- หน้าแรก
- พลังลำดับฝ่าวันสิ้นโลก
- บทที่ 60 วัตถุพิศวงอันดับต่ำกว่าสองพัน
บทที่ 60 วัตถุพิศวงอันดับต่ำกว่าสองพัน
บทที่ 60 วัตถุพิศวงอันดับต่ำกว่าสองพัน
"ยืนยันการตรวจสอบ!"
เมื่อเฉินเยี่ยตัดสินใจ ระบบก็ตอบกลับผลการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว
[หักแต้มสังหาร 100 แต้ม!]
[กำลังตรวจสอบ!]
[ตรวจสอบเสร็จสิ้น!]
[ชื่อไอเทม: หนังหัวผีลอกหนัง]
[ประเภท: วัสดุวัตถุพิศวง ใช้สร้างวัตถุพิศวงได้ มีคุณสมบัติเหนือจินตนาการ]
[ที่มา: สิ่งนี้ถูกผู้มีพลังสายพุทธะลำดับที่ 3 ผู้ธำรงวินัย ถลกออกมาจากหัวของผีลอกหนัง ต่อมาผู้มีพลังสายพุทธะผู้นั้นเสียชีวิตในการต่อสู้ ผู้รอดชีวิตเก็บได้ และตกมาอยู่ในมือของฉู่เช่อ หัวหน้าขบวนรถแห่งความยุติธรรม]
[คำแนะนำ: เป็นวัสดุวัตถุพิศวงหายาก หากนำไปสร้างวัตถุพิศวง อาจได้อันดับต่ำกว่า 2,000 แต่อาจมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง]
อันดับต่ำกว่าสองพัน?
วิทยุแอบฟังของหัวหน้าฉู่อันดับ 1257
ถึงอาจจะเทียบวิทยุแอบฟังของหัวหน้าฉู่ไม่ได้
แต่แค่นี้เฉินเยี่ยก็พอใจมากแล้ว
อย่าลืมนะว่านี่คือวัตถุพิศวง
ตามคำบอกเล่าของหัวหน้าฉู่ วัตถุพิศวงนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ขนาดตัวเขาเองยังได้วิทยุแอบฟังมาเพราะโชคช่วย
ได้ยินมาว่านาน่าก็มีวัตถุพิศวงชิ้นหนึ่ง แต่อันดับอยู่ที่สามพันกว่า ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
เฉินเยี่ยเดาว่าน่าจะเป็นกระบี่เล่มนั้น
ตั้งแต่รู้จักผู้หญิงคนนี้มา ไม่เคยเห็นกระบี่ห่างกายเธอเลย
ส่วนเถี่ยซือ ไม่เคยได้ยินว่ามีวัตถุพิศวง
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าวัตถุพิศวงมีค่าแค่ไหน
"นายอยากได้ไอ้นี่เหรอ?"
แม้จะเป็นประโยคคำถาม แต่สีหน้าหัวหน้าฉู่กลับบ่งบอกว่า 'ฉันกะไว้แล้วว่าต้องมีวันนี้'
เห็นหน้าตากวนโอ๊ยที่ทำเหมือนรู้ทันทุกอย่าง เฉินเยี่ยอยากจะถุยน้ำลายใส่หน้าสักที
แต่เพื่อการต่อรองราคา ต้องอดทนไว้
เฉินเยี่ยข่มความโลภในใจ ต่อให้อยากได้แค่ไหน ก็แสดงออกไม่ได้
"จะแลกยังไง?"
ฉู่เช่อไม่ตอบ แต่หันไปหยิบถุงมือพลาสติกมาใส่ แล้วค่อยหยิบแผ่นหนังสีแดงขึ้นมา
ไอ้บ้า เมื่อกี้เห็นโยนทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่เห็นจะสนใจ
พอฉันอยากได้ ดันใส่ถุงมือขึ้นมาเชียว?
ใจดำจริงๆ นะหัวหน้า!
คราวนี้ได้ดูแผ่นหนังสีแดงใกล้ๆ
ความรู้สึกของเฉินเยี่ยต่างจากครั้งก่อนลิบลับ
สีแดงสดของแผ่นหนังดูน่าขนลุก ราวกับแช่อยู่ในบ่อเลือดมานับพันปี
ไม่รู้ทำไม แวบแรกเฉินเยี่ยก็มั่นใจว่า นี่คือหนังมนุษย์
เพราะลวดลายบนแผ่นหนังเหมือนกับผิวหนังบนตัวเขาเปี๊ยบ
"ในเมื่อนายดูออกแล้ว ฉันก็จะไม่ปิดบัง"
"จริงๆ แล้วฉันก็ไม่รู้ที่มาของหนังผืนนี้เหมือนกัน!"
เฉินเยี่ย: "..."
"แต่ฉันรู้ว่าของสิ่งนี้ไม่ธรรมดาแน่ เพราะหนังผืนนี้ ขบวนรถเราถึงต้องเสียผู้รอดชีวิตไปคนหนึ่ง!"
ฉู่เช่อเริ่มเล่าสิ่งที่เขารู้ให้ฟัง
เรื่องเกิดก่อนเฉินเยี่ยจะเข้าร่วมขบวนรถ มีผู้รอดชีวิตคนหนึ่งไปหาเสบียงแล้วได้ของสิ่งนี้กลับมา
ต่อมาผู้รอดชีวิตคนนั้นก็นอนตายอยู่ในเต็นท์ของตัวเอง
สภาพศพถูกถลกหนังออกจนเกลี้ยง
สุดท้ายหนังผืนนี้ก็ตกมาอยู่ในมือฉู่เช่อ
เดิมทีฉู่เช่อกะจะทิ้งไปแล้ว แต่ด้วยความลังเลชั่ววูบ คิดว่าหนังผืนนี้อาจมีประโยชน์ในอนาคต เลยเก็บไว้
"ถึงจะไม่รู้ที่มาที่ไป แต่ฉันรู้ว่าของสิ่งนี้ไม่ธรรมดา"
"เดิมทีกะจะเอาไว้แลกของดีๆ กับขบวนรถอื่นในอนาคต แต่ในเมื่อนายอยากได้ ก็แลกให้นายแล้วกัน!"
ฟังหัวหน้าฉู่พล่ามมาตั้งนาน เฉินเยี่ยรู้เลยว่าราคาต้องขูดเลือดขูดเนื้อแน่
"แล้ว... หัวหน้าจะแลกกับอะไร?"
ฉู่เช่อคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "ฉันอยากได้รถหัวปลาพริกของนาย!"
เฉินเยี่ยลุกขึ้น หันหลังเตรียมเดินออกทันที
"เดี๋ยวสิ เดี๋ยวสิ... อย่าเพิ่งใจร้อน คุยกันก่อน คุยกันก่อน!"
"วัยรุ่นสมัยนี้ ใจร้อนจริง!"
สุดท้ายเฉินเยี่ยต้องจ่ายด้วยข้าวสารสองกระสอบ กระสอบละสิบกิโล รวมเป็นยี่สิบกิโล
บวกแป้งหมี่สิบกิโล บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งลัง น้ำแร่หนึ่งลัง เหล่ากานมาสองขวด ไส้กรอกสิบแท่ง ไข่พะโล้สิบห่อ และเนื้อรมควันอีกห้าชั่ง
ถึงได้หนังสีแดงผืนนั้นมาครอบครอง พร้อมแผงโซลาร์เซลล์พังๆ เป็นของแถม
ในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ แผงโซลาร์เซลล์กลายเป็นของแถมไปเลย
เฉินเยี่ยกระอักเลือดซิบๆ
"อาเยี่ย อย่าหาว่าฉันหน้าเลือดนะ ฉันเป็นผู้ชายที่ต้องเลี้ยงดูคนทั้งขบวนรถ เสบียงแค่นี้ ยังไม่พอยาไส้ด้วยซ้ำ!"
เลี้ยงดูคนทั้งขบวนรถ?
ก็ได้ ยอมรับว่าผู้รอดชีวิตที่หนีมาจากเมืองลู่เฉิง หัวหน้าฉู่ก็เลี้ยงข้าวฟรีมาสองวันจริงๆ
เฉินเยี่ยขี้เกียจต่อปากต่อคำ เดินออกจากเต็นท์หัวหน้าฉู่ทันที
ของอยู่ในมือแล้ว ตอนนี้เขาขี้เกียจปกปิดความตื่นเต้นในใจ
ตอนเดินออกจากเต็นท์ เจอเข้ากับลุงอาเป่าจูงหมาดำสองตัวมาเดินเล่นพอดี
หมาดำสองตัวนี้ ฉู่เช่อไปแลกมาจากผู้รอดชีวิต หลังจากที่เฉินเยี่ยบอกว่าเลือดหมาดำใช้จัดการสิ่งลี้ลับได้
เจ้าของเดิมตายไปตั้งแต่ตอนอยู่หมู่บ้านฉางโซ่วแล้ว
ตอนนี้เห็นหมาดำสองตัวนี้ผอมจนหนังหุ้มกระดูก ดูไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่
สงสัยโดนหัวหน้าฉู่ใจดำรีดเลือดไปไม่น้อย
เดินไปอีกสองก้าว ก็เจอสาวขายาวเดินโซซัดโซเซกลับมาจากข้างนอก มือหนึ่งถือกระป๋องเบียร์ อีกมือจับด้ามกระบี่ที่เอว
พอเห็นเฉินเยี่ย สาวขายาวก็ชูกระป๋องเบียร์ให้
"อาเยี่ย ดื่มหน่อยมั้ย?"
"ไม่ล่ะ เชิญตามสบาย!"
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ คนอื่นเริ่มเรียกเฉินเยี่ยว่า "อาเยี่ย" ตามเถี่ยซือกันหมด
เฉินเยี่ยกลับมาที่รถสามล้อ เห็นเวลานับถอยหลังเหลืออีกเก้าชั่วโมงกว่า
กำลังจะมุดเข้าหลังคารถไปพักผ่อน
ก็เห็นร่างสั่นเทาด้วยความหนาวยืนอยู่ข้างรถสามล้อ
"ใคร?"
เฉินเยี่ยตกใจ มือคว้าด้ามมีดพร้าที่เอวทันที
"ฉะ... ฉันเอง!"
ร่างที่สั่นเทาเดินออกมา ใบหน้าขาวซีดเพราะความหนาวปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์สีเลือด
แม้จะอยู่ใต้แสงจันทร์สีเลือด แต่ใบหน้าสวยหวานหยาดเยิ้มนั้น เฉินเยี่ยก็จำได้ทันที
ช่วยไม่ได้ คนในขบวนรถมีอยู่แค่นี้
ผู้หญิงคนนี้ด้วยรูปร่างและบุคลิกที่โดดเด่น ทำให้เธอค่อนข้างมีชื่อเสียงในขบวนรถ
เว้นแต่เฉินเยี่ยจะเป็นเหมือนหัวหน้าฉู่
ไม่งั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สังเกตเห็นผู้หญิงคนนี้
"คุณ..."
สวีลี่นาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ให้เฉินเยี่ยเห็นใบหน้าชัดๆ
แล้วพูดเสียงสั่นเครือว่า "ฉัน... ฉันชื่อสวีลี่นา..."
สวีลี่นาทำเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองดังแค่ไหนในขบวนรถ วางตัวเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก
แบบนี้จะกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องของผู้ชายได้ดีนัก
นักล่าที่ปลอมตัวเป็นเหยื่อ คือนักล่าที่ฉลาดที่สุด
"ฉัน... มาที่นี่... เพื่อจะ... เตือนคุณ"
"มีคน... มีคนคิดไม่ซื่อกับคุณ คุณต้อง... ระวังตัวนะ!"
สวีลี่นาพูดไปกระทืบเท้าไป ลมหายใจพ่นออกมาเป็นไอขาว ใบหน้าแดงระเรื่อเพราะความหนาว
ท่าทางน่าสงสารจับใจ ใครเห็นก็ต้องอดสงสารไม่ได้
"คุณมาเพื่อบอกผมแค่นี้?"
เฉินเยี่ยกวาดตามองผู้หญิงตรงหน้า ต้องยอมรับว่าถึงจะหนาวจนสั่นเป็นลูกนก แต่ก็ยังสวยบาดตาบาดใจ
ต่อให้เทียบกับสองพี่น้องตระกูลโจว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย
แถมยังมีความอ่อนหวานแบบผู้หญิงที่ทำให้คนอยากรังแกเพิ่มเข้ามาอีก
"อืม คุณเป็น... คนดี ฉันไม่อยากให้คนดีโดนทำร้าย!"
ความหมายของสวีลี่นาคือ ต่อให้เป็นคนอื่น ฉันก็จะทำแบบนี้แหละ ฉันเป็นคนจิตใจดีแบบนี้เอง!
"ใครจะเล่นงานผม?"
"ฉัน... ฉันบอกไม่ได้ ถ้าฉันบอก คนอื่นจะเพ่งเล็งฉัน ถ้าคุณรู้ชื่อ คุณก็ต้องไปแก้แค้นเขาแน่"
"ฉัน... ฉันไม่อยากเห็นใครเจ็บตัว โลกมันก็แย่พออยู่แล้ว!"
กลิ่นชาเขียวหอมฟุ้ง!!!
เฉินเยี่ยแอบค่อนขอดในใจ
สวีลี่นาเห็นเฉินเยี่ยจ้องเธอตาแป๋ว ก็แอบบ่นในใจ: ไอ้ผู้ชายบื้อ ฉันลงทุนขนาดนี้แล้ว ไม่คิดจะเอาของกินมาตอบแทนน้ำใจกันหน่อยเหรอ?
ขณะที่สวีลี่นาเริ่มกระอักกระอ่วนจนอยากจะหันหลังกลับ
ในที่สุดเฉินเยี่ยก็ล้วงสนิกเกอร์ออกมาแท่งหนึ่งยื่นให้
สวีลี่นามองสนิกเกอร์แท่งนั้นแล้วกลืนน้ำลาย
ถ้าเป็นก่อนวันสิ้นโลก ของกินแคลอรีสูงปรี๊ดแบบนี้ สวีลี่นาไม่มีทางแตะต้องเด็ดขาด เธอต้องรักษารูปร่างให้เป๊ะปังอยู่เสมอ
แต่ตอนนี้...
โลกมันแตกไปแล้วนี่นา!
สวีลี่นารู้สึกน้ำลายสอเต็มปาก แต่ก็ฝืนใจละสายตาออกมา "ฉัน... มาบอกข่าวคุณ เพราะไม่อยากให้คนดีๆ เป็นอะไรไป ไม่ได้หวังอะไรจากคุณ"
"แค่นี้แหละ คุณ... รีบพักผ่อนเถอะ ฝันดีนะ!"
พูดจบ แม่ตัวดีก็สะบัดก้นวิ่งหนีไปเลย
เธอกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้อีกนิด จะเผลอแสดงกิริยาตะกละตะกลามออกมาต่อหน้าผู้ชายคนนั้น
เฉินเยี่ยมองตามหลังหญิงสาวที่วิ่งหายไป มุมปากยกยิ้ม "ผู้หญิงคนนี้มารยาไม่เบา ไม่รู้เมื่อก่อนทำอาชีพอะไร ร้ายกาจจริงๆ!"
แต่เฉินเยี่ยก็รีบดึงสติกลับมาที่รถสามล้อ มุดเข้าไปในกระบะท้ายท่ามกลางความมืด
คลำหากิ่งหลิวเส้นนั้น
เมื่อกี้เฉินเยี่ยฉุกคิดขึ้นได้ ในเมื่อระบบตรวจสอบ "หนังหัวผีลอกหนัง" ได้ งั้นก็น่าจะตรวจสอบกิ่งหลิวนี้ได้เหมือนกัน?
ต้นหลิวใหญ่แห่งหมู่บ้านฉางโซ่วตกลงมันคือตัวอะไรกันแน่?
กิ่งหลิวนี้มีประโยชน์อะไร?
แล้วถ้าเอากิ่งหลิวนี้มาใช้ร่วมกับ "หนังหัวผีลอกหนัง"?
จะสร้างวัตถุพิศวงที่มีอันดับสูงกว่าเดิมได้ไหมนะ?