เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1 โลกที่ไร้อารยธรรม

ตอนที่ 1 โลกที่ไร้อารยธรรม

ตอนที่ 1 โลกที่ไร้อารยธรรม


“ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง…เรื่องข้ามมายังโลกอื่น และเป็นโลกหลังวันโลกาพินาศแบบนี้อีก….นี้พระเจ้าท่านต้องการมอบโอกาสให้ผมเริ่มต้นใหม่ หรือลงโทษกันแน่?”

มู่เหลี่ยงบ่นกับตัวเองอย่างสิ้นหวัง หลังจากที่ได้ผ่านเหตุการณ์ข้ามโลกมา

มู่เหลียงอยู่มาอยู่ที่โลกนี้ได้ห้าวันแล้ว และการที่เขาเคยเป็นทหารเก่าทำให้เขาเริ่มเก็บข้อมูลของโลกแห่งนี้มาได้บ้างเล็กน้อย

โลกแห่งนี้กว้างใหญ่กว่าโลกที่เขาเคยอยู่ แต่อารยธรรมทั้งหมดถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว

แผ่นดินไม่สามารถทำการเพาะปลูกอะไรได้อีกแล้ว พื้นที่กว่าหลายพันกิโลเมตรรกร้าง และไร้ชีวิตชีวา

ฝนตกต่อปีน้อยมาก และถึงจะตกลงมาก็เป็นฝนพิษ

ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝุ่นหนาทึบ จนแสงไม่สามารถสาดส่องลงมาได้ มีนานๆ ครั้งที่แสงของแดดส่องลงมาถึงพื้นดิน

“หาได้นอนพักฟื้นสักวันสองวันก็น่าจะมีกำลังไปต่อ…”

มู่เหลี่ยงนั้นขยับแขนของตัวเองดู และรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวมาจากข้างในแขนของเขา

หากจะใช้งานได้จริงๆ คงต้องพักฟื้นอย่างน้อยห้าวันเต็มๆ

มู่เหลี่ยงที่นั่งอยู่ในกระท่อมไม้เล็กๆ และพยายามสอดส่องสายตาออกไปข้างนอกตลอด

เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ ภาพของแผ่นดินที่แห้งแล้งก็ยิ่งดูน่าสลดใจมากขึ้น

“โลกนี้มันพังไปแล้ว ไม่ต่างจากโลกหลังวันโลกาพินาศ มันคือจุดจบของโลกเราสักวันหนึ่ง….แต่ฉันดันต้องมาเจอมันก่อนเนี้ยสิ”

มู่เหลียงนั้นเป็นเด็กกำพร้า และไม่มีปัญญาส่งตัวเองเรียนในวิทยาลัย เขาจึงสมัครเข้ากองทัพหลังจากที่เรียนไปได้ครึ่งทางแล้ว

5 ปีในกองทัพในฐานะทหารหน่วยรบพิเศษ อยู่ๆ แผลเก่าของเขาก็กำเริบ ทำให้มู่เหลียงไม่มีทางเลือกนอกจากออกจากกองทัพ

เขาวางแผนที่จะเอาความรู้ต่างๆ ที่ได้รับมาจากกองทัพ มาทำคลิปวิดีโอสั้นๆ

เพื่อถ่ายทำรายการเอาชีวิตรอดในจังหวัดทุรกันดาร

โดยที่ไม่คาดฝัน มู่เหลียงนั้นโชคร้ายเจอรอยแยกประหลาดขณะที่เกิดแผ่นดินไหว เลยตกเข้าไปในนั้น

เวลานั้นเขาคิดว่าตัวเองจะตายแล้ว

แต่ชั่วพริบตาต่อมาเมื่อเขาลืมตาขึ้นก็พบว่ากำลังนอนอยู่ในโลกที่พังทลายไม่ต่างจากวันโลกาพินาศ ร่างกายของเขาเจ็บปวดจนขยับตัวไม่ได้

โชคดีที่ตรงนี้ไม่ใช่เส้นทางที่คนสัญจรมากนัก และบังเอิญมีเด็กสาวที่แต่งตัวเหมือนเด็กผู้ชายช่วยเขาเอาไว้ และพามู่เหลียงมารักษาที่บ้านของตัวเอง

มู่เหลี่ยงนั้นถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

“ช่วยไม่ได้ คงต้องเอาชีวิตรอดในโลกที่พังพินาศนี้แล้วสินะ”

เขาอยู่ในฐานะคนจรหากคนในค่ายนี้เจอเข้า เขาก็ต้องรีบหนีทันที

ตามที่มินโฮบอกกับเขา ว่าคนจรจะถูกตีและซ้อมจนตาย หรือไม่ก็ถูกนำไปใช้งานอย่างหนักจนเสียชีวิต

ไม่ว่าทางไหน มู่เหลี่ยงก็ไม่ต้องการทั้งนั้น

มินโฮคือเด็กสาวที่แต่งตัวเหมือนเด็กผู้ชาย เป็นคนที่ช่วยมู่เหลี่ยงเอาไว้ และเด็กน้อยก็เป็นคนแอบพามู่เหลียงมารักษาที่บ้านของเธอ

แคร็ก!!

อยู่ๆ ก็มีเสียงกิ่งไม้เล็กๆ หักดังขึ้น

มู่เหลียงนั้นฟื้นคืนสติทันที และแง้มมองดูข้างนอกอย่างระมัดระวัง

เขาเห็นร่างเล็กๆ ที่ดูมอมแมมกำลังเดินตรงมายังกระท่อมไม้แห่งนี้

มู่เหลียงที่ตื่นตัวเต็มที่ ก็ลดการป้องกันลง เพราะร่างนั้นคือมินโฮ

แอ๊ด….

เสียงของประตูกระท่อมไม้เปิดออก อย่างช้าๆ และระมัดระวัง

ก่อนที่จะปิดลงในทันที

“อ้ะ!!!.....นายทำอะไรของนายน่ะ แอบอยู่หลังประตูทำไม แถมไม่พูดไม่จาสักคำ”

เมื่อมินโฮปิดประตูก็เห็นว่ามู่เหลียงนั้นแอบอยู่ใกล้ๆ ทำให้หัวใจของเด็กน้อยแทบวาย

“ออกล่าเป็นไงบ้าง”

มู่เหลียงก้าวออกมาจากประตู และเอนตัวนั่งลง

“มู่เหลียง นายเก่งจริงๆ กับดักที่นายสอนให้ฉันทำมันช่วยฉันได้เยอะจริงๆ”

มินโฮพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น และมู่เหลี่ยงเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน

มินโฮก็พูดต่อทันที

“วันนี้ฉันจับกิ้งก่าได้เยอะกว่าทุกวันที่ผ่านมาเลยหล่ะ!!”

“จับมาได้กี่ตัวละ”

มู่เหลี่ยงถามต่อพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

ตลอดห้าวันที่ได้อยู่กับมินโฮ มู่เหลี่ยงไม่เคยบอกว่าเขารู้ว่ามินโฮเป็นผู้หญิง และแกล้งตามน้ำเด็กน้อยไปก่อน

“ฮี่ๆๆ นายต้องตกใจแน่ๆ”

มินโฮยิ้มอย่างขี้เล่น ก่อนที่จะหยิบถุงผ้าที่สะพายอยู่กับตัวขึ้นมา และเทสิ่งที่อยู่ในถุงออกมา เป็นกิ้งก่าตัวเล็กๆ ขนาดประมาน 10 เซนติเมตรได้

หลังจากนั้นมินโฮก็เอามาจัดเรียง ต่อหน้ามู่เหลียง ทั้งหมด 7 ตัว

“แล้ววันนี้ทำกับดักหินไปกี่อัน”

มู่เหลียงถามขึ้นเมื่อเห็นแผลบนนิ้วของเด็กสาว

“ทำได้แค่ 22 อัน เพราะเวลาไม่พอ”

มินโฮนั้นพูดอย่างประมาทเล็กน้อย และเม้มริมฝีปากเบาๆ

“แต่ๆ…พรุ่งนี้ฉันจะทำกับดักให้มากถึง 30 อันแน่นอน”

“อย่าทำเยอะเกินไป ระวังคนอื่นมาเห็นด้วย”

มู่เหลียงเตือนเด็กน้อยอย่างใจเย็น

“อื้อ!!”

แล้วเหมือนมินโฮจะนึกอะไรขึ้นได้

แล้วเด็กน้อยก็กัดริมฝีปาก ก่อนจะพูดอย่างกระวนกระวาย

“เพราะหากว่าไม่สามารถทำกับดักได้เยอะๆ เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายค่าส่วยจะไม่พอจ่ายให้มู่เหลี่ยงนะสิ…”

“แล้วยังขาดอีกเท่าไหร่”

มู่เหลียงถามต่อ พร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย

ในห้าวันที่อยู่ที่นี่มู่เหลียงได้เรียนรู้ถึงกฏต่างๆ ในค่าย หากต้องการอยู่อาศัยในค่ายแห่งนี้จำเป็นต้องจ่ายค่าส่วยให้กับส่วนกลางของค่าย

“รวมกิ้งก่าที่จับมาได้ทั้งหมด ตอนนี้ ยังขาดกิ้งก่าตัวเล็กอีก 30 ตัว….”

มินโฮก้มหน้าด้วยความหัวเสีย

ห้าวันที่ได้อยู่ด้วยกัน วันแรกๆ ทั้งสองต่างหวาดระแวงกันและกัน แต่มู่เหลียงนั้นใช้อุปกรณ์เอาชีวิตรอดในป่าที่ติดตัวมาแลกเปลี่ยนกับเด็กน้อยว่าให้ช่วยเก็บเรื่องของเขาเป็นความลับ

และจนถึงเมื่อคืน มู่เหลียงได้สอนการสร้างกับดักหินในการจับสัตว์ตัวเล็กๆ ให้กับมินโฮ

ด้วยการช่วยเหลือและการดูแลจากมู่เหลียงทำให้เด็กน้อยรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่อยู่ด้วย

มู่เหลียงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“แล้วส่วนของ มินโฮมีจ่ายรึยัง”

การหาของมาจ่ายค่าส่วยนั้นไม่ได้ยากอะไร หากเพียงร่างกายแข็งแรงพอที่จะออกล่าได้ ก็ล่ากิ้งก่าตัวเล็กๆ มาจ่ายได้

มินโฮนั้นไม่ได้ตอบคำถาม แต่พูดขึ้นอย่างแผ่วเบา

“ฉันเคยส่งกิ้งก่าไป 35 ตัวก่อนหน้านี้ รอบนี้ 5 ตัวก็น่าจะพอแล้ว”

“หากไม่พอก็ไม่เป็นไรจ่ายของมินโฮไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปเอง”

“ห้ะ!! จะไปแล้วงั้นหรอ?”

มินโฮเงยหน้าขึ้นอย่างร้อนรน และดูประหลาดใจอย่างมาก เด็กน้อยไม่รู้ว่าจะทำตัวเช่นไร

“ใช่ ฉันเกือบจะหายดีแล้ว”

มู่เหลียงนั้นกำหมัดสองสามครั้งเพื่อแสดงให้มินโฮเห็นว่าเขาเริ่มหายดีแล้ว

“เหลืออีกสามวันก่อนถึงกำหนด ฉันหาจ่ายให้มู่เหลียงทันแน่นอน!!”

มินโฮนั้นพูดขึ้นอย่างร้อนรน

โดยที่ไม่รอให้มู่เหลียงตอบ เด็กน้อยรีบวิ่งไปคุ้ยกองหิน และหยิบกล่องไม้ออกมาทันที

“ฉันยังมีกิ้งก่าตากแห้งอีก!! มันพอที่ฉันจะจ่ายส่วยในส่วนของมู่เหลียงได้!”

มินโฮเปิดกล่องไม้ออกมา และหยิบกิ้งก่าตากแห้ง 8 ตัวให้มู่เหลี่ยงดู

“เก็บมันไว้เถอะ มันเป็นอาหารฉุกเฉินของมินโฮไม่ใช่รึไง”

มู่เหลียงนั้นหรี่ตาลงเล็กน้อย และรู้สึกสะเทือนใจ

เขาพูดเตือนมินโฮด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“อย่าลืมสิ!! ฉันเป็นผู้ใหญ่นะ ค่าส่วยของฉันมันมากกว่าของมินโฮอยู่แล้ว”

“แต่…แต่..”

มินโฮนั้นอยู่ๆ ก็สั่นเทาไปทั้งตัว ราวกับไม่ยอมรับในคำพูดนี้

“มันต้องมีหนทางอื่นอยู่สิ!”

เด็กสาวลืมคิดถึงว่าค่าส่วยของผู้ใหญ่นั้นมากกว่าของเด็ก แต่มินโฮต้องการที่จะให้มู่เหลียงอยู่กับเธอต่อ  เธอวางแผนเอาไว้ว่าจะสร้างกับดักหินจับกิ้งก่าเพิ่มอีกไม่กี่ตัวก็น่าจะพอจ่ายส่วยให้มู่เหลียง

“ลืมข้อตกลงในวันแรกที่เราเจอกันแล้วงั้นหรอ”

มู่เหลียงนั้นมองหน้าเด็กน้อยอย่างใจเย็น

วันที่มินโฮช่วยเขาเอาไว้ วันนั้นมินโฮคิดว่ามู่เหลี่ยงตายแล้ว เด็กน้อยจึงพยายามค้นร่างของเขาเพื่อเอาของไป

แต่แล้วมู่เหลี่ยงก็ส่งเสียงออกมา ทำให้มินโฮรู้ว่าคนคนนี้ยังไม่ตาย ทำให้มินโฮตกใจแทบช็อก

แล้วหลังจากนั้นเด็กน้อยที่อ่อนต่อโลกก็ถูกเล่ห์กลของมู่เหลี่ยงหลอก

มู่เหลี่ยงเสนอข้อแลกเปลี่ยนโดยขอความช่วยเหลือจากเด็กสาว แลกกับอุปกรณ์เดินทางของเขาทั้งหมด

ในวันนั้นมินโฮพูดเอาไว้ว่า ข้อตกลงนี้จะยุติทันทีเมื่อมู่เหลี่ยงจากไป

“ฉัน…”

มินโฮนั้นหน้าแดงก่ำราวกับอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร

แล้วเด็กน้อยก็หันกลับไป และดึงกระเป๋าลายพรางออกมาจากใต้เตียงไม้

เด็กน้อยหยิบกระเป๋าเป้อย่างระมัดระวัง และวางลงตรงหน้าของมู่เหลียง

“ฉันไม่ได้แตะต้องอะไรทั้งสิ้น ของทั้งหมดยังอยู่ภายในนั้น”

มินโฮเม้มริมฝีปากแน่น และแสดงออกถึงความเขินอาย

“ฉันจะคืนมันให้นายทั้งหมด แต่อยู่กับฉันต่อได้ไหม”

“แล้วเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องอยู่ต่อละมินโฮ”

มู่เหลียงไม่ได้สนใจกระเป๋าเลย ได้แต่ถามด้วยความสงสัย

“เราสองคนเพิ่งจะรู้จักกันได้ห้าวัน ไม่กลัวฉันเป็นคนเลวงั้นหรอ?”

เขาเตือนเด็กน้อยด้วยความหวังดีและไม่ต้องการเอาของคืนกลับมา แต่อยากรู้ว่าทำไมเด็กน้อยคนนี้ถึงเปลี่ยนไป

“ฉัน…ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

มินโฮก้มหน้าลงและบิดชายเสื้อไปมา

แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กน้อยรู้คือเมื่อมู่เหลี่ยงบอกว่าจะจากไปมินโฮรู้สึกทุกข์ใจอย่างมาก

นี้เป็นความรู้สึกเดียวกับเมื่อสี่ปีก่อนที่พี่สาวของเด็กน้อยจากไป เพราะไม่มีสิ่งของไปจ่ายค่าส่วยให้ค่าย

เด็กน้อยต้องการจะแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง

ตอนนั้นมินโฮยังเด็กอยู่ จึงทำอะไรไม่ได้  และตลอดเวลาที่ผ่านมาเด็กน้อยต้องอยู่คนเดียว และรู้สึกเหงาอย่างมากตั้งแต่พี่สาวจากไป

“เดี๋ยวก่อน….ฉันน่าจะมีอย่างอื่นที่จ่ายค่าส่วยได้อีก!”

แล้วอยู่ๆ มินโฮก็เหมือนนึกอะไรได้และรีบไปหาของสิ่งนั้นทันที

เด็กน้อยมองไปรอบๆ และมุดลงไปใต้เตียง

“เจอแล้ว!! มันยังไม่ตาย!”

แล้วอยู่ๆ เด็กน้อยก็ส่งเสียงร้องแห่งความดีใจออกมา

“อะไร หรือมินโฮ”

มู่เหลียงถามด้วยความสงสัย

มินโฮออกมาจากใต้เตียงและถือเต่าตัวหนึ่งขึ้นมา ตัวของมันเท่ากับฝ่ามือ และส่งให้มู่เหลียงอย่างระมัดระวัง

“เต่า?”

มู่เหลียงพูดอย่างประหลาดใจ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปอุ้มเจ้าเต่าตัวนี้

-ติ๊ง!! ตรวจพบสิ่งมีชีวิตที่ฝึกเลี้ยงได้ ระบบนักฝึกอสูรถูกเปิดใช้งาน-

จบบทที่ ตอนที่ 1 โลกที่ไร้อารยธรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว