เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 ตื่นขึ้น!

บทที่ 2 ตื่นขึ้น!

บทที่ 2 ตื่นขึ้น!


บทที่ 2 ตื่นขึ้น!

ในวอร์ดสีขาวที่เต็มไปด้วยกลิ่นฉุนของยา จี้เฟิงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล เขายังคงอยู่ในอาการโคม่า

แต่ความเป็นจริง ในเวลานี้ในสมองของจี้เฟิงมีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา

“การกระตุ้นทางชีวภาพเพื่อมองหาโอกาสในการรวมเข้าด้วยกัน....”

……

“ความผันผวนตามปกติของจิตวิญญาณเชื่อมต่อปลายประสาทเสร็จสิ้น....”

……

“ประสาทส่วนกลางของโฮสฟิวชั่นสำเร็จ…”

……

“สมองอัจฉริยะข้างหนึ่งเริ่มรวมเข้ากับโฮส…”

……

“การหลอมรวมเสร็จสมบูรณ์ระบบฐานข้อมูลเริ่มขึ้น…ติ๊ง…!!”

……

“โปรแกรมเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายโฮสเริ่มต้นขึ้น . . .”

……

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนจี้เฟิงค่อยๆตื่นจากอาการโคม่า สิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าของผู้หญิงวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยน้ำตา

“แม่…!!” จี้เฟิงตะโกนเรียกแม่โดยอัตโนมัติพอเริ่มตั้งสติได้ เขาลุกขึ้นนั่ง และมองไปรอบๆด้วยความมึนงง “แม่ที่นี่…โรงพยาบาลเหรอ ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”

เซียวซูเหม่ย หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆเตียงในตอนนี้ก็คือ แม่ของจี้เฟิง

เมื่อเห็นจี้เฟิงฟื้นขึ้นมา  เธอรีบเอามือปาดน้ำตาบนใบหน้า  “เฟิงเอ๋อ! ฟื้นแล้วหรอลูก”

เซียวซูเหม่ย จับมือของลูกชายขึ้นมาพร้อมกับถามต่อว่า “เฟิงเอ๋อเป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?”

จี้เฟิงพยักหน้าแบบมึนงง และถามด้วยความสับสน “แม่ผมเป็นอะไร แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?”

เซียวซูเหม่ยเช็ดน้ำตาของเธอและพูดว่า “หลังจากที่ลูกโดดเรียนในวันแรกของการเปิดเทอม ก็มีคนมาเจอลูกหมดสติเพราะโรคลมแดดอยู่ข้างถนน ถ้าไม่ได้เขาช่วยส่งลูกมาที่นี่แม่คงเสียลูกชายของแม่ไปแล้ว”

โดดเรียน? เป็นลมแดด?

พอได้ฟังเรื่องราว ใบหน้าชองจี้เฟิงก็ซีดลง เขาจำได้ว่าวันนั้นเขาโดดเรียน และออกจากโรงเรียนมา เขาแค่ไม่อยากอยู่ที่นั่นอีกต่อไป เขากลัวว่าเขาจะได้ยินคำสามคำนั้น คำว่า ลูกเมียน้อย จากปากของ ฮูซู่ฮุ่ยอีก บวกกับความเจ็บปวดจากการถูกบอกเลิกและจากนั้นเขาก็ออกจากโรงเรียนด้วยความสิ้นหวัง

เมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของลูกชาย  เซียวซูเหม่ยผู้เป็นแม่ก็เริ่มเป็นกังวล “ลูกแม่ ทำไมหน้าซีดอย่างนั้นล่ะ อาการไม่ดีเหรอลูก?”

“แม่! ผมสบายดี!”

จี้เฟิงรีบคว้ามือแม่ที่กำลังจะหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรตามหมอ พอเห็นท่าทางอันเป็นกังวลของแม่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกจี๊ดในใจ  และพูดอย่างรู้สึกผิดว่า  “แม่มันเป็นความผิดของผมเองที่ทำให้แม่ต้องเป็นห่วง ต่อไปนี้ผมสัญญาว่าผมจะไม่โดดเรียนอีกในอนาคต ผมจะตั้งใจเรียน แม่จะไม่ต้องกังวลเรื่องการเรียนของผมอีกต่อไป”

“โอเคโอเค” เซียวซูเหม่ยอดไม่ได้ที่จะน้ำตาซึมเมื่อเห็นลูกชายของเธอมีความคิดที่ดี

“แม่รู้ว่าเฟิงเอ๋อ มีสติคิดได้อยู่แล้ว!”

มีสติ?

จี้เฟิงยิ้มอย่างประชดประชันให้กับตัวเอง ถ้าเขามีสติจริงเขาจะไม่มีวันลืมแม่ที่ทำงานเพียงคนเดียว แต่เขากลับไปหมกมุ่นอยู่กับฮูซู่ฮุ่ย ทั้งๆที่แม่ต้องทำงานขายผักเพื่อการศึกษาของเขาเอง

เขามันเป็นลูกที่เลว เลวยิ่งกว่าสัตว์ร้าย! จี้เฟิงรู้สึกเกลียดตัวเอง!!

บ้านเกิดของเซียวซูเหม่ยแม่ของจี้เฟิง อยู่ในชนบทแต่เนื่องจากเธอตั้งท้องโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน เซียวซูเหม่ยจึงถูกพ่อแม่ไล่ออกจากบ้าน ทำให้เธอไม่มีที่อยู่อาศัย เธอถูกมองว่าเป็นผู้หญิงไม่ดีและถูกเยาะเย้ยถากถางจากญาติและเพื่อนๆรวมถึงผู้คนแถวบ้าน นั่นจึงทำให้เธอไม่สามารถอยู่ที่ชนบทบ้านเกิดของเธอได้อีกต่อไป  เธอจึงได้ย้ายมาในเขตเมืองเพื่อลูกในท้องของเธอ

นับว่ายังโชคดี เธอได้รับการช่วยเหลือจากผู้มีจิตใจดีคนหนึ่ง เซียวซูเหม่ยได้บ้านเช่าราคาถูกและเธอก็ได้ให้กำเนิดลูกชายเธอ “จี้เฟิง”

ในตอนที่จี้เฟิงยังเด็ก เซียวซูเหม่ยทำได้เพียงอุ้มจี้เฟิงไว้บนหลังของเธอในขณะที่เธอช่วยคนอื่นๆดูแลเด็กๆในตอนกลางวัน พอตกเย็นเธอไปที่กองขยะใกล้ๆ เพื่อหาเศษขยะที่พอจะสามารถขายได้ ชีวิตของเธอยากลำบากมาก

เมื่อจี้เฟิงโตขึ้นมาหน่อย การทำงานของเซียวซูเหม่ยก็ง่ายขึ้นเล็กน้อย ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนบ้านเธอจึงซื้อรถสามล้อถีบมาเป็นแม่ค้าขายผักเล็กๆน้อยๆ แม้ว่าจะไม่ได้เงินมากมายนักแต่ก็พอเพียงแค่ค่าเล่าเรียนของจี้เฟิงเท่านั้น พวกเขาแทบจะไม่สามารถผ่านความยากลำบากนี้ไปได้เลย

ตอนแรกจี้เฟิงเป็นเด็กที่กตัญญูและมีความคิดดี เขาช่วยแม่ของเขาได้มาก หลังเลิกเรียนเขาจะมาที่ตลาดผักในเมืองเพื่อช่วยแม่ของเขาขายผัก

แต่พอเขาได้คบหากับฮูซู่ฮุ่ย เขาใช้ข้ออ้างเรื่องการเรียนหนักในทุกครั้งที่เขาว่างเพื่อที่จะได้อยู่กับฮูซู่ฮุ่ย ทำให้เขาไปช่วยแม่ได้น้อยลง

เมื่อคิดถึงเรื่องพวกนี้ จี้เฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกจุกเสียดในอก  อะไรทำให้เขาตาบอดไปหลงรักฮูซู่ฮุ่ยและทิ้งแม่ผู้ที่หาเลี้ยงเขามาให้ทำงานหนักเพียงคนเดียว

“แม่ ผมขอโทษ!”  จี้เฟิงพูดอย่างจริงจัง “จากนี้ไปผมจะไม่ปล่อยให้แม่ต้องมาลำบาก ผมจะทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ผมจะไม่ปล่อยให้ใครมาหัวเราะเยาะและดูถูกพวกเราอีก ผมจะทำให้แม่ภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้!”

ในเวลานี้หลังจากที่เขาได้เห็นน้ำตาของแม่ ในที่สุด จี้เฟิงก็ตาสว่างและได้สติ พร้อมจะเริ่มต้นใหม่! นี่เป็นคำสัญญาที่ออกมาจากใจเพื่อแม่ของเขาที่ทำงานหนักและเขาจะทำให้แม่มีชีวิตที่ดีขึ้น!

“จ้ะ ลูกรัก” ทันใดนั้นเซียวซูเหม่ยก็คว้าตัวลูกชายมากอดพร้อมกับหลั่งน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม

เซียวซูเหม่ยรู้สึกดีใจในที่สุดความเจ็บปวดและความยากลำบากกำลังจะหมดลง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าชีวิตจะยากลำบากแค่ไหนเธอก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะมีลูกชายที่ดีและกตัญญู!

จี้เฟิงกอดอกพูดกับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไปจี้เฟิง! นายต้องเป็นคนใหม่ นายต้องลืมฮูซู่ฮุ่ยเพราะนายยังมีแม่ที่นายต้องกตัญญูรู้คุณ!”

จี้เฟิงและแม่โผเข้ากอดกัน บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นของครอบครัว

ปึง..ง!!

จู่ๆประตูห้องพักของผู้ป่วยก็ถูกผลักออกอย่างแรง!

จี้เฟิงและแม่หันไปมองพร้อมกัน และเห็นพยาบาลร่างอ้วนเดินเข้ามา เธอมองมาที่สองแม่ลูกด้วยสายตารังเกียจและพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า  “คุณเซียวซูเหม่ย ระยะเวลารักษาตามกำหนดสามวันของคุณกำลังจะหมดลงในอีก 20 นาที หากต้องการจะรักษาต่อ ก็ช่วยไปชำระเงินด้วย ไม่เช่นนั้นก็เก็บของและเชิญออกไปได้แล้ว!”

เซียวซูเหม่ยตกใจเธอรีบลุกขึ้นและพูดว่า “คุณพยาบาลคะ! ตอนนี้ลูกชายฉันเพิ่งฟื้น ร่างกายของเขายังอ่อนแอ คุณไม่เห็นเหรอคะ? ฉันขอเวลาอีกซักหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้เขาได้พักฟื้น แล้วเราจะรีบออกไปทันทีที่เขาดีขึ้น”

“เหอะ!” นางพยาบาลร่างอ้วนพูดอย่างเหยียดหยาม “คิดว่าที่นี่เป็นสถานสงเคราะห์หรอ? ที่นี่คือโรงพยาบาลประจำเมือง ไม่ใช่คลินิกเล็กๆตามชนบท ที่จะจ่ายเงินช้าแค่ไหนก็ได้ ถ้าอยากจะอยู่เพื่อรักษาชีวิตก็ต้องมีเงินจ่ายค่ารักษา ถ้าไม่อย่างนั้นก็ออกไปตายข้างนอก!”

เซียวซูเหม่ยใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ เมื่อนึกถึงร่างกายของลูกชายที่ยังอ่อนแออยู่เธอทำได้เพียงกัดฟันและพูดว่า “โอเค! ฉันจะจ่ายเงินเพื่อรักษาต่อ!”

“แม่!!” สีหน้าของจี้เฟิงดำมืดลงอย่างเห็นได้ชัด จี้เฟิงหันไปมองที่นางพยาบาลอย่างเย็นชาพร้อมกับเดินลงมาจากเตียง เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เรายังมีเวลาอีกยี่สิบนาทีใช่ไหม?”

“ใช่” นางพยาบาลตอบอย่างไม่แยแส “แล้วทำไม? มีปัญหาอะไร? จะทำร้ายร่างกายฉันหรอ?!”

“เหอะ!” จี้เฟิงหัวเราะและกล่าวอย่างเย็นชา “เนื่องจากพวกเรายังมีเวลาอีกยี่สิบนาที และในยี่สิบนาทีนี้ห้องนี้ก็ยังคงเป็นของพวกเราใช่ไหม?”

“เธออยากจะสื่ออะไร ฉันไม่มีเวลามาคุยเล่นกับเธอหรอกนะ รีบเก็บของแล้วรีบออกไปได้แล้ว!” พยาบาลพูดอย่างหมดความอดทน

“ออกไป!!” จี้เฟิงตะคอกกลับ

“เธอ…ว่าอะไรนะ!!” พยาบาลร่างอ้วนถามกลับด้วยอาการอึ้งๆ

“ผมบอกว่าให้คุณออกไป หรือถ้าไม่อยากไปดีๆคุณจะกลิ้งออกไปก็ได้นะ  ออก!! ไป!!”

“จี้เฟิงพูดเน้นทีละคำ ในเวลายี่สิบนาทีนี้ สิทธิการรักษาและการใช้ห้องนี้ยังเป็นของพวกเรา และผมขอสั่งให้คุณ ออกไป”

“เธอ..!!” นางพยาบาลจ้องไปที่จี้เฟิงด้วยความโกรธ แต่ไม่สามารถพูดอะไรต่อได้ เพราะภายในระยะเวลา 20 นาทีที่เหลือนี้จี้เฟิงมีสิทธิทุกอย่างตราบใดที่มันไม่ผิดกฎระเบียบของทางโรงพยาบาล!

ในที่สุดนางพยาบาลร่างอ้วนก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ “อีก 20 นาที ถ้าเธอและแม่ของเธอยังไม่ออกไป ฉันจะเรียก รปภ.ให้มาลากตัวพวกเธอออกไป  ฮึ่ม!!”

หลังจากนั้นนางพยาบาลร่างอ้วนก็เดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีก

...จบบทที่ 2~❤️

จบบทที่ บทที่ 2 ตื่นขึ้น!

คัดลอกลิงก์แล้ว