- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1113 รถไฟ
ตอนที่ 1113 รถไฟ
ตอนที่ 1113 รถไฟ
เนินสูงชั้นเจ็ด ณ โรงงานยุทธภัณฑ์วิญญาณ
ภายในห้องทำงานของอาหลี่เช่อและอาหลี่ย่า สองพี่น้องกำลังก้มหน้าก้มตาประดิษฐ์ชิ้นส่วนหัวรถจักร
อาหลี่ย่าวางกระดูกสัตว์อสูรที่ผ่านการแปรรูปแล้วลงบนโต๊ะ เอียงคอพูดว่า
"พี่ มาช่วยสร้างเส้นเลือดหน่อย!"
แม้สองพี่น้องจะเป็นช่างสร้างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับสูงแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นระดับสูงที่อ่อนหัด
ถ้าให้คนใดคนหนึ่งสร้างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับสูงเพียงลำพังคงลำบากน่าดู แต่ถ้าสองพี่น้องร่วมมือกันก็จะง่ายขึ้นมาก
"ได้"
อาหลี่เช่อวางมือจากงานตรงหน้า เดินมาช่วยน้องสาวสร้างเส้นชีพจร
สิ่งที่พวกเธอกำลังทำอยู่คือชิ้นส่วนเชื่อมต่อภายในหัวรถจักร ใช้สำหรับเชื่อมต่อลูกปืนและเครื่องจักรไอน้ำ
วิ้ง...
ดวงตาสีม่วงอ่อนของอาหลี่เช่อสว่างวาบ ตั้งสมาธิใช้พลังของเธอ
อาหลี่ย่าเองก็ใช้พลังเช่นกัน ดวงตาสีเทาเปล่งประกายลึกลับ ทำให้กระดูกสัตว์อสูรกลายเป็นโปร่งแสง มองเห็นเส้นเลือดเล็กละเอียดภายในได้อย่างชัดเจน
เธอหยิบแว่นขยายมาส่อง ตั้งใจมองหาจุดที่สามารถปิดผนึกได้ เพื่อให้การสร้างเส้นเลือดเสร็จสมบูรณ์
อาหลี่ย่ารับหน้าที่หาช่องว่างในวัตถุดิบ ส่วนอาหลี่เช่อลงมือปรับแต่งเส้นเลือด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่ทำงานร่วมกัน ทุกอย่างจึงดูราบรื่น
ทั้งสองก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้นถึงครึ่งชั่วโมง เส้นเลือดเส้นแรกถึงจะเสร็จสมบูรณ์
"พักก่อนเถอะ"
อาหลี่ย่าหลับตาสีเทาลง รู้สึกปวดตาตุบๆ จำเป็นต้องพักสายตาสักครึ่งชั่วโมง
อาหลี่เช่อหยิบขวดแก้วผลึกบรรจุน้ำยาสีเขียวอ่อนมาวางข้างมือน้องสาว
"คราวนี้ทนได้นานขึ้นนะ"
"อื้อ"
อาหลี่ย่าเงยหน้าขึ้น หยอดน้ำยาสีเขียวอ่อนลงในดวงตา พร้อมกับส่งเสียงตอบรับในลำคอ
น้ำยาสีเขียวอ่อนนี้ทำจากการเจือจางน้ำตานางฟ้า ช่วยบรรเทาอาการตาล้าของอาหลี่ย่าหลังใช้พลัง
ยิ่งใช้พลังบ่อยขึ้นและนานขึ้น อาหลี่ย่าก็สามารถใช้พลังต่อเนื่องได้นานถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว
"สบายตาจัง"
อาหลี่ย่าหลับตาพริ้ม ความเย็นสดชื่นทำให้เธอรู้สึกดีมาก
อาหลี่เช่อตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
"วันนี้น่าจะประกอบหัวรถจักรเสร็จนะ"
"น่าจะไหว"
อาหลี่ย่ายกมือนวดขมับเบาๆ รอให้อาการปวดตาหายไป
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป อาการปวดตาของเด็กสาวผมเทาก็หายเป็นปลิดทิ้ง
"ฟู่ว..."
อาหลี่ย่าลืมตาขึ้นพรูลมหายใจออก
"ทำต่อเถอะ"
เธอกล่าวเสียงใส
"จ้ะ"
อาหลี่เช่อขานรับ
ทั้งสองก้มหน้าก้มตาสร้างเส้นเลือดต่อไป และทำงานเพลินจนลืมเวลา
กว่าจะทำชิ้นส่วนหัวรถจักรครบทุกชิ้น ท้องฟ้าข้างนอกก็มืดสนิทแล้ว
อาหลี่เช่อมองนาฬิกาลูกตุ้มบนผนัง เข็มสั้นชี้ไปที่เลขแปดแล้ว เธอขยับคอที่ปวดเมื่อย ยิ้มขื่นๆ
"กะเวลาผิดจนได้ วันนี้คงทำไม่เสร็จแล้วล่ะ"
อาหลี่ย่าขยี้ตา
"พรุ่งนี้น่าจะเสร็จแล้วล่ะ"
"งั้นพรุ่งนี้ค่อยเชิญท่านเจ้าเมืองมาแล้วกัน"
อาหลี่เช่อพยักหน้า ประคองน้องสาวให้นั่งลง
เธอพูดเสียงอ่อนโยน
"เธอพักก่อนเถอะ ที่เหลือพี่จัดการเอง"
"ค่ะ"
อาหลี่ย่าพยักหน้าอย่างว่าง่าย
อาหลี่เช่อ ขนชิ้นส่วนที่เสร็จแล้วใส่รถเข็น เข็นออกจากห้องทำงาน
หัวรถจักรเมื่อประกอบเสร็จแล้วจะมีขนาดไม่เล็ก ประกอบข้างนอกจะสะดวกกว่า ตอนทดสอบจะได้ไม่ต้องขนย้ายออกมาอีก
ในพื้นที่โรงงานยุทธภัณฑ์วิญญาณ มีลานจัตุรัสเล็กๆ ที่ไม่เปิดให้คนนอกเข้า ด้านบนของลานจัตุรัสคือลานเมฆลอยฟ้าของชั้นแปด ซึ่งช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของโรงงานได้เป็นอย่างดี
อาหลี่เช่อ นำรางแก้วผลึกที่ทำไว้ล่วงหน้าออกมา ติดตั้งลงบนพื้นลานจัตุรัส
หัวรถจักรขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ดังนั้นรางจึงทำจากแก้วผลึกได้ เพราะทั้งแข็งแรงทนทานไม่แพ้รางเหล็กกล้า
กึก กึก กึก...
อาหลี่เช่อเริ่มประกอบหัวรถจักร ลงมือทำเองทุกขั้นตอน กลัวว่าจะมีขั้นตอนไหนผิดพลาดแล้วจะเกิดปัญหาตามมาเป็นพรวน
เธอทำคนเดียวอยู่ครึ่งชั่วโมง น้องสาวก็ตามมาช่วย
โครก คราก...
ท้องของทั้งคู่ร้องประสานเสียงกัน
"ไปหาอะไรกินกันเถอะ"
อาหลี่เช่อหันไปมองน้องสาว
"งั้นเดี๋ยวไปเอาของกินมาให้"
อาหลี่ย่ารับอาสา
เธอคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องทำงาน หยิบกล่องอาหารเดินออกจากโรงงานยุทธภัณฑ์วิญญาณ มุ่งหน้าไปโรงอาหารเพื่อห่ออาหารกลับมา
พอกลับมาถึง อาหลี่เช่อก็ประกอบฐานหัวรถจักรเสร็จแล้ว กำลังติดตั้งล้อ ปรับมุมให้ลงล็อกกับรางแก้วผลึกพอดี
"กินข้าวก่อนเถอะ อิ่มแล้วค่อยมาทำต่อ"
อาหลี่ย่าตะโกนเรียก
อาหลี่เช่อตอบโดยไม่เงยหน้า
"มาแล้ว"
มื้อเย็นวันนี้มีแป้งมันเทศทอด ข้าวสวย เนื้อสัตว์อสูรน้ำแดง และซุปไข่ใส่มะเขือเทศหนึ่งชาม
อาหารยังร้อนกรุ่น ดูน่ากินเป็นพิเศษ
"น่ากินจัง"
อาหลี่เช่อเม้มริมฝีปาก
อาหลี่ย่าพูดเสียงใส
"ดื่มซุปก่อนสิคะ ปากพี่แห้งแตกหมดแล้ว"
"เธอก็เหมือนกันแหละ"
อาหลี่เช่อจิ้มแก้มยุ้ยๆ ของน้องสาว
หลังจากคืนภูติจันทรุปราคาผ่านพ้นไป สองพี่น้องก็ขลุกอยู่ในโรงงานยุทธภัณฑ์วิญญาณตลอด เพื่อเร่งสร้างหัวรถจักรให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
อาหลี่ย่ายิ้มหวาน
"รีบกินตอนร้อนๆ เถอะ"
"เธอกินเยอะๆ หน่อย ผอมลงไปตั้งเยอะ"
อาหลี่เช่อมองแก้มตอบๆ ของน้องสาวด้วยความสงสาร
อาหลี่ย่าจับแก้มตัวเอง ถามอย่างสงสัย
"จริงเหรอ?"
"จริงสิ"
อาหลี่เช่อพยักหน้ายืนยัน
อาหลี่ย่าหัวเราะคิกคัก
"ก็ดีสิคะ ผอมๆ สวยดีออก"
"แค่นี้ก็ผอมจะแย่แล้ว"
อาหลี่เช่อบ่นอุบ
อาหลี่ย่าเปลี่ยนเรื่องคุย
"พี่…. พี่ว่า เมืองแห่งอนาคตตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง?"
"ไม่รู้สิ..."
อาหลี่เช่อชะงักมือที่กำลังเคี้ยวข้าว
เมืองแห่งอนาคตจะรอดพ้นจากพวกห่าผีมายาได้ไหมนะ?
"หึ คนชั่วพวกนั้น ขอให้โดนผีมายากัดตายให้หมด"
อาหลี่ย่ากัดฟันกรอด หน้าตาถมึงทึงด้วยความโกรธแค้น
ขอบตาเธอแดงระเรื่อ พอนึกถึงเมืองแห่งอนาคต ก็พาลนึกถึงพ่อที่ตายไป อารมณ์ก็ดำดิ่งลงทันที
"ถึงพวกผู้อาวุโสจะเลวระยำ แต่ชาวเมืองคนอื่นเขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยนี่นา ถ้าผีมายาบุกเข้าไปได้ คนคงตายกันเกลื่อนแน่"
อาหลี่เช่อถอนหายใจ
เธออยากให้ผู้อาวุโสหนึ่งและสองของ เมืองแห่งอนาคตตายๆ ไปซะ แต่ไม่อยากให้ชาวเมืองคนอื่นต้องมารับเคราะห์ด้วย
"เชอะ..."
อาหลี่ย่าแค่นเสียงเย็น ตักข้าวเข้าปากคำโตเพื่อระบายอารมณ์
อาหลี่เช่อพูดเสียงเบา
"พรุ่งนี้ลองถามท่านฉินหลานดูสิ เผื่อจะมีข่าวคราวของเมืองแห่งอนาคตบ้าง"
"อื้อ พอดีเลย จะได้เชิญท่านมู่เหลียงมาด้วย"
อาหลี่ย่าพยักหน้า
อาหลี่เช่อทำหน้าจริงจัง
"งั้นคืนนี้ต้องประกอบหัวรถจักรให้เสร็จ พรุ่งนี้ทดสอบ ถ้าสำเร็จค่อยไปเชิญท่านมู่เหลียงมา"
"ต้องสำเร็จแน่นอน รู้สึกได้เลย"
อาหลี่ย่าเชิดคางอย่างมั่นใจ
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิ"
อาหลี่เช่อหัวเราะเบาๆ คิดว่าน้องสาวคงพูดปลอบใจตัวเอง
ง่ำ ง่ำ...
อาหลี่ย่าเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ อาหารอร่อยช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นมาก
แม้จะเริ่มมีการปลูกข้าวเจ้าเป็นจำนวนมากแล้ว แต่คนที่มีปัญญาได้กินข้าวสวยร้อนๆ ก็ยังมีน้อยมาก นี่แสดงให้เห็นว่าโรงอาหารบนพื้นที่สูงนั้นดีเลิศแค่ไหน