เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 75 หลังฟ้าสาง ให้ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

บทที่ 75 หลังฟ้าสาง ให้ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

บทที่ 75 หลังฟ้าสาง ให้ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น


"เฉินเยี่ย ฉันบอกให้คุณไปได้แล้วเหรอ?"

เฉินเยี่ยกำลังจะลุกขึ้น สาวผมชมพูก็คว้าขากางเกงเขาไว้แน่น

เฉินเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย

เขาไม่ใช่ผู้ชายประเภทเห็นผู้หญิงแล้วขาอ่อนเดินไม่ไหว

ต่อให้สาวผมชมพูน่ารัก หรือมีประโยชน์มากแค่ไหน

แต่ความอดทนของเขาก็มีขีดจำกัด

พอก้มลงมอง ก็เห็นดวงตากลมโตฉ่ำน้ำของสาวผมชมพูเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา

ภายใต้แสงจันทร์สีเลือด มันดูน่าสงสารปนเย้ายวนอย่างประหลาด

เป็นความงามที่สับสนงุนงง

ไม่เหมือนโจวเสี่ยวเสี่ยว และไม่เหมือนสวีลี่นา

ถ้าใช้คำฮิตในเน็ต นี่มันคือเพดานแห่งความ "บริสุทธิ์ปนยั่วยวน" ชัดๆ

เฉินเยี่ยไม่เคยเห็นนาน่าในมุมนี้มาก่อน

หัวหน้าฉู่ที่อยู่ข้างๆ พอเห็นฉากนี้เข้า ก็ตาสว่างขึ้นมาทันที ดวงตาที่มักจะเรียบเฉย

ตอนนี้เหมือนหมาเห็นกระดูก

เฉินเยี่ยสาบานได้ว่าเห็นไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นลุกโชนอยู่ในตาหมอนั่น

"อะแฮ่ม... เออ... พวกนายคุยกันตามสบายนะ ฉันง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อน"

ไอ้บ้า นี่มันบทพูดของฉันเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ?

"หัวหน้าฉู่ ไม่ใช่... ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะ..."

"คิดบ้าอะไร..."

ฉู่เช่อหัวเราะหึๆ ส่งสายตามีเลศนัย "ฉันเข้าใจ วางใจเถอะ ไม่มีใครมารบกวนหรอก"

"ฉู่เช่อ ไอ้เวร!"

เฉินเยี่ยอยากจะดึงขาออกมา

แต่สาวผมชมพูกอดขาเขาไว้แน่นจนแกะไม่ออก

เฉินเยี่ยข่มความรำคาญไว้ เห็นแก่ว่าเป็นคนในขบวนรถเดียวกัน เห็นแก่ที่เธอเป็นมือหนึ่งของขบวนรถ เห็นแก่ที่เธออาจมีประโยชน์ในอนาคต

วันนี้ป๋าจะใจเย็นเป็นพิเศษหน่อยแล้วกัน

"นาน่า เธอเมาแล้ว..."

"ฉันเปล่า... แค่นี้เอง..."

"เฉินเยี่ย... ฟังฉันนะ..."

สาวน้อยพยายามยันตัวขึ้นมาซบไหล่เฉินเยี่ย กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งตัว

ตอนกินข้าวเมื่อกี้ เธอกินไปนิดเดียว

ดูเหมือนวันนี้เธอจะมีเรื่องในใจ เลยเอาแต่ดื่มเหล้า

เป็นที่รู้กันว่า คนเมาพอพูดคำว่า "ฟังฉันนะ" เมื่อไหร่ แปลว่ามีนิทานให้ฟังยาวแน่

"เฉินเยี่ย นายรู้ไหม? จริงๆ แล้ว... จริงๆ แล้วฉันไม่ได้ชื่อนาน่า ฉันชื่อเชี่ยนเชี่ยน นาน่าเป็นชื่อพี่สาวฉัน ซุนนาน่า..."

พอฉู่เช่อรู้ว่าคืนนี้มีเรื่องเด็ดให้เผือกแน่ๆ

หัวหน้าฉู่ผู้ภายนอกดูเคร่งขรึมแต่ภายในชอบสอดรู้สอดเห็น ก็รู้สึกคันยุบยิบเหมือนมีมดแปดร้อยตัวไต่ยั้วเยี้ยอยู่ในใจ

หัวหน้าฉู่ชอบฟังความลับ

บางครั้งความลับก็หมายถึงเรื่องชาวบ้าน

แต่หัวหน้าฉู่ไม่ชอบฟังต่อหน้า หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในวงสนทนา

เขาชอบแอบฟัง

แอบฟังความลับของคนอื่นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้

นี่คือยาบำรุงจิตวิญญาณชั้นยอดสำหรับฉู่เช่อ

ฉู่เช่อยังสั่งลุงอาเป่าไว้ด้วยว่า ห้ามใครไปรบกวนเฉินเยี่ยกับนาน่า

จากนั้นก็กลับไปที่รถ เปิดวิทยุแอบฟัง

แถมยังมีเวลาชงชาผูเอ่อร์มาจิบอีกกานึง

"เฉินเยี่ย นายรู้ไหม?..."

อาจเป็นเพราะการต่อสู้กับแมงป่องหน้าคนเมื่อกลางวัน ไปสะกิดความลับที่ดำมืดที่สุดในใจสาวน้อยเข้า

เฉินเยี่ยไม่ได้พูดอะไร นั่งฟังเงียบๆ

ขนาดเฉินเยี่ยที่ว่าแน่ พอได้ฟังเรื่องนี้ ก็อดตกใจไม่ได้

นาน่าแซ่ซุน ชื่อซุนเชี่ยนเชี่ยน

นาน่าเป็นชื่อเล่นพี่สาวเธอ

ถ้าวันสิ้นโลกไม่เกิดขึ้น นาน่า ไม่สิ ซุนเชี่ยนเชี่ยน ตอนนี้คงเป็นเฟรชชี่ปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ใช้ชีวิตไร้กังวลในรั้วมหาลัย

ซุนเชี่ยนเชี่ยนเกิดในครอบครัวที่อบอุ่นมาก

รวมเธอด้วย ที่บ้านมีสมาชิกเจ็ดคน ปู่ ย่า พ่อ แม่ พี่สาว เธอ และน้องชายอีกคน

ฐานะทางบ้านร่ำรวย พ่อแม่มีหน้าที่การงานดี รายได้งาม เป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม

ปู่กับย่าได้เงินบำนาญเดือนละหลายหมื่น

พี่สาวก็กำลังเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัยชื่อดัง จบมาอนาคตสดใสแน่นอน

ส่วนน้องชาย ถึงจะซนไปหน่อยก็น่ารัก

ครอบครัวแบบนี้ ใครเห็นก็ต้องอิจฉา

ซุนเชี่ยนเชี่ยนภูมิใจและมีความสุขกับครอบครัวตัวเองมาตลอด

จนกระทั่งวันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

เมื่อวานเพิ่งได้รับใบตอบรับเข้าเรียน

เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมา ซุนเชี่ยนเชี่ยนเห็นทุกคนในบ้านยืนอออยู่ที่หน้าประตู

เหมือนกำลังดูอะไรสักอย่าง

ซุนเชี่ยนเชี่ยนขยี้ตาในชุดนอนลายหมีน้อยน่ารักเดินไปที่ประตู

ภาพที่เห็นคือต้นไม้ใหญ่ยักษ์

ลำต้นอวบใหญ่ บังประตูบ้านจนมิด

บ้านตระกูลซุนเป็นวิลล่าสามชั้นสไตล์ยุโรป ครอบครัวใหญ่อยู่รวมกัน

ต้นไม้นี้งอกขึ้นที่สวนหน้าบ้าน

ซุนเชี่ยนเชี่ยนจำได้ว่าปู่เคยปลูกไม้ประดับไว้ที่สวนหน้าบ้านต้นหนึ่ง

แต่ไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้

พุ่มใบแผ่ปกคลุมบ้านทั้งหลัง

แม้แต่ประตูทางออกก็ถูกปิดตาย

พ่อพยายามจะออกไปตามคนมาช่วย เลยต้องปีนหน้าต่างออกไปที่สวน

ฉากนั้นซุนเชี่ยนเชี่ยนจำได้ไม่ลืมชั่วชีวิต

ต้นไม้ใหญ่นั้นอ้าปากกว้าง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของซุนเชี่ยนเชี่ยนและสายตาของคนทั้งบ้าน มันกลืนกินพ่อของเธอเข้าไปในคำเดียว

"ต้นไม้นั่น มันมีชีวิต!"

"มัน... มันกิน... พ่อ..."

น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มสาวน้อย ตัวสั่นเทา

เฉินเยี่ยทำได้แค่ลูบหัวสีชมพูเพื่อปลอบโยน

ในใจกลับครุ่นคิด

ทำไมต้องเป็นต้นไม้อีกแล้ว?

ต้นหลิวแห่งความแค้นที่หมู่บ้านฉางโซ่ว แล้วก็ต้นไม้กินคนที่นี่...

หรือว่าต้นไม้สองต้นนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน?

สาวผมชมพูมือสั่นยกกระป๋องเบียร์ขึ้นซดอึกใหญ่ เบียร์สีเหลืองทองไหลลงมาตามลำคอขาวผ่อง เปียกเสื้อด้านหน้าจนชุ่ม

"ต้นไม้นั่น..."

ต้นไม้ประหลาดนั่น หลังจากกลืนพ่อของเธอไปต่อหน้าต่อตาทุกคน มันก็ตื่นขึ้น

กิ่งก้านเหมือนงูยักษ์ เจาะทะลุกำแพงเข้ามาในบ้าน

ปู่ ย่า แม่ น้องชาย ถูกกิ่งไม้ที่เหมือนงูเหลือมรัดไว้หมด

เหมือนบุฟเฟต์มื้อใหญ่ มันทยอยกินคนในครอบครัวของเธอทีละคนต่อหน้าต่อตาซุนเชี่ยนเชี่ยน

เหลือแค่พี่สาวกับเธอที่กอดกันตัวสั่นอยู่ที่มุมห้อง

สมองซุนเชี่ยนเชี่ยนขาวโพลนไปหมด

โชคดีที่พี่สาวซุนนาน่ามีสติกว่า สังเกตเห็นกฎโหดร้ายข้อหนึ่งของต้นไม้

ตอนที่มันกินคน มันจะเปิดช่องว่างให้พอเอาตัวรอดได้

การค้นพบนี้ทำให้ซุนนาน่าตัดสินใจทำบางอย่าง

ตอนที่ซุนนาน่าถูกกิ่งไม้รัดส่งเข้าปากยักษ์ เธอผลักน้องสาวออกไป

เสียสละตัวเอง เพื่อมอบโอกาสรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวให้ซุนเชี่ยนเชี่ยน

ซุนเชี่ยนเชี่ยนเห็นพี่สาวถูกกินไปต่อหน้าต่อตา สติหลุดลอย ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก

ขณะที่ซุนเชี่ยนเชี่ยนคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ

ต้นไม้ประหลาดนั่นก็หยุดโจมตี ผลไม้สีแดงสดเหมือนเลือดปรากฏขึ้นตรงหน้าซุนเชี่ยนเชี่ยน

กลิ่นหอมยั่วยวนกระตุ้นซุนเชี่ยนเชี่ยนอย่างรุนแรง

จากคำบอกเล่าของซุนเชี่ยนเชี่ยน ตอนนั้นเธอไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร เธอคว้าผลไม้นั้นมากินอย่างบ้าคลั่ง

ถึงขนาด... ซุนเชี่ยนเชี่ยนสัมผัสได้ถึงรสชาติของปู่ ย่า พ่อ แม่ พี่สาว และน้องชาย ในผลไม้นั้น

คำบรรยายนี้อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่ซุนเชี่ยนเชี่ยนพูดแบบนั้นจริงๆ

"เฉินเยี่ย นายรู้ไหมว่าทำไมพวกนายเป็นลำดับ 1 แต่ฉันเป็นลำดับ 2?"

ตอนนี้สาวน้อยร้องไห้จนหน้าตาเลอะเทอะ ตัวอ่อนปวกเปียกซบอยู่บนไหล่เฉินเยี่ย

เฉินเยี่ยพอจะเดาคำตอบได้ลางๆ

หรือเป็นเพราะผลไม้นั่น?

นี่มัน...

ฉู่เช่อที่แอบฟังอยู่ในรถ หน้าถอดสี

เขามั่นใจว่า ที่นาน่า ไม่สิ ซุนเชี่ยนเชี่ยน เลื่อนระดับได้เร็วขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะผลไม้ที่อาบด้วยเลือดเนื้อของคนในครอบครัวนั่นแหละ

"หึๆ... ก็เพราะผลไม้นั่นไง!"

"เฉินเยี่ย... ฉัน... ฉันกิน... ครอบครัวฉัน..."

น้ำตาไหลพรากราวกับเขื่อนแตก

สาวน้อยหมดเรี่ยวแรง พูดจบประโยคนี้ก็ฟุบลงกับไหล่เฉินเยี่ย

เฉินเยี่ยพูดไม่ออก

ให้เขาปลอบใจคน เขาทำไม่เป็นจริงๆ

แต่สถานการณ์แบบนี้ จะไม่พูดอะไรเลยก็คงไม่ได้

คิดอยู่นาน เฉินเยี่ยขยับปากที่แห้งผาก พูดออกมาว่า "ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก"

"วันสิ้นโลกแล้ว ทุกคนก็เหมือนๆ กัน... ล้วนมีญาติพี่น้องที่ตายจากไป"

ประโยคนี้ฟังดูไม่ได้เรื่องเอาซะเลย

"จริงๆ แล้วฉันไม่ชอบกินเหล้าเลย เมื่อก่อนไม่เคยแตะสักหยด"

"แต่ถ้าไม่กินเหล้า ฉันจะคิดมาก คิดถึงทุกวัน ทุกนาที ทุกวินาที หน้าของปู่ ย่า พ่อ แม่ พี่สาว และน้องชาย จะลอยมาอยู่ตรงหน้าฉัน!"

สาวน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้น น่าสงสารจับใจ

เฉินเยี่ยคิดว่าต้องปลอบใจสักหน่อย เลยเค้นสมองพูดออกไปประโยคหนึ่ง "ร้องไห้ไปจะมีประโยชน์อะไร? ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแก้แค้น!"

"รอให้เธอเก่งขึ้น กลับไปตัดไอ้ต้นไม้นั่นมาทำฟืนซะ!"

ฉู่เช่อที่แอบฟังอยู่ไม่ไกลถึงกับกุมขมับ มีใครเขาปลอบใจคนแบบนี้บ้างวะ

แต่ซุนเชี่ยนเชี่ยนกลับเงยหน้าขวับ

คำว่าแก้แค้น เธอไม่เคยคิดมาก่อน

ครอบครัวตายหมดในคืนเดียว ฆาตกรคือต้นไม้ จะไปแก้แค้นยังไง?

แต่คำพูดของเฉินเยี่ยเปิดประตูบานใหม่ให้เธอ

นั่นสิ ต้นไม้แล้วไง? ทำไมจะแก้แค้นไม่ได้?

มันกินครอบครัวฉันได้ ฉันก็ตัดมันมาเผาทิ้งแก้แค้นได้!

ดวงตาซุนเชี่ยนเชี่ยนสว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า

"เฉินเยี่ย! ไปที่รถ..."

"หือ?"

"นาย..."

"..."

พระจันทร์สีเลือดบนท้องฟ้ายังเขินอายจนต้องเอาเมฆมาบังหน้า

เสี่ยวหยู สาวแว่นตัวเล็ก กลิ้งลงมาจากรถอย่างทุลักทุเลพร้อมกับสบถพึมพำ ใบหน้าแดงก่ำ

บ่นพึมพำว่าจะเป็นตากุ้งยิงไหมเนี่ย

ส่วนหัวหน้าฉู่ที่อยู่ในรถออฟโรดไม่ไกล พอได้ยินเสียงจากวิทยุแอบฟัง ก็สะดุ้งโหยงเหมือนโดนน้ำร้อนลวก รีบปิดวิทยุทันที สีหน้าดูไม่ได้

"หูฉัน สกปรกหมดแล้ว สกปรกหมดแล้ว!"

"ไอ้บ้า เฉินเยี่ย ซุนเชี่ยนเชี่ยน พวกแกสองคน... พวกแกสองคน... หน้าไม่อาย! คู่ชายหญิงบัดสี!"

ส่วนคนอื่นๆ บางคนหัวเราะหึๆ

บางคนทำหน้าหื่นกาม

มีเพียงสวีลี่นาที่หน้ามืดครึ้มเหมือนฝนจะตก

สำหรับเฉินเยี่ย

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ซุนเชี่ยนเชี่ยนก็อายุเกินสิบแปดแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว

เขาไม่ใช่พ่อพระ และไม่ใช่หลิ่วเซี่ยฮุ่ย

ฟ้าสางเมื่อไหร่ ก็ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

** หลิ่วเซี่ยฮุ่ย บุคคลในตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์และไม่หวั่นไหวต่ออิสตรี

จบบทที่ บทที่ 75 หลังฟ้าสาง ให้ถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว