- หน้าแรก
- พลังลำดับฝ่าวันสิ้นโลก
- บทที่ 31 โจวเสี่ยวเสี่ยว: ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะแล้งน้ำใจ
บทที่ 31 โจวเสี่ยวเสี่ยว: ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะแล้งน้ำใจ
บทที่ 31 โจวเสี่ยวเสี่ยว: ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะแล้งน้ำใจ
"ทำไมยังไม่มีใครออกมาอีก!"
"ตอนนี้จะสี่โมงเย็นแล้ว เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง!"
"หมู่บ้านนี้มันยังไงกันแน่!"
"หรือว่าพวกเขา... ตายกันหมดแล้ว?"
"เป็นไปไม่ได้ พวกเขามีผู้มีพลังลำดับตั้งสามคน จะตายได้ยังไง!"
นับตั้งแต่เฉินเยี่ยและอีกสองคนพาผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่นเข้าไปรวบรวมเสบียงในหมู่บ้านฉางโซ่ว ก็ยังไม่มีใครออกมาจากหมู่บ้านเลยแม้แต่คนเดียว
สถานการณ์แบบนี้ผิดปกติมาก
ตอนอยู่ที่เมืองซิ่งฮวา ยังมีผู้รอดชีวิตทยอยหนีออกมาเรื่อยๆ
บางคนได้เสบียงพอแล้วก็รีบกลับออกมาก่อน
บางคนหาเสบียงได้ช้าหน่อย ก็จะออกมาทีหลัง
แต่ตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้ก้าวเท้าเข้าสู่หมู่บ้านฉางโซ่ว ก็ยังไม่มีใครกลับออกมาเลย
ความผิดปกตินี้แผ่ปกคลุมจิตใจของทุกคนราวกับเงามืด
แม้แต่หัวหน้าฉู่เช่อผู้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว
ผู้รอดชีวิตที่รออยู่นอกหมู่บ้านฉางโซ่วเริ่มกระสับกระส่าย
คนที่ไม่มีความกล้าพอจะเข้าไปหาเสบียงด้วยตัวเอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายไม่แข็งแรง รู้ตัวว่าคงหาเสบียงไม่ได้
อีกส่วนหนึ่งคือไม่กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับ จึงหวังพึ่งเสบียงจากคนอื่นแทน
ทันทีที่มีคนขนเสบียงกลับมาเยอะๆ คนพวกนี้ก็จะเอาของมีค่าที่มีมาแลกเปลี่ยน
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นประจำในขบวนรถ
ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจ ฉู่เช่อก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว
นี่คือกฎการเอาตัวรอดของผู้คนในขบวนรถ
คนที่เข้าไปหาเสบียงในหมู่บ้าน ก็คือความหวังของคนเหล่านี้
แต่ตั้งแต่เช้าจดเย็น ยังไม่มีใครขนเสบียงออกมาจากหมู่บ้านแม้แต่คนเดียว
ทำให้หลายคนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
ฉู่เช่อมมองดูหมู่บ้านที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทา
ตอนมาถึงเมื่อสิบเอ็ดโมงเช้า ฉู่เช่อยังพอมองเห็นสภาพภายในหมู่บ้านได้บ้าง
แต่ตอนนี้ ภายในหมู่บ้านถูกบดบังจนมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความมืดมัวสลัวราง
แม้แต่เสียงเล็ดลอดออกมาสักนิดก็ไม่มี
นี่ยิ่งทำให้ฉู่เช่อไม่สบายใจ
ไม่ไกลนัก หญิงสาวคนหนึ่งแววตาลุกลี้ลุกลน
เธอคือสวีเจียวเจียว
หลังจากถูกฉู่เช่อสั่งสอนไปคราวก่อน สวีเจียวเจียวก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นเยอะในขบวนรถ
แต่ถ้าคิดว่าเธอจะไม่ทำอะไรเลย ก็คงเป็นไปไม่ได้
ช่วงเวลาที่ผ่านมา สวีเจียวเจียวได้แอบรวบรวมพรรคพวกที่เป็นผู้หญิงไว้หลายคน
สวีเจียวเจียวเริ่มวางแผนในใจ ถ้าไม่มีใครออกมาจากหมู่บ้านฉางโซ่ว เธอก็จะไม่นั่งรอความตายเฉยๆ
จากข้อมูลที่เธอรู้มา หัวหน้าฉู่เช่อแม้จะเป็นผู้มีพลังลำดับ แต่ดูเหมือนจะไม่มีพลังในการต่อสู้มากนัก
สวีเจียวเจียวแอบวางแผนเงียบๆ
ถ้าถึงสี่โมงเย็นแล้วยังไม่มีใครออกมาล่ะก็...
ในขณะที่ขบวนรถนอกหมู่บ้านเริ่มกังวลใจ
สถานการณ์ภายในหมู่บ้านกลับเข้าขั้นวิกฤต
ต้นหลิวใหญ่ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกยั่วโมโห
ศพนับร้อยที่ถูกกิ่งหลิวพันธนาการเริ่มฟื้นคืนชีพ
ดวงตาขุ่นมัวที่เต็มไปด้วยความกระหายอันชั่วร้ายจ้องมองเหล่าผู้รอดชีวิต ราวกับกำลังมองไก่ย่างรสเลิศ
ศพนับร้อยถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกัน ความรู้สึกเหมือนกำลังดูฉากในหนังซอมบี้ ทำให้ทุกคนขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ศพหนึ่งที่ถูกกิ่งหลิวรัดคอ พุ่งเข้าใส่เถี่ยซือราวกับหุ่นเชิด
เมื่อศพหนึ่งขยับ ศพอื่นๆ ก็เริ่มขยับตาม
ศพเหล่านี้ถูกกิ่งหลิวควบคุม ราวกับเครื่องบินบังคับในมือเด็ก เปิดฉากโจมตีจากกลางอากาศ
"ไสหัวไป!"
เถี่ยซือตั้งใจจะพุ่งเข้าไปที่ต้นหลิวใหญ่ ใช้พละกำลังทำลายต้นหลิวประหลาดนี้ให้สิ้นซาก
นี่อาจเป็นวิธีเดียวที่จะออกจากหมู่บ้านฉางโซ่วได้
แต่ศพตรงหน้ากลับเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
หมัดยักษ์ชกเข้าใส่ศพตัวหนึ่ง จนศพนั้นกระเด็นถอยหลังไปกลางอากาศ
แต่เพียงพริบตาเดียว ศพนั้นก็พุ่งกลับเข้ามาใหม่
หมัดของเถี่ยซือทำอะไรศพพวกนี้ไม่ได้เลยงั้นเหรอ?
ต้องรู้ว่า หมัดของเถี่ยซือสามารถต่อยผู้ชายตัวโตๆ จนตัวแตกได้สบายๆ
แต่กลับไม่มีผลอะไรกับศพพวกนี้เลย
เห็นฉากนี้ เฉินเยี่ยรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
ศพพวกนี้เห็นได้ชัดว่าเทียบไม่ได้กับหุ่นเชิดเฒ่าหลังค่อมหรือผีสาวกรรไกรชุดขาว
แต่กลับรับมือยากขนาดนี้
ทำให้หัวใจของเฉินเยี่ยค่อยๆ ดิ่งลงเหว
ไม่นานศพอื่นๆ ก็พุ่งเข้ามาอีก
ศพตัวหนึ่งกระโจนขึ้นเกาะหลังเถี่ยซือ อ้าปากเตรียมกัดเข้าที่ต้นคอของเขา
"ฟุ่บ!"
ลูกดอกชุบเลือดสุนัขดำปักเข้าที่กลางหลังของศพ
"ซู่!"
ควันสีขาวลอยขึ้น
ศพตัวนั้นปล่อยมือจากหลังเถี่ยซือด้วยความเจ็บปวด
[คุณสร้างความเสียหายให้กับหุ่นเชิดศพ คุณได้รับแต้มสังหาร +100]
ได้ผล?
ที่แท้พวกมันเรียกว่าหุ่นเชิดศพ
ยังไม่ทันที่เฉินเยี่ยจะดีใจ หุ่นเชิดศพที่มีลูกดอกปักอยู่กลางหลังก็พุ่งเข้าใส่เฉินเยี่ยอีกครั้ง
ยังไม่ทันจะถึงตัว กลิ่นเหม็นเน่าก็ลอยมาแตะจมูกเฉินเยี่ย
สาวขายาวใช้นิ้วชี้มือซ้ายลูบตัวกระบี่ ปากท่องคาถา "แสงสว่างชุบคม ส่องทะลุแดนยมโลก!..."
"เบิก!"
กระบี่ของหญิงสาวเปล่งแสงเรืองรอง ฟันฉับเข้าใส่หุ่นเชิดศพ!
หุ่นเชิดศพขาดเป็นสองท่อนตกลงพื้น
ถึงกระนั้น ท่อนบนของหุ่นเชิดศพก็ยังตะเกียกตะกายคลานเข้าหาเฉินเยี่ย
ไอ้เชี่ยเอ๊ย...
เฉินเยี่ยอยากจะสบถออกมาดังๆ
นึกไม่ถึงว่าหุ่นเชิดศพจะรับมือยากขนาดนี้
"กรี๊ด~~~"
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น
ผู้รอดชีวิตคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเฉินเยี่ย ถูกหุ่นเชิดศพหลายตัวหิ้วร่างลอยขึ้นไปบนฟ้า
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นลงมาเต็มพื้น
หุ่นเชิดศพบินไม่ได้ แต่เมื่อมีกิ่งหลิวช่วยดึง พวกมันก็บินได้
"เสี่ยวฟู่ เสี่ยวฟู่ ช่วยป้าด้วย!"
ยายแก่ที่แบกเสบียงจนตัวแอ่นยังไม่ตาย แม้จะเคลื่อนไหวเชื่องช้าเพราะแบกของหนักเกินไป
แต่แกก็ยังพยายามหลบหลีกการโจมตีของหุ่นเชิดศพอย่างสุดชีวิต
เมื่อครู่หุ่นเชิดศพพุ่งเป้ามาที่แก แต่แกกลับผลักผู้รอดชีวิตข้างๆ ไปรับเคราะห์แทน
ฉากนี้ผู้รอดชีวิตหลายคนเห็นเต็มตา ยิ่งทำให้รังเกียจและเคียดแค้นยายแก่คนนี้มากขึ้นไปอีก
มีแต่พ่อหนุ่มนักศึกษาซื่อบื้อคนนั้นที่ไม่เห็น
แต่ตอนนี้เสี่ยวฟู่เองก็เอาตัวแทบไม่รอด ควงท่อเหล็กสู้กับหุ่นเชิดศพตัวหนึ่งอย่างทุลักทุเล ดูท่าจะต้านไว้ได้อีกไม่นาน
สองพี่น้องโจวหลานและโจวเสี่ยวเสี่ยวก็ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่
หุ่นเชิดศพพุ่งเข้าใส่ผู้รอดชีวิตจากทุกทิศทุกทาง
สถานะดาราของโจวหลานไม่มีความหมายใดๆ ต่อหน้าหุ่นเชิดศพพวกนี้
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทางที่เพิ่งยืนอยู่ข้างๆ ถูกหุ่นเชิดศพหิ้วไปฉีกกินกลางอากาศพร้อมเสียงร้องโหยหวน
สองพี่น้องก็ขวัญหนีดีฝ่อ
เดิมทีสองพี่น้องหวังพึ่งบารมีเถี่ยซือและนาน่าให้อยู่รอด
แต่น่าเสียดาย ตอนนี้เถี่ยซือพุ่งเข้าไปหาต้นหลิวใหญ่ อยู่ห่างจากสองพี่น้องไปหลายสิบเมตร
ส่วนสาวขายาวคงไม่มีทางมาปกป้องสองพี่น้องแน่
ตอนนี้สาวขายาวต้องคอยคุ้มกันเถี่ยซือ พร้อมกับปกป้องเฉินเยี่ย ไม่มีเวลามาสนใจสองพี่น้องหรอก
หุ่นเชิดศพตัวหนึ่งห้อยโหนกิ่งหลิวลงมาจากฟ้า พุ่งตรงเข้าใส่โจวหลาน
"พี่! ระวัง!"
โจวเสี่ยวเสี่ยวไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เหวี่ยงเป้บนหลังกระแทกใส่หุ่นเชิดศพเต็มแรง ช่วยให้โจวหลานรอดพ้นความตายไปได้หวุดหวิด
แต่ไม่นานหุ่นเชิดศพตัวอื่นก็พุ่งเข้ามาอีก
"เสี่ยวเสี่ยว!"
โจวเสี่ยวเสี่ยวเห็นลูกดอกของเฉินเยี่ยปักเข้าที่หุ่นเชิดศพ แล้วมันก็ถอยหนีไปพร้อมควันสีขาว
โจวเสี่ยวเสี่ยวกัดฟันแน่น "พี่ ไปหาเฉินเยี่ยกัน ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะแล้งน้ำใจเห็นคนตายแล้วไม่ช่วย!"