้องของเขาทั้งสามคน พวกเขาต่างก็มีบุคลิกลักษณะเฉพาะของตนเอง ส่วนเด็กผู้ชายคนอื่นๆในเวลานี้ต่างมีสีหน้าตื่นเต้นและสิ่งที่ทำให้จี้เฟิงรู้สึกขบขันมากที่สุดก็คือ แม้ว่าเด็กผู้ชายเหล่านั้นจะกำลังพูดคุยกันแต่สายตาของพวกเขาต่างก็มองไปที่สาวๆในชั้นเรียนด้วยแววตาที่เป็นประกาย

ผู้ชายพวกนี้ก็เหมือนพวกเจ้าชู้ไก่แจ้ เขาจำคำเรียกนี้ได้เพราะจางเล่ยใช้บ่อยและเขาก็รู้สึกว่ามันเหมาะสมจริงๆกับคนเหล่านี้

อย่างไรก็ตามมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งในชั้นเรียนได้ดึงดูดความสนใจของจี้เฟิง

ผู้ชายคนนั้นตัดผมสั้นแต่สีผมตรงหน้าผากของเขานั้นย้อมเป็นสีแดงเข้ม จี้เฟิงเหมือนจะคุ้นๆว่า เคยเห็นผมทรงนี้ในภาพโปสเตอร์ของดารา

สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของจี้เฟิงก็คือ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของเด็กผู้ชายคนนี้ รวมถึงลักษณะท่าทางภาคภูมิใจที่ดูออกจะขี้เก๊กจนน่าหมั่นไส้ สิ่งนี้ทำให้จี้เฟิงนึกถึงตอนที่เขาพบกับอู๋จุ้นเจี๋ยครั้งแรกบนรถไฟ ในตอนที่อู๋จุ้นเจี๋ยพูดถึงลูกพี่ลูกน้องของเขาที่เป็นคนสนิทของจี้ช่าวหยินบนรถไฟ มันเป็นสีหน้าที่ชวนให้จี้เฟิงหงุดหงิด

“เฮ้อ.. คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆสินะ ไม่ว่าที่ไหนมันก็ต้องมีคนแบบนี้อยู่เสมอ!” จี้เฟิงได้แต่ส่ายหัวและถอนหายใจ

ฮั่นจงที่อยู่ข้างๆเขาดูเหมือนจะอ่านความคิดของจี้เฟิงออก เขากระซิบบอกกับจี้เฟิงว่า “ผู้ชายคนนี้ชื่อ หวังเสี่ยวหู่ เขาเป็นลูกชายของรองคณบดีฝ่ายการศึกษาของสหพันธ์มหาวิทยาลัย เดิมทีครอบครัวของเขาก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรสำคัญในแวดวงของครอบครัวฉัน แต่ฉันก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเขาไม่ใช่บุคคลสำคัญที่พวกเราต้องใส่ใจ เพราะมันจะแตกต่างกันมากเมื่อเราอยู่ในมหาลัย การที่เป็นลูกชายของรองคณบดีฝ่ายการศึกษาจึงเป็นอะไรที่มีอำนาจมากเมื่ออยู่ที่นี่ ดังนั้นเด็กผู้ชายหลายคนที่เข้าเรียนที่นี่จึงวางแผนที่จะเข้าหาเขา เพื่อให้เขาเห็นหน้าแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี แล้วถ้าคนไหนเข้าตาก็คงจะได้เข้าไปอยู่กลุ่มเดียวกับเขานั่นแหละ”

จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เป็นลูกของครอบครัวคนรวยคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดนี่เอง!”

เมื่อได้ยินจี้เฟิงพูดขึ้นฮั่นจงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาแบบฝืนๆ อย่างไรก็ตามก่อนที่เขาจะได้พบกับจางเล่ยและรู้ว่าเขาเป็นใคร ฮั่นจงมักจะมีความรู้สึกเหนือกว่าและภาคภูมิใจในตระกูลของตนเองอยู่เสมอ แต่ตอนนี้เขาคงไม่กล้าพอที่จะพูดออกมาได้ว่าเขาเป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่ต่อหน้าจางเล่ย และก็เกรงว่าคงจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะกล้าพูดแบบนี้

แต่เขาเองก็ไม่คิดที่จะประมาทจี้เฟิงเพราะเห็นได้ว่าชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างจี้เฟิงและจางเล่ยนั้นดีมาก แม้ฮั่นจงจะคิดว่าจี้เฟิงพูดจาล้อเลียนเขาก็ตามที เขาจึงทำได้แค่เพียงยิ้มแห้งๆออกไป

เมื่อเห็นท่าทางที่ค่อนข้างอึดอัดของฮั่นจง จี้เฟิงก็รู้ได้ทันทีว่าฮั่นจงอาจจะไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาสักเท่าไหร่

เขาคิดเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่อธิบายอะไรออกไป เพราะหากเขาพูดหรืออธิบายอะไรไปตอนนี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์เท่ากับการที่ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์และให้พวกเขาได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นกว่านี้

จี้เฟิงมองไปที่เด็กผู้ชายคนอื่นๆอีกครั้ง แต่ในบรรดาพวกเขาก็ไม่มีใครดูโดดเด่นไปกว่าหวังเสี่ยวหู่อีกแล้ว ดูเหมือนว่าหวังเสี่ยวหู่คนนี้จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในชั้นเรียน

…จบบทที่ 117~❤️

จบบทที่ บทที่ 117 หลงทาง!?

คัดลอกลิงก์แล้ว