เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1255 ซื้อต้นไม้แห่งชีวิตงั้นเหรอ?

ตอนที่ 1255 ซื้อต้นไม้แห่งชีวิตงั้นเหรอ?

ตอนที่ 1255 ซื้อต้นไม้แห่งชีวิตงั้นเหรอ?


หลังจากถูหลานกลับไป มู่เหลียงก็ลุกขึ้นเดินกลับไปยังห้องหนังสือ เตรียมจดบันทึกไอเดียที่เพิ่งคิดได้เมื่อครู่นี้

เขากลับถึงห้องหนังสือ เอื้อมมือหยิบกระดาษสะอาดออกมาหนึ่งแผ่น หยิบดินสอขึ้นมาเริ่มวาดแบบแปลนสถาปัตยกรรม

เขาต้องการรื้อถอนร้านเหล้าถูหลานแล้วสร้างใหม่ ให้กลายเป็นโรงแรมระดับไฮเอนด์สูงแปดชั้น ชั้นหนึ่งถึงสามเป็นโซนรับประทานอาหารและช้อปปิ้ง ส่วนชั้นสี่ถึงแปดเป็นโซนห้องพัก

แกรก แกรก...

ปลายดินสอตวาดลวดลายบนกระดาษ ทิ้งเส้นสายสีเทาเข้มที่เรียบง่ายเอาไว้

มู่เหลียงหวนนึกถึงตึกระฟ้าในชาติก่อน สุดท้ายจึงออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกของโรงแรมให้เป็นทรงแท่งสี่เหลี่ยมบิดเกลียวแนวตั้งหนึ่งร้อยแปดสิบองศา ดูโอ่อ่าภูมิฐานและไม่สิ้นเปลืองพื้นที่ใช้สอยภายใน

ตึก ตึก ตึก...

เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตู

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

"ท่านมู่เหลียงคะ"

เสียงของหยุนซินดังขึ้น

"เข้ามา"

มู่เหลียงขานรับโดยไม่เงยหน้า มือยังคงวาดเส้นสายอย่างต่อเนื่องลื่นไหล

สาวใช้น้อยผลักประตูเดินเข้ามาในห้องหนังสือ เห็นมู่เหลียงกำลังตั้งใจวาดภาพ จึงลดเสียงลง

"ท่านมู่เหลียงคะ คนของหอการค้ายู่วเจิ้งมาถึงแล้วค่ะ รออยู่ที่ห้องรับรองแขก"

หยุนซินพูดเสียงเบา

"เข้าใจแล้ว"

มู่เหลียงขานรับส่งๆ ยังคงวาดภาพต่อไป

หยุนซินกระพริบตากลมโต ยืนรออย่างเงียบสงบ

ภายในห้องรับรองแขก ยู่วเจิ้งและยู่วเฟ่ยเอ๋อนั่งเคียงข้างกัน ดวงตาจับจ้องสำรวจสภาพแวดล้อมภายในห้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เสี่ยวจื่อยกน้ำชาและขนมเข้ามา กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

"ทั้งสองท่าน ท่านมู่เหลียงยังติดธุระอยู่ เชิญทานของว่างรองท้องรอสักครู่นะคะ"

"ตกลง"

ยู่วเจิ้งพยักหน้า ความสนใจไปตกอยู่ที่ขนมในจานแก้วผลึก

ยู่วเฟ่ยเอ๋อเม้มริมฝีปากบาง กระซิบเสียงเบาว่า

"ดูน่าอร่อยจังเลยค่ะ"

"ทานสิ"

ยู่วเจิ้งยิ้มอย่างอ่อนโยน

ยู่วเฟ่ยเอ๋อจึงยื่นมือไปหยิบขนมสีขาวชิ้นหนึ่ง ส่งเข้าปากกัดไปหนึ่งคำ

ขนมแป้งสาลีทรงสี่เหลี่ยมเนื้อนุ่มละมุน ละลายในปาก ไส้ทำจากน้ำผึ้งและมันเทศ รสสัมผัสหลากหลาย

"อื้อๆ ท่านพ่อ อันนี้อร่อยมากเลยค่ะ"

ยู่วเฟ่ยเอ๋อร้องบอกด้วยความประหลาดใจ

"พ่อขอลองหน่อย"

ยู่วเจิ้งหยิบขนมเข้าปาก

เขาเลิกคิ้วขึ้น รสสัมผัสที่หลากหลายทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเคี้ยวเพลินๆ รสหวานและความหอมมันของมันเทศอบอวลไปทั่วปาก

เขาถามสาวใช้น้อยด้วยความประหลาดใจว่า

"ขนมนี้หาซื้อในถนนการค้าได้ไหม?"

เสี่ยวจื่อส่ายหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงใสกระจ่างว่า

"นี่เป็นขนมสูตรเฉพาะของตำหนักค่ะ ข้างนอกไม่มีขาย"

"งั้นหรือ..."

ยู่วเจิ้งกลืนขนมลงคอด้วยความเสียดาย

สองพ่อลูกกินไม่หยุด ไม่นานขนมก็เกลี้ยงจาน สีหน้ายังคงบ่งบอกว่ายังไม่อิ่มเอมพอ

ยู่วเจิ้งมองไปทางเสี่ยวจื่อ ถามอย่างอดทนว่า

"เจ้าเมืองของพวกเธอยังไม่เสร็จธุระอีกเหรอ?"

"ใกล้แล้วค่ะ"

เสี่ยวจื่อตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

ยู่วเจิ้งอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เลือกที่จะรอต่อไปอย่างอดทน

การมาหาเยือนมู่เหลียงในครั้งนี้ หลักๆ คือเพื่อหารือเรื่องการค้าชาประกายแสง

เขาเคยเหมาชาประกายแสงจากหอสมบัติไปล็อตหนึ่ง แต่วันรุ่งขึ้นกลับไปดูอีกครั้ง ก็พบว่าที่นั่นมีใบชาประกายแสงวางขายอีก แถมจำนวนยังมีมากกว่าเดิมเสียอีก

หลังจากเป็นเช่นนี้ติดต่อกันสองวัน ยู่วเจิ้งถึงได้เข้าใจว่า คลังสินค้าชาประกายแสงของเมืองเต่าทมิฬคงจะมีเยอะมากทีเดียว

ยู่วเจิ้งครุ่นคิดมาทั้งคืน จึงตั้งใจจะมาเจรจากับเจ้าเมืองเต่าทมิฬด้วยตัวเอง เพื่อขอซื้อขาดวัตถุดิบชาประกายแสง นั่นคือขอซื้อต้นชาที่ใช้ผลิตใบชานั่นเอง

เวลาไหลผ่านไปอย่างช้าๆ ครึ่งชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก

ยู่วเฟ่ยเอ๋อใบหน้าแดงระเรื่อ เอียงคอกระซิบว่า

"ท่านพ่อ ลูกหิวแล้ว"

"ทนหน่อยนะ"

ยู่วเจิ้งบอกอย่างจนปัญญา

ดวงตาของเสี่ยวจื่อเป็นประกาย เธอหันหลังเดินออกจากห้องรับรอง แล้วกลับมาพร้อมกับขนมและผลไม้อีกสองจาน

"ทานรองท้องอีกหน่อยนะคะ"

เธอวางขนมและผลไม้ลง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่เข้าใจหัวอกแขก

"...ขอบคุณ"

ยู่วเจิ้งเม้มปาก ความไม่พอใจในใจจางหายไปมาก

เมื่อทั้งสองจัดการขนมและผลไม้ชุดใหม่จนหมด มู่เหลียงก็เดินนำเหยาเอ๋อเข้ามาในห้องรับรอง

มู่เหลียงมองไปที่ยู่วเจิ้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

"เพิ่งจะจัดการธุระเสร็จ ให้รอนานเลย"

"ธุระของท่านต้องมาก่อนครับ"

ยู่วเจิ้งรีบลุกขึ้นยืน โค้งคำนับมู่เหลียงเล็กน้อย

มู่เหลียงยิ้ม รู้ว่าอีกฝ่ายปากไม่ตรงกับใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากความ

เขานั่งลงที่เก้าอี้ประธาน สาวใช้น้อยยกน้ำชาร้อนๆ มาเสิร์ฟ

ยู่วเจิ้งแนะนำตัว

"ท่านเจ้าเมือง ผมคือยู่วเจิ้ง ผู้รับผิดชอบหอการค้ายู่วเจิ้ง ส่วนนี่ลูกสาวผม เฟ่ยเอ๋อครับ"

ยู่วเฟ่ยเอ๋อลอบมองสำรวจมู่เหลียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเห็นใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ของเขา ใบหน้าจิ้มลิ้มก็แดงซ่านขึ้นมา

"อืม มาครั้งนี้มีธุระอะไรงั้นเหรอ?"

มู่เหลียงพยักหน้าถาม

ยู่วเจิ้งยืดตัวตรง สีหน้าจริงจัง

"ผมมาครั้งนี้ เพราะอยากจะทำข้อตกลงการค้ากับท่านเจ้าเมืองครับ"

"ทำข้อตกลงการค้า?"

มู่เหลียงเลิกคิ้วเล็กน้อย ผายมืออย่างสนใจ

"ลองว่ามาสิ"

"คืออย่างนี้ครับ ผมอยากจะขอซื้อต้นชาที่ใช้ผลิตชาประกายแสง"

ยู่วเจิ้งกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง

สิ้นเสียงคำขอนั้น ทั้งห้องรับรองก็ตกอยู่ในความเงียบงัน

มู่เหลียงมีสีหน้าแปลกใจ ซื้อต้นชาที่ทำชาประกายแสง? นั่นมันต้นไม้แห่งชีวิตไม่ใช่เหรอ?

เสี่ยวจื่อและเหยาเอ๋อสบตากัน ทั้งสองมีสีหน้าแปลกประหลาดเช่นกัน พยายามกลั้นขำกันสุดฤทธิ์

"ทำไมครับ?"

ยู่วเจิ้งมองปฏิกิริยาของทุกคนด้วยความงุนงง

มู่เหลียงส่ายหน้า กล่าวเรียบๆ ว่า

"ท่านยู่วเจิ้ง เลิกคิดเรื่องเพ้อฝันนี้เถอะครับ"

"ทำไมถึงเพ้อฝันล่ะครับ?"

ยู่วเจิ้งขมวดคิ้ว

มู่เหลียงส่ายหน้า ตอบแบบขอไปทีว่า

"เพราะคุณจ่ายไม่ไหว และผมก็ไม่ขายด้วย"

"ไม่มีอะไรที่ยู่วเจิ้งอย่างผมจ่ายไม่ไหวหรอกครับ ท่านเสนอราคามาเถอะ"

ยู่วเจิ้งยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ

"ประเมินค่าไม่ได้"

มู่เหลียงเงยหน้าตอบเสียงเรียบ

"ไม่มีอะไรที่ประเมินค่าไม่ได้หรอกครับ"

ยู่วเจิ้งส่ายหน้าแย้งอีกครั้ง

"ต้องยอมรับว่าผมเห็นด้วยกับคำพูดของคุณนะ แต่สำหรับผม ต้นชานั้นประเมินค่าไม่ได้จริงๆ"

มู่เหลียงยิ้มบางๆ ยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นจิบ

ยู่วเจิ้งอ้าปากค้าง ถามอย่างไม่ยอมตัดใจว่า

"ท่านเจ้าเมือง มีต้นชาอยู่กี่ต้นครับ?"

"ห้าต้น"

มู่เหลียงตอบส่งๆ

คลังกลางทั้งสี่แห่งมีต้นชาประกายแสงแห่งละหนึ่งต้น บวกกับต้นไม้แห่งชีวิตที่เมืองเต่าทมิฬ รวมกันเป็นห้าต้นพอดี

"ห้าต้น... งั้นผมขอซื้อด้วยผลึกอสูรระดับ 8 ห้าก้อน ได้ไหมครับ?"

ยู่วเจิ้งมองมู่เหลียงตาเป็นมัน

"ผลึกอสูรระดับ 8 ห้าก้อน ตีเป็นเงินทมิฬก็แค่สองล้านห้าแสน... ซื้อไม่ได้แม้แต่ต้นเดียวด้วยซ้ำ..."

หยุนซินบ่นพึมพำเสียงเบา

ในสายตาของสาวใช้น้อย ต้นไม้แห่งชีวิตย่อมประเมินค่าไม่ได้ มันคอยปกป้องเมืองเต่าทมิฬ เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของเมือง

มู่เหลียงหลุบตาลง กล่าวอย่างเย็นชาว่า

"ท่านยู่วเจิ้ง ต่อให้คุณเอาผลึกอสูรระดับราชันมาห้าก้อน ก็ยังซื้อต้นชาประกายแสงไม่ได้แม้แต่ต้นเดียว"

"อะไรนะ!!"

ยู่วเจิ้งเบิกตากว้าง

ผลึกอสูรระดับราชันระดับ 10 ห้าก้อน ถ้าแลกเป็นเงินทมิฬก็ปาเข้าไปสองพันห้าล้านเชียวนะ แต่กลับซื้อต้นชาประกายแสงไม่ได้แม้แต่ต้นเดียวงั้นเหรอ

"เพราะงั้น กลับไปเถอะครับ การค้านี้ไม่มีทางสำเร็จหรอก"

มู่เหลียงพูดจบก็ลุกขึ้น

เขาทิ้งยู่วเจิ้งและยู่วเฟ่ยเอ๋อไว้ แล้วก้าวเดินออกจากห้องรับรองไป

มู่เหลียงจะกลับไปแก้ไขแบบแปลนโรงแรมต่อ เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้เริ่มลงมือปรับปรุงร้านเหล้าถูหลาน

"ท่านพ่อ?"

ยู่วเฟ่ยเอ๋อเขย่าแขนยู่วเจิ้งเบาๆ เพื่อเรียกสติเขา

"ไป กลับกันเถอะ"

ยู่วเจิ้งหน้าดำคล้ำ จูงมือลูกสาวลุกขึ้น เดินออกจากปราสาทไปด้วยความหงุดหงิด

จบบทที่ ตอนที่ 1255 ซื้อต้นไม้แห่งชีวิตงั้นเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว