เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 ลอบสังหาร

ตอนที่ 10 ลอบสังหาร

ตอนที่ 10 ลอบสังหาร


“พ่อบ้าน!!!”

หัวหน้าค่ายตะโกนออกมาจากห้องโถง

“มาแล้วขอรับ”

ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหัวหน้าค่ายทันที

“วันนี้แกได้ไปทำตามคำสั่งของฉันแล้วใช่ไหม”

หัวหน้าค่ายถามขึ้น

“ท่านหัวหน้า….วันนี้ผมไปตามที่ท่านบอกแต่ไม่พบคนของกลุ่มโจรเคราโลหิตเลย”

พ่อบ้านกัดฟันพูดต่อ

“ผมรอมันอยู่ที่เนินเขาทั้งวัน แต่ก็ไม่เห็นหัวมันสักคน”

“เป็นไปไม่ได้! ข้านัดแนะกับหัวหน้าของมันเรียบร้อยแล้ว”

หัวหน้าค่ายถึงกับลุกขึ้นจากเก้าอี้

เขามองพ่อบ้านอย่างไม่พอใจ และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเย็นชา

“แกไม่เห็นคนของกลุ่มโจรเคราโลหิตจริงๆ หรือแกไม่ได้ไปกันแน่”

“เจ้านาย กระผมไม่กล้าหลอกท่าน หรือขัดคำสั่งท่านอยู่แล้ว”

พ่อบ้านรีบปฏิเสธทันที

“ฮึ!! ถ้างั้นมันอาจจะมาช้าก็ได้”

หัวหน้าค่ายจ้องเขม็งไปทางพ่อบ้าน และพยายามลดโทสะลง ก่อนจะออกคำสั่ง

“ไปที่เนินเขาเดิมอีกครั้งวันพรุ่งนี้ รอจนกว่าจะเจอคนของกลุ่มเคราโลหิต และบอกกับพวกมันได้เลยว่าให้เริ่มดำเนินแผนเร็วกว่ากำหนด ให้เริ่มวันมะรืนได้เลย”

“รับทราบแล้ว”

พ่อบ้านพยักหน้ารับ

“ไปไหนก็ไป”

หัวหน้าค่ายโบกมือไล่พ่อบ้านทันที

“ขอรับ”

พ่อบ้านโค้งตัวลงเล็กน้อยก่อนจะเดินถอยหลังออกไป

ตูม!!

หัวหน้าค่ายพลิกคว่ำโต๊ะอาหาร ก่อนที่จะแหกปากตะโกนออกมาราวกับสัตว์ป่า

“ไอพวกเวรนั้นก็คิดจะแยกตัวออกไป แกคิดหรอว่าจะไปจากเงื้อมมือของฉันได้!”

น้ำเสียงของหัวหน้าค่ายดูแห่บพร่าขึ้น

“พวกเราต้องการไปที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์….”

หัวหน้าค่ายพูดด้วยสำเนียงที่ล้อเลียน

“ก็ลองไปดูสิ!! ใครที่มันกล้าตีตัวจากฉันไปละก็ ฉันจะฆ่ามันทุกคน!”

เวลานี้บ่อน้ำของค่ายใกล้ที่จะแห้งแล้ว ทำให้ทีมนักล่าของค่ายนั้นต้องการย้ายไปยังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์

ทั้งสามคนที่มาร่วมโต๊ะอาหารด้วยคือหัวหน้าของทีมนักล่า

ในมื้อค่ำนี้พวกเขาทั้งสามมาเพื่อหยั่งเชิงกับหัวหน้าค่าย และยืนคำขาด

ทำให้หัวหน้าค่ายนั้นโกรธอย่างมาก และรู้สึกเหมือนหมาที่ตัวเองเลี้ยงไว้กำลังจะหนีจากไป

“ฉันต้องการเข้าร่วมกับกลุ่มเคราโลหิต!”

หัวหน้าค่ายนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง พร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปาก

“ดูเหมือนว่าพวกมันคงไม่ยอมแน่ๆ”

แผนการหาน้ำทั้งหมดเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น

หัวหน้าค่ายได้ตกลงกับหัวหน้าของกลุ่มโจรเคราโลหิตไว้แล้ว เขาเพียงรอให้พวกโจรบุกเข้ามาและฆ่าคนในค่าย

ก่อนที่จะแสร้งเป็นผู้นำที่ดีปกป้องคนในค่ายที่เหลือ และแกล้งทำเป็นถูกบีบให้เข้าร่วมกับกลุ่มโจรเคราโลหิต

กลุ่มเคราโลหิตเองก็ต้องการคนเพิ่ม และผู้หญิงเข้ากลุ่มด้วย

และด้วยข้อตกลงที่ทำเอาไว้ เขาจะได้เป็นหนึ่งในหัวหน้าของทีมนักล่า และมีอำนาจในกลุ่มโจรแห่งนี้

“....”

นัยน์ตาสีดำของมู่เหลียงนั้นฉายออกถึงความโกรธแค้น  เขาแทบทนไม่ไหวที่จะลุกขึ้นไปปาดคอชายผู้นี้ตอนนี้เวลานี้ทันที

แลกชีวิตคนในค่ายเพื่อจะได้เข้ากลุ่มและมีอำนาจ

โชคดีที่มู่เหลียงนั้นเจอกับกลุ่มโจรเคราโลหิตก่อน และจัดการพวกมันไป อีกทั้งการที่เขาจะมาเตือนเรื่องโจรที่จะบุก ทำให้มู่เหลี่ยงได้ยินเรื่องต่ำช้าของหัวหน้าค่าย

ด้วยนิสัยและความคิดที่ไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของโจร เด็ก ผู้หญิง และคนแก่จะต้องเจอชะตากรรมเช่นใดบ้างมู่เหลียงไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการความโหดร้ายนั้น

หากว่าวันนี้มินโฮไม่เจอกับกลุ่มโจรเข้า และไม่ตัดสินใจไปกับเขา…อะไรจะเกิดขึ้นกับมินโฮบ้าง?

มู่เหลียงส่ายหัวไปมาเพื่อสลัดความคิดอันแสนหดหู่นี้ออกจากหัว

แค่นึกถึงรอยยิ้มที่เปื้อนไปด้วยฝุ่นของมินโฮ ก็ทำให้มู่เหลียงอย่างจะระบายความโกรธแค้นนี้กับหัวหน้าค่าย

มู่เหลี่ยงตัดสินใจแล้วว่าจะกำจัดสวะตัวนี้ซะ

เขาก้าวออกมาจากเงามืดอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าของเขาไร้เสียงใดๆ ทั้งสิ้นไม่ต่างจากผี

เขาหลบแสงสะท้อนจากเปลวเพลิงที่อยู่ภายในห้อง  เพื่อไม่ให้เกิดเงาขึ้นตามผนังจนผิดสังเกต

ในที่สุดมู่เหลี่ยงก็ยืนอยู่หลังหัวหน้าค่าย

“ไอ้พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก!!!  ทำไมถึงไม่ยอมเป็นหมาที่เชื่อฟังเหมือนเมื่อก่อน”

หัวหน้าค่ายนั้นหัวพิงกับพนักเก้าอี้ ด้วยความรู้สึกที่เคียดแค้น

มู่เหลี่ยงเองเอียงหัวเล็กน้อยเพื่อดูด้านหน้า ก่อนที่จะเห็นว่าโต๊ะข้างๆ มีผ้าขนสัตว์อยู่ เขาจึงนำมามัดเป็นม้วน

“แต่ลูกสาวของเจ้าสามตัวนั้น…หึๆ ก็น่ากินไม่….อ้ะ!!”

ระหว่างที่หัวหน้าค่ายกำลังยิ้มอย่างชั่วร้ายและคิดถึงเรื่องต่ำช้าที่ทำ ปากของเขาก็ถูกผ้าขนสัตว์รัดเอาไว้

“อู้ๆๆๆ”

หัวหน้าค่ายกลัวอย่างมาก และดิ้นไปมาพยายามที่จะลุกขึ้น แต่มู่เหลี่ยงล็อคคอของเขาไว้ และกดลงกับเก้าอี้

“นรกยินดีต้อนรับ!”

มู่เหลียงกระซิบเบาๆ

“อู้!!!!”

หัวหน้าค่ายนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นกลัวสุดขีด เขาเอาสองมือพยายามดึงแขนของมู่เหลียงออก

-เขาหวาดกลัวอย่างมาก และแม้ว่าตัวของเขาจะเป็นผู้ทรงพลังก็ตาม แต่แรงของเขากลับไม่สามารถสลัดออกจากการรัดนี้ได้

“ลาก่อน!”

กร็อบ!!

ด้วยแขนอันแข็งแรงของมู่เหลียง เพียงการออกแรงเต็มกำลังมันก็ไม่ต่างจากคีมหนีบเหล็กที่หักกระดูกได้อย่างง่ายดาย

หัวหน้าค่ายหยุดขัดขืนและแน่นิ่งไป คอของเขาพับลงราวกับไร้อะไรค้ำจุน สายตาของหัวหน้าค่ายยังคงเบิกกว้างมองไปยังห้องโถงแห่งนี้

“ตายได้ก็ดี!”

มู่เหลี่ยงสลัดตัวออกจากร่างของหัวหน้าค่ายทันที และปล่อยให้ศพนอนอยู่ตรงนั้น

หลังจากฆ่าหัวหน้าค่ายแล้ว มู่เหลี่ยงก็ค้นของภายในห้องแห่งนี้ และเอาทุกสิ่งที่อยากได้ไป

เขาเอามีดเหล็กบนโต๊ะไปสองสามเล่ม นอกนั้นมู่เหลี่ยงก็ไม่ได้เอาอะไรไปมาก

นอกจากเครื่องโลหะอีกสองสามชิ้น

ใช้ได้หรือไม่ก็ไม่สำคัญกับเขา

หากมีเวลามากพอ เขามีความรู้พอที่จะหลอมเหล็กพวกนี้สร้างของขึ้นมาใหม่ได้

“มีแต่ของดีๆ เต็มไปหมด”

มู่เหลียงลองดึงดาบยาวที่อยู่ในฝักที่ห้อยอยู่บนผนังห้องออกมาดู  และถูกใจก่อนที่จะห่อด้วยผ้าและเอาห้อยหลังกลับไปด้วย

หลังจากค้นทั้งห้องโถงหมดแล้ว เขาก็ไปค้นต่อที่ห้องนอนของหัวหน้าค่าย

“โห!! ไอเลวตัวนี้มีแต่ของดีๆ เก็บไว้จริงๆ”

มู่เหลี่ยงถึงกับเลิกคิ้วด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าภายในห้องของหัวหน้าค่ายนั้นหรูหราขนาดไหน

ที่นอนทำจากหนังสัตว์ที่เขาไม่รู้จัก มีหัวของหมาป่าสามตัวแขวนอยู่บนผนังห้อง และดาบยาววางอยู่บนโต๊ะข้างๆ เตียง

มู่เหลี่ยงหยิบดาบเล่มนั้นขึ้นมา มันดูงดงามมาก และตัดสินใจเก็บกลับไปด้วย ก่อนที่มู่เหลี่ยงจะลื้อโต๊ะลิ้นชักในห้อง

เขาเจอกล่องไม้ลังหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดมันออกดู และเห็นว่าภายในนั้นมีผลึกอสูร 7 อัน และมีขนาดที่ต่างกัน

“เจอแล้ว!”

มุมปากของมู่เหลียงยกสูงขึ้น เขาถือผลึกอสูรไว้ในมือแน่น

-ติ๊ง!! ตรวจพบแหล่งพลังงาน เจ้านายต้องการเปลี่ยนเป็นแต้มฝึกฝนหรือไม่-

“เฮ้อ..การจะเป็นคนรวยโดยพึ่งโชคลาภคงเป็นไปไม่ได้เลยสินะ”

มู่เหลี่ยงส่ายหัวอย่างหนักใจ

แต้มฝึกฝนที่เขามีอยู่ก่อนหน้านี้คือ 80 แต้ม และเมื่อรวมกับผลึกพวกนี้ทำให้เขามีแต้มฝึกฝน 420 แต้ม

ตอนนี้เขาสามารถที่จะวิวัฒนาการสัตว์อสูรของเขาให้เป็นระดับ 3 ได้แล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 10 ลอบสังหาร

คัดลอกลิงก์แล้ว