- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1125 ฟันกำไรก้อนโต
ตอนที่ 1125 ฟันกำไรก้อนโต
ตอนที่ 1125 ฟันกำไรก้อนโต
วู่ว วู่ว วู่ว...
บนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เรือใหญ่สามลำแล่นเรียงกันเป็นรูปตัววี
ลำที่แล่นนำอยู่หน้าสุดคือเรือธง
ภายในห้องเก็บสินค้าที่เต็มไปด้วยข้าวของซูจียืนพิงผนัง เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอก
ซ่า ซ่า...
ได้ยินเพียงเสียงคลื่นกระทบข้างเรือเท่านั้น
โครก คราก...
ท้องของแม่มดร้อยหน้าส่งเสียงประท้วงออกมาสองครั้ง
"หิวแล้วแฮะ หาอะไรกินหน่อยดีกว่า"
ซูจีพึมพำ
เธออยู่บนเรือมาห้าวันแล้ว ตลอดห้าวันมานี้เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องเก็บสินค้า พอไม่มีคนก็เผยร่างออกมานั่งเหม่อลอย พอหิวก็หยิบของในห้องเก็บสินค้ามากิน
ในห้องนี้มีเสบียงตุนไว้เพียบ ทั้งมันเทศ มันเทศตากแห้ง และขนมอบที่เก็บไว้ได้นาน
เธอแค่หยิบกินอย่างละนิดอย่างละหน่อย ก็ไม่มีใครจับได้แล้ว
"ไม่ได้การ วันนี้ต้องหาของร้อนๆ กินบ้าง"
ซูจีมองลังมันเทศตากแห้งแล้วก็หมดอารมณ์จะกิน
ไม่ได้กินอาหารปรุงสุกร้อนๆ มาห้าวันแล้ว มันทำให้เธอเริ่มคิดถึงเมืองเต่าทมิฬจับใจ
วันๆ เอาแต่อุดอู้อยู่ในห้อง ไม่มีใครคุยด้วย ไม่มีอะไรให้ทำ มันน่าเบื่อเกินไปแล้ว
"ระวังหน่อย ไม่น่าจะโดนจับได้หรอก"
ซูจีสูดหายใจลึก เอื้อมมือไปตบเกราะภูติผีเบาๆ เพื่อเปิดใช้การล่องหน
เธอย่างเท้าเบาๆ ค่อยๆ ขยับไปที่ประตูห้องเก็บสินค้า
เธอแนบหูฟัง เสียงข้างนอกเงียบกริบ
"ไม่มีคน?"
ซูจีขมวดคิ้ว ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ แง้มประตูออกเป็นช่องเล็กๆ
มือของเธอชะงัก คอยสังเกตความเคลื่อนไหวภายนอกต่อ
ผ่านไปพักใหญ่ ก็ยังไม่มีเสียงอะไร เธอถึงถอนหายใจโล่งอก ค่อยๆ เปิดประตูให้กว้างพอที่ตัวจะลอดผ่านไปได้
บานประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ทำเอาแม่มดร้อยหน้าใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
เธอภาวนาในใจ ชะโงกหน้าออกไปมองดู ทางเดินว่างเปล่าไร้ผู้คน
"ไม่มีคนจริงๆ ด้วย"
ซูจีถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกครั้ง
เธอจับทิศทาง แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังห้องโดยสารอีกห้องหนึ่ง
ยังไม่ทันจะเข้าใกล้ จมูกก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคย
"หมี่เปรี้ยวเผ็ด?"
ดวงตาของซูจีเป็นประกาย มั่นใจว่าต้องเป็นของโปรดของเธอแน่ๆ
เธอเร่งฝีเท้า เดินไปถึงหน้าประตูห้องโดยสารเป้าหมาย
ประตูห้องไม่ได้ปิด ภายในมีคนนั่งอยู่เจ็ดแปดคน ในจำนวนนั้นมี หมิวต้ะ และ ต้าฉี รวมอยู่ด้วย
พวกเขานั่งล้อมวงรอบโต๊ะ ตรงหน้ามีชามใบใหญ่ว่างเปล่าวางอยู่ ทุกคนกำลังกลืนน้ำลายรอพ่อครัวปรุงหมี่เปรี้ยวเผ็ด
ซูจีเม้มริมฝีปาก เข้าใจได้ทันทีว่าห้องนี้คือห้องอาหารและครัวของพวกเขา
กลิ่นหอมของหมี่เปรี้ยวเผ็ดทำเอาเธอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ค่อยๆ ย่องเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง
"ถีเจี้ยน ยังไม่เสร็จอีกเหรอวะ?"
ต้าฉีเอาตะเกียบเคาะชาม เร่งยิกๆ
ถีเจี้ยนโวยวายกลับมา
"อย่าใจร้อนสิวะ คู่มือบอกว่าต้องต้มห้านาทีถึงจะกินได้"
เขาเป็นหัวหน้าพ่อครัว จะต้มยังไงก็เรื่องของเขาสิ
ถีเจี้ยนใช้ทัพพีคนเส้นหมี่ในน้ำเดือด สายตาจจับจ้องนาฬิกาทรายบนโต๊ะเขม็ง
หมี่เปรี้ยวเผ็ดพวกนี้ซื้อมาจากร้านบะหมี่ในย่านการค้า เป็นเส้นตากแห้งพร้อมเครื่องปรุงสำเร็จรูป
ซื้อกลับมาแค่ต้มเส้นให้สุก ใช้น้ำเดือดละลายผงปรุงรส ก็จะได้หมี่เปรี้ยวเผ็ดร้อนๆ พร้อมทาน
ถ้าซื้อทีเดียวร้อยชุด ทางร้านจะแถมนาฬิกาทรายจับเวลามาให้ด้วยหนึ่งอัน
"ไม่เห็นต้องเป๊ะห้านาทีขนาดนั้นก็ได้มั้ง"
หมิวต้ะ เบะปาก เริ่มหมดความอดทนเหมือนกัน
"ไม่ได้ ถ้าไม่ต้มตามคู่มือ เกิดไม่อร่อยขึ้นมาจะทำไง?"
ถีเจี้ยนตีหน้าเครียด จริงจังสุดขีด
"เออๆ ได้ๆ"
หมิวต้ะ โบกมืออย่างรำคาญ
ที่มุมห้อง แม่มดร้อยหน้าจ้องมองหมี่เปรี้ยวเผ็ดในหม้อตาไม่กระพริบ
ท้องของเธอส่งเสียงร้องอีกแล้ว หิวจนไส้จะขาด
"ท้องใครร้องวะ?"
ต้าฉี หัวเราะแห้งๆ
"ท้องแกนั่นแหละ"
หมิวต้ะ ปรายตามองรองหัวหน้าทีมด้วยความสงสัย
"เป็นไปไม่ได้ ถ้าผมหิว เสียงต้องดังกว่านี้เยอะ!"
ต้าฉี เถียงเสียงดังฟังชัด
"เออนั่นสิ"
หมิวต้ะหลุดขำก๊าก
"......"
ซูจีพูดไม่ออก ได้แต่เอามือกุมท้องด้วยความหงุดหงิด
"เสร็จแล้ว"
ถีเจี้ยนเทผงปรุงรสลงไปในหม้อ น้ำซุปใสเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานทันที มีน้ำมันพริกลอยฟ่องน่ากิน
เขายกหม้อใบใหญ่ ก้าวสามขุมมาวางไว้กลางโต๊ะยาว
"ว้าว น่ากินชะมัด!"
ต้าฉีตาเป็นประกาย กลืนน้ำลายเอือกๆ
"อย่าเพิ่งแย่งกัน ฉันตักก่อน"
หมิวต้ะลุกขึ้นยืนคำรามลั่น ทำเอาต้าฉีและคนอื่นๆ ต้องนั่งลงอย่างเสียไม่ได้
ซูจีที่ซ่อนตัวอยู่เบะปาก มองดูราวกับเห็นพวกบ้านนอกเข้ากรุง
หมิวต้ะตักเส้นใส่ชามจนพูน แต่ตักน้ำซุปแค่นิดเดียว
เขานั่งลงอย่างพึงพอใจ เริ่มซดเส้นเสียงดัง รสเผ็ดร้อนทำให้ริมฝีปากคล้ำๆ ของเขาแดงเจือขึ้นมา
"อร่อยเหาะ!"
หมิวต้ะชมไม่ขาดปาก
ซู้ด... ซู้ด...
ต้าฉีและคนอื่นๆ ก็กินกันเสียงดังไม่แพ้กัน น้ำซุปกระเด็นกระดอนเลอะเทอะไปหมด
ซูจีกัดริมฝีปากล่าง พยายามกลั้นเสียงกลืนน้ำลาย
เธอหงุดหงิดตัวเอง ทำไมต้องเดินเข้ามาทรมานตัวเองที่นี่ด้วย ยิ่งเห็นยิ่งหิว ยิ่งคิดถึง เมืองเต่าทมิฬ
"หัวหน้า พอกลับไปถึง เราจะเอาอะไรไปขายที่เมืองเต่าทมิฬดีครับ?"
เค่อตั๋วล่า กลืนเส้นลงคอ หันไปถามหัวหน้าที่กินจนปากมันแผลบ
ต้าฉีเงยหน้าตอบแทรก
"พวกนั้นไม่ได้ไปสืบมาแล้วเหรอ ว่าทวีปฝั่งนี้ขาดแคลนผลไม้ ขาดแคลนมากๆ ด้วย เราแค่ขนผลไม้มาขาย ก็ฟันกำไรเละแล้ว"
ข่าวพวกนี้ สมาชิกทีมผจญภัยไปสืบมาจากย่านการค้า
ซูจีที่ซ่อนอยู่ในความมืดแทบกลั้นขำไม่อยู่ แผ่นดินใหญ่น่ะขาดแคลนผลไม้จริง แต่มีเมืองเต่าทมิฬกับ คลังกลางอยู่ คนพวกนี้คงคำนวณผิดถนัด
เว้นแต่จะขนไปขายในที่กันดารห่างไกล แต่แบบนั้นต้นทุนก็จะสูงลิบ กำไรคงไม่เยอะอย่างที่วาดฝันไว้หรอก
"พวกงี่เง่า"
เธอขยับปากด่าแบบไม่มีเสียง
"หัวหน้า ผลไม้สดมันเก็บได้ไม่นานนะ"
เค่อตั๋วล่าเตือนสติ
รับซื้อผลไม้จากทวีปที่พกวเขาอยู่ ล่องเรือไปทะเลหมอก ฝ่าดงหมอกข้ามมายังทวีปนี้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาสองเดือน ถึงตอนนั้นผลไม้คงเน่าเละเป็นโคลนไปหมดแล้ว
หมิวต้ะโบกมือ พูดเสียงแหบพร่า
"เรื่องง่ายๆ ก็เอาผลไม้ไปตากแห้งสิวะ แล้วค่อยขนมาขาย"
เขาก้มหน้าซดน้ำซุปเผ็ดร้อน รู้สึกแสบปากแต่สะใจ
เค่อตั๋วล่าตาลุกวาว ตื่นเต้นขึ้นมา
"ความคิดดีครับ ทำเป็นผลไม้ตากแห้ง ก็เก็บได้นานครึ่งค่อนปีแล้ว"
"ฮ่าๆๆ ผลไม้บ้านเราไม่แพง เอามาเพิ่มราคาขายที่นี่สักหลายเท่าตัว ยังไงก็ขายออก"
หมิวต้ะตาเป็นประกายหัวเราะร่า
ต้าฉีวางตะเกียบลงกระแทกโต๊ะอย่างแรง พูดด้วยความตื่นเต้น
"ขอแค่สำเร็จ ต่อไปพวกเราก็มีกินมีใช้ไม่ขาดมือแล้ว"
"ฮ่าๆๆๆๆ..."
เสียงหัวเราะอย่างลำพองใจดังลั่นห้องโดยสาร
"......"
ซูจียิ้มเยาะค่อยๆ ถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ เตรียมกลับไปที่ห้องเก็บสินค้า เพื่อส่งข่าวที่ได้ยินมานี้กลับไป เมืองเต่าทมิฬ
"ไอ้พวกโง่ ยังจะกล้าฝันว่าจะเพิ่มราคาหลายเท่าตัวอีกนะ"
เธอเบะปาก
เธอเดินกลับทางเดิม ตั้งใจว่ารอดึกกว่านี้ค่อยแอบไปหาของกินในครัว ช่วงนี้คงต้องกินมันเทศตากแห้งประทังชีวิตไปก่อน
เธอถอนหายใจเงียบๆ
"เฮ้อ คิดถึง เมืองเต่าทมิฬ จังเลย..."