- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1071 ประชากรคือรากฐานของ การพัฒนามาโดยตลอด
ตอนที่ 1071 ประชากรคือรากฐานของ การพัฒนามาโดยตลอด
ตอนที่ 1071 ประชากรคือรากฐานของ การพัฒนามาโดยตลอด
“มี?”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงที่กำลังจะหันหลังเดินจากไปชะงักงัน หันขวับกลับมาจ้องชาเลา
ชาเลาพยักหน้า อธิบาย
“ครับ เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเพิ่งแลกเปลี่ยนมาจากพ่อค้าเร่ร่อนคนหนึ่ง”
เขาเห็นว่าอสูรหมอกน่ารักดี เลยคิดจะฝึกให้เชื่องแล้วส่งไปให้น้องสาวเป็นของขวัญวันเกิด
“อยู่ที่ไหน?”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงซักต่อ
“อยู่ในคลังกลางนี่แหละครับ ท่านมู่เหลียงตามผมมาเลย”
ชาเลากล่าวอย่างนอบน้อม
“นำไปสิ”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงพยักหน้า
ชาหน่าสูดหายใจเข้าลึกตะโกนลั่น
“ท่านมู่เหลียงมาแล้ว เปิดประตูต้อนรับ!!”
“ท่านมู่เหลียงมา!”
ผู้มีพลังที่เฝ้าประตูตกใจ
“เร็วเข้า เปิดประตู”
ผู้มีพลังรีบหมุนฟันเฟืองขนาดมหึมา ท่ามกลางเสียงครืนครั่น ประตูใหญ่ของฐานทัพก็เปิดออกจนสุด
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงเดินเข้ามาในคลังกลาง เหล่ากองกำลังทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ต่างทำความเคารพอย่างนอบน้อม
“ท่านเจ้าเมือง!”
เสียงที่พร้อมเพรียงกันดังสะท้อนไปทั่วคลังกลาง
“อืม”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงเงยหน้าขานรับ
เขากวาดตามองไปรอบคลังกลางหนึ่งรอบ คิ้วค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน เห็นผู้คนมากมายกำลังเบียดเสียดกันอยู่หน้าประตูเขตหวงห้ามของคลังกลาง
“คนพวกนี้กำลังทำอะไร?”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงมองไปยังชาเค่อฟู่
หัวใจของชาเค่อฟู่สั่นสะท้านตอบตามความจริง
“ท่านครับ คนพวกนี้อยากจะเข้าไปใน เขตหวงห้าม แต่ถูกสั่งสกัดไว้”
“ใครอยากเข้าไป ก็จับโยนออกไป”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงกล่าวเสียงเย็นชา
ต้นชาเขียวประกายและปลาอัญมณีคือรากฐานการทำงานของคลังกลาง เป็นศักยภาพหลักของเมืองเต่าทมิฬ ห้ามคนนอกเข้าไปรับรู้โดยเด็ดขาด
“ครับ!”
ในใจของชาเค่อฟู่เหงื่อตก รีบขานรับอย่างนอบน้อม
เหล่าประชาชนที่ก่อนหน้านี้ก่อเรื่องสีหน้าเปลี่ยนไป ก้มหน้าลงอย่างหวาดผวา
“ท่านเจ้าเมือง ผมไปนำอสูรหมอกมาให้นะครับ?”
ชาเลาถามเสียงนอบน้อม
“อืม”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงขานรับ
“ครับ!”
ชาเลาถอนหายใจโล่งอก หันหลังรีบวิ่งจากไป
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงกวาดตามองไปรอบๆ ทำการตรวจตราอย่างง่ายๆ
สิบกว่านาทีต่อมา ชาเลาก็หิ้วกรงเหล็กใบหนึ่งวิ่งกลับมา
กรงเหล็กไม่ใหญ่ กว้างยาวเพียงครึ่งเมตร ด้านในขังอสูรร้ายตัวหนึ่งที่ดูซึมเซาไว้
อสูรร้ายรูปร่างเล็กกะทัดรัด เหมือนแมวพันธุ์แร็กดอลล์ขนยาวบนโลก เพียงแต่ทั่วทั้งตัวเป็นสีเทา ดวงตาสีดำ รูม่านตาเป็นสีขาวจางๆ มันมีหางสามหางที่ยาวกว่าลำตัว ขนปุกปุย เหมือนหางจิ้งจอกอย่างมาก
“ท่านเจ้าเมือง นี่คืออสูรหมอกครับ”
ชาเลายื่นกรงเหล็กไปข้างหน้า
“เมี๊ยว???”
อสูรหมอกอ้าปากร้องเสียงแผ่วเบาไร้เรี่ยวแรง ดูออกว่ามันอ่อนแอมาก
“เสียงร้องก็เหมือนแมว...”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงเม้มปาก
เขาหันไปถาม: “มันเป็นอะไรไป?”
“เอ่อ...”
ชาเลาเผยสีหน้าเจื่อนๆ กล่าวอย่างอับอาย
“มันไม่ค่อยยอมกินอาหารเลยครับ ทุกสามวันถึงจะกินเนื้อสักครั้ง”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงพยักหน้าช้าๆ ยื่นมือไปรับกรงเหล็ก แล้วเปิดประตูกรงออก
เอี๊ยด
ประตูกรงค่อยๆ เปิดออก ดวงตาอสูรที่หรี่ปรือของอสูรหมอกพลันเบิกกว้าง ร่างกายโก่งตัวขึ้น หางทั้งสามสะบัดไปมาอย่างกระสับกระส่าย
“ออกมาสิ”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงเอ่ยเรียบๆ
อสูรหมอกขู่เสียงต่ำ ดวงตาทั้งสองสว่างวาบเป็นประกายลึกลับ หมอกควันจำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากขนของมัน ในพริบตาก็ปกคลุมพื้นที่รัศมีสิบเมตรโดยรอบ
“แย่แล้ว มันจะหนี!”
ชาเลาอุทานลั่น
“ใจเย็น”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงยื่นมือออกไป คว้าจับอสูรหมอกจากในม่านหมอกได้อย่างแม่นยำ
“เมี๊ยว?”
หมอกควันสลายไปอย่างรวดเร็ว อสูรหมอกถูกพันธนาการไว้กลางอากาศ แขนขาทั้งสี่ดิ้นรนอย่างสุดกำลัง
ชาเลาและคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงยื่นมือออกไป แตะลงบนหัวของอสูรหมอกเบาๆ
เงียบ... ไม่มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่คาดไว้ดังขึ้น
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงขมวดคิ้ว ร่างแยกไม่สามารถฝึกสัตว์อสูรงั้นหรอ?
เขาพ่นใยแมงมุมมัดอสูรหมอกไว้ส่งๆ ป้องกันไม่ให้มันหนีไปอีก
“จะส่งมันกลับไปให้ร่างจริงยังไงดี?”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงก้มหน้าครุ่นคิด หรือว่าต้องให้ร่างแยกไม้วิ่งไปส่งเอง?
ชาเค่อฟู่เอ่ยถามอย่างนอบน้อม
“ท่านเจ้าเมืองมาที่นี่ แล้วเมืองเต่าทมิฬจะไม่เป็นอันตรายหรือครับ?”
“ไม่หรอก”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงตอบส่งๆ
เมืองเต่าทมิฬมีร่างจริงของมู่เหลียงคอยบัญชาการอยู่ โอกาสที่จะเกิดอันตรายมีไม่มากนัก
ชาเค่อฟู่ถามเสียงอ่อย
“แล้วท่านเจ้าเมืองจะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ครับ?”
“เดี๋ยวก็ไปแล้ว”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงเหลือบมองชาเค่อฟู่แวบหนึ่ง
เขายังต้องไปดูคลังกลางอีกสองแห่ง ไม่สามารถอยู่ที่เมืองปักษาตลอดไปได้
“อย่างนั้นหรือครับ...”
ชาเค่อฟู่แอบถอนหายใจในใจ ถ้าหากมีผีมายาระดับสูงบุกมาอีกจะทำอย่างไร?
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงอุ้มอสูรหมอกขึ้นมา เตรียมจะพามันไปด้วย รอจนมีโอกาสค่อยส่งกลับเมืองเต่าทมิฬ
“เมี๊ยว???”
อสูรหมอกดิ้นรน ร้องไม่หยุด
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงยื่นมือไปดีดหัวอสูรหมอกเบาๆ ใยแมงมุมเส้นเล็กๆ อุดปากของมันไว้ ทำให้มันสงบลง
ชาเลารวบรวมความกล้าถาม
“ท่านเจ้าเมืองครับ ถ้าหากยังมีผีมายาขั้นเก้ามาโจมตีคลังกลางอีก พวกเราควรจะทำอย่างไรดีครับ?”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงกล่าวเรียบๆ
“ม่านพลังผลึกแก้วที่เสริมความแข็งแกร่งแล้ว สามารถทนรับการโจมตีของผีมายาขั้นเก้าได้ ตราบใดที่ไม่ผลีผลามออกไปก็จะไม่เป็นอะไร”
“จริงเหรอครับ?”
ชาเลาเบิกตากว้าง สามารถทนรับการโจมตีของผีมายาขั้นเก้าได้ ม่านผลึกนี้ก็เทียบเท่ากับยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับสูงแล้วสิ!
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงจ้องมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
“...”
ชาเลารู้ความรีบหุบปาก เข้าใจดีว่าถ้ายังพูดไร้สาระ อีกแม้แต่ประโยคเดียว คงจะได้โดนดีแน่
“ก่อนจะไป ฉันจะไปสำรวจดูรังของผีมายาในป่าก่อน”
ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง อุ้มอสูรหมอกเดินออกไปข้างนอก
คลังกลางยังเกือบจะต้านทานการโจมตีของผีมายาขั้นเก้าไม่ไหว แล้วเมืองใหญ่อื่นๆ ในป่าหว่านกู่ ตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง?
เขาคิดจะแวะไปดูสักหน่อย บางทีอาจจะพอเหลือคนไว้สำหรับอนาคตได้บ้าง
ประชากรคือรากฐานของ การพัฒนามาโดยตลอด
“น้อมส่งท่านเจ้าเมือง!!”
ชาเค่อฟู่โค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง
“น้อมส่งท่านเจ้าเมือง!”
กองกำลังพิทักษ์และพนักงานทุกคนต่างยกมือทำวันทยหัตถ์ มองส่งร่างแยกไม้ของมู่เหลียงเดินออกจากคลังกลางไป
หลังจากที่ร่างแยกไม้ของมู่เหลียงจากไป ประตูฐานทัพก็ปิดลงดังสนั่น
ชาหน่าผ่อนคลายลง หันกลับมามองชาเค่อฟู่ ทอดถอนใจ
“ท่านพ่อ ท่านไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วจริงๆ ครับ”
“ฉันไม่เป็นไร พักผ่อนสักสองวันก็หายดีแล้ว”
ลูกกระเดือกของชาเค่อฟู่ขยับขึ้นลง
เขามองไปยังลูกชายทั้งสอง กำชับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ควบคุมคนของเราให้ดี อย่าให้เข้าไปใกล้เขตหวงห้ามอีก ผู้ใดฝ่าฝืน ขับไล่ออกจากฐานทัพทันที”
“ครับ!”
ชาหน่าและชาเลาพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“หวังว่าพวกเจ้าจะเข้าใจกฎระเบียบ ที่นี่คือคลังกลางของเมืองเต่าทมิฬ ไม่ใช่บ้านของพวกเจ้า ไม่ใช่คิดจะทำอะไรก็ทำได้”
ชาเค่อฟู่มองไปยังเหล่าประชาชนที่มาจากเมืองปักษาสวรรค์ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของคลังกลาง ก็อย่าหาว่าไม่เกรงใจ”
“ครับๆ ท่านเจ้าเมืองวางใจได้ พวกเราไม่ก่อเรื่องวุ่นวายแน่นอน”
“ใช่แล้ว พวกเราเป็นคนเรียบร้อยจะตาย”
เหล่าประชาชนที่ไม่ได้ก่อเรื่องต่างพากันเอ่ยปาก แสดงความเข้าใจ
ส่วนพวกที่ก่อนหน้านี้ก่อเรื่อง ต่างก็ก้มหน้าลงอย่างอับอาย ไม่กล้าสบตาชาเค่อฟู่และคนอื่นๆ