เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 113 เผยไต๋!!!

บทที่ 113 เผยไต๋!!!

บทที่ 113 เผยไต๋!!!


บทที่ 113  เผยไต๋!!!

จี้เฟิงส่ายหัวและกล่าวอย่างใจเย็น “ไม่ว่าพวกเราจะอวดดีหรือหยิ่งผยองแค่ไหนก็คงสู้พวกคุณสองคนไม่ได้หรอกครับ ผู้กองหวัง เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายขี้เมา และคุณอู๋เฉียนนักเลงผู้ยิ่งใหญ่ด้วยบารมีคนอื่นแห่งเจียงโจว การที่พวกคุณกล้าทำร้ายร่างกายประชาชนอย่างเปิดเผยในสถานีตำรวจโดยไม่มีการสอบถามหาความจริง มันช่างน่าทึ่งมากจริงๆ!”

ประโยคที่ดูเหมือนจะเป็นคำชมของจี้เฟิงแฝงไปด้วยความประชดประชันเหน็บแนม ทันใดนั้นใบหน้าของผู้กองหวังก็แดงก่ำไปด้วยความโกรธ “ไอ้เด็กเวร! จะปากดีเกินไปแล้ว แกกล้าพูดจาดูหมิ่นเจ้าหน้าที่ตำรวจงั้นหรือ ฉันจะทำให้แกไม่มีโอกาสอ้าปากพูดได้อีก!”

“เดี๋ยวก่อน!” จางเล่ยยกมือขึ้นห้ามและกล่าวว่า “คุณต้องการจะทำร้ายร่างกายประชาชนจริงๆงั้นเหรอ แถมยังเป็นในสถานีตำรวจอีก ยังไงพวกเราก็ไม่สามารถขัดขืนหรือหนีไปไหนได้อยู่แล้ว แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุและผลของมัน คุณตำรวจไม่คิดที่จะไต่สวนสอบถามความจริงก่อนสักหน่อยหรือว่าเรื่องราวเป็นมายังไงใครถูกหรือผิดกันแน่?!”

“จะเสียเวลาคุยเรื่องไร้สาระกับพวกแกไปทำไม ไม่ว่ายังไงพวกแกก็ต้องเป็นฝ่ายผิดอยู่ดี!” ก่อนที่ผู้กองหวังจะทันได้พูดอะไร อู๋เฉียนที่ยืนอยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะพูดแทรกขึ้นด้วยความหงุดหงิด

“มันไม่ไร้เหตุผลเกินไปหน่อยเหรอ คุณควรจะทำเรื่องนี้ให้มันชัดเจน!” แม้จางเล่ยจะพูดด้วยรอยยิ้มแต่มีแสงเย็นวาบฉายออกมาจากดวงตาของเขา

“ถ้ามันจะไร้เหตุผล แล้วนายจะทำอะไรได้?” อู๋เฉียนพูดอย่างเย้ยหยัน

จี้เฟิงในเวลานี้เขาทำเพียงแค่ยืนยิ้มอยู่เงียบๆ ดูจางเล่ยค่อยๆชักจูงผู้กองหวังและอู๋เฉียนให้เข้าสู่กับดักทีละขั้นตอน จี้เฟิงรู้ดีว่าจางเล่ยไม่ได้ต้องการให้เรื่องนี้จบอย่างรวดเร็วด้วยการใช้อำนาจที่เหนือกว่า แต่เขาต้องการจะให้ผู้กองหวังและอู๋เฉียนเผยไต๋แผนสกปรกของพวกเขาออกมาจนหมดเปลือกและหลังจากนั้นจางเล่ยก็จะทำการตลบหลังโดยมีเรื่องนี้เป็นหลักฐานชั้นดี

ไม่เช่นนั้นเมื่อตอนที่พวกเขาอยู่ในโรงแรมเหอซุน ในตอนที่จางเล่ยต่อสายหาลุงรองของเขา เขาสามารถที่จะบอกให้ผู้กองหวังรับสายและจบเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพราะจี้เฟิงเชื่อว่าผู้กองหวังคงไม่มีความกล้าหาญมากพอที่จะท้าทายลุงรองของจางเล่ยอย่างแน่นอน

แต่จางเล่ยไม่ได้ทำแบบนั้น เขาเพียงแค่แจ้งลุงรองของเขาเป็นการส่วนตัวเท่านั้น เพราะอันที่จริงเขาต้องการให้ลุงรองของเขามาที่สถานีตำรวจโดยจุดประสงค์คือเขาต้องการให้ลุงรองของเขาเห็นเหตุการณ์เหล่านี้พร้อมทั้งมีหลักฐานในการทำผิดกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งของทั้งผู้กองหวังและอู๋เฉียน และเมื่อเป็นแบบนั้นแล้ว ไม่ว่าผู้กองหวังและอู๋เฉียนจะมีคนสนับสนุนที่ใหญ่แค่ไหนมันก็คงเป็นเรื่องยากที่เขาจะหลุดรอดจากเรื่องนี้ไปได้โดยที่ไม่ได้รับการลงโทษ

หลังจากฟังคำพูดที่หยิ่งผยองของอู๋เฉียนแล้วจางเล่ยก็ยิ้มน้อยๆออกมาและพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา “งั้นก็หมายความว่าโทรศัพท์ของนายก็ไม่ได้หายไปไหน แต่พวกนายกุเรื่องโทรศัพท์หายแล้วมาบอกว่าพวกเราเป็นคนขโมย เพื่อที่จะป้ายความผิดและจะได้หาเรื่องพวกเราได้สะดวกๆงั้นสินะ?”

“ฉลาดเหมือนกันนี่!” อู๋เฉียนเยาะเย้ย “ใช่! โทรศัพท์ของฉันมันไม่ได้หาย ฉันแค่ต้องการให้พวกนายมีความผิด แต่แล้วยังไง? ในเมื่อรู้ความจริงแบบนี้แล้วพวกนายจะทำอะไรฉันได้?!”

“ฉันคงทำอะไรนายไม่ได้ แต่ที่นี่คือสถานีตำรวจที่เต็มไปด้วยผู้รักษากฎหมาย ฉันเชื่อว่าพวกเขาจะรักษาความยุติธรรมให้กับพวกเรา!” จางเล่ยพูดอย่างจริงจังและมองไปที่ผู้กองหวังด้วยสายตาที่เย็นชา “ผู้กองหวัง ตอนนี้คุณก็ได้ยินสิ่งที่เขาพูดแล้ว คุณสามารถตัดสินได้ในทันทีว่าใครถูกหรือผิดกันแน่ในเรื่องนี้ ฉันหวังว่าคุณจะควบคุมตัวเขาแล้วพาไปดำเนินคดีตามกฎหมาย!”

“ควบคุมตัวและดำเนินคดี?”

“ฮ่าฮ่า!!”

ผู้กองหวังและอู๋เฉียนต่างมองหน้ากัน จากนั้นพวกเขาก็หัวเราะเสียงดัง ผู้กองหวังพูดพร้อมกับยิ้มเยาะ “เฮ้! เด็กน้อย แกโง่หรือเปล่าเนี่ย? ฉันกับอู๋เฉียนพวกเราสนิทกัน อย่าว่าแต่จะให้ฉันจับเขาเลย ฉันจะปล่อยให้เขาทำร้ายพวกแกจนถึงตายและจะยัดเยียดความผิดให้กับพวกแกด้วย เป็นไงยุติธรรมพอหรือเปล่า?”

“การเป็นตำรวจไม่ได้ช่วยให้คุณเป็นผู้นำประชาชนในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องยุติธรรมเลยงั้นเหรอ แต่กลับกลายเป็นว่าตำรวจมาเป็นผู้ที่ทำผิดกฎหมายเสียเอง?” ไม่มีความอ่อนโยนในน้ำเสียงของจางเล่ยอีกแล้วมีแต่ความเย็นชาอยู่ในน้ำเสียงของเขา

“ฉันเป็นตำรวจเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกรังแก แล้วไปรังแกคนอื่นแทนไม่ได้เหรอ?” ผู้กองหวังพูดอย่างประชดประชัน

และมันก็ทำให้จางเล่ยโกรธขึ้นมาทันที! “ให้ตายเหอะ ฉันเสียเวลาพูดเรื่องไร้สาระกับพวกแกมามากพอแล้ว!”

จางเล่ยหันหน้าไปมองทางจี้เฟิงแล้วยิ้ม “นายไม่คิดว่าต่อจากนี้ควรเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญอย่างนายเหรอ?”

จี้เฟิงพยักหน้าแล้วยิ้ม “นายลืมผู้เชี่ยวชาญอีกคนไปนะ ฉันคิดว่าเขาคงจะสนใจทำหน้าที่นี้อยู่ไม่น้อย!”

เมื่อฟังบทสนทนาระหว่างจางเล่ยและผู้กองหวัง ตู้เส้าเฟิงก็เข้าใจได้ในทันทีว่าจี้เฟิงต้องการให้เขาทำอะไร

ตู้เส้าเฟิงขยับแข้งขยับขาด้วยความตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาหัวเราะและพูดว่า “พี่จี้ ปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง พี่จี้ดูไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ พี่ไปยืนพักผ่อนอยู่ด้านหลังกับคนอื่นๆดีกว่า ตู้เส้าเฟิงคนนี้ขอรับรองว่าจะไม่มีใครสามารถแตะต้องพวกพี่ได้แม้แต่ปลายผม!”

“สองหัวยังไงก็ดีกว่าหัวเดียว!” จี้เฟิงยิ้ม “มันน่าจะดีกว่าหากพวกเราร่วมมือกันและทำให้เรื่องนี้มันจบได้เร็วขึ้น!”

“จัดการพวกมัน!” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าเริ่มไม่เข้าท่าผู้กองหวังก็ตะโกนสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงดุดัน และทันทีที่ผู้กองหวังตะโกนขึ้น ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสี่ห้าคนวิ่งเข้ามาพร้อมกับมีอาวุธกระบองและกระบองไฟฟ้าถืออยู่ในมือ

“สั่งสอนบทเรียนให้ไอ้พวกนี้สักหน่อยก่อนแล้วค่อยซักถาม!” ผู้กองหวังที่อยู่ในอาการมึนเมาเขาเริ่มที่จะพูดอะไรเลอะเทอะเล็กน้อย

“ครับ!”

ตำรวจหลายนายตะโกนตอบรับ พวกเขาชูกระบองและกระบองไฟฟ้าขึ้นและก้าวเข้าหาพวกของจี้เฟิงพร้อมกันกับผู้กองหวังและอู๋เฉียน

“เข้ามาเลย!” จี้เฟิงและตู้เส้าเฟิงต่างมองหน้ากันและระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาทันทีเนื่องจากพวกเขาพูดออกมาพร้อมกัน

“ใครถึงก่อน ก็ได้สนุกก่อน!” ตู้เส้าเฟิงไม่รอช้า เขาหัวเราะและวิ่งกระแทกเข้าไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายที่ใหญ่โตราวกับขุนเขาแต่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องแคล่ว

เขาหลบหลีกกระบองไฟฟ้าที่อยู่ในมือของตำรวจอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งอันตรายมาสัมผัสตัวของเขาได้ในขณะเดียวกันกำปั้นที่ใหญ่และหนักอย่างกับก้อนหินของเขากระแทกเข้าไปเต็มหน้าของตำรวจหลายคนจนทำให้พวกเขาหมดสติล้มลงไปบนพื้น

การต่อสู้ของตู้เส้าเฟิงเต็มไปด้วยพละกำลังและความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทำให้จางเล่ยและคนอื่นๆที่ดูอยู่อดไม่ได้ที่จะชื่นชม

แต่เมื่อพวกเขามองไปที่จี้เฟิง ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การเคลื่อนไหวของจี้เฟิงว่องไวจนแทบจะทำให้พวกเขามองตามไม่ทัน ในขณะที่จี้เฟิงเคลื่อนไหวผ่านตัวของพวกตำรวจเขาได้ทำการล็อกคอและเคลื่อนย้ายกระดูกส่วนต่างๆในร่างกายของพวกตำรวจ

ทักษะของจี้เฟิงแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการลอบสังหารที่รวดเร็วจากการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียว แม้แต่ตู้เส้าเฟิงผู้ที่ชำนาญในการต่อสู้ยังรู้สึกตกตะลึงเมื่อได้เห็น เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นการต่อสู้ที่เหมือนเป็นการสังหารหมู่ของจี้เฟิง!

อย่างไรก็ตามจี้เฟิงยังคงมีสมาธิกับการกระทำของเขา เขาเพียงแค่ถอดข้อต่อส่วนของแขนและขาของทุกคนออกอย่างรวดเร็วและปล่อยให้พวกเขาเดินปวกเปียกไม่สามารถเคลื่อนไหวและร่วงลงไปกองอยู่ที่พื้นด้วยความเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่ได้พลั้งมือฆ่าใคร

แน่นอนว่าหากไม่สามารถดึงแขนและขาของคนเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว มันอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนและความผิดพลาดที่อาจจะก่อให้เกิดผลที่เลวร้ายกว่าเดิมจากการที่กระดูกส่วนต่างๆถูกดึงออกมาอย่างแรง

ตอนนี้ดวงตาของตู้เส้าเฟิงถึงกับกระตุก ยิ่งมองการกระทำของจี้เฟิงมากเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้เขานึกถึงศิลปะการต่อสู้แบบโบราณที่เน้นการปลิดชีวิตเป็นหลัก แต่สิ่งที่จี้เฟิงทำนั้นถึงจะคล้ายคลึงแต่เป็นวิธีที่ต้องมีความรู้ทางด้านการแพทย์เกี่ยวกับสรีระร่างกายของมนุษย์เป็นอย่างดี

ตู้เส้าเฟิงที่ได้รับการฝึกฝนกังฟูจากครอบครัวตั้งแต่ยังเด็กเขาสามารถมองการกระทำของจี้เฟิงออกได้ในทันที แม้ว่าจี้เฟิงมีความเมตตาอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังคงโหดร้ายมากอยู่ดีที่เลือกใช้วิธีนี้มาใช้ในการสั่งสอนศัตรู ตู้เส้าเฟิงอดไม่ได้ที่จะใจเต้นแรงเมื่อเห็นสิ่งนี้

ผู้ชายคนนี้แม้ภายนอกจะดูเป็นคนที่สงบนิ่งและอ่อนโยน แต่ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีมุมที่โหดเหี้ยม เขาไปฝึกทักษะเหล่านี้มาจากที่ไหนกัน? ตู้เส้าเฟิงได้แต่พึมพำอยู่ในใจ

ในเวลานี้ไม่เพียงแต่ตู้เส้าเฟิงเท่านั้นที่หวาดกลัว แต่ผู้กองหวังที่เริ่มสร่างหลังจากที่มีอาการมึนเมาจากสุราและอู๋เฉียนที่ก่อนหน้านี้เคยหยิ่งผยองลำพองตน ต่างก็กำลังหวาดกลัวความโหดเหี้ยมของจี้เฟิงเช่นเดียวกัน

แขนและขาของพวกเขาถูกทุบและกระดูกก็เคลื่อนที่ออกจากกัน การกระทำของจี้เฟิงไม่ได้ไปสัมผัสถูกส่วนใดที่มีผลกระทบต่อหัวใจเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกและเจ็บปวดจนใบหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำและมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาบนหน้าผาก

หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาทั้งสองคนก็ทรุดลงไปกับพื้นและสั่นกระตุกอย่างแรง แสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังประสบกับความเจ็บปวดที่รุนแรงขนาดไหน

“อ๊ากกกกก~!!!”  อู๋เฉียนกรีดร้องอย่างทรมานอยู่บนพื้น แขนและขาของเขาถูกจี้เฟิงถอดกระดูกข้อต่อออกทั้งหมด ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือลุกขึ้นยืนได้ เขาทำได้แค่เพียงนอนหงายอยู่บนพื้นและตะโกนด่า “ไอ้สารเลว! มึงกล้ามากที่ทำกับกูแบบนี้ มึงระวังตัวไว้ให้ดี ถ้าวันนี้มึงฆ่ากูไม่ตาย  มึงจะต้องเสียใจ!”

จี้เฟิงพูดเบาๆ “ถ้าคุณยังมีแรงเหลือมาด่าผมอยู่แบบนี้ เกรงว่าผมคงต้องถอดกระดูกส่วนคอและดึงหัวของคุณออกมาซะแล้วล่ะมั้ง!”

แม้ว่ากระดูกสันหลังของมนุษย์ที่เชื่อมต่อไปยังไขสันหลังที่เป็นส่วนหลังของสมองจะไม่สามารถถอดตรงกลางออกได้ แต่ด้วยระบบฝึกอบรมสายลับระดับสูงที่จี้เฟิงได้เรียนรู้ เขาสามารถทำการรื้อถอนกระดูกสันหลังของคนคนหนึ่งได้ทั้งหมดตราบเท่าที่เขาต้องการรวมไปถึงศีรษะของคนคนนั้นด้วย!

เมื่อฟังคำพูดที่โหดร้ายแต่กลับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบของจี้เฟิง อู๋เฉียนก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นและปิดปากของเขาทันทีโดยไม่รู้ตัว เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องครวญครางจากความเจ็บปวด

ส่วนผู้กองหวังก็ไม่ต่างกัน เขาอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นด้วยความกลัว ตอนนี้หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วอย่างห้ามไม่ได้ ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่า ทำไมเด็กพวกนี้ถึงได้ไม่เกรงกลัวอะไรเลย พวกเขากล้าที่จะทำร้ายตำรวจโดยที่ไม่รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย หรือแม้แต่หลังจากที่เขาได้ยินชื่อของจี้ช่าวหยินแล้วก็ตาม พวกเขาก็ยังคงเฉยเมย

เป็นไปได้ไหมว่าเบื้องหลังของเด็กพวกนี้จะมีคนที่มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าจี้ช่าวหยิน?

ผู้กองหวังเริ่มรู้สึกวิตกกังวลทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาหันไปมองที่จี้เฟิงโดยไม่รู้ตัวและหัวใจของเขาก็ดิ่งวูบลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้กองหวังรู้ดีว่าถ้าเด็กผู้ชายที่เหมือนกับนักเรียนเหล่านี้มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่กว่าจี้ช่าวหยินจริงๆ นั่นก็หมายความว่า ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เขาจะเจอของแข็งเข้า แต่ยังมีความฉิบหายอย่างใหญ่หลวงรอเขาอยู่อย่างแน่นอน อย่าว่าแต่รักษาตำแหน่งหรืออาชีพตำรวจเอาไว้เลย เพราะแม้แต่ชีวิตเขาก็อาจจะรักษาเอาไว้ไม่ได้

เมื่อคิดได้แบบนี้ผู้กองหวังจึงคิดที่จะเปิดปากพูดร้องขอความเมตตาจากจี้เฟิง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร อู๋เฉียนที่นอนอยู่ข้างๆเขาก็พูดขึ้นมาอย่างหยิ่งผยอง “พวกมึงช่างใจดีจริงๆ ที่อุตส่าห์ไว้ชีวิตกู แต่อย่าคิดว่าการกระทำแบบนี้ของมึงจะได้รับการอภัยและจบลงง่ายๆ พวกมึงรอรับผลของการะกระทำของพวกมึงจากการแก้แค้นของจี้ช่าวหยินได้เลย!”

…จบบทที่ 113~❤️

จบบทที่ บทที่ 113 เผยไต๋!!!

คัดลอกลิงก์แล้ว